ตรวจข้อสอบ > สุดาพร สีงาม > ชีวเคมีเชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์ | Biochemistry > Part 2 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 0 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


ค. น้ำตาลทราย , ไข่ขาว , เอทิลแอซิเตต

X เป็นน้ำตาลทราย เมื่อต้มน้ำตาลทรายกับสารละลาย HCI น้ำตาลทรายจะถูก ย่อยออกเป็นน้ำตาลกลูโคสกับน้ำตาลฟรุกโตส น้ำตาลที่ได้ทั้ง 2 ชนิด เมื่อต้ม กับสารละลายเบเนดิกต์จะเกิดตะกอนสีแดงอิฐของCu OY เป็นสารจำพวกโปรตีน เพราะเมื่อต้มกับสารละลาย NaOH + CuSO, เกิดสารสีม่วง ดังนั้น Y จึงเป็น ไข่ขาวได้เพราะไข่ขาวมีโปรตีน เมื่อต้ม 2 กับสารละลาย HCL เกิดสารที่มีกลิ่น คล้ายน้ำส้มสายชู แสดงว่า 2 คือ เอสแอซีเตต เพราะเมื่อต้มเอทิลแอซีเตดกับ สารละลาย HCl จะเกิดแอทิลแอลกอฮอล์และกรดแอซีติกซึ่งมีกลิ่นคล้าย น้ำส้มสายชู X เป็นน้ำตาลทราย เมื่อต้มน้ำตาลทรายกับสารละลาย HCI น้ำตาลทรายจะถูก ย่อยออกเป็นน้ำตาลกลูโคสกับน้ำตาลฟรุกโตส น้ำตาลที่ได้ทั้ง 2 ชนิด เมื่อต้ม กับสารละลายเบเนดิกต์จะเกิดตะกอนสีแดงอิฐของCu OY เป็นสารจำพวกโปรตีน เพราะเมื่อต้มกับสารละลาย NaOH + CuSO, เกิดสารสีม่วง ดังนั้น Y จึงเป็น ไข่ขาวได้เพราะไข่ขาวมีโปรตีน เมื่อต้ม 2 กับสารละลาย HCL เกิดสารที่มีกลิ่น คล้ายน้ำส้มสายชู แสดงว่า 2 คือ เอสแอซีเตต เพราะเมื่อต้มเอทิลแอซีเตดกับ สารละลาย HCl จะเกิดแอทิลแอลกอฮอล์และกรดแอซีติกซึ่งมีกลิ่นคล้าย น้ำส้มสายชู 6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


ข. น้ำมันมะกอกเท่านั้นที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว จึงทำปฏิกิริยาฟอกจางสีโบรมีนได้

ไมริสติก ปาล์มอีก และสเตียริกคือ กรดไขมันอิ่มตัว ส่วนโอเลอิก ไลโนเลอิก เป็นกรดไขมันไม่ อิ่มตัว ดังนั้น ข้อ 1 จึงถูก ข้อ 2 ถูกเพราะไขมันหรือน้ำมันเป็นโมเลกุลไม่มีขั้ว จึงไม่ละลายน้ำ แต่ละลายได้ดีในเฮกเซน ข้อ 3 ผิด เพราะทั้งน้ำมันมะกอกน้ำมันหมูและไขวัว ต่างก็มีโอเลอิก และไลโนเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ทั้งน้ำมันมะกอก น้ำมันหมู และไขวัวจึงสามารถ ฟอกจางสีโบรมันได้แต่น้ำมันมะกอกจะฟอกได้มากที่สุด เพราะมีปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัว มากที่สุด ข้อ 4 ถูกต้อง เพราะน้ำมันหมู มีไม่รู้สติก ปาล์มิติก และสเตียริก ซึ่งเป็นกรดไขมัน อิ่มตัวน้อยกว่าไขวัว ไมริสติก ปาล์มอีก และสเตียริกคือ กรดไขมันอิ่มตัว ส่วนโอเลอิก ไลโนเลอิก เป็นกรดไขมันไม่ อิ่มตัว ดังนั้น ข้อ 1 จึงถูก ข้อ 2 ถูกเพราะไขมันหรือน้ำมันเป็นโมเลกุลไม่มีขั้ว จึงไม่ละลายน้ำ แต่ละลายได้ดีในเฮกเซน ข้อ 3 ผิด เพราะทั้งน้ำมันมะกอกน้ำมันหมูและไขวัว ต่างก็มีโอเลอิก และไลโนเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ทั้งน้ำมันมะกอก น้ำมันหมู และไขวัวจึงสามารถ ฟอกจางสีโบรมันได้แต่น้ำมันมะกอกจะฟอกได้มากที่สุด เพราะมีปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัว มากที่สุด ข้อ 4 ถูกต้อง เพราะน้ำมันหมู มีไม่รู้สติก ปาล์มิติก และสเตียริก ซึ่งเป็นกรดไขมัน อิ่มตัวน้อยกว่าไขวัว 6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


ข้อ ข.

ข้อ ก ผิด เพราะน้ำมันที่แข็งตัวก่อนมีจุดหลอมเหลวหรือ จุดเยือกแข็งสูงกว่าน้ำมันที่แข็งตัวทีหลัง ข้อ ข ถูกเพราะน้ำมัน A มี จุดหลอมเหลวสูงกว่า แสดงว่าน้ำมัน A มีกรดไขมันอิ่มตัวมากกว่า ส่วนน้ำมัน B มีจุดหลอมเหลวต่ำกว่า แสดงว่าน้ำมัน B มีกรดไข มันไม่อิ่มตัวมากกว่า ข้อ ค ถูก เพราะน้ำมัน B มีกรดไขมันไม่อิ่ม ตัวมากกว่าน้ำมัน A หรือน้ำมัน B มีพันธะคู่ระหว่างคาร์บอน (C - C) มากกว่าน้ำมัน A ทำให้น้ำมัน B ทำปฏิกิริยากับ ออกซิเจนตรงตำแหน่งพันธะคู่ระหว่างคาร์บอน เกิดกรดไขมันและ แอลดีไฮด์ ซึ่งมีกลิ่นเหม็นได้ง่ายกว่าน้ำมัน A ดังนั้น จึงตอบข้อ 2 ข้อ ก ผิด เพราะน้ำมันที่แข็งตัวก่อนมีจุดหลอมเหลวหรือ จุดเยือกแข็งสูงกว่าน้ำมันที่แข็งตัวทีหลัง ข้อ ข ถูกเพราะน้ำมัน A มี จุดหลอมเหลวสูงกว่า แสดงว่าน้ำมัน A มีกรดไขมันอิ่มตัวมากกว่า ส่วนน้ำมัน B มีจุดหลอมเหลวต่ำกว่า แสดงว่าน้ำมัน B มีกรดไข มันไม่อิ่มตัวมากกว่า ข้อ ค ถูก เพราะน้ำมัน B มีกรดไขมันไม่อิ่ม ตัวมากกว่าน้ำมัน A หรือน้ำมัน B มีพันธะคู่ระหว่างคาร์บอน (C - C) มากกว่าน้ำมัน A ทำให้น้ำมัน B ทำปฏิกิริยากับ ออกซิเจนตรงตำแหน่งพันธะคู่ระหว่างคาร์บอน เกิดกรดไขมันและ แอลดีไฮด์ ซึ่งมีกลิ่นเหม็นได้ง่ายกว่าน้ำมัน A ดังนั้น จึงตอบข้อ 2 6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


ข้อ ก.

เนื่องจากไอโอดีนเกิดปฏิกิริยารวมตัวตรงตำแหน่งพันธะคู่ระหว่างคาร์บอนในโมเลกุลของกรด ไขมันไม่อิ่มตัว ถ้าน้ำมันใดทำปฏิกิริยารวมตัวกับไอโอดีนน้อยกว่า แสดงว่าน้ำมันนั้นประกอบ ด้วยกรดไขมันชนิดอิ่มตัวมากกว่าหรือประกอบด้วยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวน้อยกว่าดังนั้นน้ำมัน A จึงประกอบด้วยกรดไขมันชนิดอิ่มตัวมากที่สุด หรือประกอบด้วยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว น้อยที่สุด การบริโภคน้ำมัน A จึงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากที่สุด เพราะการบริโภค กรดไขมันชนิดอิ่มตัวมาก ร่างกายจะสร้างไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือดได้เร็วกว่า ทำให้ หลอดเลือดเกิดการตีบตันได้ง่าย และน้ำมัน A ประกอบด้วยกรดไขมันชนิดอิ่มตัวมากที่สุด จึงทำให้น้ำมัน A มีจุดหลอมเหลวสูง ทนความร้อนได้ดีกว่าน้ำมันชนิดอื่น เมื่อใช้ทอดอาหาร เป็นเวลานานจึงปลอดภัยที่สุด เนื่องจากไอโอดีนเกิดปฏิกิริยารวมตัวตรงตำแหน่งพันธะคู่ระหว่างคาร์บอนในโมเลกุลของกรด ไขมันไม่อิ่มตัว ถ้าน้ำมันใดทำปฏิกิริยารวมตัวกับไอโอดีนน้อยกว่า แสดงว่าน้ำมันนั้นประกอบ ด้วยกรดไขมันชนิดอิ่มตัวมากกว่าหรือประกอบด้วยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวน้อยกว่าดังนั้นน้ำมัน A จึงประกอบด้วยกรดไขมันชนิดอิ่มตัวมากที่สุด หรือประกอบด้วยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว น้อยที่สุด การบริโภคน้ำมัน A จึงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากที่สุด เพราะการบริโภค กรดไขมันชนิดอิ่มตัวมาก ร่างกายจะสร้างไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือดได้เร็วกว่า ทำให้ หลอดเลือดเกิดการตีบตันได้ง่าย และน้ำมัน A ประกอบด้วยกรดไขมันชนิดอิ่มตัวมากที่สุด จึงทำให้น้ำมัน A มีจุดหลอมเหลวสูง ทนความร้อนได้ดีกว่าน้ำมันชนิดอื่น เมื่อใช้ทอดอาหาร เป็นเวลานานจึงปลอดภัยที่สุด 6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


ง.โปรตีนก้อนกลม ละลายน้ำได้น้อย ทำหน้าที่ืเพิ่มความเเข็งเเเรง และใช้ในกระบวนการเมตาลบอลิซึมต่างๆ ในร่างกาย

โดยทั่ว ๆ ไป โปรตีนจะมีน้ำหนักโมเลกุลมากกว่าพอลิเพปไทด์ หรือ มีกรดอะมิโนมากกว่า โปรตีนทุกชนิดเป็นพอลิเพปไทด์ แต่พอลิเพป ไทด์อาจไม่ใช่โปรตีนก็ได้เมื่อกรดอะมิโนมารวมตัวกับหลายๆโมเลกุล ด้วยพันธะเพปไทด์ก็จะได้พอลิเพปไทด์ แต่อาจยังไม่เป็นโปรตีนก็ได้ โดยทั่ว ๆ ไป โปรตีนจะมีน้ำหนักโมเลกุลมากกว่าพอลิเพปไทด์ หรือ มีกรดอะมิโนมากกว่า โปรตีนทุกชนิดเป็นพอลิเพปไทด์ แต่พอลิเพป ไทด์อาจไม่ใช่โปรตีนก็ได้เมื่อกรดอะมิโนมารวมตัวกับหลายๆโมเลกุล ด้วยพันธะเพปไทด์ก็จะได้พอลิเพปไทด์ แต่อาจยังไม่เป็นโปรตีนก็ได้ 6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


ก. เพปไทด์ที่เกิดจากกรดXและกรดYทําปฏิกิริยากับCuSO4ในสภาวะเบสให้สารสีม่วง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


ค. เอนไซม์ทํางานได้ภายในช่วง pH ที่จํากัด

จากการทดลองแสดงว่า เอนไซม์ทำให้เจลาตินแข็งตัวยากขึ้น (ใช้เวลาในการแข็งตัวนานขึ้น) ดูจาก pH 7 ที่เติมเอนไซม์และไม่เติมเอนไซม์ (หลอดที่ 2 และหลอดที่ 4) การที่สารละลายเจลาตินแข็งตัวยากขึ้นเมื่อเติมเอนไซม์ เพราะเอนไซม์ย่อยเจลาตินได้สารที่ขนาด โมเลกุลเล็กลง ยิ่งเอ็นไซม์ย่อยเจลาตินได้มาก จะยิ่งแข็งตัวยากขึ้น แสดงว่าเอนไซม์ทำงาน (ย่อย) ได้ ดีที่ pH 7 ดังนั้นตัวเลือก 2 จึงถูกต้อง จากการทดลองแสดงว่า เอนไซม์ทำให้เจลาตินแข็งตัวยากขึ้น (ใช้เวลาในการแข็งตัวนานขึ้น) ดูจาก pH 7 ที่เติมเอนไซม์และไม่เติมเอนไซม์ (หลอดที่ 2 และหลอดที่ 4) การที่สารละลายเจลาตินแข็งตัวยากขึ้นเมื่อเติมเอนไซม์ เพราะเอนไซม์ย่อยเจลาตินได้สารที่ขนาด โมเลกุลเล็กลง ยิ่งเอ็นไซม์ย่อยเจลาตินได้มาก จะยิ่งแข็งตัวยากขึ้น แสดงว่าเอนไซม์ทำงาน (ย่อย) ได้ ดีที่ pH 7 ดังนั้นตัวเลือก 2 จึงถูกต้อง 6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


ง. 2 และ 3

ข้อ ก ผิด ข้อ ข ถูก เพราะการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกาย เพื่อต้องการให้ร่างกายเปลี่ยนน้ำตาล กลูโคสเป็นไกลโคเจน ทำให้ปริมาณกลูโคสในเลือดลดลง ข้อ ค. ผิด เพราะคนเป็นโรคเบา หวานเกิดจากร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือมีปริมาณไม่เพียงพอ ข้อ 8 ลูก เพราะการลด อาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือด ข้อ ก ผิด ข้อ ข ถูก เพราะการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกาย เพื่อต้องการให้ร่างกายเปลี่ยนน้ำตาล กลูโคสเป็นไกลโคเจน ทำให้ปริมาณกลูโคสในเลือดลดลง ข้อ ค. ผิด เพราะคนเป็นโรคเบา หวานเกิดจากร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือมีปริมาณไม่เพียงพอ ข้อ 8 ลูก เพราะการลด อาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือด 6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


ค. กรดนิวคลีอิก

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


5. จัดเป็นสิ่งมีชีวิตประเภท Prokaryotic cell

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


3. พืชไม่สามารถเกิดปฏิกิริยา photolysis จึงทำให้ไม่เกิด O2 ขึ้น

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


ค. ไกลโคเจน

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


ข. W, X และ Z

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


ค. ไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว ไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัว กลูโคส

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


ค. ไข่ขาว อะซีตาลดีไฮด์ แป้ง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


ง. ถูกทุกข้อ

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


ก. มีข้อถูกเพียงข้อเดียว

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

21


ข. ข้อ 1 และ ข้อ 2 ถูก

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

22


ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับอะไมโลสและอะไมเลส

ง. อะไมเลส เปลี่ยนสีสารละลายคอปเปอร์ซัลเฟตเป็นสีม่วงในสภาวะที่เป็นเบส

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

23


3. mRNA

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

24


3. Gene นี้พบใน prokaryote

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

25


7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 18.1 เต็ม 161

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา