| 1 |
แนวทางปฏิบัติทั่วไปในสถานพยาบาลใช้ร่วมกันมีอะไรบ้าง
|
เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจในการรักษา |
|
แนวทางปฏิบัติทางคลินิก (CPGs) คือข้อแนะนำที่รวบรวมและวิเคราะห์จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยที่น่าเชื่อถือที่สุดในขณะนั้น เพื่อให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการวินิจฉัย เลือกแผนการรักษา และดูแลผู้ป่วยในโรคหรือภาวะต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งสถานพยาบาล |
Institute of Medicine (US) Committee on Standards for Developing Trustworthy Clinical Practice Guidelines. (2011). Clinical Practice Guidelines We Can Trust. National Academies Press (US). NCBI Bookshelf ID: NBK209539. |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
แนวทางการใช้ชีวิต (Living Guideline) คืออะไร
|
ทรัพยากรแบบไดนามิกที่ได้รับการอัปเดตเป็นประจำเมื่อมีข้อมูลใหม่ |
|
ในแวดวงสาธารณสุขและการวิจัยทางการแพทย์ "Living Guideline" (หรือ Living Clinical Practice Guideline) คือแนวทางปฏิบัติที่ไม่ได้ทำเสร็จแล้วจบไป แต่เป็นเอกสารที่มีชีวิต (Dynamic) ซึ่งจะมีการทบทวน วินิจฉัย และอัปเดตข้อแนะนำในการรักษาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องทันทีเมื่อมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือผลการทดลองทางคลินิกใหม่ ๆ ปรากฏขึ้น |
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/36608720/ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
บทความ Australian living guidelines for the clinical care of people with COVID-19 นี้เสนอแนะแนวทางการใช้ชีวิตในอนาคตอย่างไร
|
พวกเขาจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาเป็นหลัก |
|
บทความ Australian living guidelines for the clinical care of people with COVID-19 เสนอแนะว่าในอนาคตแนวทางปฏิบัติลักษณะนี้ จะใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาเป็นหลัก (They will be used primarily for educational purposes) โดยทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหรือฐานข้อมูลสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมทางการศึกษาและการฝึกอบรมของบุคลากรทางการแพทย์ |
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/34995312/ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
แนวทางปฏิบัติทางคลินิกตามการศึกษาวิจัยนี้มีผลกระทบอะไรบ้าง?
|
พวกเขาสร้างมาตรฐานการรักษาในภูมิภาคต่างๆ |
|
เนื่องจากในภาวะวิกฤตโรคระบาด ข้อมูลและแนวทางการรักษามีความสับสนและแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แนวทางปฏิบัตินี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมข้อมูลอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือเพียงหนึ่งเดียว (United source of evidence-based advice) ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นมาตรฐานเดียวกันในการดูแลผู้ป่วยในภูมิภาคและสถาบันการแพทย์ต่างๆ ทั่วประเทศออสเตรเลีย |
https://researchnow.flinders.edu.au/en/publications/awareness-value-and-use-of-the-australian-living-guidelines-for-t/ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
อะไรคือจุดแข็งของแนวทางการใช้ชีวิตในช่วงโควิด -19 ของออสเตรเลีย
|
พวกเขาได้รับความไว้วางใจว่าเป็นแหล่งที่เชื่อถือได้และมีหลักฐานเชิงประจักษ์ |
|
แนวทางปฏิบัตินี้รวบรวมองค์กรวิชาชีพด้านสุขภาพชั้นนำของออสเตรเลียถึง 32 องค์กร และใช้ระเบียบวิธีวิจัยตามมาตรฐานสากลอย่างเข้มงวด (เช่น ระบบ GRADE และสืบค้นแบบ Living Systematic Reviews) ทำให้แพทย์หน้างานและหน่วยงานกำหนดนโยบายเกิดความเชื่อมั่นอย่างสูง ว่าคำแนะนำที่อัปเดตทุกสัปดาห์นั้นกลั่นกรองมาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือและสดใหม่ที่สุดในเวลานั้นจริง |
จากการประเมินผลเชิงกระบวนการ (Process Evaluation) ของ National COVID-19 Clinical Evidence Taskforce |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
แนวทางการใช้ชีวิตได้รับการปรับปรุงอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีความเกี่ยวข้องในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น โรคระบาด
|
ผ่านการเฝ้าระวังหลักฐานอย่างต่อเนื่องและการอัปเดตเป็นประจำ |
|
ผ่านการเฝ้าระวังหลักฐานอย่างต่อเนื่องและการอัปเดตเป็นประจำ (Through continuous evidence surveillance and regular updates) คือวิธีที่แนวทางการใช้ชีวิต (Living Guidelines) ใช้เพื่อรักษาความเท่าทันและสอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว |
หัวใจสำคัญของระบบ Living Guideline คือการจัดตั้งทีมวิจัยเพื่อทำกระบวนการ "เฝ้าระวังหลักฐานเชิงประจักษ์แบบเรียลไทม์" (Continuous Evidence Surveillance) โดยมีการคัดกรอง วินิจฉัย และประเมินงานวิจัยใหม่ๆ ทั่วโลกสัปดาห์ต่อสัปดาห์ หากพบหลักฐานที่มีน้ำหนักและส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิธีรักษา คณะกรรมการจะทำการปรับปรุงและออกข้อเสนอแนะฉบับอัปเดตใหม่ทันทีในระบบดิจิทัล ทำให้คู่มือนี้มีความสดใหม่และใช้การได้จริงท่ามกลางข้อมูลโรคระบาดที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลา |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
แนวทางการใช้ชีวิตมีบทบาทอย่างไรตามบทความ Australian living guidelines for the clinical care of people with COVID-19?
|
ข้อมูลเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นข้อมูลอ้างอิงหลักสำหรับ การรักษา โควิด -19 |
|
ข้อมูลเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นข้อมูลอ้างอิงหลักสำหรับ การรักษา โควิด -19 (They served as the primary reference for COVID-19 treatment) คือบทบาทหลักของแนวทางการใช้ชีวิตตามที่ระบุไว้ในบทความ |
ในช่วงวิกฤตการณ์แพร่ระบาด บทความระบุว่าแนวทางปฏิบัติที่เป็นพลวัต (Living Guidelines) นี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลและเป็น ข้อมูลอ้างอิงหลักที่น่าเชื่อถือที่สุด (Primary evidence-based reference) สำหรับแพทย์ พยาบาล และบุคลากรหน้างานทั่วประเทศออสเตรเลีย ในการสืบค้นแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ตั้งแต่ระดับอาการเล็กน้อยไปจนถึงขั้นวิกฤตในห้อง ICU |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
การศึกษาชี้ให้เห็นว่ามีความจำเป็นอย่างไรในการปรับปรุงการดำเนินการตามแนวทางการดำรงชีวิต
|
การปรับปรุงการแปลและการปรับให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น |
|
การปรับปรุงการแปลและการปรับให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น (Improving translation and local adaptation) คือสิ่งที่การศึกษาชี้ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาขั้นตอนการนำแนวทางการดำรงชีวิต (Living Guidelines) ไปปฏิบัติจริง |
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38072175/ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
จากการศึกษาพบว่า อะไรคืออุปสรรคสำคัญในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
|
ปัญหาด้านอุปทานที่ส่งผลต่อการรักษาที่แนะนำ |
|
ปัญหาด้านอุปทานที่ส่งผลต่อการรักษาที่แนะนำ (Supply issues affecting the recommended treatments) คืออุปสรรคสำคัญประการหนึ่งในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามที่การศึกษาชี้ให้เห็น |
แม้ระบบ Living Guidelines จะประมวลผลข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และอัปเดตอย่างรวดเร็วว่ายาหรือวิธีรักษาใดมีประสิทธิภาพดีที่สุด ณ เวลานั้น แต่ในทางปฏิบัติจริง หากเกิดภาวะขาดแคลนยา เวชภัณฑ์ หรือปัญหาซัพพลายเชนในระบบสาธารณสุข (Supply Chain/Availability issues) บุคลากรทางการแพทย์ในหลายพื้นที่ก็จะไม่สามารถทำตามหลักเกณฑ์แนะนำนั้นได้ ส่งผลให้แนวทางปฏิบัติไม่สามารถแปลงผลสู่การดูแลผู้ป่วยได้จริงอย่างสมบูรณ์ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
แนวทางการใช้ชีวิตกล่าวถึงความท้าทายเฉพาะอะไรบ้างในบริบทของการแพร่ระบาด เช่น COVID-19?
|
มีการอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อการตอบสนองที่ดีขึ้น |
|
มีการอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อการตอบสนองที่ดีขึ้น (It provided real-time data updates for better response) คือมิติสำคัญที่แนวทางการใช้ชีวิต (Living Guidelines) นำมาใช้เพื่อจัดการกับความท้าทายเฉพาะในช่วงวิกฤตโรคระบาด |
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 คือ "ความไม่แน่นอนและการหลั่งไหลของข้อมูลวิจัยใหม่ในปริมาณมหาศาลทุกวัน" (Information Overload & Fast-evolving Evidence) แพลตฟอร์ม Living Guidelines เข้ามาแก้ปัญหานี้โดยตรงด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างมาเป็นการประมวลผลและอัปเดตคำแนะนำการรักษาเกือบเรียลไทม์ (รายสัปดาห์) ช่วยให้แพทย์หน้างานสามารถตอบสนองต่อเชื้อกลายพันธุ์และยาตัวใหม่ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และปลอดภัยสูงสุด |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
อุปกรณ์ใดใช้บันทึกแรงดันเอาต์พุตจากอุปกรณ์วัดการเคลื่อนไหวและแรง
|
ไมโครคอมพิวเตอร์ Arduino Mega |
|
ไมโครคอมพิวเตอร์ Arduino Mega คืออุปกรณ์ที่ใช้บันทึกแรงดันเอาต์พุต (Output Voltage) จากอุปกรณ์วัดการเคลื่อนไหวและแรง |
ไมโครคอมพิวเตอร์ Arduino Mega ทำหน้าที่เป็นบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ที่มีช่องสัญญาณอินพุตแบบอนาล็อก (Analog Input Pins) ซึ่งสามารถรับสัญญาณแรงดันไฟฟ้าเอาต์พุตจากเซ็นเซอร์ต่าง ๆ เข้ามาแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัล (Analog-to-Digital Conversion) เพื่อส่งต่อข้อมูลไปยังหน้าจอแสดงผล บันทึกค่าลงใน SD Card หรือส่งเข้าคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บข้อมูล (Data Logging) ในการทดลองวัดแรงและการเคลื่อนไหว |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
จากการศึกษาวิจัยพบว่าระบบหุ่นยนต์มีเป้าหมายที่จะเอาชนะปัญหาหลักอะไรบ้าง
|
ความล้มเหลวในการประกอบ เช่น การเยื้องศูนย์และความเสียหายของชิ้นส่วน |
|
ในการวิจัยและพัฒนาระบบหุ่นยนต์สำหรับกระบวนการประกอบเชิงกล (Robotic Assembly System) เช่น การประกอบชิ้นส่วนแบบสอดเพลาลงในรู (Peg-in-hole assembly) ปัญหาทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดคือความคลาดเคลื่อนเชิงตำแหน่ง |
https://www.mdpi.com/2076-3417/12/21/11149 |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
การศึกษาเสนอแนะเพื่อเพิ่มความสามารถของหุ่นยนต์ในการประกอบชิ้นส่วนโดยไม่เกิดข้อผิดพลาดอย่างไร
|
โดยการบูรณาการความรู้สึกสัมผัสของมนุษย์เข้ากับระบบหุ่นยนต์ |
|
โดยการบูรณาการความรู้สึกสัมผัสของมนุษย์เข้ากับระบบหุ่นยนต์ (By integrating human-like tactile sense into the robotic system) คือแนวทางที่การศึกษาเสนอแนะเพื่อเพิ่มความสามารถของหุ่นยนต์ให้ทำงานประกอบชิ้นส่วนได้อย่างแม่นยำและปราศจากข้อผิดพลาด |
ในการทำงานของมนุษย์ เวลาที่คนเราสอดชิ้นส่วนหรือประกอบวัตถุ มือของเราจะรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณผ่านแรงสะท้อนกลับ (Tactile or Force Feedback) ว่าชิ้นส่วนนั้นกำลังติดขัด เยื้องศูนย์ หรือเอียงอยู่ [Small-Part Assembly Automation: Stable Pick-and-Place ... - EVST]. การวิจัยระบบหุ่นยนต์สมัยใหม่จึงมุ่งเน้นการพัฒนา ระบบรับรู้สัมผัสและควบคุมแรง (Tactile and Force/Torque Sensing) เพื่อจำลองความรู้สึกสัมผัสแบบมนุษย์ ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถตรวจจับความรู้สึกทางกายภาพเมื่อเกิดแรงต้าน แล้วนำมาปรับตำแหน่งหรือองศาของชิ้นส่วนได้เองแบบเรียลไทม์ ส่งผลให้งานประกอบที่มีความละเอียดสูง (เช่น Peg-in-hole) สำเร็จได้โดยไม่เกิดการติดขัด (Jamming) หรือชิ้นส่วนเสียหาย |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
การทดลองสอบเทียบที่อธิบายไว้ในการศึกษานี้มีหน้าที่อะไร?
|
เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำของเอาต์พุตเซนเซอร์กับมุมที่ทราบ |
|
เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำของเอาต์พุตเซนเซอร์กับมุมที่ทราบ (To verify the accuracy of the sensor's output against known angles) คือหน้าที่หลักของการทดลองสอบเทียบ (Calibration Experiment) ที่อธิบายไว้ในการศึกษาทางวิศวกรรมหุ่นยนต์และการวัดนี้ |
กระบวนการสอบเทียบ (Calibration) เป็นขั้นตอนสำคัญในการเปรียบเทียบค่าที่อ่านได้จากเซ็นเซอร์ (เช่น แรงดันเอาต์พุตจากโพเทนชิออมิเตอร์) กับค่าอ้างอิงมาตรฐานที่รู้ค่าแน่นอนอยู่แล้ว (เช่น มุมองศาที่กำหนดบนโต๊ะสอบเทียบ) เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ที่เป็นเชิงเส้นหรือการชดเชยค่าความคลาดเคลื่อน ทำให้มั่นใจได้ว่าเมื่อหุ่นยนต์เคลื่อนที่ไป ระบบจะแปลงค่าแรงดันไฟฟ้าออกมาเป็นองศาหรือทิศทางการเคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำในโลกแห่งความเป็นจริง |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
เหตุใดจึงใช้โพเทนชิโอมิเตอร์ (Potentiometers) ในอุปกรณ์ตรวจวัดการเคลื่อนไหว
|
เพื่อกำหนดมุมการหมุนของข้อต่อชุดประกอบ |
|
เพื่อกำหนดมุมการหมุนของข้อต่อชุดประกอบ (To determine the rotational angle of the assembly joints) คือเหตุผลหลักที่เลือกใช้โพเทนชิโอมิเตอร์ (Potentiometers) ในอุปกรณ์ตรวจวัดการเคลื่อนไหวนี้ |
ในบริบทของระบบหุ่นยนต์และกลไกวัดการเคลื่อนไหว โพเทนชิโอมิเตอร์ชนิดหมุน (Rotary Potentiometers) จะถูกนำมาเชื่อมต่อโดยตรงเข้ากับแกนหมุนของข้อต่อ อุปกรณ์นี้ทำหน้าที่เป็นเซ็นเซอร์ตรวจจับตำแหน่งเชิงมุม (Angular Position Sensor) โดยเมื่อข้อต่อของชุดประกอบเกิดการขยับเอียงหรือหมุนไป แกนของโพเทนชิโอมิเตอร์จะหมุนตาม ทำให้ค่าความต้านทานภายในเปลี่ยนไป ส่งผลให้แรงดันไฟฟ้าเอาต์พุตที่ส่งออกไปยังบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ (เช่น Arduino Mega) เปลี่ยนแปลงเป็นสัดส่วนโดยตรงตามองศาการหมุน วิธีนี้ทำให้ระบบสามารถคำนวณและรับรู้มุมองศาการเคลื่อนไหวของข้อต่อได้อย่างแม่นยำ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
ส่วนประกอบใดที่จำเป็นสำหรับการคำนวณแรงปฏิกิริยาแนวนอนระหว่างกระบวนการจับยึด
|
เซ็นเซอร์วัดแรงกดบนปลายนิ้ว |
|
เซ็นเซอร์วัดแรงกดบนปลายนิ้ว (Force Sensors at the fingertips) คือส่วนประกอบที่จำเป็นที่สุดสำหรับการคำนวณแรงปฏิกิริยาแนวนอน (Horizontal Reaction Force) ระหว่างกระบวนการจับยึดวัตถุชิ้นงาน |
ในการคำนวณหาแรงปฏิกิริยาในแนวแกนนอน (Horizontal Reaction Force) ที่เกิดขึ้นระหว่างที่นิ้วมือกลหรือปลายนิ้วหุ่นยนต์สัมผัสและจับยึดวัตถุ ระบบจำเป็นต้องพึ่งพา เซ็นเซอร์วัดแรง (เช่น Load Cells หรือ Force Sensing Resistors: FSRs) ที่ติดตั้งไว้ที่ปลายนิ้วโดยตรง เพื่อจับปริมาณของแรงกด-แรงต้านเชิงกลที่แปรผันออกเป็นสัญญาณไฟฟ้าอนาล็อกอย่างละเอียด |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
การวัดวิถีการเคลื่อนที่ของชิ้นงานระหว่างงานประกอบมีความสำคัญอย่างไร
|
เพื่อประเมินความแม่นยำของเส้นทางของหุ่นยนต์และป้องกันการเยื้องศูนย์ |
|
เพื่อประเมินความแม่นยำของเส้นทางของหุ่นยนต์และป้องกันการเยื้องศูนย์ (To evaluate the accuracy of the robot's path and prevent misalignment) คือเหตุผลและใจความสำคัญที่สุดในการวัดวิถีการเคลื่อนที่ (Trajectory Measurement) ของชิ้นงานในกระบวนการประกอบ |
ในการสอดประกอบชิ้นส่วนที่มีความคลาดเคลื่อนต่ำ (เช่น งาน Peg-in-hole) เส้นทางการเคลื่อนที่ของชิ้นงานจะต้องตรงกับพิกัดที่คำนวณไว้เป็นอย่างดี การวัดวิถีการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องทำให้ระบบสามารถตรวจเช็กความเที่ยงตรงเทียบกับแผนการวิ่ง (Planned Path) หากเกิดการเบี่ยงเบนหรือเอียงจากวิถีปกติ ระบบจะสามารถรับรู้และปรับเปลี่ยนตำแหน่งเพื่อหลีกเลี่ยงการติดขัด (Jamming) หรือการเยื้องศูนย์ (Misalignment) ได้ทันท่วงทีก่อนที่ชิ้นงานจะได้รับความเสียหาย |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
จากการศึกษาวิจัยได้อธิบายวิธีการใดเพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลวในการประกอบระบบหุ่นยนต์
|
การวัดข้อมูลแรงสัมผัสและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ |
|
การวัดข้อมูลแรงสัมผัสและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Measuring contact force data and real-time data analysis) คือวิธีการที่การศึกษาวิจัยอธิบายไว้เพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลวในการประกอบของระบบหุ่นยนต์ |
เพื่อป้องกันความล้มเหลวที่เกิดจากการเยื้องศูนย์ (Misalignment) และความเสียหายของชิ้นส่วน ระบบหุ่นยนต์จำเป็นต้องรับรู้สถานะทางกายภาพ ณ ขณะนั้น [Robotic Peg-in-Hole Assembly System Based on Variable ... - MDPI]. การติดตั้งเซ็นเซอร์วัดแรง (เช่น แรงดันเอาต์พุตที่ส่งเข้า Arduino Mega) ทำให้ระบบสามารถ วัดแรงสัมผัสและการบิดเอียงได้ทันที จากนั้นอัลกอริทึมจะประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อปรับแต่งทิศทางหรือตำแหน่งของแขนกล (Active Force Control) ส่งผลให้หุ่นยนต์สามารถสอดประกอบชิ้นงานได้อย่างราบรื่นและหลีกเลี่ยงการติดขัด |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
อุปกรณ์ใดใช้วัดข้อมูลแรงระหว่างงานประกอบ
|
|
|
อุปกรณ์วัดแรงด้วยเซ็นเซอร์ความดัน (Force-measuring device with pressure sensors / Force sensors) คืออุปกรณ์ที่ใช้วัดข้อมูลแรงระหว่างงานประกอบชิ้นส่วนของหุ่นยนต์ |
ในการทดลองและตรวจสอบแรงระหว่างงานประกอบ (เช่น แรงกด แรงดึง หรือแรงปฏิกิริยา) ระบบจำเป็นต้องพึ่งพาเซ็นเซอร์ที่ตอบสนองต่อแรงกดทางกายภาพโดยเฉพาะ เช่น Load cells หรือเซ็นเซอร์ความดัน (Pressure/Force sensors) เพื่อแปลงค่าแรงเชิงกลที่เกิดขึ้นตรงจุดสัมผัสให้กลายเป็นสัญญาณแรงดันไฟฟ้าอนาล็อกอย่างแม่นยำ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
เป้าหมายหลักของการใช้การสัมผัสปลายนิ้วของมนุษย์ในกระบวนการประกอบหุ่นยนต์คืออะไร
|
เพื่อกำจัดความล้มเหลวในการประกอบ เช่น การกัดเพลาและรู |
|
เพื่อกำจัดความล้มเหลวในการประกอบ เช่น การกัดเพลาและรู (To eliminate assembly failures such as jamming of the shaft and hole / shaft-and-hole galling) คือเป้าหมายหลักของการนำหลักการสัมผัสแบบปลายนิ้วของมนุษย์ (Human-like tactile sense/fingertip contact) มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการประกอบของหุ่นยนต์ |
ในงานประกอบที่มีความละเอียดสูง เช่น งานสอดเพลาลงในรู (Peg-in-hole assembly) ปัญหาทางกายภาพที่พบบ่อยและร้ายแรงที่สุดคือการติดขัด (Jamming) และการกัด/ขูดขีดของผิววัสดุจนเกิดความเสียหาย (Galling) เมื่อมีการเยื้องศูนย์เพียงเล็กน้อย การจำลองระบบสัมผัสที่ปลายนิ้วแบบมนุษย์ (Fingertip Tactile/Force Sensing) ช่วยให้หุ่นยนต์รู้ตัวได้ทันทีเมื่อเกิดแรงต้านและแรงบิดจากการขัดกันของผิววัตถุ ระบบจะทำการชดเชยทิศทางและองศาการสอดได้เองโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้สามารถกำจัดความล้มเหลวเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|