| 1 |
แนวทางปฏิบัติทั่วไปในสถานพยาบาลใช้ร่วมกันมีอะไรบ้าง
|
เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจในการรักษา |
|
Clinical Guidelines ถูกสร้างมาเพื่อให้บุคคลากรทางการแพทย์ใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงที่เป็นระบบและมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ในการตัดสินใจรักษาได้อย่างเหมาะสม |
จากในบทความแนวคิดเรื่อง Informing Treatment Decision และ Standardizing Practice ได้กล่าวถึงแนวทางปฎิบัติว่าช่วยให้เกิดการรักษาที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
แนวทางการใช้ชีวิต (Living Guideline) คืออะไร
|
ทรัพยากรแบบไดนามิกที่ได้รับการอัปเดตเป็นประจำเมื่อมีข้อมูลใหม่ |
|
จุดประสงค์ของ Living Guidelines คือการเฝ้าติดตามความก้าวหน้า วิจัยใหม่ตลอดเวลาเพื่อนำมาปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย |
จากบทคสามวิจัย แนวคิดเรื่อง Living Process ว่า Living Guidelines มีหน้าที่สร้างและรักษาบทสรุปของหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เข้มงวดและทันสมัยในกรอบเวลาที่รวดเร็วขึ้น |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
บทความ Australian living guidelines for the clinical care of people with COVID-19 นี้เสนอแนะแนวทางการใช้ชีวิตในอนาคตอย่างไร
|
พวกเขาจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาเป็นหลัก |
|
ในบทความระบุ The future of living guidelines ไว้ว่าความสำเร็จและบทเรียนจาก Living Guidelines ในช่วง Covid-19 ไม่ควรหายไปแต่ควรนำโมเดลและโครงสร้างนี้ไปศึกษาและประยุกต์ใช้ |
จากบทคสามระบุแนวคิดหลักเรื่อง Application to Other Clinical Areas ผู้เข้าร่วมการวิจัยได้แสดงจุดยืนที่จะนำแนวคอดนี้ดำเดินต่อไปและขยายไปโรคอื่นๆ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
แนวทางปฏิบัติทางคลินิกตามการศึกษาวิจัยนี้มีผลกระทบอะไรบ้าง?
|
ลดเวลาที่ต้องใช้ในการตัดสินใจทางคลินิก |
|
แนวทางปฎิบัติแบบนี้ทำให้เป็นจุดยึดเหนี่ยวที่ช่วยให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรค covid-19 มีความซับซ้อนน้อยลงทำให้เวลาลดลงด้วย |
จากบทความวิจัย เรื่อง Standardizing Pracice ระบุว่าแนวทางปฏิบัตินี้ทำให้เกิดการรักษาที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
อะไรคือจุดแข็งของแนวทางการใช้ชีวิตในช่วงโควิด -19 ของออสเตรเลีย
|
พวกเขาได้รับความไว้วางใจว่าเป็นแหล่งที่เชื่อถือได้และมีหลักฐานเชิงประจักษ์ |
|
แนวทางปฎิบัติของ Taskforce ได้รับการยอมรับจากบุคลากรทางการแพทย์ว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่ที่คสามน่าเชื่อถือ มีคุณค่า และพึ่งพาได้ โดยมาจากกระบวนการรวบรวมและวิเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ |
จากบทความวิจัยระบุ ความน่าเชื่อถือในฐานะแหล่งข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ และกระบวนการที่โปร่งใสและเป็นอิสระสร้างความไว้วางใจ ส่งผลให้แนวทางนี้ถูกยกย่องว่าเป็น Gold standard |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
แนวทางการใช้ชีวิตได้รับการปรับปรุงอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีความเกี่ยวข้องในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น โรคระบาด
|
ผ่านการเฝ้าระวังหลักฐานอย่างต่อเนื่องและการอัปเดตเป็นประจำ |
|
หัวใจสำคัญของการทำให้แนวทางปฎิบัติยังทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์คือการที่เฝ้าระวังเป็นประจำ ข้อมูลไม่หยุดนิ่ง |
จากบทความระบุ ทฤษฎี Evidence Surveillance ได้อธิบายหลักการทำงานของ Living Guidelines |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
แนวทางการใช้ชีวิตมีบทบาทอย่างไรตามบทความ Australian living guidelines for the clinical care of people with COVID-19?
|
ข้อมูลเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นข้อมูลอ้างอิงหลักสำหรับ การรักษา โควิด -19 |
|
บทบาทที่สำคัญของแนวทางนี้คือการทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่เชื่อถือได้ |
ขากบทความวิจัยระบุถึง One Source of Truth ในหัวข้อผลการศึกษาเชิงคุณภาพ บุคลากรทางการแพทย์ระบุว่า แนวทางปฎิบัตินี้เป็นแหล่งข้อมูลความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่พึ่งพึงได้ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
การศึกษาชี้ให้เห็นว่ามีความจำเป็นอย่างไรในการปรับปรุงการดำเนินการตามแนวทางการดำรงชีวิต
|
การปรับปรุงการแปลและการปรับให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น |
|
แม้ตัวระดับชาติจะน่าเชื่อถือแต่เมื่อนำไปใช้กับท้องถิ่นที่ทีความพร้อมไม่เท่ากัน ทำให้ควรจะปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับบริบทกับท้องถิ่นนั้นๆ |
จากบทความระบุถึง Challenges in Local Implementation ระบุว่าบุคลากรทางการแพทย์หน้างานต้องเผชิญกับความยากลำบากในการนำไปปรับใช้กับโรงพยาบาลของตัวเองที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
จากการศึกษาพบว่า อะไรคืออุปสรรคสำคัญในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
|
ปัญหาด้านอุปทานที่ส่งผลต่อการรักษาที่แนะนำ |
|
อุปสรรคภายนอกที่สร้างความยากลำบากคือข้อจำกัดทางด้านทรัพยากร ทำให้แพทย์ไม่สามารถปฎิบัติตามแนวทางได้ |
จากบทความระบุถึงปัญหาความพร้อมของทรัพยากรและอุปทาน ปัญหาหลักของการนำคำแนะนำไปปฎิบัติเพราะข้อจำกัดของทรัพยากร |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
แนวทางการใช้ชีวิตกล่าวถึงความท้าทายเฉพาะอะไรบ้างในบริบทของการแพร่ระบาด เช่น COVID-19?
|
มีการอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อการตอบสนองที่ดีขึ้น |
|
การแพร่ระบาดของไวรัสมีความรวดเร็วมาก ทำให้ข้อมูลพฤติกรรมของโรคเปลี่ยนไปได้ตลอด |
จากบทคนามกล่าวถึง การเอาขนะความท้าทายด้านคสามเร็วของข้อมูล ชี้ให้เห็นว่าการระบาดก่อให้เกิดความท้าทายในเรื่องของความรวดเร็วของปริมาณข้อมูล |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
อุปกรณ์ใดใช้บันทึกแรงดันเอาต์พุตจากอุปกรณ์วัดการเคลื่อนไหวและแรง
|
ไมโครคอมพิวเตอร์ Arduino Mega |
|
Arduino Mega เป็นบอร์ดหน้าที่รับสัญญาณแรงดัน |
จากบทความที่อธิบายถึงส่วนประกอบและหน้ามี่ของชิ้นส่วนนั้นๆ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
จากการศึกษาวิจัยพบว่าระบบหุ่นยนต์มีเป้าหมายที่จะเอาชนะปัญหาหลักอะไรบ้าง
|
ความล้มเหลวในการประกอบ เช่น การเยื้องศูนย์และความเสียหายของชิ้นส่วน |
|
หุ่นยนต์นี้มีเป้าหมายในการทำให้ความแม่นยำมีมากเพื่อเอาชนะปัญหาคสามปิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น |
จากบทความได้ระบุถึงจุดประสงค์ของการประกอบหุ่นยนต์เพื่อให้ความแม่นยำที่มากที่สุด |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
การศึกษาเสนอแนะเพื่อเพิ่มความสามารถของหุ่นยนต์ในการประกอบชิ้นส่วนโดยไม่เกิดข้อผิดพลาดอย่างไร
|
โดยการบูรณาการความรู้สึกสัมผัสของมนุษย์เข้ากับระบบหุ่นยนต์ |
|
การใช้การบูรณาการความรรู้สึกของมนุษย์ที่มักจะมีความละเอียดอ่อนทำให้เพิ่มความสามารถของหุ่นยนต์ได้ดีขึ้น |
จากบทความได้กล่าวถึงการใช้สัมผัสของมนุษย์ในการเพิ่มประสิทธิภาพของหุ่นยนต์ เนื่องจากนิ้วมือมนุษย์จะมีความละเอียดอ่อนในการใช้ทำงานที่ต้องใข้ความแม่นยำสูง |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
การทดลองสอบเทียบที่อธิบายไว้ในการศึกษานี้มีหน้าที่อะไร?
|
เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำของเอาต์พุตเซนเซอร์กับมุมที่ทราบ |
|
การสอบเทียบคือการนำเอาต์พุทมาเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานที่แท้จริงเพื่อหาความคลาดเคลื่อนและปรับแต่งเซ็นเซอให้แม่นยำที่สุด |
จาดแนวคิด Sensor Calibration Theory เพื่อให้เซ็นเซอร์มีความแม่นยำมากที่สุด |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
เหตุใดจึงใช้โพเทนชิโอมิเตอร์ (Potentiometers) ในอุปกรณ์ตรวจวัดการเคลื่อนไหว
|
เพื่อกำหนดมุมการหมุนของข้อต่อชุดประกอบ |
|
Potentiometer ชนิดหมุนถผุกติดตั้งบริเวณข้อต่อต่อกันของกลไกทำหน้าที่วัดการเปลี่ยนแปลงมุมของข้อนิ้วมือมนุษย์ขณะประกอบชิ้นส่วน |
จากหลักการทำงานของ Potentiometer ที่ทำหน้าที่เป็นตัวต้านทานที่แปรค่าได้ตามการหมุน เมื่อข้อต่อเกิดการขยับ แกนของ Potentiometer จะหมุนตาม ทำให้ค่าความต้านทานและแรงดันเอาต์พุทเปลี่ยนไปเป็นาัดส่วนตรงกับมึมที่หมุน |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
ส่วนประกอบใดที่จำเป็นสำหรับการคำนวณแรงปฏิกิริยาแนวนอนระหว่างกระบวนการจับยึด
|
เซ็นเซอร์วัดแรงกดบนปลายนิ้ว |
|
แรงปฎิกิริยานี้จะเกิดขึ้นที่ตรงจุดสัมผัสระหว่างปลายนิ้วมือกับวัตถุ อุปกรณ์ที่วัดได้จึงเป็นเซ็นเซอร์วัดแรงกดบนปลายนิ้ว |
จากกฎข้อที่สามของนิวสันและระบบเซ็นเซอร์สัมผัส |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
การวัดวิถีการเคลื่อนที่ของชิ้นงานระหว่างงานประกอบมีความสำคัญอย่างไร
|
เพื่อประเมินความแม่นยำของเส้นทางของหุ่นยนต์และป้องกันการเยื้องศูนย์ |
|
การวัดวิถีการเคลื่อนที่ของชิ้นงานมีความสำคัญต่อการตรวจสอบส่าหุ่นยนต์จะาชิ้นงานเคลื่อนนที่ไปตามพิกัดได้ไหม หากเกิดข้อผิดพลาดจะทำให้เกิดความล้มเหลวได้ |
จากแนวคิดทฤษฎี Trajectory Control & Alignment |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
จากการศึกษาวิจัยได้อธิบายวิธีการใดเพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลวในการประกอบระบบหุ่นยนต์
|
การวัดข้อมูลแรงสัมผัสและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ |
|
การใช้ข้อมูลแรงสัมผัสที่วัดได้จากปลายนิ้วมือมนุษย์สามารถนำมาทำนาบนความผิดพลาดไเในกระบวนการประกอบชิ้นส่วน |
จากระบบป้อนกลับของแรงและการควบคุมแบบทันเวลา |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
อุปกรณ์ใดใช้วัดข้อมูลแรงระหว่างงานประกอบ
|
อุปกรณ์วัดแรงด้วยเซ็นเซอร์ความดัน |
|
อุปกรณ์ที่ใช้วัดแรงระหว่างงานประกอบคืออุปกรณ์วัดแรงด้วยเซ็นเซอร์ความดัน |
จากทฤษฎีตัวแปลงสัญญาณแรงสัมผัส ทำงานโดยใช้หลักการเปลี่ยนแรงกดทางกายภาพให้เปผ้นการเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้า |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
เป้าหมายหลักของการใช้การสัมผัสปลายนิ้วของมนุษย์ในกระบวนการประกอบหุ่นยนต์คืออะไร
|
เพื่อกำจัดความล้มเหลวในการประกอบ เช่น การกัดเพลาและรู |
|
การนำข้อมูลการสัมผัสปลายนิ้วมนุษย์มาใช้คือการพยายามเลียนแบบมนุษย์แต่นำมาให้แม่นยำสูงสุด |
จากทฤษฎีการควบคุมแรงสัมผัสในงานประกอบ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|