| 1 |
|
15มอลโทส |
|
|
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
|
ง. กลูโคส,แป้ง |
|
คาร์โบไฮเดรตพวกที่มีรสหวาน ทดสอบโดยใช้สารละลายเบเนดิกส์ ซึ่งมีสีฟ้า ผลการทดสอบ เป็นดังนี้ เมื่อนำน้ำตาลกลูโคส + สารละลายเบเนดิกส์ แล้วนำไปต้ม จะเปลี่ยนสีสารละลายเบเนดิกส์จากสีฟ้าเป็นตะกอนสีส้มแดงอิฐ |
ทดสอบด้วยการนำอาหารมาทดสอบกับสารละลายคอปเปอร์ (II) ซัลเฟตซึ่งมีสีฟ้า และสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ หรือเรียกว่า การทดสอบไบยูเร็ต
ผลการทดสอบเป็นดังนี้
โปรตีน + (สารละลายคอปเปอร์(II) ซัลเฟต + สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ จะเปลี่ยนสีสารละลายดังกล่าวจากสีฟ้าเป็นสีม่วงแกมแดง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
|
ค. 1 และ 4 |
|
อนไซม์จะมีอยู่มากมายหลายชนิด และอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของเซลล์ เช่น รวมอยู่กับ ผนังเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ ไรโบโซม และในไมโครบอดี้ส์ เป็นต้น โดยที่เอนไซม์แต่ละชนิดจะมีที่อยู่ที่ แน่นอน ไม่รวมกับเอนไซม์ชนิดอื่น ๆ เช่น เอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์แสงจะอยู่ภายใน คลอโรพลาสต์ เอนไซม์ที่ใช้ในการหายใจจะอยู่ในไมโตคอนเดรีย และเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ DNA และ RNA จะอยู่ในนิวเคลียส |
เอนไซม์หลายชนิดจะมีชื่อตามสารเริ่มต้น (Substrate) ลงท้ายด้วย -ase เช่น ฟอสฟาเตส (Phosphatase) และอะมัยเลส (Amylase) เป็นต้น แต่ก็มีเอนไซม์บางชนิดที่ชื่ออาจจะไม่เกี่ยวข้องกับสารเริ่มต้น เช่น คะตาเลส (Catalase)
เอนไซม์ จะทำหน้าที่ควบคุมขั้นตอนของปฏิกิริยาต่างๆ ทางเมตาบอลิสม์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ (Product) ที่ได้อาจจะเปลี่ยนไปทันทีโดยเอนไซม์อีกชนิดหนึ่งก็ได้ เอนไซม์ประกอบด้วยโปรตีนเป็นส่วนประกอบใหญ่ และอาจจะมีส่วนที่ไม่ใช่โปรตีนรวมอยู่ด้วย ดังนั้นเอนไซม์จึงมีโครงสร้างย่อยเป็น กรดอะมิโน (Amino acid) หลายชนิดมาต่อกันเป็นลูกโซ่ยาวด้วยแขนที่เรียกว่าเพปไทด์ (Peptide bond) ส่วนประกอบที่ไม่ใช่โปรตีนของเอนไซม์อาจจะเป็นกลุ่มพรอสธีติค (Prosthetic Group) โคเอนไซม์ (Co-enzyme) และวิตามิน (Vitamin) ซึ่งมักรวมเรียกว่า โคแฟคเตอร์ (Cofactors) |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
|
ง. ไข่ขาวดิบที่ถูกกลืนเข้าไปเพื่อขจัดยาพิษ |
|
ไข่ขาวนั้นประกอบด้วยโปรตีนจำนวนมาก โปรตีนในไข่ขาวนั้นสามารถจับกับโลหะหนักในยาพิษได้ เช่น Pb2+ Hg2+ Ag+ Cd2+ โดยไอออนเหล่านี้จะจับกับประจุลบของโมเลกุลโปรตีน เกิดเป็นเกลือคาร์บอกซีเลต ทำให้โปรตีนตกตะกอน ปฏิกิริยานี้จะเกิดได้ดีในสภาพที่เป็นกลางหรือเบสเล็กน้อย |
ในทางการแพทย์นั้นใช้ล้างท้องคนไข้ที่กินยาพิษพวกไอออนของโลหะหนัก โดยแพทย์จะให้กินไข่ขาวดิบ ไอออนของโลหะหนักจะรวมตัวกับไข่ขาวดิบ เกิดการแปลงสภาพ ตกตระกอน แล้วกระตุ้นให้ร่างกายอาเจียนออกมาครับ ทำให้สามารถขจัดโลหะหนักที่เป็นโทษต่อร่างกายได้ครับ
**เพิ่มเติม ไข่ขาวนั้น ถือเป้น ยาลดการระคาย(demulcents) ครับใช้ไข่ขาวอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องใช้ร่วมกับยาตัวอื่นๆอีก ไข่ขาวนั้นเป็นเพียงยา |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
|
ก. |
|
กรดอะมิโน คือ หน่วยย่อยของโปรตีน ซึ่งโปรตีนในร่างกายจะประกอบไปด้วย กรดอะมิโน 20 ชนิด แบ่งได้เป็น 2 พวก คือ กรดอะมิโนไม่จำเป็น 12 ชนิด กรดอะมิโนจำเป็น |
กรดอะมิโนยังเป็นหน่วยโครงสร้าง (building block) ที่เล็กที่สุดของโปรตีนโครงสร้างทางเคมีของกรดอะมิโน ประกอบด้วย 4 ส่วนคือ หมู่คาร์บอกซิล (-COOH) หมู่อะมิโน (-NH2) หมู่อาร์ (R) หรือหมู่โซ่ข้างและไฮโดรเจนอะตอม (H) โดยที่หมู่คาร์บอกซิลจะแสดงความเป็นกรด หมู่อะมิโนจะแสดงความเป็นด่างและหมู่อาร์จะแสดงถึงความแตกต่างกันของกรดอะมิโนแต่ละชนิด หมู่ต่าง ๆ เหล่านี้จะเกาะอยู่ที่แขนของคาร์บอน (C) อะตอมเดียวกัน เรียกคาร์บอนศูนย์กลางนั้นว่า แอลฟาคาร์บอนอะตอม (a - carbon atom) |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
|
4ชนิด |
|
|
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
|
3พันธะ |
|
|
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
|
ง. |
|
เกิดปฏิกิริยาทำให้เกิดตะกอนขึ้น |
คาร์โบไฮเดรตพวกที่มีรสไม่หวาน หรือ แป้ง ทดสอบโดยใช้สารละลายไอโอดีน ซึ่งมีสีน้ำตาลเหลือง ผลการทดสอบเป็นดังนี้ แป้ง + สารละลายไอโอดีน จะเปลี่ยนสีสารละลายไอโอดีนจากสีน้ำตาลเป็นสีน้ำเงิน หรือ ม่วงดำ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
|
ฟีนิลอะลานีน |
|
กรดอะมิโน (Amino acid) เป็นหน่วยเดี่ยว (monomer) หรือหน่วยย่อยที่สุดของเปปไทด์ และโปรตีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบในอวัยวะหรือเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
คำว่า โปรตีน (protien) มาจากภาษากรีก protieos หมายถึง first โปรตีน คือ สารประกอบพอลิเมอร์เอไมด์ (polymeramide) เมื่อถูกไฮโดรไลซ์ (hydrolyze) จะได้เป็นกรดอะมิโน (amino acids) [2] |
โมเลกุลขอกรดอะมิโนประกอบด้วยหมู่ฟังชั่นก์ 2 หมู่ หมู่อะมิโน (-NH2) และหมู่คาร์บอกซิล (-COOH) ถ้าเป็นชนิดแอลฟา-กรดอะมิโน (α-amino acid) หมู่–NH2 และ –COOH จะเกาะที่อะตอมของคาร์บอนตัวเดียวกัน และเรียกคาร์บอนตำแหน่งนั้นว่า α-carbon atom แต่อะตอมคาร์บอน (C) ที่อยู่ในตำแหน่งอัลฟา (α-carbon) จะเป็นอะตอมคาร์บอนที่ไม่สมมาตร (asymmetric carbon atom) ดังนั้น กรดอะมิโนทุกชนิด (ยกเว้น glycine ที่มีหมู่ R เป็นไฮโดรเจน) จะมี stereo isomer 2 ชนิด คือ ชนิดดี (D-) และชนิดแอล (L-) โดยกรดอะมิโนในธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นชนิดแอล และที่พบทั้งในพืช และสัตว์มีทั้งหมด 20 ชนิด เท่านั้น ซึ่งมีโครงสร้างต่างกันที่หมู่ R ทำให้กรดอะมิโนมีความแตกต่างกัน ทั้งรูปร่าง ขนาด ความมีขั้ว และประจุ เช่น ถ้าหมู่ R มีจำนวนคาร์บอน (C) มากจะทำให้กรดอะมิโนมีขนาดใหญ่ หรือถ้าหมู่ R มีขั้ว และมีประจุจะทำให้กรดอะมิโนแสดงคุณสมบัติละลายน้ำได้ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
|
จ. สาร Y เป็นสารที่สามารถละลายได้ดีทั้งในน้ำและในไขมัน |
|
|
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
|
2ชนิด |
|
|
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
|
5แบบ |
|
การจัดโครงสร้างกรดนิวคลีอิก |
นิวคลีโอไซด์ เกิดจากการรวมตัวระหว่าง เพียวรีน , ไพริมิดีน กับน้ำตาลไรโบส , ดีออกซีไรโบสด้วยพันธะ
ไกลโคซิดิคชนิดเบต้า ( β-N-glycosidic linkage) ซึ่งเกิดระหว่างคาร์บอนตำแหน่งที่ 1 ( 1/) ของน้ำตาล
กับไนโตรเจนตำแหน่งที่ 1 ของไพริมิดีน หรือ ไนโตรเจนตำแหน่งที่ 9 ของเพียวรีน ปฏิกิริยาการเกิดนิวคลีโอไซด์
์จะมีการสูญเสียน้ำออกไป 1 โมเลกุลพันธะโควาเลนต์ระหว่างน้ำตาลกับเบสเป็นพันธะที่เชื่อมระหว่างคาร์บอน
ตำแหน่งที่ 1 ของน้ำตาลกับไนโตรเจนตำแหน่งที่ 1 ของไพริมิดีน หรือไนโตรเจนตำแหน่งที่ 9 ของพิวรีน
ส่วนหมู่ฟอสเฟตนั้นจับกับน้ำตาลที่คาร์บอนตำแหน่งที่ 5
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
|
การสร้างร่างกายให้อบอุ่น |
|
โคเลสเตอรอล (Cholesterol) ระดับปกติของโคเลสเตอรอลในเลือดไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งประกอบด้วย
โคเลสเตอรอลชนิดดี หรือ เอชดีแอล (High density lipoprotein -HDL) ระดับปกติในเลือดผู้ชายมากกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ผู้หญิงมากกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
โคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี หรือ แอลดีแอล (Low density lipoprotein-LDL) ระดับปกติในเลือดไม่ควรเกิน 130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ระดับปกติในเลือดไม่ควรเกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (ค่าปกติ 50 – 150 mg/dl) |
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
|
Wax |
|
ไข (wax) คือสารในกลุ่มลิพิด (lipid) ไขที่พบในธรรมชาติเป็นเอสเทอร์ของกรดไขมันกับแอลกอฮอล์ที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูง
และเป็นแอลกอฮอล์ที่มีหมู่ไฮดรอกซิลเพียงหมู่เดียว (monohydric alcohol) มีจุดหลอมเหลวสูงเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้อง |
ขที่ผลิตในรูปของอิมัลชัน (emulsion) นำมาใช้เคลือบผิว ผัก และผลไม้สด เพื่อลดการสูญเสียน้ำ ที่เป็นเหตุทำให้เหี่ยวเฉา
ลดการแลกเปลี่ยนแก๊ส ลดอัตราการหายใจ จึงช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผักและผลไม้ให้นานขึ้น |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
|
จ |
|
|
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
|
ข |
|
กรดอมิโน |
กรดอะมิโนที่พบเป็นองค์ประกอบของโปรตีนมี 20 ชนิด และกรดอะมิโนจำเป็นมี 8 ชนิด คือ เมไทโอนีน ทรีโอนีน ไลซีน เวลีน ลิวซีน ไอโซลิวซีน เฟนิลอะลานิน และทริปโตเฟน มีความสำคัญสำหรับมนุษย์
สมบัติของกรดอะมิโน
1. สภานะ ของแข็ง ไม่มีสี
2. การละลายน้ำ ละลายน้ำ เกิดพันธะไฮโดรเจนและแรงแวนเดอร์วาลส์
3. จุดหลอมเหลว สูง อยู่ระหว่าง 150 - 300 C เพราะเกิดพันธะไฮโดรเจน
4. ความเป็นกรด-เบส กรด-เบส Amphoteric substance |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
|
จ |
|
หน้าที่สำคัญของโปรตีนคือ การเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน |
บุคคลทั่วไป ควรได้รับโปรตีนที่ 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน เช่น หากนาย ก.หนัก 50 กิโลกรัม ควรได้รับโปรตีน 50 กรัมต่อวัน
ผู้ที่มีความต้องการโปรตีนน้อยกว่าปกติ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนฟอกไต จำกัดโปรตีนที่ 0.6-0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน
ผู้ที่มีความต้องการโปรตีนมากกว่าปกติ เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกไต ผู้ป่วยที่มีแผลไฟไหม้ แผลกดทับ ผู้ป่วยโรคตับ ผู้ป่วยมะเร็ง หรือนักกีฬาที่ต้องเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ควรได้รับโปรตีน 1.2-2 กรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
|
ชนิดคาร์โบไฮเดรต |
|
|
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
ข้อใดไม่ถูกต้อง
|
ข. ไดแซคคาไรด์ที่ได้จากการย่อยสลายเซลลูโลสและอะไมเลสมีโครงสร้างเหมือนกัน |
|
|
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
นักกำหนดอาหารได้มีการจัดอาหารกลางวันสำหรับผู้ป่วยรายหนึ่ง โดยอาหารประกอบไปด้วย ข้าว กะหล่ำปีผัดน้ำมัน และแกงจืดเต้าหู้หมูสับ อาหารมื้อนี้ ผู้ป่วยจะได้รับสารชีวโมเลกุลประเภทให้พลังงานกี่ชนิด อะไรบ้าง
|
ค. 3 ชนิด ได้แก่ ไขมัน คาร์โบไฮเดต และโปรตีน |
|
|
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|