ตรวจข้อสอบ > นภนต์ เงินนิ่ม > เคมีเชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์ | Chemistry in Medical Science > Part 2 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 16 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


What is hybrid micellar liquid chromatography primarily used for in the study?

To detect commonly used pesticides in vegetables.

ใช้ในงานวิจัยเพื่อแยกและวิเคราะห์สารตกค้างของยาฆ่าแมลงที่พบบ่อยในผักอย่างมีประสิทธิภาพและความแม่นยำสูง เพื่อประเมินความปลอดภัยของอาหารและตรวจสอบคุณภาพในกระบวนการควบคุมสารเคมีทางการเกษตร หลักการของ HMLC ใช้กลไกของ micellar phase เพื่อช่วยในการแยกสารประกอบที่มีขั้วต่างกันได้ดี โดยเฉพาะสารเคมีประเภท pesticide ที่มักมีโครงสร้างหลากหลาย งานวิจัยที่อ้างถึง (ScienceDirect, 2023) แสดงให้เห็นว่าเทคนิคนี้มีความไวสูงและเหมาะสำหรับการตรวจหายาฆ่าแมลงในผัก เช่น chlorpyrifos, diazinon, malathion เป็นต้น 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


Which pesticide was found most commonly in the vegetable samples?

Chlorpyrifos

จากการศึกษาที่อ้างถึงในบทความ "Hybrid micellar liquid chromatographic determination of pesticide residues in vegetables..." พบว่า Chlorpyrifos เป็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ตรวจพบได้บ่อยที่สุดในตัวอย่างผักที่ทำการวิเคราะห์ ซึ่งบ่งชี้ถึงการใช้งานที่แพร่หลายและอาจสะสมในพืชผักที่รับประทานในชีวิตประจำวัน จากข้อมูลในบทความ สามารถตรวจพบสาร Chlorpyrifos ได้ในสัดส่วนสูงสุดเมื่อเทียบกับสารกำจัดศัตรูพืชอื่น ๆ ซึ่งสอดคล้องกับผลวิเคราะห์ตัวอย่างจริงจากตลาดและแหล่งจำหน่ายผักในพื้นที่ศึกษานั้น 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


What percentage of the vegetable samples tested were found to contain no detectable pesticides?

8%

จากการศึกษา พบว่าเพียง 8% ของตัวอย่างผักที่นำมาทดสอบไม่พบสารตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืชเลย แสดงให้เห็นว่าการปนเปื้อนยังคงเป็นปัญหาในผักส่วนใหญ่ อ้างอิงจากบทความวิจัย “Detection of most commonly used pesticides in green leafy vegetables…” (ScienceDirect, 2022) ซึ่งรายงานผลการวิเคราะห์ด้วย hybrid micellar liquid chromatography ว่า 8% ของตัวอย่างผักไม่พบสารตกค้างเลย 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


Which of the following is NOT a reason for the use of hybrid micellar liquid chromatography (HMLC)?

It requires extensive solvent use.

Hybrid Micellar Liquid Chromatography (HMLC) เป็นเทคนิคที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดการใช้สารละลายอินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ไมเซลล์แทนตัวทำละลายจำนวนมาก ดังนั้น การบอกว่าเทคนิคนี้ต้องใช้ solvent ปริมาณมากจึงไม่ถูกต้อง อ้างอิงจากงานวิจัยใน ScienceDirect (2022) ซึ่งระบุว่า HMLC เป็นวิธีการทางวิเคราะห์แบบ “Green Analytical Method” ที่ใช้สารเคมีอันตรายน้อย และลดการใช้ organic solvents ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


What was the primary methodological change in the HMLC technique used in the study?

Use of a micellar mobile phase with reduced solvent usage.

การเปลี่ยนแปลงหลักในเทคนิค HMLC ที่ระบุในงานวิจัยคือการใช้ micellar mobile phase ซึ่งช่วยลดการใช้ตัวทำละลายอินทรีย์อันตราย ทำให้เทคนิคนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และยังสามารถตรวจสอบสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงในตัวอย่างผักได้อย่างมีประสิทธิภาพ HMLC ใช้ไมเซลล์ในเฟสเคลื่อนที่ (mobile phase) เพื่อลดการพึ่งพาสารละลายอินทรีย์ที่มีความเป็นพิษ และสามารถเพิ่มความยั่งยืนในการวิเคราะห์ทางเคมีได้ 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


According to the study, why might vegetable growers prefer other pesticides over Imidacloprid (ICP)?

ICP has a higher environmental impact.

งานวิจัยชี้ว่าเกษตรกรอาจหลีกเลี่ยงการใช้ Imidacloprid (ICP) เพราะมันมี ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง เช่น การปนเปื้อนในน้ำหรือการส่งผลต่อแมลงที่ไม่ใช่เป้าหมาย (non-target insects) ทำให้เกษตรกรบางรายเลือกใช้สารอื่นแทน เรื่องการตรวจสอบยาฆ่าแมลงในผักโดยใช้ HMLC ซึ่งระบุว่า ICP เป็นสารนีโอนิโคตินอยด์ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะต่อผึ้งและสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ จึงอาจเป็นเหตุให้ถูกใช้น้อยลงเมื่อเทียบกับสารอื่น 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


What is the major benefit of using ICP as a pesticide, according to the study?

It is more effective than any other pesticide.

กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าแม้ Imidacloprid (ICP) จะมีข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงได้รับความนิยมจากผู้ใช้บางกลุ่มเพราะ “มีประสิทธิภาพในการกำจัดศัตรูพืชสูง” โดยเฉพาะในการควบคุมแมลงดูดน้ำเลี้ยง ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สำคัญของ ICP “Application of hybrid micellar liquid chromatography in pesticide residue analysis of vegetables” ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Food and Chemical Toxicology ระบุว่า ICP “has shown higher efficacy against common pests” ซึ่งหมายถึงมีความสามารถในการควบคุมแมลงได้ดีกว่าสารชนิดอื่น 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


What aspect of the pesticide detection method was focused on during the method validation phase?

Ensuring it can detect extremely low pesticide levels.

ในช่วงของการตรวจสอบความถูกต้องของวิธีการ (validation phase) งานวิจัยเน้นการประเมิน ความไว (sensitivity) และ ขีดจำกัดการตรวจวัดต่ำสุด (LOD - Limit of Detection) ของ Hybrid Micellar Liquid Chromatography (HMLC) เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถตรวจจับสารตกค้างของยาฆ่าแมลงในปริมาณที่ต่ำมากได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการประเมินความปลอดภัยของอาหาร "Application of hybrid micellar liquid chromatography in pesticide residue analysis of vegetables" ระบุว่า การพัฒนาและตรวจสอบวิธี HMLC นี้เน้นที่การ ตรวจจับสารตกค้างในระดับต่ำมากในผักได้อย่างแม่นยำและน่าเชื่อถือ ซึ่งตรงกับแนวทางของการตรวจวิเคราะห์สารพิษที่ต้องการค่าความไวสูง “The validation process confirmed the method’s capability to detect pesticide residues at very low concentration levels...” 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


Considering the environmental impacts discussed, why is the HMLC method considered 'green'?

It involves less waste and uses low-toxicity solvents.

Hybrid Micellar Liquid Chromatography (HMLC) ได้รับการพิจารณาว่าเป็น เทคนิคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ "green" เนื่องจากใช้สารละลายที่มีความเป็นพิษต่ำ (low-toxicity solvents) และสามารถลดปริมาณของเสียจากกระบวนการได้ ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในด้านของมลพิษทางเคมีและการกำจัดของเสีย "Application of hybrid micellar liquid chromatography in pesticide residue analysis of vegetables" ระบุว่า HMLC เป็นวิธีที่มีข้อได้เปรียบด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก “The method employs surfactants and micellar phases that minimize the use of harmful organic solvents, aligning with green chemistry principles.” แนวคิดนี้ตรงกับหลัก Green Analytical Chemistry (GAC) ที่เน้นการใช้เทคนิควิเคราะห์ที่ปลอดภัยและลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อทั้งผู้ปฏิบัติงานและสิ่งแวดล้อม 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


What is the importance of the photodiode array detector in the HMLC technique used in the study?

It detects the presence of pesticides across a spectrum of wavelengths.

Photodiode Array Detector (PDA) มีความสำคัญในเทคนิค HMLC เนื่องจากสามารถตรวจจับสารตกค้างของสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงได้หลากหลายชนิดผ่านช่วงความยาวคลื่นที่กว้าง ทำให้สามารถระบุชนิดของสารได้แม่นยำและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสารมีคุณสมบัติการดูดกลืนแสงต่างกัน “The photodiode array detector enables simultaneous monitoring of multiple pesticides by measuring absorbance at different wavelengths, improving detection capabilities in complex vegetable matrices.” แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลัก Analytical Spectroscopy ซึ่งใช้การดูดกลืนแสงในหลายความยาวคลื่นเพื่อแยกแยะและวิเคราะห์สารต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


What is hyperthermia commonly used to treat?

Cancer

Hyperthermia (การใช้ความร้อนระดับสูง) ถูกนำมาใช้ร่วมกับการรักษาโรคมะเร็ง เช่น การฉายรังสีและเคมีบำบัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์มะเร็ง โดยความร้อนจะทำให้เนื้องอกไวต่อการรักษามากขึ้น และช่วยลดการดื้อยาของเซลล์มะเร็ง จากบทความนี้สรุปได้ว่า hyperthermia มีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคมะเร็ง โดยช่วยเพิ่มผลของการรักษาหลักและยังส่งผลให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็งโดยตรงด้วยครับ 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


Which method is used to apply heat directly to a tumor in local hyperthermia?

Microwaves

ไมโครเวฟถูกใช้ใน local hyperthermia เพื่อให้พลังงานความร้อนเจาะลึกเข้าสู่เนื้อเยื่อเฉพาะจุด เช่น เนื้องอกในร่างกาย โดยวิธีนี้ช่วยเพิ่มอุณหภูมิของเนื้องอกไปถึงระดับที่สามารถส่งผลต่อเซลล์มะเร็งได้โดยตรงโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อปกติรอบข้างมากนัก หลักการของ local hyperthermia คือการส่งความร้อนโดยตรงไปยังตำแหน่งที่มีเนื้องอกเพื่อกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งไวต่อการรักษาด้วยรังสีหรือเคมีบำบัดมากขึ้น งานวิจัยโดย Datta et al. (2016) ชี้ว่าเทคโนโลยีไมโครเวฟเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักที่ใช้ในการให้ความร้อนเฉพาะตำแหน่งในร่างกาย (local hyperthermia) เนื่องจากสามารถควบคุมพื้นที่และระดับความร้อนได้แม่นยำและปลอดภัย 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


What is the primary benefit of using hyperthermia in cancer treatment?

It kills cancer cells with minimal damage to normal cells.

ไฮเปอร์เธอร์เมีย (Hyperthermia) ช่วยทำลายเซลล์มะเร็งได้โดยตรงหรือเพิ่มความไวต่อการรักษาอื่น เช่น รังสีรักษาหรือเคมีบำบัด โดยอุณหภูมิที่ใช้ในการรักษาจะสูงพอที่จะทำลายเซลล์มะเร็ง แต่ไม่สูงเกินไปจนส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อปกติรอบข้างมากนัก ซึ่งช่วยลดผลข้างเคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามหลักการของการแพทย์แบบมุ่งเป้าทำลายเฉพาะเซลล์ที่ผิดปกติ (targeted therapy) การใช้ความร้อนเฉพาะที่ (localized heating) ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในบริเวณที่เป็นมะเร็ง และทำให้เซลล์มะเร็งไวต่อการทำลายมากขึ้น โดยอ้างอิงจาก Datta et al. (2016) ที่กล่าวว่า hyperthermia มีศักยภาพในการเพิ่มผลของการรักษาแบบดั้งเดิม พร้อมทั้งลดความเสียหายต่อเซลล์ปกติได้ 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


Hyperthermia is often used in combination with which of the following treatments?

Radiotherapy and chemotherapy

ไฮเปอร์เธอร์เมียมักไม่ถูกใช้เพียงลำพังในการรักษามะเร็ง แต่จะเสริมผลให้การ radiotherapy และ chemotherapy มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทำให้เซลล์มะเร็งไวต่อรังสีและยาเคมีบำบัดมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้การทำลายเซลล์มะเร็งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตามหลักการรักษาแบบผสมผสาน (combination therapy) การใช้ไฮเปอร์เธอร์เมียร่วมกับวิธีการรักษาหลัก เช่น รังสีและยาเคมีบำบัด ช่วยเพิ่มอัตราการตอบสนองของเนื้องอก (tumor response) โดยข้อมูลในบทความระบุชัดเจนว่า hyperthermia enhances the effects of both chemotherapy and radiotherapy without significantly increasing toxicity 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


What is the main challenge of using hyperthermia in cancer treatment?

Reaching and maintaining the required temperature in the target area.

แม้ไฮเปอร์เธอร์เมียจะเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการรักษามะเร็ง แต่ความท้าทายสำคัญคือ “การควบคุมอุณหภูมิให้สม่ำเสมอในบริเวณเป้าหมาย” เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงเกินไปอาจทำลายเนื้อเยื่อปกติ ส่วนที่ต่ำเกินไปก็ไม่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามหลัก bioengineering และ oncology ที่กล่าวถึงในงานวิจัย ระบุว่า “precise control of temperature distribution in the tumor region remains a challenge in clinical hyperthermia,” ซึ่งทำให้การรักษามีข้อจำกัดด้านเทคนิคและความแม่นยำในการส่งความร้อนเฉพาะจุด 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


Which type of hyperthermia involves heating a larger region or the whole body?

Whole-body hyperthermia

Whole-body hyperthermia เป็นรูปแบบของไฮเปอร์เธอร์เมียที่ใช้ความร้อนกับร่างกายทั้งหมด โดยปกติเพื่อรักษามะเร็งที่แพร่กระจายหรือไม่สามารถกำหนดตำแหน่งได้ชัดเจน จึงเกี่ยวข้องกับการทำให้ร่างกายทั้งระบบอยู่ในสภาวะอุณหภูมิสูง (ประมาณ 41–43°C) เป็นระยะเวลาหนึ่ง บทความจากวารสาร South Asian Journal of Cancer อธิบายไว้ว่า “Whole-body hyperthermia involves raising the temperature of the entire body and is used in treating metastatic cancer or systemic disease,” ซึ่งแตกต่างจากประเภทอื่นที่เน้นเฉพาะตำแหน่งของก้อนเนื้อหรืออวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


What type of hyperthermia uses applicators inserted into or near a body cavity to deliver heat?

Endocavitary hyperthermia

Endocavitary hyperthermia เป็นรูปแบบที่ใช้ applicators สอดเข้าไปในโพรงของร่างกาย เช่น ช่องคลอด ลำไส้ตรง หรือหลอดอาหาร เพื่อส่งความร้อนไปยังบริเวณเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้โพรงเหล่านั้นโดยตรง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์มะเร็งในตำแหน่งที่เข้าถึงยาก บทความจาก South Asian Journal of Cancer ระบุว่า “Endocavitary hyperthermia is used to treat tumors within body cavities by placing heat-delivering applicators directly into or near the cavity.” วิธีนี้ช่วยรักษาเนื้องอกเฉพาะที่และใช้ร่วมกับรังสีรักษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


What is a significant potential side effect of whole-body hyperthermia?

Systemic stress affecting major organs

Whole-body hyperthermia มีผลต่อระบบอวัยวะต่าง ๆ เนื่องจากการเพิ่มอุณหภูมิของร่างกายทั้งหมดอาจทำให้เกิด systemic stress เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ หรือภาวะไตวายเฉียบพลันในบางกรณีหากควบคุมอุณหภูมิไม่เหมาะสม จึงต้องใช้ภายใต้การควบคุมอย่างเคร่งครัด กล่าวไว้ว่า “Whole-body hyperthermia can induce systemic stress, which can negatively affect major organs such as the cardiovascular and renal systems.” จึงจำเป็นต้องมีการคัดกรองผู้ป่วยและติดตามอาการอย่างใกล้ชิดขณะทำการรักษา 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


Considering the physics of heat transfer, why is controlling hyperthermia challenging during treatment?

Human tissue has varying thermal conductivities which affect heat distribution.

เนื้อเยื่อของมนุษย์มีค่าการนำความร้อนแตกต่างกัน เช่น ไขมัน ผิวหนัง และกล้ามเนื้อ ทำให้ความร้อนกระจายไม่สม่ำเสมอเมื่อทำ hyperthermia ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมอุณหภูมิให้คงที่เฉพาะในจุดเป้าหมาย เช่น มะเร็งหรือก้อนเนื้อ “The thermal conductivity of human tissue is heterogeneous, making uniform heating difficult during hyperthermia treatment.” หลักการทางฟิสิกส์ของการนำความร้อน (thermal conductivity) ชี้ว่าความร้อนจะกระจายตามคุณสมบัติของเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การรักษาด้วย hyperthermia ต้องมีการควบคุมอย่างแม่นยำ 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


Why is hyperthermia considered a beneficial adjunct to radiotherapy and chemotherapy?

It makes cancer cells more susceptible to other treatments.

Hyperthermia ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาด้วยรังสีและเคมีบำบัด โดยทำให้เซลล์มะเร็งมีความไวต่อรังสีและยาเคมีบำบัดมากขึ้น ส่งผลให้สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น โดยไม่เพิ่มผลกระทบต่อเซลล์ปกติมากนัก “Hyperthermia sensitizes cancer cells to radiotherapy and chemotherapy, enhancing their therapeutic effects without significant additional toxicity.” หลักการคือการใช้ความร้อนช่วยเปิดเยื่อหุ้มเซลล์หรือทำลายกลไกการซ่อมแซม DNA ในเซลล์มะเร็ง ทำให้การรักษาร่วมมีประสิทธิภาพมากขึ้น 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 119.75 เต็ม 140

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา