| 1 |
|
1.2 |
|
64.35 / 50.05 |
นำปริมาณกลูโคสที่ได้หารด้วยมอลโทส เทียบร้อย |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
|
ง. กลูโคส,แป้ง |
|
สาร x ไม่มีแป้งหรือไกลโคเจน มีน้ำตาลที่ไม่ใช่ซูโครส เพราะไม่ผ่านการย่อยด้วยกรดหรือเอนไซม์ เเละ สาร y มีเเป้ง |
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวเเละคู่ยกเว้นซูโครส ถ้ามีน้ำตาล จะทดสอบน้ำตาลได้สีเเดงอิฐ เเละไอโอดีน ทดสอบเเป้งเเละไกลโคเจน ถ้ามีแป้งได้สีน้ำเงินเเละเเดง ตามลำดับ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
|
ก. 1 เท่านั้น |
|
ข้อ 1 ช่วง pH 6-7 ที่ 35 องศาเซลเซียส ได้สีเเดงเข้ม เเสดงว่าทำปฏิกิริยาได้ดีที่สุด เเละข้อสอง ไม่สามารถสรุปได้ว่าที่ pH 3 เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพสมบูรณ์ เเละข้อสี่ ที่ pH4 เกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยกว่า pH5 |
สังเกตจากความเข้มของสีแดง โดยที่ความเข้มสีเเดงน้อยไปมาก เเสดงถึงความสามารถในการทำปฏิกิริยาจากน้อยไปมากเช่นเดียวกัน |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
|
ข. ธนนท์แช่เนื้อไว้ในตู้เย็นเพื่อเตรียมทำอาหาร |
|
ความร้อนจากการทอด หรือการเปลี่ยนแปลง pH เช่นการบีบมะนาว หรือการกลืนไข่ขาวลงท้อง ทำให้โปรตีนเสียสภาพได้ |
โดยทั่วไป การลดอุณหภูมิเช่นการเเช่ในตู้เย็น เป็นการรักษาเสถียรภาพของโปรตีนไว้ให้ดียิ่งขึ้น |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
|
ค |
|
เพราะเมื่อไฮโดรไลซิสจะได้เบต้าอะมิโนแอซิด |
"กรดอะมิโน" มักหมายความถึงกรดอะมิโนแบบแอลฟา (alpha animo acids) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ทั้งหมู่อะมิโนและหมู่คาร์บอกซิลติดอยู่กับคาร์บอนอะตอมเดียวกัน เรียกว่า แอลฟา-คาร์บอน ซึ่งไม่ตรงกับลักษณะของข้อ ค |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
|
180 |
|
6!/4=180 |
จํานวนโครงสร้างที่เป็นไปได้ = n!/x เมื่อ n = จํานวนหน่วยกรดอะมิโนที่เป็นองค์ประกอบในเพปไทด์
(เฮกซะเพปไทด์ n = 6) ส่วน x = จํานวนหน่วยกรดอะมิโนที่ซํ้ากัน (ในที่นี x = 4) ดังนั้นจำนวนโครงสร้างที่เป็นไปได้ = 6!/4=180 |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
|
3 9 10 4 1:2:1 polypeptide |
|
การดูโครงสร้างเเละชนิดของโมเลกุล |
polypeptide เกิดจากสายเพพไทด์หลายสายมาต่อกันเชื่อมกันหลายๆพันธะ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
|
จ |
|
สาร A เป็นโปรตีนไม่ทำปฏิกิริยากับกรดกลูตามิก สาร B เป็นแป้งทดสอบเบเนดิกต์ได้ตะกอนแดง เเละซูโครสอยู่ในกลุ่มคารโบไฮเดรตได้ไอโอดีนสีน้ำเงิน |
การทดสอบแป้ง : ใช้สารละลายไอโอดีน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน การทดสอบน้ำตาล : ใช้สารละลายเบเนดิกต์ ซึ่งเมื่อให้ความร้อนจะเกิด ตะกอนสีแดงอิฐ การทดสอบโปรตีน : ใช้สารละลายคอปเปอร์ (II)ซันเฟส และสารละลาย โซเดียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง การทดสอบไขมัน : ใช้การหยดบนกระดาษจะเปลี่ยนแปลงโดยมีลักษณะ โปร่งแสง |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
|
แอลฟา |
|
เกินการทำปฏิกิริยาโดยการชูเเขนมาด้านล่างของเเต่ละสาร |
เมื่อโครงสรางละลายน้ำเเละขดเป็นวง จะมี -OH อยู่ด้านล่างระนาบวงแหวน |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
|
ง. เมื่อนำน้ำมันหยดลงในสาร Y สาร Y จะหันไออนลบไปล้อมรอบเกิดเป็นสารอิมัลชัน |
|
สาร x คือ ไขมัน หรือน้ำมัน สาร y คือ เกลือโซเดียมของกรดไขมัน หรือสบู่ |
ปฏิกิริยาสปอนิฟิเคชั่น เกิดจากนำไขมัน หรือน้ำมันมาต้มกับสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ ได้กลีเซอรอล กับเกลือโซเดียมของกรดไขมัน หรือสบู่ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
|
24 |
|
4! = 24 |
จำนวนไอโซเมอร์ = n! (4!) เมื่อ n = จำนวนของกรดเเต่ละชนิดที่จะสังเคราะห์กรดไขมัน |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
|
6 |
|
สังเกตจากโครงสร้างของสารเมื่อต้มกับเบส เเละฟอกจาง |
จำนวนสูตรโครงสร้าง หาได้จากการนับสารเมื่อทำปฏิกิริยากับเบส หรือฟอกจางสีกับโบรมีน |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
|
สารอิมัลซิไฟเออร์ (Emulsifier) |
|
เลซิตินมีลักษณะเป็นสารอิมัลซิไฟเออร์ (Emulsifier) ที่ท้าให้น้ำและน้ำมันละลายเข้ากันได้ ด้วยคุณสมบัตินี จึงท้าให้ไขมันแขวนลอยในน้ำได้ดีขึ้น |
อิมัลซิไฟเออร์ (emulsifier) เป็นวัตถุเจือปนอาหาร (food additive) ช่วยให้อิมัลชัน (emulsion) คงตัวด้วยการลดแรงตึงผิว (surface tension) ของของเหลว โดยช่วยทำให้อิมัลชันมีความคงตัว และป้องกันไม่ให้อิมัลชันแยกเป็นชั้น |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
|
กรดไขมัน เเละแอลกอฮอล์ชนิดอื่นที่ไม่ใช่กลีเซอรอล |
|
ไข เกิดจากกรดไขมัน เเละแอลกอฮอล์ชนิดอื่นที่ไม่ใช่กลีเซอรอล รวมตัวกัน เช่น ขี้ผึ้ง ไขของวาฬ เป็นต้น |
ไข (wax) คือสารในกลุ่มลิพิด (lipid) ไขที่พบในธรรมชาติเป็นเอสเทอร์ของกรดไขมันกับแอลกอฮอล์ที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูง
และเป็นแอลกอฮอล์ที่มีหมู่ไฮดรอกซิลเพียงหมู่เดียว (monohydric alcohol) มีจุดหลอมเหลวสูงเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้อง |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
|
ข |
|
เอนไซม์จุลินทรีย์สามารถย่อยสลายผงซักฟอกที่หนึ่งได้ เเต่ยาก |
ผงซักฟอกชนิดที่หนึ่ง เป็นสารที่มีโครงสร้างโซ่กิ่งมาก จุลินทรีย์จึงย่อยสลายได้ยาก ใช้วลานานในการย่อย |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
|
ข |
|
มีเปปไทด์บอนด์ 1 พันธะ เเละมีปลายเเต่ละด้านเป็น COOH เเละ NH2 |
ไดเปปไทด์มีพันธะเปปไทด์ 1 พันธะ ปลายด้านหนึ่งของเปปไทด์ต้องเป็น COOH เเละปลายอีกด้านต้องเป็น NH2 |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
|
ค |
|
สารไนโตรซามีน ใช้ในอุตสากรรมแปรรูปเนื้อสัตว์ ใส่เพื่อให้มีสีสันน่ารับประทาน เเต่ก่อมะเร็งได้ในผู้บริโภค |
สารบอแรกซ์ พบมากในอาหารประเภทเนื้อหมู เนื้อปลา เนื้อวัว ฯลฯ เมื่อใส่สารนี้ไปแล้วจะทำให้อาการมีสีสันที่สวยงาม รสชาติดี และเก็บไว้ได้นาน สารนี้เป็นสารที่ก่อให้เกิด สารไนโตรซามีน (nitrosamine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
|
5 Pro |
|
หน่วยกรดอะมิโนมาจากชนิดของกรดอะมิโนที่พบ เเละปลายคาร์บอกซีเป็น Pro เพราะสังเกตจากเพพไทด์สายที่ 3 ที่มีด้านปลายข้างหนึ่งเป็น Arg |
สายเพพไทด์เมื่อด้านหนึ่งเป็นคาร์บอกซี อีกด้านนึงย่อมเป็นหมู่อะมิโนเสมอ |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
ข้อใดไม่ถูกต้อง
|
ข. ไดแซคคาไรด์ที่ได้จากการย่อยสลายเซลลูโลสและอะไมเลสมีโครงสร้างเหมือนกัน |
|
ข ได้โครงสร้างต่างกันเมื่อผ่านการย่อย |
เซลลูโลสใช้กลูโคสที่เป็นอะโนเมอร์ประเภท แอลฟา ส่วนอะไมเลส มาจากแป้งใช้กลูโคสที่เป็นอะโนเมอร์ประเภท เบต้า |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
นักกำหนดอาหารได้มีการจัดอาหารกลางวันสำหรับผู้ป่วยรายหนึ่ง โดยอาหารประกอบไปด้วย ข้าว กะหล่ำปีผัดน้ำมัน และแกงจืดเต้าหู้หมูสับ อาหารมื้อนี้ ผู้ป่วยจะได้รับสารชีวโมเลกุลประเภทให้พลังงานกี่ชนิด อะไรบ้าง
|
จ. 4 ชนิด ได้แก่ ไขมัน คาร์โบไฮเดต โปรตีน และกรดนิวคลีอิก |
|
โดยหลักแล้ว ข้าวให้คาร์โบไฮเดรต น้ำมันให้ไขมัน แกงจืดเต้าหู้หมูสับได้โปรตีน ซึ่งทุกอาหารให้กรดนิวคลิอิก เพราะเป็นเซลล์ที่มีชีวิต |
เซลลูโลส อยู่ในพืชผัก เเต่เป็นสารชีวโมเลกุลที่ไม่ให้พลังงาน เเต่มีส่วนช่วยในการขับถ่าย เป็นกากอาหาร |
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|