ตรวจข้อสอบ > อโณทัย ธรรมกุลธีระกิจ > ชีวเคมีเชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์ | Biochemistry > Part 2 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 51 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


ง. กลูโคส,แป้ง

สาร Y ถูกไอโอดีนเเล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน แปลว่าต้องเป็นแป้ง (ตัดตัวเลือกข้อ ก. เเละ ค. ได้) สาร X ให้ผลเป็นตะกอนสีเเดงอิฐได้ แปลว่าต้องเป็น reducing sugar จะเป็น non-reducing sugar ไม่ได้ (นั้นคือ น้ำตาลทรายหรือซูโครสไม่ได้ ตัดตัวเลือกข้อ ก. ข. เเละ จ. ได้) จึงตอบข้อ ง. reducing sugar จะให้ผลเป็นตะกอนสีเเดงอิฐได้ โดยไม่ต้องไฮโดนไลส์ เเต่ non-reducing sugar เช่น น้ำตาลทราย ซูโครส จะให้ผลเป็นตะกอนสีเเดงอิฐได้ ต้องถูกไฮโดนไลส์ 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


ง. ไข่ขาวดิบที่ถูกกลืนเข้าไปเพื่อขจัดยาพิษ

เพราะไข่ขาวดิบไม่ถูก Denaturation อย่างการให้ความร้อน เช่น ทอด นึ่ง ต้ม เเต่ถูกรับประทานอย่างดิบ ๆ หมายความว่า ไม่มีอะไรในขาวเปลี่ยนแปลงไป Denaturation หรือการสูญเสียสภาพทางธรรมชาติ หากไข่ขาวเกิดการสูญเสียสภาพทางธรรมชาติ เช่น การนำไปทอด ไข่ขาวจะมีลักษณะเเข็ง เเละเป็นสีขาว ซึ่งไม่สามารถทำให้กลับมามีลักษณะหนืดใส เหมือนเเรกเริ่มได้โดยง่าย การกลืนหรือทานไข่ดิบ ก็เสมือนการไม่ได้ทำให้ไข่ขาวเกิดการ Denaturation จึงไม่มีอะไรในไข่ขาวเปลี่ยนแปลงไป 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


1. พันธะเพปไทด์ 2 ตำเเหน่ง 2. ได้น้ำ 2 โมเลกุล (Dehydration reaction) 3. กรดอะมิโน 3 โมเลกุล 4. กรดอะมิโน 3 ชนิด 1. มี N-C ทั้งหมด 2 ตำเเหน่ง (ไม่นับรวม C-NH2 9 ตรงนั้นไม่ใช่พันธะ) 2. มีพันธะ 2 ตำเเหน่ง แปลว่าต้องได้น้ำ 2 โมเลกุล (Dehydration reaction) 3. เพราะเชื่อมกันด้วยพันธะ 2 ตำเเหน่ง หมายถึงมีกรดอะมิโนสามตัว 4. เพราะหมู่โซ่ข้างของทั้งกรดอะมิโนทั้ง 3 เเตกต่างกัน 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


ข. กรดกลูตามิก เป็นกรดอะมิโน ซึ่งเป็นโมโนเมอร์ ไม่มีพันธะเพปไทด์ เเต่การทดสอบไบยูเรต จะให้ผลการเปลี่ยนแปลงได้ ต้องมีพันธะเพปไทด์อย่างน้อย 2 ตำเเหน่ง จึงทำให้ได้ผลการทดลอง ไม่เปลี่ยนแปลง (ตัดตัวเลือก ข้อ ค. เเละ ง.) แป้องมันฝรั่ง ทดสอบเบเนดิกส์ได้ตะกอนสีเเดงเเน่นอน เพราะโมโนเมอร์เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (น้ำตาลกลูโคส) ซูโครส เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ (oligosaccharide) ไม่ได้มีโครงสร้างเป็นอะไมโลส หรืออะไมโลเพกติน (polysaccharide) หากทำการทดสอบด้วยไอโอดีน จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง กรดกลูตามิก เป็นกรดอะมิโน ซึ่งเป็นโมโนเมอร์ ไม่มีพันธะเพปไทด์ เเต่การทดสอบไบยูเรต จะให้ผลการเปลี่ยนแปลงได้ ต้องมีพันธะเพปไทด์อย่างน้อย 2 ตำเเหน่ง จึงทำให้ได้ผลการทดลอง ไม่เปลี่ยนแปลง (ตัดตัวเลือก ข้อ ค. เเละ ง.) แป้องมันฝรั่ง ทดสอบเบเนดิกส์ได้ตะกอนสีเเดงเเน่นอน เพราะโมโนเมอร์เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (น้ำตาลกลูโคส) ซูโครส เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ (oligosaccharide) ไม่ได้มีโครงสร้างเป็นอะไมโลส หรืออะไมโลเพกติน (polysaccharide) หากทำการทดสอบด้วยไอโอดีน จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


กลีเซอรอล เเละกรดไขมัน จากปฏิกิริยา X+Y ได้เป็น ไข(Wax)+น้ำ 1. จากข้อความ "พบมากในสารเคลือบเส้นผม หรือขนสัตว์ต่าง ๆ ทำให้มีลักษณะเงา เเละเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ" สอดคล้องกับ wax ที่เป็นสารประเภทลิพิด มีคุณสมบัติดังข้อความ เเละช่วยให้มันเงา ตัวอย่างเช่น ชั้น Cuticle บนลำต้นเเละใบของพืช ซึ่งมีหน้าที่เดียวกัน 2. สังเกตจากสมการ ที่ได้ผลิตภัณฑ์ออกมาเป็น ไข เเละ น้ำ แปลว่าเกิด Dehydration reaction ขึ้น สอดคล้องกับการรวมกันของสารชีวโมเลกุล ประเภทลิพิด ระหว่างกลีเซอรอล กับกรดไขมัน 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


ข. ง. จ. เพราะ ข. ง. จ. มีด้านที่มีหมู่คาร์บอกซิล หรือ C-terminus ให้เห็น ขณะที่ ก. ค. มีเพียง N-terminus เมื่อกรดอะมิโนเชื่อมต่อกันด้วยพันธะเพปไทด์ จะมีต้องด้าน N-terminus เเละ C-terminus เสมอ 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


ก. ง. จ. ข. ผิด เพราะการทำสบู่เป็นปฏิกิริยาระหว่างด่างกับไขมัน ไม่ใช้กรดกับไขมัน ค. ผิด เพราะไนโตรซามีน ใช้ในการหมักดอง สารไนโตรซามีนที่พบในอาหารและการประกอบอาชีพ (Nitrosamines in Food and Occupation), ดร.ปัทมา เสนทอง (Dr.Pattama Senthong), ภคินี ปิยะพันธ์ (Pakinee Piyapun), วารสารวิจัย มข. บทคัดย่อ : สารไนโตรซามีนจัดเป็นสารก่อมะเร็งที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาระหว่างไนโตรเจนออกไซด์ (NOX) กับเอมีนทุติยภูมิ ที่พบทั่วไปในอาหาร เครื่องดื่มและสารเคมีต่างๆ ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการผิดปกติของดีเอ็นเอที่ตรวจพบในรูปของ DNA adducts และก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้หลายชนิด การเกิดสารไนโตรซามีนที่มีสาเหตุมาจากการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีการถนอมอาหารโดยการรมควันหรือการหมักดอง ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ปลาและผัก การบริโภคผักที่มีไนเตรทสูง รวมถึงอาหารจำพวกปิ้ง ย่าง โดยอาหารเหล่านี้ตรวจพบสารไนโตรซามีนชนิด NDMA, NPYR, NPIP, NDEA, NDBA, NPRO, NTCA, NMOR และ NTHZ ตรวจพบ DNA adducts คือ O6-PrG, O6-MeG and O6-BuG ในชิ้นเนื้อของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดสารไนโตรซามีน คือ สารเคมีจากการประกอบอาชีพในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมฟอกหนัง ยางพารา เหล็ก เคมี หลอมโลหะ และแปรรูปสัตว์น้ำ โรงงานอุตสาหกรรมยางในขั้นตอนวัลคาไนซ์มีการใช้สารเร่งให้ยางคงรูป ซึ่งพบว่าสารเคมีเหล่านี้ก่อให้เกิดสารไนโตรซามีนในบรรยากาศการทำงาน ในกลุ่มคนงานที่สัมผัสสารไนโตรซามีน มีระดับความเข้มข้นของ 7-MeG 0.1-133.2 ดีเอ็นเอที่ผิดปกติ/107 นิวคลีโอไซด์และ O6-MeG 0-12.7 ดีเอ็นเอที่ผิดปกติ/107 นิวคลีโอไซด์ คนงานที่ทำงานในขั้นตอนการวัลคาไนซ์ยาง มีอาการเลือดกำเดาไหล เสียงแหบ ไอแห้ง คลื่นไส้ และปวดศรีษะ (ที่มา : https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/gskku/article/view/99098) สบู่ เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดร่างกายที่ได้จากปฏิกิริยาของด่างกับไขมันจากพืชหรือสัตว์ (ที่มา : https://www.siamchemi.com/%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B9%88/) 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


ข้อใดไม่ถูกต้อง

ข. ไดแซคคาไรด์ที่ได้จากการย่อยสลายเซลลูโลสและอะไมเลสมีโครงสร้างเหมือนกัน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


นักกำหนดอาหารได้มีการจัดอาหารกลางวันสำหรับผู้ป่วยรายหนึ่ง โดยอาหารประกอบไปด้วย ข้าว กะหล่ำปีผัดน้ำมัน และแกงจืดเต้าหู้หมูสับ อาหารมื้อนี้ ผู้ป่วยจะได้รับสารชีวโมเลกุลประเภทให้พลังงานกี่ชนิด อะไรบ้าง

ค. 3 ชนิด ได้แก่ ไขมัน คาร์โบไฮเดต และโปรตีน

ก. ผิด เพราะมีเเค่ 2 ชนิด เเต่มีเมนูกะหล่ำปลีผัดน้ำมันด้วย ก็ควรมีไขมันด้วย ข. เเละ ง. ผิด เพราะเซลลูโลส ร่างกายมนุษย์ย่อยไม่ได้ แปลว่าก็จะไม่ได้รับพลังงานเช่นกัน บวกกับเซลล์ลูโลส เป็น structural carbohydrates จ. ผิด เพราะ กรดนิวคลิอิก ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการให้พลังงาน เเต่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ข้าว = ได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต กะหล่ำปีผัดน้ำมัน = ได้รับพลังงานจากไขมัน เเกงจืดเต้าหู้หมูสับ = ได้รับพลังงานจากโปรตีน (ทั้งจากเต้าหู้ เเละจากหมูสับ) ส่วนเซลล์ลูโลส ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยได้ จึงไม่สามารถนำพลังงานออกมาได้ เเละเป็น structural carbohydrates อีกด้วย ส่วนกรดนิวคลีอิก ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการให้พลังงาน เเต่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 20.9 เต็ม 140

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา