| 1 |
|
2. Tissue model |
|
การเลี้ยงเซลล์แบบ scaffold คือ เป็นการเลี้ยงเซลล์ใน scaffold (โครงเลี้ยงเซลล์) ซึ่งส่วนใหญ่ scaffold ผลิตจากชีววัสดุจากธรรมชาติ เช่น คอลลาเจน เจลาติน ไหม รวมทั้งใช้วัสดุสังเคราะห์ขึ้นในการผลิต ยกตัวอย่างเช่น เลี้ยงเซลล์กระดูกใน scaffold โดยจำลอง scaffold ให้มีลักษณะเสมือนกระดูก ซึ่งในปัจจุบันนี้มี scaffold แบบสำเร็จรูปพร้อมใช้งาน ที่อำนวยความสะดวกให้แก่นักวิจัย ลดขั้นตอนการทำงาน เมื่อเทียบกับการเตรียม scaffold ด้วยตัวเอง |
การเพาะเลี้ยงเซลล์แบบ 3 มิติ (3D cell culture) คือการสร้างสภาพแวดล้อมเทียมภายในภาชนะเลี้ยงเซลล์ (cell culture vessel) ให้คล้ายกับการเจริญเติบโตของเซลล์ในร่างกายที่เซลล์เจริญเติบโตแบบสามมิติ (3D) เพื่อเลี้ยงเซลล์ ซึ่งแตกต่างจากการเลี้ยงเซลล์ในสภาพแวดล้อม 2 มิติ (2D) ที่เลี้ยงเซลล์ใน cell culture flask, plate และ dish ที่เซลล์จะเติบโตได้ในแนวราบเท่านั้น เนื่องจากการเพาะเลี้ยงเซลล์แบบ 3D นี้เซลล์สามารถเติบโตได้ในทุกทิศทาง
การเลี้ยงเซลล์แบบ 3D สามารถเลียนแบบสภาวะเนื้อเยื่อในเชิงสรีระวิทยาได้ดีกว่าการเลี้ยงเซลล์แบบ 2D ยกตัวอย่างเช่นการเลี้ยงเซลล์มะเร็งแบบ 3D สามารถทำให้ศึกษา การเปลี่ยนแปลงในการแสดงโปรตีน รูปแบบฟอสโฟรีเลชัน และการตอบสนองต่อโมเลกุลของตัวยับยั้ง ได้ดีกว่าการเลี้ยงเซลล์แบบ 2D ดังนั้นการเลี้ยงเซลล์มะเร็งแบบ 3D ทำให้การพัฒนายาหรือศึกษาการตอบสนองของยาต่อได้ดีกว่า |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
|
ข้อดี
1. OI - ความไวสูง มีความหลากหลายสีและมีการได้มาอย่างรวดเร็วและมีการประมวลผลภายหลัง
2. MRI - การซึมผ่านเนื้อเยื่อไม่จำกัด และมีความละเอียดเชิงพื้นที่สูง
3. PET - ความไวสูง และการซึมผ่านเนื้อเยื่อไม่จำกัด
4. CT - การซึมผ่านเนื้อเยื่อไม่จำกัด และมีความละเอียดเชิงพื้นที่สูง
5. SPECT - ความไวสูง และการซึมผ่านเนื้อเยื่อไม่จำกัด
ข้อเสีย
1. OI - ความละเอียดเชิงพื้นที่ต่ำ และการซึมผ่านเนื้อเยื่อไม่ดี
2. MRI - ความไวต่ำ ราคาสูงและมีการได้มาช้าและมีการประมวลผลภายหลัง
3. PET - มีการสัมผัสกับรังสีไอออไนซ์ ราคาสูงและความละเอียดต่ำ
4. CT - ผลลัพธ์เชิงปริมาณเป็นไปไม่ได้ และมีการสัมผัสกับรังสีไอออไนซ์
5. SPECT - ราคาสูง มีการสัมผัสกับรังสีไอออไนซ์ และความละเอียดเชิงพื้นที่ต่ำ |
|
|
|
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
ในการหักของกระดูก จะมีสูตรพลังงาน ณ จุดที่กระดูกหัก คือ U = lsbB2/2y โดยที่ความยาวกระดูก = 90 cm, average surface area = 6 cm2 ค่า young modulus = 14x105 N/cm2 จงหาค่าพลังงาน
|
2. 198.5 J |
|
คำนวณจากสูตร |
U = lsbB2/2y |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
คำนวณค่า protein (หน่วย mg/24) ในปัสสาวะ 24 hr
Total volume = 2400 ml Urine protein = 2.7 mg/dL
|
4. 64.8 |
|
การตรวจวิเคราะห์โปรตีนในปัสสาวะ 24 ชั่วโมง (24-hour urine protein test) คือการตรวจหาโปรตีนในปัสสาวะที่ให้ผลแน่นอน และได้มาตรฐาน โดยโปรตีนส่วนใหญ่ที่ออกมาทางปัสสาวะจะเป็นชนิดอัลบูมิน (Albumin) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดเดียวกับในไข่ขาว
การตรวจโดยใช้แผ่นทดสอบสำเร็จรูป (Urine dipstick for protein) แผ่นทดสอบสำเร็จรูปนี้จะมีสารเคมีเคลือบอยู่ มีความไวต่อการตรวจพบโปรตีนชนิดอัลบูมินมากที่สุด การตรวจโดยใช้แผ่นทดสอบอาจเกิดผลตรวจปลอมได้ เช่น ความเข้มข้นสูงในปัสสาวะ ปัสสาวะเป็นเลือด เป็นต้น |
การรายงานผลตรวจโปรตีนในปัสสาวะ
ตรวจไม่พบโปรตีน Negative (0 mg/dL) เกิดจากสภาวะบางอย่าง เช่น มีความเครียดสูง มีไข้ การออกกำลังกายอย่างหักโหม มีการปนเปื้อนของเลือด หรืออสุจิในปัสสาวะ เป็นต้น ถือว่าเป็นภาวะปกติ
พบในโปรตีนปริมาณน้อย Trace (15-30 mg/dL) - 1+ (30-100 mg/dL) เกิดจากสภาวะเดียวกับการไม่พบโปรตีนในปัสสาวะ เช่น เมื่อหายเครียด หรือหายจากการเป็นไข้แล้ว ไม่พบโปรตีนในปัสสาวะแสดงว่าเป็นการเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวของโปรตีนในปัสสาวะ (Transient proteinuria) ถือว่าเป็นภาวะปกติ
พบโปรตีนในปริมาณมากตามลำดับ 2+ (100-300 mg/dL), 3+ (300-1,000 mg/dL), 4+ (มากกว่า 1,000 mg/dL) เกิดจากการถูกทำลายของไต อาจมาจากสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง และเบาหวานลงไต ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่ปกติ
|
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของ Nanoparticle
|
3. Conduct electricity |
|
ในด้านการแพทย์นิยมใช้อนุภาคนาโนเป็นตัวนำยา (Drug carrier) โดยอนุภาคนาโนนี้สามารถนำยาไปยังอวัยวะเป้าหมายที่สำคัญ รวดเร็วและเฉพาะเจาะจงถึงตำแหน่งที่ต้องการนำยาได้ รวมถึงมีการพัฒนาอนุภาคนาโนไปเป็นอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ต่าง ๆ (Medical tools) ด้วยคุณสมบัติที่เบาของวัสดุนาโน |
ปัจจุบันนี้มีการนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ในอุตสาหกรรม ทำให้เกิดประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล ไม่เพียงแต่ด้านการพัฒนาคุณสมบัติของวัสดุ ยังรวมถึงการอนุรักษ์พลังงานงาน เช่น ใช้เป็นฉนวนกันความร้อน ความเย็น กักเก็บพลังงาน เพิ่มการสะท้อนแสง เป็นต้น ในประเทศสหรัฐอเมริกาพลังงาน 41% พลังงานถูกใช้ในอาคาร ที่อยู่อาศัย สำนักงาน โดยพลังงานส่วนใหญ่สูญเสียไปกับความร้อน แสงสว่างและเครื่องปรับอากาศ (Nano werk, 2015)เมื่อมีการนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ก็จะสามารถลดปัญหาการใช้พลังงานได้อย่างมาก ตัวอย่างการประยุกต์ใช้อนุภาคนาโนในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านอุตสาหกรรมก่อสร้าง ด้านการแพทย์ ส่วนผสมในสินค้า ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง ทางด้านการทหาร ตัวเร่งปฏิกิริยา และด้านการบิน อวกาศและอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นต้น |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
Microfluidic system มีข้อจำกัดใด
|
4. Tumor microenvironment |
|
ไมโครฟลูอิดิกส์หมายถึงพฤติกรรมการควบคุมที่แม่นยำและการจัดการของเหลวที่ถูก จำกัด ทางเรขาคณิตให้มีขนาดเล็ก (โดยทั่วไปจะเป็นมิลลิเมตรย่อย) ซึ่งแรงที่พื้นผิวมีผลเหนือแรงเชิงปริมาตร มันเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรม , ฟิสิกส์ , เคมี , ชีวเคมี , นาโนเทคโนโลยีและเทคโนโลยีชีวภาพ แต่ก็มีการใช้งานจริงในการออกแบบระบบที่ปริมาณต่ำกระบวนการของของเหลวเพื่อให้บรรลุMultiplexingอัตโนมัติและสูงผ่านการคัดกรอง ไมโครฟลูอิดิกส์เกิดขึ้นในต้นทศวรรษที่ 1980 และถูกนำมาใช้ในการพัฒนาอิงค์เจ็ทหัวพิมพ์, ชิปดีเอ็นเอ , ห้องปฏิบัติการบนชิปเทคโนโลยีไมโครขับเคลื่อนและเทคโนโลยีไมโครความร้อน |
การสร้างช่องทางไหลจุลภาคเพื่อประยุกต์ใช้ในงานวิจัยต่างๆนั้นนิยมใช้วัสดุพอลิเมอร์ที่เรียกว่า PDMS (Polydimethylsiloxane) สำเนาโครงสร้างช่องทางเดินขนาดเล็กมาจากแม่แบบและนำไปประกบติดกับแผ่นซิลิคอนหรือกระจกด้วยการเชื่อมแผ่นผิวด้วยพลาสมาของออกซิเจน ซึ่งจะก่อให้เกิดการเชื่อมติดกันอย่างถาวรและป้องกันสารละลายไหลออกไปจากช่องทางไหลที่ต้องการ สำหรับการสร้างให้หน้าสัมผัสของ PDMS จากเดิมที่อยู่ในสถานะ hydrophobic เปลี่ยนเป็นสถานะ hydrophilic นั้นสามารถทำได้ด้วยการนำชิ้นงานไปพลาสมาด้วยก๊าซออกซิเจน ซึ่งส่งผลให้หยดน้ำที่กลิ้งบนผิว PDMS |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
ค่า Modulus Young ของโปรตีน บอกอะไรเราได้ ยกเว้นข้อใด
|
4. Ability to deform |
|
มอดูลัสของยัง (Young's Modulus) หรือ Modulus of Elasticity (E) หรือ Stiffness ได้จากการทดสอบแรงดึง (tensile test)
หรือการทดสอบแรงกด (compression test) โดยเป็นอัตราส่วนระหว่างของความเค้นตามแนวแรง (σ) ต่อความเครียดตามยาว (ε)
ค่าโมดูลัสของยังมีหน่วยเป็นนิวตันต่อตารางเมตร (N/m2) |
ามอดูลัสของยัง (Young's modulus) คือคุณสมบัติเชิงกลของวัสดุที่บอกว่าวัสดุนั้นความแข็งเกร็ง (stiffness) มากน้อยแค่ไหน โดยเป็นความสัมพันธ์ระหว่างความเค้นกับความเครียด มอดูลัสของยังสามารถเขียนเป็นสมการได้เป็น
E=σ/ϵ
โดย E คือมอดูลัสของยัง นิยมเขียนในหน่วยกิกะปาสกาล (GPa) โดยมีความเค้น (stress)
และความเครียด (strain)
แม้เราจะเรียกว่ามอดูลัสของความยืดหยุ่นหรือมอดูลัสของยังตามชื่อนักวิทยาศาสตร์โทมัส ยัง แต่แท้จริงแล้วมีผู้เสนอแนวคิดนี้ก่อนเขาประมาณแปดสิบปีคืออัจฉริยะนักคณิตศาสตร์ ออยเลอร์ (Leonhard Euler)
|
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
หากสูตรของการหาความยาวของ Protein helix คือ lengthA = (4x10^8)/660 x A
จงหาความยาวของ Protein A หากมี 2.6 A°
|
3. 158 µm |
|
คำนวณจากสูตร |
ความยาวของ Protein helix คือ lengthA = (4x10^8)/660 x A |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
การมี membrane ที่เป็น fluid- like bilayer structure protein จะเกิดการเรียนงตัวอย่างไร
|
3. มีการเรียงตัวแบบ hydrophilic |
|
fluid- like bilayer structure protein - ชอบน้ำ = hydrophilic |
โมเลกุลมีทั้งส่วนที่ชอบน้ำ (hydrophilic) และไม่ชอบน้ำ (hydrophobic) สามารถใช้เป็นอิมัลซิไฟเออร์ (emulsifier) ช่วยทำให้อิมัลชัน (emulsion) คงตัว |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของความหนืด
|
3. การผ่าตัด |
|
ความหนืดคือ ความเสียดทานที่เกิดขึ้นภายในของไหล แรงเสียดทานที่ต้านการเคลื่อนที่ของของไหล |
ของไหลที่มีความหนืดมากจะเคลื่อนที่ได้ช้ากว่าของไหลที่มีความหนืดน้อย |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
นักวิ่งใช้กฎ Newton's ข้อใดในการเริ่มวิ่ง
|
1. ข้อ 1 |
|
กฎข้อที่หนึ่ง: ในกรอบอ้างอิงเฉื่อย วัตถุจะยังคงหยุดนิ่งหรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ เว้นแต่จะมีแรงมากระทำ |
กฎข้อที่หนึ่ง: ในกรอบอ้างอิงเฉื่อย วัตถุจะยังคงหยุดนิ่งหรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ เว้นแต่จะมีแรงมากระทำ
กฎข้อที่สอง: ในกรอบอ้างอิงเฉื่อย แรงลัพธ์ที่กระทำต่อมวลส่งผลให้มวลเคลื่อนที่ด้วยความเร่งที่แปรผันตรงต่อแรงลัพธ์และมีขนาดแปรผกผันกับมวล: F = ma (สมมุติว่ามวล m เป็นค่าคงที่ ดูด้านล่าง )
กฎข้อที่สาม: เมื่อวัตถุหนึ่งออกแรงกระทำต่ออีกวัตถุหนึ่ง จะมีแรงขนาดเท่ากันแต่ทิศทางตรงข้ามกับทิศทางของวัตถุแรก |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
จากบทความนี้
Purpose: Breast cancer is a prominent cancer type with high mortality. Early detection of breast cancer could serve to improve clinical outcomes. Ultrasonography is a digital imaging technique used to differentiate benign and malignant tumors. Several artificial intelligence techniques have been suggested in the literature for breast cancer detection using breast ultrasonography (BUS). Nowadays, particularly deep learning methods have been applied to biomedical images to achieve high classification performances.
Patients and Methods: This work presents a new deep feature generation technique for breast cancer detection using BUS images. The widely known 16 pre-trained CNN models have been used in this framework as feature generators. In the feature generation phase, the used input image is divided into rows and columns, and these deep feature generators (pre-trained models) have applied to each row and column. Therefore, this method is called a grid-based deep feature generator. The proposed grid-based deep feature generator can calculate the error value of each deep feature generator, and then it selects the best three feature vectors as a final feature vector. In the feature selection phase, iterative neighborhood component analysis (INCA) choose 980 features as an optimal number of features. Finally, These features are classified by using a deep neural network (DNN).
Results: The developed grid-based deep feature generation-based image classification model reached 97.18% classification accuracy on the ultrasonic images for three classes, namely malignant, benign, and normal.
Conclusion: The findings obviously denoted that the proposed grid deep feature generator and INCA-based feature selection model successfully classified breast ultrasonic images.
Keywords: deep classification framework, deep neural network, grid-based deep feature generator, iterative feature selection, breast ultrasonography (BUS)
จงสรุปว่าบทความต้องการใช้ Ultrasonic imaging ในการทำสิ่งใดและได้ผลอย่างไร
|
บทความต้องการใช้ Ultrasonic imaging ในการตรวจสอบมะเร็งเต้านม
ผลลัพธ์: แบบจำลองการจำแนกภาพตามการสร้างคุณสมบัติเชิงลึกแบบกริดที่พัฒนาขึ้นมีความแม่นยำในการจำแนกประเภทภาพอัลตราโซนิกถึง 97.18% สำหรับสามประเภท ได้แก่ ร้ายกาจ อ่อนโยน และปกติ สรุป: การค้นพบนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเครื่องกำเนิดคุณลักษณะเชิงลึกของกริดที่เสนอและแบบจำลองการเลือกคุณลักษณะตาม INCA ประสบความสำเร็จในการจำแนกภาพอัลตราโซนิกของเต้านม |
|
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง การตรวจหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นสามารถช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ทางคลินิกได้ การตรวจอัลตราซาวนด์เป็นเทคนิคการถ่ายภาพดิจิทัลที่ใช้ในการแยกความแตกต่างของเนื้องอกที่ไม่เป็นอันตรายและมะเร็ง มีการเสนอเทคนิคปัญญาประดิษฐ์หลายอย่างในเอกสารสำหรับการตรวจหามะเร็งเต้านมโดยใช้อัลตราซาวนด์เต้านม |
ทุกวันนี้ วิธีการเรียนรู้เชิงลึกโดยเฉพาะอย่างยิ่งถูกนำไปใช้กับภาพทางชีวการแพทย์เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการจำแนกประเภทที่สูง ผู้ป่วยและวิธีการ: งานนี้นำเสนอเทคนิคการสร้างคุณลักษณะเชิงลึกใหม่สำหรับการตรวจหามะเร็งเต้านมโดยใช้ภาพ BUS มีการใช้โมเดล CNN ที่ได้รับการฝึกฝนล่วงหน้า 16 แบบที่รู้จักกันดีในเฟรมเวิร์กนี้เป็นตัวกำเนิดคุณลักษณะ ในขั้นตอนการสร้างคุณลักษณะ ภาพอินพุตที่ใช้จะถูกแบ่งออกเป็นแถวและคอลัมน์ และตัวสร้างคุณลักษณะเชิงลึกเหล่านี้ (แบบจำลองที่ผ่านการฝึกอบรมมาแล้ว) จะนำไปใช้กับแต่ละแถวและแต่ละคอลัมน์ ดังนั้นวิธีนี้จึงเรียกว่าตัวสร้างคุณลักษณะเชิงลึกแบบกริด ตัวสร้างคุณลักษณะเชิงลึกตามกริดที่นำเสนอสามารถคำนวณค่าความผิดพลาดของตัวสร้างคุณลักษณะเชิงลึกแต่ละตัว จากนั้นจะเลือกเวกเตอร์คุณลักษณะที่ดีที่สุดสามตัวเป็นเวกเตอร์คุณลักษณะขั้นสุดท้าย ในขั้นตอนการเลือกคุณลักษณะ การวิเคราะห์ส่วนประกอบย่านความถี่แบบวนซ้ำ (INCA) จะเลือกคุณลักษณะ 980 รายการเป็นจำนวนคุณลักษณะที่เหมาะสมที่สุด ประการสุดท้าย คุณสมบัติเหล่านี้จัดประเภทโดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมเชิงลึก (DNN) |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
Abstract
In this global pandemic situation of coronavirus disease (COVID-19), it is of foremost priority to look up efficient and faster diagnosis methods for reducing the transmission rate of the virus severe acute respiratory syndrome coronavirus2 (SARS-CoV-2), Recent research has indicated that radio-logical images carry essential information about the COVID-19 virus. Therefore, artificial intelligence (AI) assisted automated detection of lung infections may serve as a potential diagnostic tool. It can be augmented with conventional medical tests for tackling COVID-19. In this paper, we propose a new method for detecting COVID-19 and pneumonia using chest X-ray images. The proposed method can be described as a three-step process. The first step includes the segmentation of the raw X-ray images using the conditional generative adversarial network (C-GAN) for obtaining the lung images. In the second step, we feed the segmented lung images into a novel pipeline combining key points extraction methods and trained deep neural networks (DNN) for extraction of discriminatory features. Several machine learning (ML) models are employed to classify COVID-19, pneumonia, and normal lung images in the final step. A comparative analysis of the classification performance is carried out among the different proposed architectures combining DNNs, key point extraction methods, and ML models. We have achieved the highest testing classification accuracy of 96.6% using the VGG-19 model associated with the binary robust invariant scalable key-points (BRISK) algorithm. The proposed method can be efficiently used for screening of COVID-19 infected patients.
อยากทราบว่าบทความนี้พูดอะไรถึงการประยุกต์ใช้ x-ray imaging
|
ประยุกต์ใช้ x-ray imaging ช่วยตรวจหาการติดเชื้อในปอดจากภาพทรวงอก |
|
วิธีการใหม่ในการตรวจหา COVID-19 และปอดอักเสบโดยใช้ภาพเอกซเรย์ทรวงอก วิธีการที่เสนอสามารถอธิบายได้ว่าเป็นกระบวนการสามขั้นตอน ขั้นตอนแรกประกอบด้วยการแบ่งส่วนของภาพเอกซเรย์ดิบโดยใช้เครือข่ายฝ่ายตรงข้ามกำเนิดแบบมีเงื่อนไข (C-GAN) เพื่อให้ได้ภาพปอด ในขั้นตอนที่สอง เราป้อนภาพปอดที่แบ่งส่วนลงในไปป์ไลน์ใหม่ที่รวมวิธีการสกัดจุดสำคัญและโครงข่ายประสาทเทียมเชิงลึก (DNN) ที่ผ่านการฝึกอบรมสำหรับการแยกลักษณะการเลือกปฏิบัติ มีการใช้โมเดลแมชชีนเลิร์นนิง (ML) หลายโมเดลเพื่อจำแนกภาพโควิด-19 ปอดบวม และภาพปอดปกติในขั้นตอนสุดท้าย การวิเคราะห์เปรียบเทียบประสิทธิภาพการจำแนกประเภทดำเนินการระหว่างสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่เสนอ ซึ่งรวม DNN วิธีการแยกจุดสำคัญ และแบบจำลอง ML เราได้รับความแม่นยำในการจำแนกประเภทการทดสอบสูงสุดที่ 96.6% โดยใช้โมเดล VGG-19 ที่เชื่อมโยงกับอัลกอริธึมคีย์พอยต์ที่ปรับขนาดได้ (BRISK) แบบไบนารีที่มีประสิทธิภาพ วิธีการที่นำเสนอสามารถใช้คัดกรองผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ |
ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ทั่วโลก สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการมองหาวิธีการวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้นเพื่อลดอัตราการแพร่เชื้อของไวรัสโคโรนาไวรัสกลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง 2 (SARS-CoV-2) เมื่อเร็วๆ นี้ การวิจัยระบุว่าภาพถ่ายเชิงตรรกะทางวิทยุมีข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับไวรัส COVID-19 ดังนั้น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยตรวจหาการติดเชื้อในปอดโดยอัตโนมัติอาจทำหน้าที่เป็นเครื่องมือวินิจฉัยที่มีศักยภาพ สามารถเสริมด้วยการทดสอบทางการแพทย์ทั่วไปเพื่อจัดการกับ COVID-19 |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
ให้นักเรียน set up การทดลองด้านมะเร็ง โดยใช้ Fluorescence ในการทดลอง
|
ใช้เทคนิค X-ray fluorescence (XRF) โดยตรวจหามะเร็งที่ต้องการนำมาทลดอง และนำมา Fluorescence imaging เพื่อศึกษาลักษณะเซลล์มะเร็งและทดลองต้านมะเร็ง |
|
Fluorescence imaging เป็นหนึ่งในวิธีที่นิยมใช้ในทางการแพทย์เพื่อแสดงให้เห็นลักษณะของเซลล์และเนื้อเยื่อทั้งในหลอดทดลอง (in vitro) และในร่างกายมนุษย์ |
เทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์หรือ X-ray fluorescence (XRF) เป็นเทคนิคที่ใช้สำหรับการศึกษาองค์ประกอบของธาตุที่อยู่ในตัวอย่าง โดยอาศัยความต่างของชั้นพลังงานของแต่ละธาตุ (ชั้น K, L, M, ...) ดังนั้นเมื่อเรากระตุ้นอะตอมด้วยการให้พลังงานที่มากกว่าพลังงานยึดเหนี่ยวของอิเล็กตรอนชั้นใน ทำให้เกิดที่ว่าง และเมื่ออิเล็กตรอนในชั้นนอกลงมาแทนที่ อะตอมจะปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของรังสีเอกซ์ เรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า "การเรืองรังสีเอกซ์" เราสามารถนำปรากฏการณ์นี้ไปใช้ในการหาชนิดของธาตุที่อยู่ในตัวอย่างที่เราสนใจได้ เราเรียกเทคนิคนี้ว่า "เทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์" ซึ่งข้อดีของเทคนิคนี้ก็คือ การเตรียมตัวอย่างที่ไม่ยุ่งยาก และเป็นเทคนิคที่ไม่ทำลายคุณสมบัติของตัวอย่าง (non-destructive method) โดยทั่วไปเราจะใช้รังสีเอกซ์เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการคายพลังงานของอะตอมในตัวอย่าง ในที่นี้คือ แสงซินโครตรอนในย่านรังสีเอกซ์ และเนื่องจากแสงซินโครตรอนมีความเข้มสูง ทำให้เราสามารถโฟกัสลำรังสีเอกซ์ให้มีขนาดเล็กในระดับไมโครเมตรได้ ซึ่งเหมาะสำหรับการหาองค์ประกอบของธาตุที่บริเวณเล็กๆ บนตัวอย่างที่ไม่เป็นเนื้อเดียว นอกจากนั้นยังสามารถศึกษาการกระจายตัวของธาตุต่างๆ ได้ เราเรียกเทคนิคนี้ว่า micro-X-ray fluorescence spectroscopy/imaging สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของเทคนิคนี้จึงได้มีการปรับปรุงระบบลำเลียงแสง 6 ซึ่งเดิมทีเป็นระบบลำเลียงแสงสำหรับเทคนิค Deep X-ray Lithography (DXL) เท่านั้น ให้มีศักยภาพในการรองรับเทคนิค micro-XRF สถาบันได้เปิดให้บริการตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2554 เป็นต้นมา สถานีทดลอง micro-XRF เป็นสถานีที่ใช้แสงซินโครตรอนในย่านรังสีเอกซ์แบบต่อเนื่อง (white X-ray beam) จากแม่เหล็กสองขั้วร่วมกับสถานีทดลอง DXL |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
ให้นักเรียนยกตัวอย่างการใช้ physics ใน pathology (พยาธิวิทยา)
|
ใช้ในการตรวจอวัยวะต่างๆโดยอาจใช้หลักกการสะท้อนและหักเหของแสงและเสียงเพื่อศึกษาและตรวจสอบ |
|
เช่นการเอ๊กซเรย์หรืออัลตราซาวน์ |
พยาธิวิทยา (Pathology) เป็นการศึกษาและวินิจฉัยโรคจากการตรวจอวัยวะ, เนื้อเยื่อ, เซลล์, สารคัดหลั่ง, และจากทั้งร่างกายมนุษย์ (จากการชันสูตรพลิกศพ) พยาธิวิทยายังหมายถึงการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของการดำเนินโรค ซึ่งหมายถึงพยาธิวิทยาทั่วไป (General pathology) พยาธิวิทยาทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 2 สาขาหลักๆ ได้แก่ พยาธิกายวิภาค (Anatomical pathology) และพยาธิวิทยาคลินิก (Clinical pathology) นอกจากการศึกษาในคนแล้ว ยังมีการศึกษาพยาธิวิทยาในสัตว์ (Veterinary pathology) และในพืช (Phytopathology) ด้วย |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
จงยกตัวอย่าง ultrasonic therapy ในการรักษา bacteria
|
การรักษา bacteria โดย ultrasonic therape คือการรักษาด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงส่งผ่านเข้าไปในเนื้อเยื่อโดยอาศัยเจลอัลตร้าซาวด์ ทำให้เกิดความร้อนลึกขึ้นภายใน bacteria |
|
ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดใน bacteria |
การรักษาด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงส่งผ่านเข้าไปในเนื้อเยื่อโดยอาศัยเจลอัลตร้าซาวด์ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งผ่านคลื่นเข้าไปในเนื้อเยื่อ เป็นการใช้คลื่นความร้อนเข้าไปรักษาในระดับที่ลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้เกิดความร้อนลึกขึ้นภายในเนื้อเยื่อ ส่งผลให้เกิดการเพิ่มการไหลเวียนเลือดในบริเวณที่รักษา ไล่ของเสียที่คั่งค้าง กระตุ้นการหลั่งสารลดปวด ลดอักเสบ มีส่วนช่วยลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ช่วยเร่งการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อ และช่วยให้อาการปวด การอักเสบหายได้เร็วขึ้น |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
Vibrational medicine มีผลกับ bone health อย่างไร
|
Vibrational medicine มีผลกับ bone health โดยใช้หลักการทำให้เกิดคลื่นเสียงที่มีความสม่ำเสมอ เพื่อเข้าไปกระตุ้นร่างกายให้เกิดการเยียวยาและอาจทำให้สุขภาพของกระดูกดีขึ้น |
|
เมื่อได้รับคลื่นเสียงช้าๆ สม่ำเสมอ จะหลั่งสารสื่อประสาทที่มีประโยชน์มากมาย |
Vibrational Medicine คือ การใช้คุณสมบัติของคลื่นบางคลื่นมาบำบัดความเจ็บป่วย ซึ่งมีหลากหลายวิธี อาทิ เก้าอี้ไฟฟ้า เครื่องนวดต่างๆ ซึ่งเป็นคลื่นไฟฟ้าเชิงฟิสิกส์ ที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต ต่างจากสวดมนต์บำบัดเป็นคลื่นที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต การสวดมนต์บำบัดทำให้เกิดทั้งคลื่นเสียงที่สามารถเดินทางลึกเข้าไปในสมอง และคลื่นไฟฟ้าที่ส่งกระจายไปในชั้นบรรยากาศไกลๆได้ การสวดมนต์ใช้หลักการทำให้เกิดคลื่นเสียงที่มีความสม่ำเสมอ เพื่อเข้าไปกระตุ้นร่างกายให้เกิดการเยียวยา |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
จงอธิบายการใช้ laser ในการรักษาโรค Rheumatoid
|
ใช้เลเซอร์ในการรักษาอาการเจ็บปวดของรูมาตอยด์ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับภูมิแพ้ทำร้ายตัวเอง |
|
เลเซอร์สามารถทะลุผ่านผิวหนังและชั้นเนื้อเยื่อลงลึกประมาณ 5-10 เซนติเมตร ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการรักษา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพของเนื้อเยื่อ (Biological effect) ใช้รักษาอาการปวดจากโรคของระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ |
เครื่องเลเซอร์กำลังสูง หรือ High Power Laser ; HPL เป็นเครื่องมือให้การรักษาด้วยแสงเลเซอร์กำลังสูง (Laser Class 4) เป็นแสงที่มีความยาวคลื่นเดียว ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า มีความยาวคลื่นสม่ำเสมอที่ 980 nm และมีทิศทางแน่นอน สามารถทะลุผ่านผิวหนังและชั้นเนื้อเยื่อลงลึกประมาณ 5-10 เซนติเมตร ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการรักษา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพของเนื้อเยื่อ (Biological effect) ใช้รักษาอาการปวดจากโรคของระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
ให้นักเรียนตั้ง Experiment ใหม่ขึ้นมาที่ใช้หลักการทาง Physics ในการรักษาโรค COVID-19 โดยที่ข้อ 19 ให้นักเรียนอธิบายการทดลองและข้อ 20 ให้นักเรียนวาดภาพจำลองการทดลอง (แนบส่งเป็นไฟล์หลังส่งข้อสอบ)
|
1. เอ็กซเรย์ปอดเพื่อตรวจหาเชื้อโควิด 19 โดยใช้หลักการทางฟิสิกส์
2. ลองฉายนรังสีอุณหภูมิ 60 องศาใส่เชื้อโควิดและทดลองลดอุณหภูมิเพื่อหาอุณหภูมิที่สามารถใช้ได้กับมนุษย์และโควิดตาย |
|
โควิดกลัวความร้อนที่ 60 องศาขึ้นไปแต่คนทนควาามร้อนที่ 42 องศา |
ไวรัสจะมีวิธีแพร่กระจายทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ
1. Contact Transmission หมายถึงการที่เราสัมผัสกับไวรัสที่อยู่ในของเหลวที่หลั่งออกมาจากตัวผู้ป่วย ทำให้ไวรัสเดินทางเข้าสู่ร่างกายของเรา
2. Droplet Transmission หมายถึงการแพร่เชื้อผ่านฝอยละออง ได้แก่ น้ำลาย น้ำมูก และเสมหะ แต่เนื่องจากฝอยละอองมีขนาดใหญ่ แรงโน้มถ่วงจึงมีผลมาก จากหลักการทางฟิสิกส์ของไวรัส (Virophysics) ฝอยละอองจะเคลื่อนที่เป็นวิถีโค้งแบบโปรเจกไทล์ (Projectile) ก่อนตกถึงพื้นในระยะทางประมาณ 1 ถึง 2 เมตรตามกฎของสโตกส์ (Stokes Law) โดยระยะเวลาในการระเหย (Evaporation Time) ของฝอยละอองจะแปรผันตรงกับเส้นผ่านศูนย์กลางของฝอยละออง ซึ่งไวรัส SAR-CoV-2 แพร่กระจายด้วยวิธีนี้เป็นหลัก
3. Airborne Transmission หมายถึงการแพร่เชื้อผ่านละอองลอยขนาดเล็ก (Aerosol) ที่มีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน ด้วยเหตุที่ละอองลอยมีขนาดเล็กมาก ตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) การกระเพื่อมหรือการไหลของอากาศเพียงเล็กน้อยจะทำให้ละอองลอยเคลื่อนที่อยู่ในอากาศได้นานขึ้น แต่ผลการศึกษาพบว่ามีโอกาสเพียงเล็กน้อยที่ไวรัส SAR-CoV-2 จะแพร่กระจายผ่านละอองลอย |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
ให้นักเรียนตั้ง Experiment ใหม่ขึ้นมาที่ใช้หลักการทาง Physics ในการรักษาโรค COVID-19 โดยที่ข้อ 19 ให้นักเรียนอธิบายการทดลองและข้อ 20 ให้นักเรียนวาดภาพจำลองการทดลอง (แนบส่งเป็นไฟล์หลังส่งข้อสอบ)
|
|
|
|
|
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|