| 1 |
จาก Paper
Diabets Mellitus: Insights from Epidemiology, Biochemistry, Risk Factors, Diagnosis, Complications and Comprehensive Management
จงตอบคำถามข้อ 1-6
ข้อ 1 Vitamin C มีความเกี่ยวข้องอะไรกับโรคเบาหวาน (เหตุผล)
|
1. เป็นตัวเพิ่มน้ำตาลในเลือด |
|
เพราะผมมองว่าน่าจะมีน้ำตาลเยอะ |
คาดเดาสจากโจทย์ |
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
จากตาราง Table 2 อยากทราบว่า biguanide ทำหน้าที่อะไร อย่างไร
|
2. ลดการอุดตันของลิ่มเลือด |
|
จากการอ่านตาราง |
วิเคาระห์โจทย์ |
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
จากตาราง อยากทราบว่า DPP4 inhibitors ทำงานอย่างไร
|
5. เพิ่ม GIP & GLP-1 |
|
วิเคาระห์โจทย์ |
คาดเดาจากโจทย์ |
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
จากตาราง ผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการย่อยอาหารไม่ควรทานยาชนิดใดมากที่สุด
|
3. α-glucosidase inhibitors |
|
อ่านโจทย์ |
วิเคระหืโจทย์แล้วมั้ง |
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
จากตาราง ผู้ป่วยโรคไต ควรปรึกษาหมอหากจะทานยาชนิดใด
|
1. Biguanides |
|
ดูรูป |
เดาจากโจทย์ |
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
จงอธิบายการรักษาเบาหวานจากบทความ
Diabets Mellitus: Insights from Epidemiology, Biochemistry, Risk Factors, Diagnosis, Complications and Comprehensive Management
|
สามารถตรวจได้แล้ว |
|
สาเหตุเกิดจากมีเครื่องมือที่ทันสมัยขึ้น |
วิเคาระห์โจทย์แล้วลองคิดตาม |
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
จากตาราง (มาจากบทความเรื่อง Environmental toxicology) จงอธิบายตารางนี้
|
การทดสอบความเป็นพิษต่อหน่วยพันธุกรรม |
|
เกิดจากการอ่านนตาราง |
ผมเดาจริงๆแล้ววิเคราะห์โจทย์ |
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
จากแผนภาพ จงอธิบายว่ายารักษามะเร็งสามารถยับยั้งที่ส่วนใดได้บ้างใน pathway
|
สารบางชนิดที่ยับยั้งการเจริญเติบโต และการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง
โดยไปรบกวนการทำงานของโมเลกุลที่มีความจำเพาะต่อการเจริญเติบโต และ การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งนั้นๆ
สืบเนื่องมาจากนักวิทยาศาสตร์เรียกโมเลกุลที่มีความจำเพาะนี้ว่า “molecular targets” ดังนั้นการรักษาใดใดที่ใช้ “m |
|
เซลล์ในการเจริญเติบโต (cell growth signaling) หรือ การสร้างเส้นเลือดที่มาเลี้ยงก้อนมะเร็ง ซึ่งกลไกดังกล่าวจะทำให้เซลล์
มะเร็งตาย และเซลล์มะเร็งที่ตายแล้วเหล่านี้จะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้มากำจัดเซลล์มะเร็งดังกล่าว ซึ่งจะไป
ส่งเสริมให้ยาที่ทำลายเซลล์มะเร็งบางตัวนั้นสามรถเข้ามาทำลายเซลล์มะเร็งเหล่านี้ได้ดีมากขึ้น |
วิเคาระห์โจทย์ |
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
จากบทความเรื่อง Environmental toxicology จงอธิบายา Emerging contaminants in SADC region
|
คือการเกิดมลพิษทางน้ำที่มนุษย์เป็นต้นเหตุ มลพิษทางน้ำคือภาวะที่น้ำปนเปื้อนสารแปลกปลอมต่าง ๆ |
|
มนุษย์ |
วิเคาระห์โจทย์ |
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
จงอธิบายว่ายาลดความดันทำงานอย่างไร
|
ยากลุ่ม Diuretics หรือ ยาขับปัสสาวะยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยการลดการดูดซึมน้ำและโซเดียมกลับที่ไต ทำให้มีปริมาณเลือดและเกลือในร่างกายลดลง ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง |
|
ยากลุ่ม Diuretics หรือ ยาขับปัสสาวะยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยการลดการดูดซึมน้ำและโซเดียมกลับที่ไต ทำให้มีปริมาณเลือดและเกลือในร่างกายลดลง ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ furosemide, spironolactone, hydrochlorothiazide เป็นต้น
|
ค้นคว้าหาความรู้ |
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
จงอธิบายการทำงานของยาต้านไวรัส จากภาพ
|
กลไกการออกฤทธิ์ของยาต้านไวรัส HIV
ป้องกันไม่ให้อนุภาคไวรัสเข้าจับกับตัวรับ CD4 receptor บนCell membrane เช่นใช้สารสะลายRecombinant CD4 ฉีดเข้าไปในกระแสเลือดเพื่อขัดขวางไม่ให้ไวรัสจับกับ CD4.
ยับยั้งการหลอมตัวของไวรัสเข้ากับบนCell membrane (Fusion inhibitor) |
|
ยาดังกล่าวทำหน้าที่โดย RTIs ออกฤทธิ์ในระยะเริ่มแรกคือหยุดไวรัสตั้งแต่ไวรัสเข้ามาในเซลล์และ PIs เข้าจัดการกับไวรัสในระยะหลังโดยป้องกันการสร้างลูกหลานที่สมบูรณ์ |
ค้นคว้า |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
จากแผนภาพ นักเรียนคิดว่ายานี้คือยาอะไร และมีการทำงานอย่างไร
|
เพิ่มเเคลเซียมซ่อมเเซมร่างกาย |
|
เพราะเดาจากภาพ |
วิเคาระห์ภาพ |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
จงอธิบายการดื้อยาจากภาพ (ยาฆ่าเชื้อ)
|
“ดื้อยา” คืออะไร?
อย่างแรกต้องปรับความเข้าใจกันใหม่กับคำว่า “ดื้อยา” ไม่ได้หมายความว่าร่างกายของเราดื้อยา แต่มันคือการดื้อยาของ “เชื้อโรค” เรียกว่า “เชื้อดื้อยา” นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดเชื้อดื้อยาจากพฤติกรรมของคนเราอีกด้วย |
|
เช่น
ใช้ยาพร่ำเพรื่อ ไม่สบายนิดหน่อยก็กินยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียหรือยาปฏิชีวนะโดยไม่ทราบว่าตนเองไม่สบายเพราะเหตุใด ใช่เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไม่
ซื้อยากินเอง เสี่ยงต่อการได้ยาที่ไม่ถูกต้องตามสาเหตุของโรค
แบ่งยากันใช้ คนทั่วไปมักจะคิดว่าหากเป็นโรคเดียวกัน มีอาการคล้ายคลึงกัน ก็สามารถแบ่งยากันใช้ได้
หยุดยาเอง กินยาไม่ครบตามปริมาณที่แพทย์สั่งเพราะคิดว่าหายดีแล้ว |
ค้นคว้าหาความรู้ |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
จงสร้างยาต้านมะเร็งจาก pathway ด้านบน
|
การยับยั้งหรือข้อบังคับของ STAT3
การยับยั้งเส้นทางการส่งสัญญาณ EGFR-NF-kB
การควบคุมการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับเนื้องอก
การยับยั้ง MALT1
การเหนี่ยวนำการตายของเซลล์ผ่านความเครียด ER
การผลิต ROS, Cal ภายในเซลล์
การยับยั้งโปรตีโอโซมของเนื้องอก
ทำปฏิกิริยากับเอนไซม์ล้างพิษ
การยับยั้งการทำงานของเทโลเมอเรส
กลไกของการกระทำ
สารยับยั้งแบบคู่
การยับยั้งการส่งสัญญาณ MAPK และ JNK
การสร้าง ROS
ตัวกระตุ้นทางชีวภาพของสารประกอบ
NQO1
การยับยั้งด้วยสารประกอบ
ข้อบังคับของ p53
การยับยั้งโทโปไอโซเมอเรส
Topoisomerase II "สารยับยั้งการเร่งปฏิกิริยาของพิษ"
โทโพไอโซเมอเรส
ความเสียหายของดีเอ็นเอ
ออกซิเดชันของเอนไซม์ไทออลที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง |
|
จากการเดาโจทย์ |
ค้นคว้าหาความรู้ |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
จงสร้างยาต้าน HIV จาก Mechanism ที่นักเรียนเลือก
|
ในปัจจุบันยาต้านไวรัส HIVที่ใช้กันนั้น มีกลุ่มใหญ่ 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ nucleoside reverse transcriptase inhibitors (RTIs) ยกตัวอย่างยาในกลุ่มนี้เช่น AZT (Retrovir), DDI (Videx), DDC (Hivid), 3TC (Epivir), และ D4T (Zerit) กลุ่มที่สองคือ protease inhibitors (PIs) เช่น Indinavir (Crixivan), Nelfinavir (Viracept), |
|
คิดว่ามันน่าจะต้านได้อยู่แล้ว |
ค้นคว้าหาความรู้ |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
จากบทความ COVID ที่ให้ไป ให้นักเรียนสร้างการทดลองที่จะสร้างยาต้าน COVID-19 (อ้างบทความที่ให้)
|
สร้างแบบกินยา10นาทีแล้วหายไปจากการาทดลอง |
|
หายไวหายง่ายหายเร็ว |
จากการวิเคาระห์โจทย์ |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
จากบทความเรื่อง drug research in cancer จงสรุป design, synthesis และ biological activity ของยาในงานวิจัย
|
การวิจัยในครั ้งนี ้ คณะผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อท าการออกแบบและพัฒนาโครงสร้างของ
สารธรรมชาตทิางทะเลเพื่อให้มีฤทธิ์เป็นยาต้านมะเร็ง โดยวิธีการเริ่มด้วย การคัดเลือก Lead
compounds ซึ่งจากการทบทวนวรรณกรรม คณะผู้วิจัยได้เลือกอนุพันธ์ของ Aeroplysinin-1 มา
เป็นสารต้นแบบ โดยเป้าหมายของสารใหมท่ ี่ได้ออกแบบจะออกฤทธิ์โดยการยบั ยงั้เอนไซม์
Cyclooxygenase-2 (COX-2) โดยคณะผู้วิจัยได้ออกแบบสารใหม่โดยใช้กระบวนการทาง
คอมพิวเตอร์ช่วย (Computer-Aided Drug Design, CADD) โดยมีปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาคือ
ค่าความแรงในการจับ (Binding energy) ระหว่างสารที่ออกแบบกับเอนไซม์ และเปรียบเทียบกับ
ค่าความแรงในการจับ (Binding energy) ของสารที่มีการรายงานฤทธิ์และสารที่มีอยใู่นฐานข้อมลู
ของระบบของเอนไซม์ที่มีฤทธิ์ในการยบั ยงั้เซลล์มะเร็ง ผา่ นการยบั ยงั้เอนไซม์Cyclooxygenase-2
(COX-2) ผ้วูิจยัได้เน้นการออกแบบสารใหมเ่ พื่อให้จบั กบัเอนไซม์ที่จดุ ออกฤทธิ์โดยตรงซงึ่ เป็น
วิธีการออกแบบเพื่อศกึษาสว่ นส าคญั ของโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกบั การออกฤทธิ์(Identify of the
Active Part หรือ Pharmacophore) จากการทบทวนวรรณกรรม พบว่า อนุพันธ์ Aeroplysinin-1
ที่มีการรายงานค่า IC50ของฤทธิ์ยบั ยงั้เอนไซม์Cyclooxygenase-2 (COX-2)และมีผลยับยั ้งการ
เติบโตของเซลล์มะเร็ง คือ 3,5-Dibromo-2-hydroxy-4-methoxybenzaldehyde คณะผู้วิจัย จึง
ได้น ามาศกึษาส่วนของโครงสร้างที่ท าให้ฤทธิ์ดีขนึ้ จากคา่ binding energy ของสารที่ออกแบบ
คณะผู้วิจัยจึง PY6 มาท าการสังเคราะห์โดยใช้ปฏิกิริยา Amidation แบบ One-step synthesis
โดยมีสารตั ้งต้น คือ3-(Trifluoromethyl)aniline และ 3,5-Dibromo-2-hydroxy-4-
methoxybenzaldehyde โดยมี copper sulfate และ t-butylhydroperoxide เป็ นตัวเร่งปฏิกิริยา
ท าปฏิกิริยาที่อุณหภูมิห้อง นาน 3 ชั่วโมง น าสารที่ได้จากการสังเคราะห์ มาท าการแยกและท าให้
บริสทุ ธิ์โดยวิธี Column Chromatography |
|
Preparative Thin Layer Chromatography โดยระบบที่ใช้เป็ นวัฎภาคเคลื่อนที่คือ Methanol:
Ethyl acetate: Hexane (1:1:4) เป็ นสารชะออก สารที่สังเคราะห์ได้มีค่า Rf
เท่ากับ 0.65 จากนั ้น
น าสารที่ได้ท าการแยกแล้วไปท าการพิสูจน์โครงสร้างด้วยเครื่อง Nuclear Magnetic Resonance
Spectroscopy ผลจาก NMR spectrum ของสาร PY6 พบว่าไม่ปรากฏ peak ที่ 10 ppm ซึ่งเป็ น
ต าแหน่งของ H ของหมู่aldehyde และ H ที่ต าแหน่งอื่นสอดคล้องกับ หมู่ methoxy และวง
aniline ที่ใน ซึ่งผลจาก NMR spectrum นี ้ สามารถยืนยันได้ว่า สารที่สังเคราะห์ขึ ้นมานี ้ มี
โครงสร้างเป็ นสาร PY6 ดังที่ได้ออกแบบไว |
ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
จงสรุปการค้นพบยาในปี 1981
|
The Wall Street Journal รายงานข่าววา่ คณะทา งานของ US FDA ได้แนะน าให้ระงับการ
จา หน่ายยา Darvon(propoxyphene เป็ น opioid analgesic) และยาอื่นที่มีส่วนผสมดงักล่าว เช่น
Darvocet(propoxyphene napsylate และ acetaminophen) เนื่องจากได้ข้อมูลของ Public Citizen ที่
รวบรวมเสนอต่อFDA ภายใตก้ารต่อสู้เป็นระยะเวลากวา่ สิบปีถึงอนั ตรายจากยาที่เกิดข้ึนได้ ท้ัง
โดยเจตนาหรือไม่เจตนาต่อการไดร้ับยาเกินขนาด(overdose)โดยองค์กรดงักล่าวอา้งอิงขอ้ มูลจาก
the Drug Abuse Warning Network ระบุวา่ ในจา นวนการเสียชีวิตที่เกี่ยวขอ้งกบัยาที่รวบรวมขอ้ มูล
ระหวา่ งปี1981 ถึง 1999 พบวา่ เป็นยา propoxyphene จ านวนร้อยละ 5.6 นอกจากน้ีมีรายงานการ
เสียชีวิตโดยอุบัติเหตุจ านวนถึง 2,110 รายที่เกี่ยวขอ้งกบัยาดงักล่าวในช่วงเวลาเดียวกนั
อยา่ งไรก็ตามหน่วยงานดา้นความปลอดภยัของFDA กล่าววา่ แมพ้ บมีรายงานปัญหาของยา
ในฐานข้อมูล (มากกว่า 3,000 รายงานเป็ นปัญหาร้ายแรง) แต่ไม่มากเพียงพอต่อการช้ีชัดใน
คา แนะนา ดงักล่าว ท้งัน้ีหาก FDA ตดั สินใจไม่ระงบั ยาแต่จะดา เนินการอย่างอื่นเพิ่มข้ึน เช่น คา
เตือนที่เขม้งวด การศึกษาความปลอดภยัเพิ่มข้ึน หรือใหค้วามรู้ต่อแพทยแ์ละผปู้่วย.
(หมายเหตุยา Darvon ข้ึนทะเบียนในประเทศไทยจดัเป็นยาเสพติดประเภท 3) |
|
นกัวทิยาศาสตร์พบวา่ การเกิดความจา เสื่อมอาจเกี่ยวขอ้งอยา่ งมากต่ออาการป่วยใน
ผู้สูงอายุที่เป็ นโรคเบาหวาน type II ( เป็นเบาหวานที่มกัเกิดในวยัชรา ไม่ไดเ้กิดจากการขาด insulin
แต่กา เนิด) การรักษาโรค Alzhemer’s ดว้ยฮอร์โมนอินซูลินหรือยาอื่นที่มีผลกระตุน้การออกฤทธ์ิ
อาจช่วยรักษาโรคแก่ผู้ป่ วยได้ ในรายงานความคืบหน้าที่ปรากฏในวารสารของ the National
Academy of Sciences ระบุวา่ อินซูลินสามารถป้องกนัการทา ลายเซลลส์ มองที่เกี่ยวกบัความจา การ
วจิยัร่วมกนัระหวา่ งมหาวทิยาลยัในสหรัฐอเมริกาและบราซิลศึกษาผลของอินซูลินต่อโปรตีนที่
เรียกวา่ ADDLs ซ่ึงเกิดข้ึนในสมองของผทู้ี่เป็น Alzhemer’s และก่อใหเ้กิดอนั ตราย โดยน าเอาเซลล์
ประสาทของสมองส่วน hippocampus มารักษาด้วยอินซูลินและยา rosiglitazone หลังการรักษา
พบวา่ เซลลถ์ ูกทา ลายไดน้อ้ยลงเมื่อสัมผสักบั ADDLs จึงสรุปวา่ อินซูลินสามารถยบัย้งัผลของ
ADDLs ที่มีต่อสมองได้
Dr.Victoria King จาก the charity Diabetes ประเทศอังกฤษ กล่าววา่ ผู้ป่ วยโรคเบาหวาน
type II มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรค Alzhemer’s ซ่ึงผลการศึกษาเบื่องตน้ น้ีมีความน่าสนใจวา่ การ
ใชอ้ินซูลินร่วมกบัยาอื่นจะช่วยใหร้่างกายใชอ้ินซูลินไดอ้ยา่ งมีประสิทธิภาพมากข้ึน ท้งัน้ีอาจ
ป้องกนักลไกการทา งานในร่างกายที่ยงัไม่ทราบชดั ต่อความสัมพนัธ์กบัการเกิดโรค Alzhemer’s
และควรใหค้วามสนใจต่อการวจิยัเพื่อรักษาโรคดงักล่าวและขยายภาพความสัมพนัธ์ที่เกี่ยวกบั
โรคเบาหวานต่อไป
Toremifene should not be used in patients at risk of QT-prolongation or other heart
problems: recommendation from the European Medicines Agency (วันที่ 24 กุมภาพนัธ์2552)
EMEA แนะนา ไม่ควรใชย้า toremifeneในผู้ป่ วยที่มีภาวะ prolonged QT intervals และผู้มี
ปัญหาโรคหัวใจใดๆก็ตาม รวมถึงภาวะ electrolyte ไม่สมดุลย์(โดยเฉพาะ hypokalaemia),
bradycardia, หัวใจล้มเหลวจากภาวะสูบฉีดเลือดจาก left-ventricular ลดลง(reduced left-ventricular
ejection fraction), ผู้เคยมีประวัติอาการ arrhythmia นอกจากน้ีไม่ควรใชย้า toremifene ในผู้ป่ วยที่
เกิดภาวะprolonged QT intervals อยแู่ ลว้ หรือไดร้ับยาที่ทา ใหเ้กิดอาการดงักล่าวได้
ขอ้แนะนา ดงักล่าวไดจ้ากการทบทวนขอ้ มูลยา toremifeneของ EMEA’s Committee for
Medicinal Products for Human Use (CHMP)ในประเด็นที่ผลของยาอาจก่อให้เกิด QT prolongation
ซึ่ง CHMP ไดข้อ้ สรุปวา่ แมป้ ระโยชน์โดยรวมของยาดงักล่าวจะมากกวา่ ความเสี่ยงแต่ควรจา กดั
การใช้ยาในผู้ป่ วยที่มีภาวะ prolonged QT intervals และผู้มีปัญหาโรคหัวใจ
Toremifene ได้รับอนุญาตในสหภาพยุโรป(EU) ปี 1966 และจา หน่ายในประเทศสมาชิก
อีก 18 ประเทศยาดงักล่าวน้ีใชร้ักษาผเู้ป็นมะเร็งเตา้นมเนื่องจากความผิดปกติของฮอร์โมนในสตรี
วยัหมดประจา เดือน ท้งัน้ีEMEA ไดแ้นะนา แพทยส์ ั่งใชย้าตามขอ้มูลที่เป็นปัจจุบนั น้ี
สถานะขอ้ มูลยาในประเทศไทยมียาจา หน่ายภายใตช้ื่อการคา้ Fareston
น าเข้าโดยบริษัท
SCHERING-PLOUGH LTD จดัอยู่ในประเภทยาใหม่ เป็นยาอนั ตราย รูปแบบยาเม็ด มีขอ้ บ่งใช้
รักษามะเร็งเตา้นมในหญิงวยัหมดประจา เดือน พบมีรายงานอาการไม่พึงประสงคใ์นประเทศไทย
1 ฉบับ อาการที่พบ คือ PRURITUS และ RASH
เอกสารอ้างอิง ฐานข้อมูลของศูนย์เฝ้ าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส านักงาน
คณะกรรมการอาหารและยาU.S.FDAเตือนไม่ควรรักษาอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารด้วยยาที่มีส่วนผสม
ของ metoclopramide เป็นระยะเวลานาน ท้งัน้ีได้ประกาศให้ผูผ้ลิตยาดงักล่าวตอ้งเพิ่มกล่องคา
เตือน(boxed warning)ในฉลากยา เกี่ยวกบัความเสี่ยงจากการใช้ยาเป็นเวลานาน หรือไดร้ับยาใน
ขนาดสูง การใช้ยาเป็นเวลานานมีผลทา ให้เกิดอาการ tardive dyskinesia(ความผิดปกติในการ
เคลื่อนไหวร่างกาย)แมว้า่ จะหยดุ ใชย้าแลว้เป็นเวลานานแลว้ก็ตาม ท้งัน้ีบริษทัผผู้ลิตยาจะตอ้งจดัทา
แผนประเมินและลดความเสี่ยงที่จะเกิดข้ึนได ้FDA ตอ้งการให้ผปู้่วยและแพทยไ์ ดรู้้ขอ้ มูลดงักล่าว
เพื่อการตัดสินใจในการรักษา การใช้ยาเป็นเวลานานควรหลีกเลี่ยงทุกกรณีเวน้แต่ในกรณีนอ้ยมากที่
ประเมินวา่ การใชย้าน้นั มีประโยชน์มากกวา่ ความเสี่ยงที่จะเกิดข้ึน
ขณะน้ีคา เตือนในฉลากยาระบุความเสี่ยงต่อการเกิด tardive dyskinesia จากการรักษาด้วย
ยา metoclopramide เป็นเวลานาน อาการดงักล่าวจะเกิดข้ึนเกี่ยวเนื่องโดยตรงตามระยะเวลาที่ผู้ป่ วย
ไดร้ับยาและขนาดยาที่ไดร้ับ ยาจะมีความเสี่ยงสูงในผูสู้งอายุโดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีและผูใ้ช้ยา
เป็ นเวลานาน
Metoclopramide เป็นยาที่มีหลายรูปแบบท้งัชนิดเม็ด ยาน้า เชื่อม และยาฉีด ชาวอเมริกนั
มากกวา่ 2 ลา้นคนใชผ้ลิตภณั ฑ์ที่มีส่วนผสมของยา metoclopramide ภายใตช้ื่อต่างๆที่รู้จกักนั เช่น
Reglan Tablets, Reglan Oral Disintegrating Tablets, Oral Solution และ Reglan Injection เป็ นต้น
เมื่อเร็วๆน้ีมีขอ้ มูลเผยแพร่วา่ ยา metoclopramide เป็นสาเหตุพบมากที่สุดต่อการเกิดความ
ผิดปกติของการเคลื่อนไหวร่างกายที่เกิดจากยา รวมถึงขอ้ มูลจากFDA ที่วิเคราะห์เองยงัพบวา่ ร้อย
ละ 20 ของผู้ป่ วย(ในการศึกษา)ใชย้าดงักล่าวมากกวา่ 3 เดือน และนอกจากน้ีมีรายงานที่ยงัคงส่งเขา้
มายัง FDA อยตู่ ่อเนื่องแบบ spontaneous report ที่พบผปู้่วยเกิดอาการ tardive dyskinesia จากการ
ได้รับยา metoclopramide และโดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ลว้นเป็นผทู้ี่ไดร้ับยามากกวา่ 3 เดือน
(จากฐานข้อมูลศูนย์เฝ้ าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ข้อมูลในประเทศไทย ณ
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 พบมีรายงานอาการไม่พึงประสงคจ์ากการใชย้า metoclopramide จ านวน
1,324 ฉบับ ชนิดของอาการไม่พึงประสงค์189 ชนิด รวมท้งั tardive dyskinesia และอาการอื่นๆ
เช่น anaesthesia local, anaesthesia mouth, anaesthesia tongue, miscle rigidity เป็ นต้น) |
นยาที่มีหลายรูปแบบท้งัชนิดเม็ด ยาน้า เชื่อม และยาฉีด ชาวอเมริกัน
มากกวา่ 2 ลา้นคนใชผ้ลิตภณั ฑ์ที่มีส่วนผสมของยา
ค้นคว้าหาความรู้ |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
จงสรุปการค้นพบยาในปี 2019
|
ยาปฏิชีวนะ (antibiotics; ATBs) เป็นยาที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตหรือฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนในแบคทีเรีย ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ รบกวนการท�ำหน้าที่
ของเยื่อหุ้มเซลล์ และยับยั้งการสังเคราะห์สารพันธุกรรมภายในแบคทีเรีย เป็นต้น ตั้งแต่การค้นพบยาปฏิชีวนะ
ตัวแรก คือ เพนิซิลลิน (penicillin) ในช่วงทศวรรษที่ 1920 นับเป็นประโยชน์มหาศาลต่อวงการแพทย์ ส่งผลให้
ผู้ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียมีอัตราการรอดชีวิตเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาและ
ผลิตยาปฏิชีวนะตัวใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันแบคทีเรียย่อมมีการปรับตัวเพื่อการมีชีวิตรอด จึงเกิด
การดื้อยาปฏิชีวนะในเวลาต่อมา การที่แบคทีเรียเกิดการดื้อยาเนื่องมาจากการใช้ยาปฏิชีวนะไม่สมเหตุสมผล
ใช้ยาต�่ำกว่าขนาดการรักษา การหยุดยาเมื่ออาการดีขึ้นโดยไม่รับประทานยาจนครบก�ำหนด หรือการใช้ยา
โดยไม่จ�ำเป็น ส่งผลให้เกิดการดื้อยาด้วยกลไกหลากหลาย เช่น แบคทีเรียสร้างเอนไซม์มาท�ำลายยา แบคทีเรีย
มีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายในการออกฤทธิ์ของยา (target sites) การป้องกันหรือขัดขวางไม่ให้ยาเข้าไป
ในเซลล์แบคทีเรีย และการสร้าง efflux pump ของแบคทีเรียเพื่อน�ำยาออกจากเซลล์ เป็นต้น ซึ่งการดื้อยา
ปฏิชีวนะของเชื้อแบคทีเรียเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เกินกว่าที่จะผลิตยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ขึ้นมาได้ทัน นับเป็น
หนึ่งในปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่ส�ำคัญระดับโลก ดังนั้น การป้องกันเชื้อแบคทีเรียดื้อยาเป็นสิ่งส�ำคัญอย่างยิ่ง
ที่ทุกคนควรตระหนัก โดยการใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อจ�ำเป็นเท่านั้น ใช้ยาอย่างเหมาะสมและถูกวิธี ไม่ใช้ยาอย่าง
พร�่ำเพรื่อ ทั้งนี้เพื่อลดการสูญเสียชีวิตรวมถึงลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากการรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อดื้อย |
|
ยาปฏิชีวนะเป็นยาต้านแบคทีเรียที่นับว่า
มีประโยชน์มหาศาลต่อวงการแพทย์ การใช้ยาอย่าง
ถูกต้องน�ำไปสู่การรอดชีวิตของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ
แบคทีเรีย แต่ในขณะเดียวกันหากใช้ยาปฏิชีวนะ
โดยไม่จ�ำเป็น หรือการใช้ยาอย่างพร�่ำเพรื่อ จะเป็นการ
เพิ่มโอกาสให้เชื้อแบคทีเรียเกิดการดื้อยาได้มากขึ้น
การติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยา ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องใช้ระยะ
เวลาในการรักษานานขึ้น สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการ
รักษาโดยไม่จ�ำเป็น และอาจเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิต
จากการติดเชื้อ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ด้านสาธารณสุข
จึงจ�ำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนควรให้ความส�ำคัญและ
ตระหนักในการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้องและ
เหมาะสม
|
ค้นคว้าหาความรู้ |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
รูปนี้มาจากบทความ drug research in cancer นักเรียนสามารถทำอะไรที่แตกต่างจากdesign นี้ได้บ้าง
|
ฉีดยาสลบกับผสมยาตัวใหม่ |
|
การทดลองจะได้ต่างกันออกไปแปลกใหม่ไม่ซ้ำจำเจ |
มาจากการเดาจากรูปภาพเลยครับ |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|