| 1 |
จงใช้แผนภูมิแท่งประกอบการตอบคำถามข้อที่ 1-2
แผนภูมิแท่งแสดงปริมาณสารอาหารในกระแสเลือดก่อนและหลังผ่านเข้าสู่อวัยวะ A และ อวัยวะ B ตามลำดับ
1. อวัยวะ A และ B มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นอวัยวะใดตามลำดับ
|
1. ไต ปอด |
|
สังเกตจาก อวัยวะ B ที่มีการเปลี่ยนแปลงของ คาร์บอนไดออกไซด์ และ ออกซิเจน อย่างเห็นได้ชัด
และ อัวยวะ A ที่มีการเปลี่ยนแปลงของยูเรีย |
ปอด เป็นอวัยวะหนึ่งในร่างกายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสัตว์มีกระดูกสันหลัง ใช้ในการหายใจ หน้าที่หลักของปอดก็คือ การแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบเลือดในร่างกาย และแลกเปลี่ยนเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากระบบเลือดออกสู่สิ่งแวดล้อม ทำงานโดยการประกอบกันขึ้นของเซลล์เป็นจำนวนล้านเซลล์ ซึ่งเซลล์ที่ว่านี้มีลักษณะเล็กและบางเรียงตัวประกอบกันเป็นถุงเหมือนลูกโป่ง ซึ่งในถุงลูกโป่งนี้เองที่มีการแลกเปลี่ยนก๊าซต่าง ๆ เกิดขึ้น นอกจากการทำงานแลกเปลี่ยนก๊าซแล้ว ปอดยังทำหน้าที่อื่น ๆ อีก
ไตเป็นอวัยวะรูปถั่วซึ่งมีหน้าที่ควบคุมสำคัญหลายอย่างในสัตว์มีกระดูกสันหลัง ไตนำโมเลกุลอินทรีย์ส่วนเกิน (เช่น กลูโคส) ออก และด้วยฤทธิ์นี้เองที่เป็นการทำหน้าที่ที่ทราบกันดีที่สุดของไต คือ การขับของเสียจากเมแทบอลิซึม (เช่น ยูเรีย แม้ 90% ของปริมาณที่กรองถูกดูดกลับที่หน่วยไต) ออกจากร่างกาย ไตเป็นอวัยวะสำคัญในระบบปัสสาวะและยังมีหน้าที่ธำรงดุล เช่น การกำกับอิเล็กโทรไลต์ การรักษาสมดุลกรด–เบส และการกำกับความดันเลือด (ผ่านการรักษาสมดุลเกลือและน้ำ) ไตทำหน้าที่เป็นตัวกรองเลือดตามธรรมชาติ และนำของเสียที่ละลายได้ในน้ำออก ซึ่งจะถูกส่งไปยังกระเพาะปัสสาวะ ในการผลิตปัสสาวะ ไตขับของเสีย เช่น ยูเรียและแอมโมเนีย และยังทำหน้าที่ดูดน้ำ กลูโคสและกรดอะมิโนกลับ ไตยังผลิตฮอร์โมน เช่น แคลซิไตรออล อีริโธรพอยอิติน และเอนไซม์เรนิน ซึ่งเรนินออกฤทธิ์ต่อไตโดยอ้อมในการยับยั้งป้อนกลับ (negative feedback) |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
สาร x น่าจะเป็นสารชีวโมเลกุลประเภทใด
|
5. วิตามิน |
|
การขับวิตามิน ออกจากกระแสเลือดเป็นเรื่องปกติ ในกรณีที่มีวิตามินมากเกินไป |
หากคุณได้รับวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นของร่างกาย อาจเกิดผลเสียต่อร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบภายใน เช่น ตับ และ ไต ที่มีหน้าที่ในการขับของเสียออกจากร่างกาย ต้องทำงานมากยิ่งขึ้น และอาจเกิดการสะสมในอวัยวะอื่น ๆ ซึ่งนำมาสู่การเกิดภาวะเป็นพิษ หรือผลเสียต่อร่างกายได้ |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ ประกอบการตอบคำถามข้อที่ 3-4
โมเดลจำลองการหายใจเข้าและหายใจออกของมนุษย์ ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้อุปกรณ์ดังนี้
1. ขวดน้ำขนาด 1.5 ลิตร พร้อมฝาเจาะรู ตัดครึ่ง นำมาใช้เฉพาะส่วนบน
2. หลอด 2 อัน
3. ลูกโป่ง 2 ลูก
4. แผ่นยาง 1 แผ่น
นำอุปกรณ์ทั้งหมดประกอบกัน โดยต่อหลอดกับลูกโป่งแล้วใส่ลงในขวดน้ำตัดครึ่ง จากนั้นปิดฝาด้านบนและใช้แผ่นยางขึงด้านล่างบริเวณรอยตัดครึ่งให้ตึง
จากภาพ อุปกรณ์แต่ละชนิดจำลองอวัยวะใดในร่างกาย
|
|
|
เมื่อดึงแผ่นยางลงเปรียบได้กับกะบังลมเคลื่อนต่ำลง ลูกโป่งจะพองออก เนื่องจากปริมาตรของ
อากาศภายในช่องอกหรือกล่องพลาสติกเพิ่มขึ้น ความดันของอากาศลดลง อากาศจากภายนอกจะเคลื่อนที่
เข้าสู่ปอดหรือลูกโป่ง เป็นการหายใจเข้า ในทางกลับกัน เมื่อดันแผ่นยางขึ้นเปรียบได้กับกะบังลมเคลื่อนที่
สูงขึ้น ทำให้ปริมาตรของอากาศในช่องอกหรือกล่องพลาสติกลดลง ความดันของอากาศเพิ่มขึ้น อากาศจึง
เคลื่อนออกจากปอดหรือลูกโป่งทำให้ลูกโป่งแฟบลง เป็นการหายใจออก |
เมื่อดึงแผ่นยางลงเปรียบได้กับกะบังลมเคลื่อนต่ำลง ลูกโป่งจะพองออก เนื่องจากปริมาตรของ
อากาศภายในช่องอกหรือกล่องพลาสติกเพิ่มขึ้น ความดันของอากาศลดลง อากาศจากภายนอกจะเคลื่อนที่
เข้าสู่ปอดหรือลูกโป่ง เป็นการหายใจเข้า ในทางกลับกัน เมื่อดันแผ่นยางขึ้นเปรียบได้กับกะบังลมเคลื่อนที่
สูงขึ้น ทำให้ปริมาตรของอากาศในช่องอกหรือกล่องพลาสติกลดลง ความดันของอากาศเพิ่มขึ้น อากาศจึง
เคลื่อนออกจากปอดหรือลูกโป่งทำให้ลูกโป่งแฟบลง เป็นการหายใจออก |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ ประกอบการตอบคำถามข้อที่ 3-4
โมเดลจำลองการหายใจเข้าและหายใจออกของมนุษย์ ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้อุปกรณ์ดังนี้
1. ขวดน้ำขนาด 1.5 ลิตร พร้อมฝาเจาะรู ตัดครึ่ง นำมาใช้เฉพาะส่วนบน
2. หลอด 2 อัน
3. ลูกโป่ง 2 ลูก
4. แผ่นยาง 1 แผ่น
นำอุปกรณ์ทั้งหมดประกอบกัน โดยต่อหลอดกับลูกโป่งแล้วใส่ลงในขวดน้ำตัดครึ่ง จากนั้นปิดฝาด้านบนและใช้แผ่นยางขึงด้านล่างบริเวณรอยตัดครึ่งให้ตึง
จากภาพ เมื่อใช้โมเดลเพื่อสาธิตการหายใจเข้า อุปกรณ์ต่าง ๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
|
|
|
ตัวเลือกมีข้อผิดพลาด |
ตัวเลือกมีข้อผิดพลาดมาหลายข้อแล้ว |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
โรคถุงลมโป่งพองเกิดจากสาเหตุใดเป็นหลัก ส่งผลอย่างไรต่อระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ หากต้องการทำโมเดลเพื่อจำลองระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง จะต้องมีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์อย่างไร
|
ทำหลอดให้แคบลง เป็นการจำลองหลอดลงของผู้ป่วยที่เป็นถุงลมโป่งพอง |
|
สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองก็คือ การที่เราสูดสารที่เป็นพิษ อาจจะอยู่ในรูปของฝุ่นควันที่มีอานุภาพเล็ก ๆ หรือแก๊ส หรือสารเคมีเข้าไปยังปอด สำหรับผู้ป่วยที่สูบบุหรี่เป็นระยะเวลานาน จะมีอาการไอเรื้อรัง ระยะแรกๆ มักไอตอนเช้าหลังตื่นนอน หรือมีเสมหะเล็กน้อย จะยังไม่มีอาการเหนื่อย ระยะหลังจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจลำบาก อาการจะแย่ลง แม้จะงดสูบบุหรี่แล้วก็ตาม |
โรคถุงลมโป่งพอง หรือ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หลายคนคิดว่าสาเหตุเกิดจากการสูบบุหรี่เพียงอย่างเดียวและมักมองข้ามปัจจัยเสี่ยงอื่นๆที่อยู่ใกล้ตัว ซึ่งโรคถุงลมโป่งพอง คือการที่เราสูดสารที่เป็นพิษเข้าไป อาจจะอยู่ในรูปแบบของฝุ่นควัน แก๊ส หรือสารเคมีเข้าไปยังปอด และสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองมากที่สุดคือ การสูบบุหรี่ ยิ่งสูบมากก็ยิ่งมีโอกาสเป็นมากขึ้น นอกจากบุหรี่แล้วมลภาวะในอากาศตามท้องถนน หรือตามโรงงานก็ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคถุงลมโป่งพองได้เช่นกัน ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดคือการเลิกสูบบุหรี่ ควรหลีกเลี่ยงหรือสวมหน้ากากป้องกันตัวเองจากควันและสารพิษที่เป็นอันตราย หากใครที่มีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคถุงลมโป่งพอง ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยเพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที สำหรับผู้ป่วยที่สูบบุหรี่เป็นระยะเวลานาน จะมีอาการไอเรื้อรัง ระยะแรกๆ มักไอตอนเช้าหลังตื่นนอน หรือมีเสมหะเล็กน้อย จะยังไม่มีอาการเหนื่อย ระยะหลังจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจลำบาก อาการจะแย่ลง แม้จะงดสูบบุหรี่แล้วก็ตาม |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
ใช้พันธุประวัติต่อไปนี้ตอบคำถามข้อที่ 6-9
การส่งต่อลักษณะการมีลักยิ้มในครอบครัวหนึ่งเป็นไปดังแผนผังพันธุประวัติด้านล่าง โดยสัญลักษณ์ต่าง ๆ มีความหมายดังต่อไปนี้
ลักษณะการมีลักยิ้มมีรูปแบบการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมอย่างไร
|
3. ส่งผ่านอัลลีลเด่นบนโครโมโซมร่างกาย |
|
การถ่ายทอดลักษณะภายนอก ฟีโนไทป์ (phenotype) คือ ลักษณะที่ปรากฏให้เห็นภายนอกซึ่งเป็นผลมาจากยีน |
ฟีโนไทป์ (phenotype) คือ ลักษณะที่ปรากฏให้เห็นภายนอกซึ่งเป็นผลมาจากยีน |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
ใช้พันธุประวัติต่อไปนี้ตอบคำถามข้อที่ 6-9
การส่งต่อลักษณะการมีลักยิ้มในครอบครัวหนึ่งเป็นไปดังแผนผังพันธุประวัติด้านล่าง โดยสัญลักษณ์ต่าง ๆ มีความหมายดังต่อไปนี้
หากกำหนดให้ A แทนอัลลีลแสดงลักษณะมีลักยิ้ม และ a แทนอัลลีลแสดงลักษณะไม่มีลักยิ้ม บุคคลใดในพันธุประวัติที่มีความเป็นไปได้ที่จะมีจีโนไทป์แบบ aa
|
4. 5, 8, 9 |
|
แตกกิ่ง |
แตกกิ่ง |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
บุคคลใดในพันธุประวัติที่น่าจะมีจีโนไทป์แบบ Heterozygous ของลักษณะการมีลักยิ้ม (เขียนตอบ)
|
1,4,6,7,10 |
|
แตกกิ่ง |
แตกกิ่ง |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
ความน่าจะเป็นของครอบครัวนี้ที่บุคคลที่ 5 และ 6 จะมีลูกคนถัดไปเป็นลูกชายที่มีลักยิ้มมีค่าเท่าไร
|
2. 0.5 |
|
คำนวน แตกกิ่ง |
คำนวน แตกกิ่ง |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ ในการตอบคำถามข้อ 10 - 12
กำหนดให้ สีขนของกระต่ายถูกควบคุมด้วยหลายอัลลีลบนโครโมโซมร่างกาย โดยมีรูปแบบการแสดงออกดังต่อไปนี้
หากนำกระต่ายสีเทาเข้มที่มีอัลลีลควบคุมสีขนแบบชินชิลลาผสมกับกระต่ายสีขาว กระต่ายรุ่นลูกรุ่นที่ 1 จะมีโอกาสมีสีใดได้บ้าง
|
5. สีชินชิลลา 50% สีเทาเข้ม 50% |
|
คำนวน แตกกิ่ง |
คำนวน แตกกิ่ง |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ ในการตอบคำถามข้อ 10 - 12
กำหนดให้ สีขนของกระต่ายถูกควบคุมด้วยหลายอัลลีลบนโครโมโซมร่างกาย โดยมีรูปแบบการแสดงออกดังต่อไปนี้
หากนำกระต่ายสีเทาเข้มผสมกับกระต่ายสีชินชิลลา พบว่ากระต่ายรุ่นลูกมีขนสีเทาเข้มและสีชินชิลลาเหมือนรุ่นพ่อแม่ นอกจากนี้ ยังพบกระต่ายรุ่นลูกที่มีขนสีขาวอีกด้วย จากข้อมูลที่กำหนดให้ จีโนไทป์ของกระต่ายรุ่นพ่อแม่ควรเป็นอย่างไร
|
5. Cc และ cchdcchd |
|
คำนวน แตกกิ่ง |
คำนวน แตกกิ่ง |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ ในการตอบคำถามข้อ 10 - 12
กำหนดให้ สีขนของกระต่ายถูกควบคุมด้วยหลายอัลลีลบนโครโมโซมร่างกาย โดยมีรูปแบบการแสดงออกดังต่อไปนี้
จากข้อมูลในข้อ 11 กระต่ายรุ่นพ่อแม่จะสีขนชนิดใด
|
5. สีเทาเข้มและสีชินชิลลา |
|
คำนวน แตกกิ่ง |
คำนวน แตกกิ่ง |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
ในการศึกษาภาวะตาบอดสีเขียวแดงในครอบครัวหนึ่ง พบว่าตาและแม่ มีภาวะตาบอดสี ย่าและยาย เป็นพาหะของภาวะตาบอดสี ส่วนคนอื่น ๆ ในครอบครัวมีสายตาปกติ หากพ่อและแม่มีลูกทั้งหมด 3 คน ประกอบด้วย พี่ชายคนโต น้องสาวคนกลาง และน้องสาวคนเล็ก จงเขียนพันธุประวัติแสดงการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของครอบครัวนี้ พร้อมให้เหตุผลประกอบการเลือกใช้สัญลักษณ์ (เขียนตอบ)
กำหนดให้ใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ ดังนี้
|
▄___O
I
______
I
O__▄ ☐ O |
|
คำนวน แตกกิ่ง |
คำนวน แตกกิ่ง |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
จงคำนวณโอกาสที่พ่อและแม่จะมีคนที่ 4 เป็นลูกชายตาบอดสี (ตอบในรูปแบบทศนิยม) (เขียนตอบ)
ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ในการตอบคำถามข้อ 15-16
ในการทดสอบโปรตีนจากตัวอย่างอาหารจำนวน 4 ตัวอย่าง มีรายละเอียดและผลการทดสอบดังนี้
|
0.25% |
|
คำนวน แตกกิ่ง |
คำนวน แตกกิ่ง |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
การแปลผลการทดสอบในตัวอย่างใดมีความผิดพลาด
|
5. ตัวอย่างที่ 3 และ 4 |
|
คำนวน |
คำนวน |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
ตัวอย่างที่ 2 มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นอาหารชนิดใด
|
2. ยาธาตุน้ำขาว นมสด |
|
สังเกต |
สังเกต |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
ในการทดสอบตัวอย่างสารไม่ทราบชนิดครั้งหนึ่ง มีรายละเอียดการทดสอบและผลการทดสอบดังนี้
สารตัวอย่างในแต่ละหลอด ประกอบไปด้วยสารชีวโมเลกุลประเภทใดบ้าง จงอธิบายและให้เหตุผลประกอบ
|
หลอดที่ 1 คือ โปรตีน
หลอดที่ 2 คือ ไขมัน
หลอดที่ 3 คือ แป้ง
หลอดที่ 4 คือ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว |
|
ทำการทดลอง |
ใช้การทดสอบสารต่างๆ |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
จากข้อมูลในข้อ 17 ตัวอย่างในแต่ละหลอดมีความเป็นไปได้ตามตัวเลือกในข้อใดมากที่สุด
|
5 |
|
สังเกตสารอาหารที่อยู่ในอาหาร |
สังเกตสารอาหารที่อยู่ในอาหาร |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ในการตอบคำถามข้อ 19-20
ในการทดสอบการเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหาร มีการจัดเตรียมและผสมสารต่าง ๆ ดังนี้
โดยหลอดทดลองทุกหลอดถูกควบคุมให้มีอุณหภูมิและ pH ในสภาวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์แต่ละชนิด
ปฏิกิริยาสามารถเกิดขึ้นได้ในหลอดใดบ้าง และผลิตภัณฑ์ที่ได้คืออะไร (อาจมีมากกว่า 1 คำตอบ) (เขียนตอบ)
|
หลอดที่ 1 ไม่เกิดผล
หลอดที่ 2 ได้กรดอะมีโน
หลอดที่ 3 กรดไขมัน และกลีเซอรอล
หลอดที่ 4 ไม่เกิดผล |
|
สังเกตสารอาหารที่อยู่ในอาหาร และหาข้อมูล |
สังเกตสารอาหารที่อยู่ในอาหาร และหาข้อมูล |
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ในการตอบคำถามข้อ 19-20
ในการทดสอบการเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหาร มีการจัดเตรียมและผสมสารต่าง ๆ ดังนี้
โดยหลอดทดลองทุกหลอดถูกควบคุมให้มีอุณหภูมิและ pH ในสภาวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์แต่ละชนิด
หากเพิ่มชุดการทดลองในหลอดทดลองที่ 6 ซึ่งประกอบด้วยสารผสมระหว่างเปปซินและโปรตีน โดยควบคุมปฏิกิริยาภายใต้อุณหภูมิ 37°C pH 7 ปฏิกิริยาจะสามารถเกิดขึ้นได้หรือไม่ อย่างไร จงแสดงเหตุผลประกอบการอธิบายคำตอบ
|
|
|
|
|
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|