ตรวจข้อสอบ > ทักอนันต์สิทธ เวียงคำ > วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (เชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์) | Biological Sciences > Part 2 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 12 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


จงใช้แผนภูมิแท่งประกอบการตอบคำถามข้อที่ 1-2 แผนภูมิแท่งแสดงปริมาณสารอาหารในกระแสเลือดก่อนและหลังผ่านเข้าสู่อวัยวะ A และ อวัยวะ B ตามลำดับ 1. อวัยวะ A และ B มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นอวัยวะใดตามลำดับ

2. ไต หัวใจ

ก่อนที่ใตจะขับปัสสะวะจะมีปริมาณยูเรียมากหลังขับจะมีปริมาณน้อยลง หัวใจก่อนลำเลียงเลือดไปปอดมีปริมาณเม็ดเลือดแดงที่ไม่มีออ็อกซิเจลจึงต้องส่งไปฟอกที่ปอดเพื่อให้อ็อกวิเจลเพิ่มขึ้น วิเคราะห์จากโจทย์ 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


สาร x น่าจะเป็นสารชีวโมเลกุลประเภทใด

4. เกลือแร่

เกลือแร่จะถูกดูดซึมไปใช้ในส่วนต่างๆทางร่างกายซึ้งมีน้อยมากในใตและหัวใจ วิเคราะห์จากโจทย์ 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ ประกอบการตอบคำถามข้อที่ 3-4 โมเดลจำลองการหายใจเข้าและหายใจออกของมนุษย์ ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้อุปกรณ์ดังนี้ 1. ขวดน้ำขนาด 1.5 ลิตร พร้อมฝาเจาะรู ตัดครึ่ง นำมาใช้เฉพาะส่วนบน 2. หลอด 2 อัน 3. ลูกโป่ง 2 ลูก 4. แผ่นยาง 1 แผ่น นำอุปกรณ์ทั้งหมดประกอบกัน โดยต่อหลอดกับลูกโป่งแล้วใส่ลงในขวดน้ำตัดครึ่ง จากนั้นปิดฝาด้านบนและใช้แผ่นยางขึงด้านล่างบริเวณรอยตัดครึ่งให้ตึง จากภาพ อุปกรณ์แต่ละชนิดจำลองอวัยวะใดในร่างกาย

ดูจากภาพและวิเคราะห์ ดูจากภาพและวิเคราะห์ 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ ประกอบการตอบคำถามข้อที่ 3-4 โมเดลจำลองการหายใจเข้าและหายใจออกของมนุษย์ ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้อุปกรณ์ดังนี้ 1. ขวดน้ำขนาด 1.5 ลิตร พร้อมฝาเจาะรู ตัดครึ่ง นำมาใช้เฉพาะส่วนบน 2. หลอด 2 อัน 3. ลูกโป่ง 2 ลูก 4. แผ่นยาง 1 แผ่น นำอุปกรณ์ทั้งหมดประกอบกัน โดยต่อหลอดกับลูกโป่งแล้วใส่ลงในขวดน้ำตัดครึ่ง จากนั้นปิดฝาด้านบนและใช้แผ่นยางขึงด้านล่างบริเวณรอยตัดครึ่งให้ตึง จากภาพ เมื่อใช้โมเดลเพื่อสาธิตการหายใจเข้า อุปกรณ์ต่าง ๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

วิเคราะห์จากภาพและความเป็นไปได้ของโครงสร้างปอดที่ค้นหาดู วิเคราะห์จากภาพและความเป็นไปได้ของโครงสร้างปอดที่ค้นหาดูในgoogle 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


โรคถุงลมโป่งพองเกิดจากสาเหตุใดเป็นหลัก ส่งผลอย่างไรต่อระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ หากต้องการทำโมเดลเพื่อจำลองระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง จะต้องมีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์อย่างไร

การที่เราสูดสารที่เป็นพิษ อาจจะอยู่ในรูปของฝุ่นควันที่มีอานุภาพเล็ก ๆ หรือแก๊ส หรือสารเคมีเข้าไปยังปอด เมื่อปอดเผ่าไหม้ถุงลมจะโป่งพอง สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองก็คือ การที่เราสูดสารที่เป็นพิษ อาจจะอยู่ในรูปของฝุ่นควันที่มีอานุภาพเล็ก ๆ หรือแก๊ส หรือสารเคมีเข้าไปยังปอด นอกจากนั้นสาเหตุที่เรารู้กันดี คือ การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ยิ่งสูบนานสูบมากก็จะมีโอกาสที่จะเป็นมากขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากการที่เราสูบเอง หรือได้รับจากสิ่งแวดล้อม google 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


ใช้พันธุประวัติต่อไปนี้ตอบคำถามข้อที่ 6-9 การส่งต่อลักษณะการมีลักยิ้มในครอบครัวหนึ่งเป็นไปดังแผนผังพันธุประวัติด้านล่าง โดยสัญลักษณ์ต่าง ๆ มีความหมายดังต่อไปนี้ ลักษณะการมีลักยิ้มมีรูปแบบการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมอย่างไร

5. ส่งผ่านมัลติเพิลอัลลีลบนโครโมโซมร่างกาย

มีลักยิ้ม2ต่อ4ซึ้งเป็นครึ่งหนึ่งจึงไม่ใช้ทั้งยีนเด่นและยีนด้อย อัลลีล คือรูปแบบหนึ่ง ๆ จากหลาย ๆ รูปแบบของยีนหนึ่ง ๆ บางครั้งอัลลีลที่แตกต่างกันอาจทำให้เกิดลักษณะแสดงออก เช่น สีตา สีผม ที่แตกต่างกันได้ บางครั้งอัลลีลที่แตกต่างกันอาจไม่ได้ทำให้มีลักษณะแสดงออกที่แตกต่างกันก็ได้ Wiki pedie 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


ใช้พันธุประวัติต่อไปนี้ตอบคำถามข้อที่ 6-9 การส่งต่อลักษณะการมีลักยิ้มในครอบครัวหนึ่งเป็นไปดังแผนผังพันธุประวัติด้านล่าง โดยสัญลักษณ์ต่าง ๆ มีความหมายดังต่อไปนี้ หากกำหนดให้ A แทนอัลลีลแสดงลักษณะมีลักยิ้ม และ a แทนอัลลีลแสดงลักษณะไม่มีลักยิ้ม บุคคลใดในพันธุประวัติที่มีความเป็นไปได้ที่จะมีจีโนไทป์แบบ aa

4. 5, 8, 9

วิเคราะห์จากโจทย์ ลักษณะทางพันธุกรรม หมายถึงลักษณะองค์ประกอบของยีน ของสิ่งมีชีวิตที่มีการแสดงออกเป็นลักษณะปรากฏที่แตกต่างกัน และสามารถถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นอื่นๆ ต่อไปได้ โดยการถ่ายทอดยีน 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


บุคคลใดในพันธุประวัติที่น่าจะมีจีโนไทป์แบบ Heterozygous ของลักษณะการมีลักยิ้ม (เขียนตอบ)

บรรพบุรุษมีลักยิ้มแบบยีนเด่น และไม่มีลักยิ้มแบบยีนเด่น จึงเกิดการแบ่งเป็น1/2 บรรพบุรุษมีลักยิ้มแบบยีนเด่น และไม่มีลักยิ้มแบบยีนเด่น จึงเกิดการแบ่งเป็น1/2 อ้างอิงจาก Heterozygousgenotypeเป็นจีโนไทป์ที่ประกอบด้วยยีนต่างกัน มักเรียกว่า พันธุ์ทาง เช่นTt , Ss. 3. Hemizygousgenotypeเป็นจีโนไทป์ที่ประกอบด้วยยีนเพียงยีนเดียวในการควบคุมพันธุกรรมหนึ่งพันธุกรรม เช่น XcY. google 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


ความน่าจะเป็นของครอบครัวนี้ที่บุคคลที่ 5 และ 6 จะมีลูกคนถัดไปเป็นลูกชายที่มีลักยิ้มมีค่าเท่าไร

2. 0.5

ควรจะเท่าๆกัน ยีนที่เป็นกลางควรเป็นการสุ่มที่เท่าๆกันแบบ1/2 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ ในการตอบคำถามข้อ 10 - 12 กำหนดให้ สีขนของกระต่ายถูกควบคุมด้วยหลายอัลลีลบนโครโมโซมร่างกาย โดยมีรูปแบบการแสดงออกดังต่อไปนี้ หากนำกระต่ายสีเทาเข้มที่มีอัลลีลควบคุมสีขนแบบชินชิลลาผสมกับกระต่ายสีขาว กระต่ายรุ่นลูกรุ่นที่ 1 จะมีโอกาสมีสีใดได้บ้าง

4. สีชินชิลลา 50% สีขาว 50%

วิเคราะห์จากโจทย์ อัลลีลควบคุมสีขน 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ ในการตอบคำถามข้อ 10 - 12 กำหนดให้ สีขนของกระต่ายถูกควบคุมด้วยหลายอัลลีลบนโครโมโซมร่างกาย โดยมีรูปแบบการแสดงออกดังต่อไปนี้ หากนำกระต่ายสีเทาเข้มผสมกับกระต่ายสีชินชิลลา พบว่ากระต่ายรุ่นลูกมีขนสีเทาเข้มและสีชินชิลลาเหมือนรุ่นพ่อแม่ นอกจากนี้ ยังพบกระต่ายรุ่นลูกที่มีขนสีขาวอีกด้วย จากข้อมูลที่กำหนดให้ จีโนไทป์ของกระต่ายรุ่นพ่อแม่ควรเป็นอย่างไร

4. CC และ cchdcchd

วิเคราะห์จากโจทย์ อัลลีลควบคุมสีขน 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ ในการตอบคำถามข้อ 10 - 12 กำหนดให้ สีขนของกระต่ายถูกควบคุมด้วยหลายอัลลีลบนโครโมโซมร่างกาย โดยมีรูปแบบการแสดงออกดังต่อไปนี้ จากข้อมูลในข้อ 11 กระต่ายรุ่นพ่อแม่จะสีขนชนิดใด

5. สีเทาเข้มและสีชินชิลลา

พ่อแม่ควรเป็นหลายสี อัลลีลควบคุมสีขน 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


ในการศึกษาภาวะตาบอดสีเขียวแดงในครอบครัวหนึ่ง พบว่าตาและแม่ มีภาวะตาบอดสี ย่าและยาย เป็นพาหะของภาวะตาบอดสี ส่วนคนอื่น ๆ ในครอบครัวมีสายตาปกติ หากพ่อและแม่มีลูกทั้งหมด 3 คน ประกอบด้วย พี่ชายคนโต น้องสาวคนกลาง และน้องสาวคนเล็ก จงเขียนพันธุประวัติแสดงการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของครอบครัวนี้ พร้อมให้เหตุผลประกอบการเลือกใช้สัญลักษณ์ (เขียนตอบ) กำหนดให้ใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ ดังนี้

ลูกสาว1ใน3จะเป็นตาบอดสี เพราะ2คนเป็นพาหะ ลูกสาว1ใน3จะเป็นตาบอดสี เพราะ2คนเป็นพาหะ 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


จงคำนวณโอกาสที่พ่อและแม่จะมีคนที่ 4 เป็นลูกชายตาบอดสี (ตอบในรูปแบบทศนิยม) (เขียนตอบ) ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ในการตอบคำถามข้อ 15-16 ในการทดสอบโปรตีนจากตัวอย่างอาหารจำนวน 4 ตัวอย่าง มีรายละเอียดและผลการทดสอบดังนี้

0.25 ลูกมีโดอกาสเป็นตาบอดสี1ใน4 วิเคราะห์จากโจทย์ 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


การแปลผลการทดสอบในตัวอย่างใดมีความผิดพลาด

2. ตัวอย่างที่ 2 เท่านั้น

วิเคราะห์จากโจทย์ วิเคราะห์จากโจทย์ 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


ตัวอย่างที่ 2 มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นอาหารชนิดใด

2. ยาธาตุน้ำขาว นมสด

วิเคราะห์จากโจทย์ วิเคราะห์จากโจทย์ 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


ในการทดสอบตัวอย่างสารไม่ทราบชนิดครั้งหนึ่ง มีรายละเอียดการทดสอบและผลการทดสอบดังนี้ สารตัวอย่างในแต่ละหลอด ประกอบไปด้วยสารชีวโมเลกุลประเภทใดบ้าง จงอธิบายและให้เหตุผลประกอบ

1 นมสดรสหวาน 2 น้ำมะพร้าว 3 ก๋วยเตี่ยว 4 น้ำผึ้ง วิเคราะห์จากโจทย์ Benedict's test เป็นวิธีทดสอบน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (monosaccharide) และน้ำตาลโมเลกุลคู่ (disaccharide) ที่เป็นน้ำตาลรีดิวซิงทุกชนิด ยกเว้น น้ำตาลซูโครส (sucrose) โดยเมื่อต้มน้ำตาลรีดิวซิงกับสารละลาย Benedict ในภาวะที่เป็นด่าง น้ำตาลจะใช้หมู่แอลดีไฮด์ในการรีดิวซ์คิวพริกไอออน (Cu2+) ในสารละลาย Benedict เกิดเป็นตะกอนสีแดง การทดสอบไบยูเร็ตเป็นวิธีการที่ใช้ตรวจสอบพันธะเพปไทด์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยารีดักชั่นของไอออน copper(II) ไปเป็น copper(I) ที่จะไปเกิดสารเชิงซ้อนกับไนโตรเจนของพันธะเพปไทด์ในสารละลายที่เป็นเบส ถ้าเกิดสีม่วงแสดงว่ามีโปรตีน การทดสอบไบยูเร็ตนี้ใช้หาปริมาณโปรตีนได้เพราะพันธะเพปไทด์เกิดขึ้นในความถี่เดียวกันต่อโปรตีน 1 กรัม 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


จากข้อมูลในข้อ 17 ตัวอย่างในแต่ละหลอดมีความเป็นไปได้ตามตัวเลือกในข้อใดมากที่สุด

5

วิเคราะคราะห์จากโจทย์ วิเคราะคราะห์จากโจทย์ 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ในการตอบคำถามข้อ 19-20 ในการทดสอบการเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหาร มีการจัดเตรียมและผสมสารต่าง ๆ ดังนี้ โดยหลอดทดลองทุกหลอดถูกควบคุมให้มีอุณหภูมิและ pH ในสภาวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์แต่ละชนิด ปฏิกิริยาสามารถเกิดขึ้นได้ในหลอดใดบ้าง และผลิตภัณฑ์ที่ได้คืออะไร (อาจมีมากกว่า 1 คำตอบ) (เขียนตอบ)

ทุกข้อ ารย่อยอาหารที่ลำไส้เล็กใช้ เอนไซม์จากตับอ่อน (pancreas) มาช่วยย่อย เช่น ทริปซิน (trypsin) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยโปรตีนโปรตีนหรือเพปไทด์ให้เป็นกรดอะมิโน อะไมเลส (amylase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลมอลโทส ไลเปส (lipase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยไขมันให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล อารย่อยอาหารที่ลำไส้เล็กใช้ เอนไซม์จากตับอ่อน (pancreas) มาช่วยย่อย เช่น ทริปซิน (trypsin) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยโปรตีนโปรตีนหรือเพปไทด์ให้เป็นกรดอะมิโน อะไมเลส (amylase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลมอลโทส ไลเปส (lipase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยไขมันให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ในการตอบคำถามข้อ 19-20 ในการทดสอบการเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหาร มีการจัดเตรียมและผสมสารต่าง ๆ ดังนี้ โดยหลอดทดลองทุกหลอดถูกควบคุมให้มีอุณหภูมิและ pH ในสภาวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์แต่ละชนิด หากเพิ่มชุดการทดลองในหลอดทดลองที่ 6 ซึ่งประกอบด้วยสารผสมระหว่างเปปซินและโปรตีน โดยควบคุมปฏิกิริยาภายใต้อุณหภูมิ 37°C pH 7 ปฏิกิริยาจะสามารถเกิดขึ้นได้หรือไม่ อย่างไร จงแสดงเหตุผลประกอบการอธิบายคำตอบ

หลอดที่6 โปรตีน ไขมัน เอนไซม์แต่ละตัวจะมีค่า pH ที่ทำงานได้ดีที่สุด ค่า pH นี้เรียกว่า optimum pH และส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง pH 5 ถึง pH 9 แต่เอนไซม์บางตัวอาจมีค่า pH ที่ทำงาน ได้ดีที่สุด ต่ำมากหรือสูงมากก็ได้ เช่น pH 2 สำหรับเอนไซม์เปปซิน (pepsin) และ pH 10 สำหรับอัลคาไลน์ฟอสฟาเตส (alkaline phosphatase) เป็นต้น นั่นเป็นเพราะว่า ความสามารถของเอนไซม์ในการจับกับตัวเข้าทำปฏิกิริยาและในการเร่งปฏิกิริยาอาจขึ้นอยู่ กับความสมดุลของประจุของหมู่ต่างๆ ในบริเวณเร่งและบริเวณจับของเอนไซม์ รวมทั้ง ประจุของตัวเข้าทำปฏิกิริยาเองด้วย ที่ pH ต่ำหรือสูงเกินไปมักทำให้ประจุเปลี่ยนไปจน ไม่เหมาะสมที่จะทำปฏิกิริยากัน นอกจากนี้ที่ pH สูงมากหรือต่ำมาก อาจทำให้โครงสร้าง ของเอนไซม์เสียสภาพธรรมชาติไปด้วย เอนไซม์แต่ละตัวจะมีค่า pH ที่ทำงานได้ดีที่สุด ค่า pH นี้เรียกว่า optimum pH และส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง pH 5 ถึง pH 9 แต่เอนไซม์บางตัวอาจมีค่า pH ที่ทำงาน ได้ดีที่สุด ต่ำมากหรือสูงมากก็ได้ เช่น pH 2 สำหรับเอนไซม์เปปซิน (pepsin) และ pH 10 สำหรับอัลคาไลน์ฟอสฟาเตส (alkaline phosphatase) เป็นต้น นั่นเป็นเพราะว่า ความสามารถของเอนไซม์ในการจับกับตัวเข้าทำปฏิกิริยาและในการเร่งปฏิกิริยาอาจขึ้นอยู่ กับความสมดุลของประจุของหมู่ต่างๆ ในบริเวณเร่งและบริเวณจับของเอนไซม์ รวมทั้ง ประจุของตัวเข้าทำปฏิกิริยาเองด้วย ที่ pH ต่ำหรือสูงเกินไปมักทำให้ประจุเปลี่ยนไปจน ไม่เหมาะสมที่จะทำปฏิกิริยากัน นอกจากนี้ที่ pH สูงมากหรือต่ำมาก อาจทำให้โครงสร้าง ของเอนไซม์เสียสภาพธรรมชาติไปด้วย 10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 110 เต็ม 200

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา