| 1 |
|
1. D คือ template strand โดยด้าน 1 คือ ปลาย 3' และด้าน 3 คือ 5' |
|
อธิบายไม่ถูกค่ะ
|
จากการตัดสาย DNA ของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างชนิดกัน จะนำมาเชื่อมต่อกันได้ด้วยเอนไซม์ DNA ไลเกส ซึ่งสามารถเร่งปฏิกิริยาการสร้างพันธะโคเวเลนซ์ระหว่างสองโมเลกุลของ DNA ให้เชื่อมต่อกันได้จากการตัดและการเชื่อมต่อสาย DNA นี้ทำให้เกิดสาย DNA สายผสมเกิดขึ้น
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
|
1. IgG |
|
เนื่องจาก lgG คือตัวภูมิคุ้มกันที่ร่างกายจะสร้างขึ้นมาอยู่แล้วร้อยละ 75% จะตรวจเจอเมื่อเราเคยติดเชื้อมาแล้วหรือว่า เคยสัมผัสเชื้อมาก่อน และเป็นภูมิคุ้มกันที่จะช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรีย หรือ เชื้อไวรัสอีกด้วย
|
หลักการคิดคือ เพราะว่า ตัวภูมิคุ้มกัน lgG เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อต่อต้านสิ่งแปลกปลอม และภูมิคุ้มกันนี้จะจำ antigen ของร่างกายเราได้ จึงคิดว่า น่าจะเป็นคำตอบในข้อนี้
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
|
1. หมายเลข 1 |
|
เพราะหมายเลข1 คือ ดิสตอลทิวบูล ซึ่งมีหน้าที่ในการดูดกลับน้ำ และใช้วิธีแบบพาสซีฟทรานสปอร์ต
|
หลักในการคิด โดยการอิงจากรูปของหน่วยไต ซึ่งปกติหน่วยไตมีหน้าที่ในการกรองของเหลวโดยผ่านโกลเมอรู ซึ่งการดูดกลับของหน่วยไต มี2แบบ คือ การดูดกลับที่พรอกซิมอลทิวบูล ซึ่งเป็นการดูดสารจำพวกกลูโคส หรือวิตามิน และอีกแบบนึงคือ การดูดกลับที่ดิสตอลทิวบูล ที่มีหน้าที่ในการดูดกลับน้ำเท่านั้น
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
|
3. หมายเลข 1 และ 7 |
|
เนื่องจากว่าหมายเลข7 เป็นบริเวณที่เรียกว่าท่อไต
|
หลักการคิดคือ บริเวณท่อไต สุดทางจะเป็นทางที่เอาไว้ระบายปัสสาวะ ซึ่ง การที่เราจะติดเชื้อโรค หรือได้พยาธิมาจากไหนก็ตามที่สามารถเกิดขึ้นในบริเวณท่อปัสสวะ คือท่อไต อาจจะเกิดจากการที่เรานั่งหรือสัมผัสกับชักโครกและไม่ได้ทำความสะอาดตรงที่เราปัสสาวะให้ดี จึงอาจจะทำให้พยาธิหรือเชื้อโรคติดกลับมาได้
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
|
3. aldosterone กระตุ้นบริเวณ 5 ให้ reabsorbed NaCl กลับ |
|
เพราะอิงจากข้อที่ผ่านมาค่ะ
|
โดยอิงจากที่ ท่อตรงส่วนบริเวณ5 น่าจะเป็นจุดที่ถูกส่งต่อมาจากบริเวณ1 ซึ่งเป็นบริเวณที่เป็นส่วนดูดกลับของพวก กลูโคส หรือ วิตามิน จึงคิดว่าน่าจะตอบข้อดังกล่าว
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
|
3. อักษร C เรียกว่า Progesterone |
|
เพราะเส้นกราฟขึ้นสูงในบริเวณ luteal phase พอดี
|
หลักในการคิด ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่สร้างโปรเจสเตอโรน เพื่อมีหน้าที่คงอยู่ของเยื่อบุโพรงมดลูกและ ช่วยเร่งการออกฤทธิ์ของ LH ทำให้สร้างโปรเจสเตอโรนได้มากขึ้นอีกด้วย
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
|
2. อักษร B |
|
เพราะเส้นสีฟ้า เป็นเส้นกราฟที่สูงที่สุดในจำนวนเส้นกราฟทั้งหมด และได้แทน อักษรโดย อิงจากชมพูคือ A ฟ้าเข้มคือB เรียงลำดับลงมา
|
เพราะการจะกระตุ้นให้ endometrium หนาตัว น่าจะเป็นช่วงที่พ้นการมีประจำเดือนหมดไปแล้ว ซึ่งเส้นกราฟได้ขึ้นสูงในบริเวณ luteal phase พอดี ซึ่งระยะนี้จะเป็นระยะที่สร้างโปรเจสเตอโรนเพื่อคงสภาพผนังมดลูก และพร้อมสำหรับการตกไข่ในครั้งต่อไป
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
|
4.C5 |
|
การกระตุ้นคอมพลีเมนท์เกิดได้ 3 ทางใหญ่ คือ Classical pathway, Alternative pathway, The MBLectin pathway
|
ผลสุดท้ายของการกระตุ้นทั้งสามระบบของการทำงานจะได้ active C5 convertase ซึ่งย่อย C5 ได้ C5a และ C5b , C5a
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
|
3. C |
|
เพราะกราฟแสดงให้เห็นว่า บริเวณC คือบริเวณที่มี antigen มากที่สุด
|
หลักในการคิดคือ increasing concentration of antigen แปลว่า การเพิ่มความเข้มข้นของแอนติเจน ซึ่ง หากดูกราฟไม่ผิด จะเห็นได้ว่า บริเวณที่น่าจะมีแอนติเจนเยอะที่สุดกราฟและทำให้ไม่พบปฏิกิริยา น่าจะเป็นบริเวณ C
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
|
3. C |
|
prozone คือปรากฏการของปฎิกิริยาระหว่าง Ag-Ab ที่เกิดผิดธรรมดา
|
หลักการคิดคือ เมื่อเมื่อมีแอนติบอดีสูง จะทำให้ไม่เกิดปฎิกิริยา แต่จะเกิดก็ต่อเมื่อเจือจางลงมาแล้ว ซึ่ง หากไม่มีเจือจางหรือละลายน้ำ ตัว prozone ก็จะไม่มีการเกิดปฎิกิริยาใดๆ
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
เอนไซม์ตัดจำเพาะ (Restriction enzyme) เป็นเอนไซม์ที่สามารถทำปฏิกิริยากับโมเลกุลอะไรบ้าง
|
2. polynucleotide และ plasmid |
|
|
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
ข้อใดจัดเป็น nonspecific defense mechanism ของระบบภูมิคุ้มกัน
|
5. การสร้างภูมิคุ้มกันหลังจากการติดเชื้อโดยธรรมชาติ |
|
เพราะหลังจากที่ร่างกายของเรามีการรับสิ่งแปลกปลอมเข้าไปแล้ว ร่างกายน่าจะมีการสร้างภูมิคุ้มกันโดยอัตโนมัติ
|
หลักการคิดคือ อิงมากจากข้อที่ถาม เมื่อฉีดวัคซีนโรคบาดทะยัก น่าจะเกิดภูมิคุ้มกันใดได้มากที่สุด ซึ่งเมื่อลองอ่านดู เมื่อเราติดเชื้อมาได้สักพัก ร่างกายจะมีการสร้างภูมิคุ้มกัน lgG ขึ้นมา ซึ่งภูมิคุ้มกันนี้ มีอยู่ในร่างกายแล้ว ร้อยละ 75% และอีกอย่างนึงคือหากเราพึ่งติดเชื้อได้ไม่นาน ร่างกานจะผลิตภูมิคุ้มกัน ชนิด lgMขึ้น
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
ถ้าเอนไซม์ในรูปที่ lable A ไม่มีในการจำลอง DNA จะเกิดเหตุการณ์ใด
|
3. ไม่เกิดการคลายปมเหนือจุดแยก (replication fork) |
|
เพราะสานDNAจะมีการต่อกันตรงปลายยอด หากชาดเอนไซด์ใดอาจจะไม่สามารถคลายปมได้
|
หลักทฤษฏีในการคิด ดูโดยอิงจากรูปและ เอนไซม์ตัดจำเพาะค้นพบเป็นครั้งแรกโดย แฮมิลตัน สมิธ (Hamilton Smith)
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
ผู้ป่วยชายไทยอายุ 60 ปี มีประวัติการรับประทานมังสวิรัติ มีตลอด 10 ปี มีอาการเหนื่อยล้าและและหน้ามืดบ่อยครั้ง หายใจหอบถี่ จึงมาพบแพทย์ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่า RBC 2.51 x 1012/L, HGB 7.2 g/dL, HCT 19 %, MCV 75.7 fL (80-100 fL), MCH 28.8 pg (27-31 pg), MCHC 37.9 g/dL (32-36%), RDW 20.2
ผู้ป่วยรายนี้มีโอกาสเป็นโรคอะไรเนื่องจากสาเหตุใดมากที่สุด?
|
2. หัวใจวายเนื่องจากขาด Pyridoxine |
|
เพราะเมื่อเราทานแต่มังสวิรัติ บางทีอาจจะทำให้เราขาดสารอาหารบางชนิดได้ เช่นจำพวกวิตามิน B6หรือ B12
|
หากเราไม่ได้กินจำพวกไข่ไก่หรือเนื้อไก่ ก็อาจจะทำให้เราขาดวิตามิน6ได้ และนี้อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเหนื่อยล้าและหน้ามือ เพราะ ขาดทั้งโปรตีนและวิตามินมาเลี้ยงร่างกาย
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
ผู้ป่วยชายไทยอายุ 60 ปี มีประวัติการรับประทานมังสวิรัติ มีตลอด 10 ปี มีอาการเหนื่อยล้าและและหน้ามืดบ่อยครั้ง หายใจหอบถี่ จึงมาพบแพทย์ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่า RBC 2.51 x 1012/L, HGB 7.2 g/dL, HCT 19 %, MCV 75.7 fL (80-100 fL), MCH 28.8 pg (27-31 pg), MCHC 37.9 g/dL (32-36%), RDW 20.2
ถ้าผู้ป่วยท่านนี้ยังต้องการกินมังสะวิรัติต่อไปควรกินอาหารใดเพิ่มเติม
|
2. เต้าหู้ |
|
สาเหตุเพราะ เต้าหู้บางชนิดอาจจะทำมาจากไข่
|
เต้าหู้บางชนิดอาจจะทำมาจากไข่และการที่เราทานไข่เข้าไป ก็ส่งผลโดยทำให้เราไม่ขาดโปรตีน และ วิตามินบี6 ซึ่งหากขาดสิ่งเหล่านี้ผลที่ตามมาก็คงไม่พ้นเป็นโรคจากการขาดสารอาหาร
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
ในการทดสอบและวินิจฉัยระดับโมเลกุลสำหรับตรวจสอบการติดเชื้อ Mycobacterium tuberculosis ใช้ ribosomal RNA เป็นเป้าหมาย ไพรเมอร์ที่ทำขึ้นเพื่อให้จำเพาะกับหน่วยย่อย RNA ใด
|
3. 16S |
|
ข้อนี้ไม่ทราบค่ะตอบเพราะเวลาจะหมดค่ะ
|
ข้อนี้ไม่ทราบค่ะตอบเพราะเวลาจะหมดค่ะ
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
คำ prefix hypo- หมายถึง _____________, ในขณะที่ suffix -penia หมายถึง_____________.
|
3. inside/ outside. |
|
เพราะทำคำว่า hypo แปลว่า ภายใต้ หรือ ใต้ ส่วนคำว่า suffix แปลว่า ปัจจัย
|
หลักในการคิดข้อนี้เป็นความรู้เกี่ยวกับ พยาธิวิทยา อาจจะเกี่ยวกับว่า พยาธิที่เข้าไปในตัวเรา และทำให้เราส่งผลต่อปัจจัยด้านดีๆในหลายๆอย่างต่อร่างกาย
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
มีนักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นยาตัวใหม่ที่มีกลไกในการยับยั้ง spindle fiber formation ระยะใดในไมโทซิสได้รับผลกระทบ
|
3. Metaphase |
|
เพราะระยะนี้ มีเส้นใย spindle
|
หลักในการคิดคือ ในระยะMetaphase เป็นระยะที่มีการสร้าง spindle ขึ้นมา และหากมีตัวยาที่จะยับยั้ง spindle fiber formation ก็คงจะส่งผลต่อระยะ ที่จะทำให้ไม้เกิด เส้นใย spindleขึ้น
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
ผู้ป่วยได้รับยาแก้ปวด หลังจาก 30 นาที ผู้ป่วยรายนี้มีอาการลมพิษทั่วไปที่มีอาการบวมน้ำที่ใบหน้าและริมฝีปาก เป็นไปได้มากที่สุด กลไกภูมิคุ้มกันที่รับผิดชอบต่ออาการแพ้เหล่านี้คืออะไร
|
2. CD8+ T-cell cytotoxicity |
|
ข้อนี้ไม่ทราบค่ะตอบเพราะเวลาจะหมดค่ะ
|
ข้อนี้ไม่ทราบค่ะตอบเพราะเวลาจะหมดค่ะ
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
หากโมเลกุลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดที่สมองจนเดินทางออกจากจมูกต้องผ่านโครงสร้างทั้งหมดดังต่อไปนี้ ยกเว้น
|
1. right atrium |
|
เพราะการที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะผ่านได้ ก็ต้องผ่านทาง หัวใจบนขวา เพราะหัวใจบนขวามีหน้าที่ในการรับแก๊งคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่า แก๊สออกซิเจน
|
หัวใจห้องบนซ้ายมีหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจน ส่วนหัวใจห้องบนขวา มีหน้าที่การแลกเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|