| 1 |
|
3. NADH เป็นตัว Reduce และส่งพลังงานให้ Acetyldehyde เกิดเป็น Alcohol ชนิดที่พบในการหมักไวท์สัปปะรด |
|
-
|
-
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
|
1. Nucleolus ประกอบด้วย RNA และโปรตีน Histone จำนวนมาก พบมากในเซลล์ที่มีกิจกรรมการทำงานสูง และเกี่ยวข้องกับการสร้าง Ribosome โดยสังเคราะห์สารและเคลื่อนที่ผ่าน Annulus ของ Cell Membrane |
|
ในนิวเคลียสมีองค์ประกอบดังนี้1.สารพันธุกรรม DNA nuclear membrane นิวคลีโอลัส
|
-
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
|
4. การเจริญของเอ็มบริโอไก่จะเจริญที่บริเวณไซโทพลาสซึมเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Germinal Disc และการเกิด Cleavage จะเกิดขึ้นทั้งบริเวณ Germinal Disc และ Yolk |
|
-
|
-
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
|
3. คนหมู่โลหิต AB มีประมาณ 41,925 คน |
|
-
|
-
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
|
4. Bioluminescence ส่งผลให้น้ำทะเลตอนกลางคืนเป็นสีฟ้า เกิดจากแพลงก์ตอนพวก Diatom |
|
ซึ่งปรากฏการณ์ทะเลเรืองแสงนี้เราจะเรียกว่า“Bioluminescence” ปรากฏการณ์ทะเลเรืองแสงสีฟ้าหรือที่เรียกกันว่า “ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ (Red tide)” คือชื่อสามัญของปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่ง เป็นการรวมตัวขนาดใหญ่ของจุลชีพในท้องทะเล ซึ่งเกิดขึ้นจากไดโนแฟลกเจลเลตไม่กี่ชนิด ที่มีการสะพรั่งสีแดงหรือน้ำตาล เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากสาหร่ายที่อาศัยอยู่ในน้ำกร่อย น้ำเค็ม หรือ น้ำจืด มีการสะสมอย่างรวดเร็วในห้วงน้ำ ส่งผลให้เกิดสีบนผิวน้ำ โดยปกติแล้วจะพบได้ตามชายหาด ความงามทางธรรมชาตินี้มักเกิดขึ้นในยามค่ำคืนตามธรรมชาติ ในท้องทะเลนั้นจะมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆต่าง ๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าล่องลอยอยู่มากมาย หลากหลายชนิด โดยสิ่งมีชีวิตพวกนี้เรียกว่า แพลงก์ตอน (Plankton) โดยแพลงก์ตอนที่ทำให้เกิดการเรืองแสงนี้จะเป็นแพลงก์ตอนพืชในกลุ่ม ไดโนแฟลกเจลเลต (Dinoflagellates) กว่า 720,000 เซลล์ เช่น Noctiluca scintillans , Gonyaulax sp. และ Pyrocystis sp. เป็นต้น โดยแพลงก์ตอนเหล่านี้สามารถทำปฏิกิริยาพิเศษที่เรียกว่า Bioluminescence ทำให้ผนังเซลล์เกิดการเรืองแสงเป็นสีเขียวหรือสีน้ำเงินได้ และยิ่งเมื่อแพลงก์ตอนพวกนี้มาอยู่รวมกันมากๆ เราจึงเห็นทะเล เรืองแสงเป็นสีน้ำเงิน หรือสีเขียวอมฟ้าออกมาได้ชัดเจน และถ้าน้ำมีการสั่นสะเทือนหรือเราลงไปในน้ำมันก็จะเกิดแสงรอบ ๆ นั่นเอง แพลงก์ตอนกลุ่มนี้พบได้ทั่วโลกเป็นปกติ แต่จะแพร่พันธุ์ได้มากเป็นพิเศษหรือ เกิดการ Bloom ขึ้นในทะเลที่มีแอมโมเนีย ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส อยู่มากและนั่นก็เป็นแหล่งอาหารชั้นดีของพวกมันนั่นเอง ในภาวะปกติเจ้าพวกแพลงก์ตอนเหล่านี้จะพบไม่หนาแน่นและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ แต่หากในน้ำที่มีปริมาณธาตุอาหารมากเกินไปจะทำให้เกิดการแบ่งตัวขยายปริมาณของแพลงก์ตอนอย่างรวดเร็วทำให้ปริมาณมวลแพลงก์ตอนเหล่านี้อาจบดบังแสงหรือปิดกั้นผิวน้ำทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง และการบดบังแสงกันเองของแพลงก์ตอนจะทำให้พวกมันค่อย ๆ ตายลงจนในที่สุด ปรากฏการณ์นี้จะเห็นได้เฉพาะจากระยะไกล และเมื่อยามที่เรือก่อปฏิกิริยาเคลื่อนไหวต่อท้องทะเล เช่น การออกเรือ การแล่นเรือ หรือการที่คนลงไปเล่นน้ำ การเรืองแสงของแพลงตอนดังกล่าวจะอยู่ได้นานเพียงแค่ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น หลังจากนั้นแสงจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ แต่ว่าแสงที่เราได้เห็นนั้นในช่วงแรกจะมีความสว่างมากเฉพาะในคืนเดือนมืด ซึ่งคนไทยบางพื้นที่อาจจะเรียกว่าต่อ ๆ กันมาว่า พรายน้ำ นั่นเอง
|
https://www.scimath.org/article-science/item/10979-2019-10-25-07-25-14
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
|
4. สัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิดมี Neural Tube |
|
Neural Tube ในการพัฒนาสัตว์มีแกนสันหลัง (รวมทั้งสัตว์มีกระดูกสันหลัง ) ที่ท่อประสาทเป็นตัวอ่อนปูชนียบุคคลที่ระบบประสาทส่วนกลางซึ่งถูกสร้างขึ้นของสมองและเส้นประสาทไขสันหลัง ร่องประสาทค่อยๆลึกเป็นเท่าประสาทกลายเป็นที่สูงและในที่สุดพับพบปะและรวมกันในสายกลางและแปลงร่องลงไปในท่อประสาทปิด ในมนุษย์ การปิดท่อประสาทมักเกิดขึ้นภายในสัปดาห์ที่สี่ของการตั้งครรภ์ (วันที่ 28 หลังจากการปฏิสนธิ) ectodermalผนังของหลอดรูปแบบขั้นต้นของระบบประสาท ศูนย์กลางของหลอดเป็นคลองประสาท หลอดประสาทพัฒนาในสองวิธีneurulation หลักและneurulation รอง
การสร้างประสาทปฐมภูมิแบ่งectodermออกเป็นสามประเภทเซลล์:
ท่อประสาทที่อยู่ด้านใน
หนังกำพร้าที่อยู่ภายนอก
ประสาทยอดเซลล์ซึ่งการพัฒนาในภูมิภาคระหว่างหลอดประสาทและผิวหนังชั้นนอก แต่แล้วย้ายไปยังสถานที่ใหม่
การทำให้ประสาทปฐมภูมิเริ่มต้นหลังจากสร้างแผ่นประสาท ขอบของแผ่นประสาทเริ่มหนาขึ้นและยกขึ้นทำให้เกิดการพับของเส้นประสาท ศูนย์กลางของแผ่นประสาทยังคงต่อสายดิน ทำให้เกิดร่องประสาทรูปตัวยู ร่องประสาทนี้กำหนดขอบเขตระหว่างด้านขวาและด้านซ้ายของตัวอ่อน เส้นประสาทพับเข้าหากึ่งกลางของตัวอ่อนและหลอมรวมเข้าด้วยกันเพื่อสร้างท่อประสาท [1]
ในระบบประสาททุติยภูมิ เซลล์ของแผ่นประสาทก่อรูปโครงสร้างคล้ายสายสะดือที่โยกย้ายภายในตัวอ่อนและกลวงเพื่อสร้างหลอด
สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดใช้การสร้างประสาทปฐมภูมิและทุติยภูมิในองศาที่แตกต่างกัน
การสร้างระบบประสาทในปลาดำเนินการผ่านรูปแบบทุติยภูมิเท่านั้น
ในสายพันธุ์นกบริเวณหลังของหลอดพัฒนาโดยใช้ระบบประสาททุติยภูมิและบริเวณด้านหน้าพัฒนาโดยการทำให้ประสาทปฐมภูมิ
ในเลี้ยงลูกด้วยนม , neurulation เริ่มตั้งแต่รอบที่ 35 somite
ท่อประสาทของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะปิดที่ศีรษะในลำดับที่ตรงข้ามกับที่ปิดในลำต้น
ในหัว:
เซลล์เซลล์ประสาทเคลื่อนตัว
หลอดประสาทปิด
ectoderm ที่วางอยู่ปิดลง
ในลำต้น:
ectoderm ที่วางอยู่ปิดลง
หลอดประสาทปิด
เซลล์เซลล์ประสาทเคลื่อนตัว
โครงสร้าง
สี่เขตการปกครองแต่ละหลอดประสาทในที่สุดก็พัฒนาไปสู่ภูมิภาคที่แตกต่างของระบบประสาทส่วนกลางโดยส่วนของเซลล์ neuroepithelialที่: forebrain (prosencephalon) ที่สมองส่วนกลาง (mesencephalon) ที่hindbrain (rhombencephalon) และเส้นประสาทไขสันหลัง
prosencephalonต่อไปในการพัฒนาเข้าสู่telencephalon ( มันสมอง ) และdiencephalon (คนถุงแก้วนำแสงและhypothalamus )
มีเซนเซฟาลอนเป็นสมองส่วนกลาง
รูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนพัฒนาเป็นmetencephalon (ที่ponsและcerebellum ) และmyelencephalon ( ไขกระดูก oblongata )
ในช่วงเวลาสั้นหลอดประสาทจะเปิดทั้งcraniallyและหาง ช่องเปิดเหล่านี้เรียกว่าneuroporesปิดในช่วงสัปดาห์ที่สี่ในมนุษย์ ปิดที่ไม่เหมาะสมของ neuropores สามารถส่งผลให้เกิดข้อบกพร่องท่อประสาทเช่นanencephalyหรือSpina bifida
หลังส่วนหนึ่งของหลอดประสาทมีแผ่น Alarซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับความรู้สึก หน้าท้องส่วนหนึ่งของหลอดประสาทมีแผ่นฐานซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับมอเตอร์ (เช่นกล้ามเนื้อ ) การควบคุม
|
https://en.wikipedia.org/wiki/Neural_tube
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
|
1. ยุคที่สำคัญต่อการเกิดวิวัฒนาการของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกคือยุค Devonian และการเปลี่ยนจากน้ำมาบนบกจำเป็นต้องวิวัฒนาการเพื่องอกรยางค์แขนขาขึ้น (limb) 2 คู่ |
|
ยุคดีโวเนียน (อังกฤษ: Devonian) เป็นยุคที่สี่ของมหายุคพาลีโอโซอิก ยุคนี้เริ่มนับตั้งแต่จุดสิ้นสุดของยุคไซลูเรียน เมื่อประมาณ 419.2±3.2 ล้านปีก่อน และสิ้นสุดลงเมื่อก่อนเริ่มยุคคาร์บอนิเฟอรัส ประมาณ 358.9±0.4 ล้านปีก่อน[4] ยุคนี้ตั้งชื่อตามเดวอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสถานที่แห่งแรกที่มีการศึกษาหินของยุคนี้ นักธรณีวิทยาจัดว่ายุคดีโวเนียนนี้เป็นยุคแรกที่มีสิ่งมีชีวิตบนบก และพืชบกเริ่มกระจายเข้าสู่แผ่นดินส่วนใน ทำให้เริ่มมีการก่อตัวเป็นป่าซึ่งจะค่อยๆปกคลุมทวีป ช่วงกลางยุคดีโวเนียน พืชบางชนิดจะเริ่มวิวัฒนาการเป็นพืชมีใบและมีรากที่มั่นคง และปลาได้วิวัฒนาการมามากกว่าออสทราโคเดิร์มแล้ว และยุคนี้มีปลาชุกชุมจึงถูกเรียกว่า ยุคแห่งปลา (Age of Fish) ปลาหลายชนิดได้เริ่มวิวัฒนาการขึ้น ซึ่งภายหลังพวกมันเป็นต้นตระกูลของปลาขนาดใหญ่หลายชนิด ขณะที่ปลามีเกราะได้เริ่มลงจำนวนลงในแหล่งน้ำทุก ๆ แห่ง
บรรพบุรุษของสัตว์สี่ขาได้เริ่มขึ้นมาเดินอยู่บนบก ครีบของพวกมันได้วิวัฒนาการมาเป็นขา [5] ส่วนในทะเล ฉลามดึกดำบรรพ์มีจำนวนมากขึ้นกว่าที่มีในยุคไซลูเรียนและปลายยุคออร์โดวิเชียน ปลายยุคดีโวเนียนได้เกิดการสูญพันธุ์ขึ้น เมื่อประมาณ 375 ล้านปีก่อน[6] การสูญพันธุ์นี้ส่งผลกระทบกับสัตว์น้ำ ปลามีเกราะและไทรโลไบต์ทั้งหมดสูญพันธุ์
ทวีปในยุคนี้แบ่งเป็นมหาทวีปกอนด์วานา ทางตอนใต้ ทวีปไซบีเรีย ทางตอนเหนือ และเริ่มมีการก่อตัวของทวีปขนาดเล็กที่มีชื่อว่า ยูราเมริกา ในตำแหน่งระหว่างกลางของกอนด์วานาและไซบีเรีย
|
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
|
5. HCG |
|
ระยะก่อนไข่ตกเป็นช่วงครึ่งแรกของรอบเดือนค่ะ เป็นช่วงที่รังไข่จะพัฒนาถุงไข่และฟองไข่เพื่อรอรับการผสมกับอสุจิ ซึ่งมีหลายฟองแต่จะมีไข่เพียงใบเดียวเท่านั้นที่ถูกเลือกและพัฒนาให้สมบูรณ์ที่สุด
• วงจรการตกไข่มักจะกล่าวรวมระยะแรกและระยะที่สองเข้าด้วยกัน เพื่อให้เข้าใจง่าย เริ่มตั้งแต่ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงในช่วงต้นรอบเดือนไปจนถึงการกระตุ้นฮอร์โมนให้เกิดการตกไข่นั่นเองค่ะ
• ระยะก่อนไข่ตกเป็นช่วงที่ร่างกายคุณผู้หญิงผลิตฮอร์โมน FSH (Follicle Stimulating Hormone) มากขึ้นเพื่อกระตุ้นฮอร์โมนให้เกิดการตกไข่
• ผู้หญิงที่มีประจำเดือนปกติจะมีรอบเดือนเฉลี่ย 28 วัน และตกไข่ในวันที่ 14 แต่รอบเดือนของผู้หญิงแต่ละคนมีระยะสั้นยาวต่างกัน บางคนรอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ควรสังเกตสัญญาณของแต่ละเดือนเพื่อสามารถคำนวณหาวันตกไข่ได้แม่นยำยิ่งขึ้นนะคะ
• ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะลดลงหลังหมดประจำเดือนรอบก่อน ส่วนฮอร์โมน FSH จะเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้มดลูกสร้างเยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้นเพื่อรองรับการฝังตัวของตัวอ่อนทารก
• ในกระบวนการเกิดรอบเดือน รังไข่จะสร้างถุงไข่ประมาณ 5-7 ถุง แต่ละถุงผลิตไข่หนึ่งฟอง แต่จะมีไข่เพียงใบเดียวที่ถูกเลือกและเจริญเติบโตในถุงน้ำที่อยู่ภายในรังไข่จนกระทั่งสมบูรณ์ที่สุด และถูกผลักดันให้เข้าไปในท่อนำไข่เพื่อรอรับการผสมกับอสุจิ เรียกว่า “เกิดการตกไข่”นั่นเองค่ะ
• โดยปกติร่างกายจะตกไข่ออกมาใบเดียวเท่านั้น การตกไข่มากกว่าหนึ่งใบถือว่าไม่ปกติและนั้นหมายถึงคุณแม่มีโอกาสตั้งครรภ์แฝดนะคะ
• ในเวลานั้นรังไข่จะปล่อยฮอร์โมนเอสโตรเจนออกมากระตุ้นให้มดลูกสร้างเยื่อบุผนังมดลูกหนาขึ้นเพื่อรองรับการฝังตัวของตัวอ่อนทารก
• ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงมีผลให้มูกบริเวณปากมดลูกบางลงและลื่นขึ้น ช่วยให้อสุจิเคลื่อนไปตามท่อรังไข่ง่ายขึ้น การเกิดปฏิสนธิในช่วงนี้มีโอกาสท้องมากขึ้นค่ะ ให้สังเกตว่ามีมูกเหลวลักษณะเหมือนไข่ขาวดิบออกมาจากช่องคลอด เป็นเวลาที่ไข่สุกพร้อมตั้งครรภ์ค่ะ
• การตกไข่แต่ละครั้งโดยเฉลี่ยเกิดขึ้นประมาณวันที่ 12 ของวงจรรอบเดือน ไข่เพียงใบเดียวถูกปล่อยออกมาจากรังไข่ ส่วนที่เหลือจะฝ่อไปเอง
• ช่วงเวลาตกไข่มีโอกาสเกิดตั้งครรภ์มากที่สุด ร่างกายจะสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจนกระตุ้นความต้องการทางเพศเองนะคะ ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติทำให้คุณผู้หญิงมีโอกาสท้องในช่วงวันไข่ตกพอดีการให้ผลของชุดตรวจนี้มาจากฮอร์โมนที่กระตุ้นการตกไข่ชื่อว่า แอลเอช (LH – Luteinozing Hormone) และระยะเวลาที่เหมาะสมกับการใช้อุปกรณ์นี้คือช่วงหลังจากมีประจำเดือนประมาณ 10-12 วัน โดยระยะเวลาที่เหมาะสมกับการตรวจคือการปัสสาวะในช่วงบ่ายโมงถึง 2 ทุ่ม เพราะปัสสาวะจะมีความเข้มข้นของแอลเอชมากที่สุด
|
https://multimedia.anamai.moph.go.th/help-knowledgs/calendar-method/
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
|
5. วัคซีนจากพืช (ใบกัญชา ชนิดยาสูบ) นอกจากหวังผลในด้านการผลิตในปริมาณมากแล้ว ยังลดความเสี่ยงของการกลายพันธุ์ที่เกิดจากไวรัส Covid-19 ด้วย |
|
การพัฒนาเทคนิคการได้ไปรตีนจากใบยา เพื่อใช้เป็นยาโมโนโคลนอลแอนติบอดี (monoclonal antibody=โปรตีนที่สามารถเป็นชีววัตถุเพื่อการรักษาโรคได้) เป็นเทคโนโลยีที่มีมามากกว่า 15 ปีแล้ว และเคยทำสำเร็จในการรักษาโรคอีโบล่าเมื่อครั้งอดีต
👉🏻 นักวิทยาศาสตร์ไทย 2 ท่าน ผู้ก่อตั้งบริษัท ใบยา โฟโตฟาร์ม จำกัด สามารถพัฒนาวัคซีนโควิด-19 และแอนติบอดีในการยับยั้งไวรัสจากใบยาสูบชนิดพิเศษได้สำเร็จ
👉🏻 เทคนิคการใช้พืชเพื่อผลิตโปรตีนนั้น มีการใช้ในหลายประทศ โดยใบยาสูบที่นำมาใช้นั้นเป็นสายพันธุ์ที่มีนิโคตินระดับต่ำมาก
👉🏻 วัคซีนใบยาได้ผ่านการทดสอบในหนูและลิง ด้วยการฉีด 2 เข็มห่างกัน 3 สัปดาห์ ผลการทดสอบปรากฏว่าลิงมีความปลอดภัย และไม่เกิดผลข้างเคียงใด ๆ
👉🏻 ผลเลือดในลิงที่ใช้ทดลองมีค่าเอนไซม์ตับปกติ อีกทั้งจำนวนเม็ดเดือดแดงและเม็ดเลือดขาวอยู่ในเกณฑ์ปกติ นอกจากนี้เมื่อนำเปปไทด์ไปกระตุ้นเซลล์ของลิงพบว่า มีการกระตุ้น T Cell ได้ดี ซึ่งนับว่าการทดลองดังกล่าวประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ
👉🏻 กระบวนการผลิตวัคชีนที่ใช้พีช สามารถผลิตเป็นจำนวนครั้งละมาก ๆ ได้ และสามารถยกระดับจากการผลิตวัคซีนในห้องทดลอง มาเป็นการผลิตวัคชีนระดับอุตสาหกรรมได้ทันที
👉🏻 การผลิตวัคชีนจากใบยาสูบนี้สามารถผลิตได้ประมาณ 10,000 โดสต่อเดือน ในห้องทดลองขนาดเล็กเท่านั้น จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคระบาดในอนาคต
|
https://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/line/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%9A-%E0%B8%81/
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
|
2. ร่างกายมี Cannabinoid Receptor ที่สามารถรับสาร THC และ CBD ของกัญชาได้ และ THC เท่านั้นที่รักษาโรคมะเร็ง |
|
ในกัญชานั้นมีสารทั้ง 2 ชนิดอยู่ ซึ่งตอนแรกค้นพบ THC ก่อน และภายหลังจึงรู้จัก CBD คือทั้งสองชนิดนี้คล้ายคลึงกันมากๆ (แต่มันให้ผลลัพธ์ต่างกัน) อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ก็คือ ทั้งสองประกอบด้วย คาร์บอน 21 อะตอม ไฮโดรเจน 30 อะตอม และอ็อกซิเจน 2 อะตอม แต่ที่มันต่างกันก็เพราะ “การเรียงตัวของอะตอม” ไม่เหมือนกัน ในอดีต เมื่อมนุษย์รู้จักการสูบกัญชา พวกเขาก็เข้าใจว่ากัญชาทำให้ผ่อนคลาย และ “เก็ทไฮ” ได้ตั้งแต่ยังไม่รู้จักสารของมัน พอภายหลังรู้ว่ามีส่วนประกอบของ THC ก็เริ่มเข้าใจว่าสารนี้แหละทำให้ผ่อนคลาย และยังมีผลต่อระบบประสาท แต่พอศึกษาไปอีก ก็พบว่ามีสาร CBD อีกตัว ที่ช่วยให้ผ่อนคลายเหมือนกัน แต่สารนี้ไม่ส่งผลให้ “เก็ทไฮ” แต่อย่างใด ซึ่งพอยิ่งศึกษาต่อไปเรื่อยๆ ทั้งการเพิ่มปริมาณ (Dose) ของ CBD ให้มากขึ้นไปอีก ก็พบว่าเจ้าสารตัวนี้มันแทบไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายของมนุษย์ แต่ที่มีผลข้างเคียงของ THC อย่างชัดเจนแทน โดยอาการที่สามารถพบได้ มีตั้งแต่ อาการปากแห้ง กระหายน้ำ หัวใจเต้นเร็ว ตอบสนองช้า ตาแดง หรือความทรงจำลดลง เหล่านี้ล้วนเป็นผลของการได้รับ THC ที่มากเกินไปแทบทั้งสิ้น
กลับเข้ามาที่ความเหมือนกันของ THC และ CBD
ทั้ง 2 สารนี้อยู่ในกลุ่ม “แคนนาบินอยด์” ซึ่งมันไม่ได้มีแต่เฉพาะในกัญชาเท่านั้น แต่มันมีอยู่ในร่างกายของมนุษย์อยู่แล้วด้วย งงไหม??
แต่เจ้า “แคนนาบินอยด์” (Cannabinoid; CB) ในร่างกายของเรานั้น มันจะทำงานก็ต่อเมื่อผสานเข้ากับ “ตัวรับแคนนาบินอยด์” หรือ Cannabinoid rece[tor type 2 (CB2R) ในร่างกายเรา เช่น แคนนาบินอยด์ในสมอง ถ้าร่างกายผลิตมันได้อย่างเหมาะสม ก็จะช่วยให้คลายความกังวล ลดความเศร้า ทีนี้น่าจะพอเข้าใจกันแล้วว่าทำไมมนุษย์สูบกัญชาแล้วจึงได้รับผลของแคนนาบินอยด์ เพราะมนุษย์เราก็ผลิตได้บางส่วน และมีตัวรับอยู่ในร่างกายของทุกๆ คนนั่นเอง
พัฒนาการศึกษาวิจัยที่ยืนยันผลของ CBD (Cannabidiol) ที่ออกฤทธิ์ในเชิงรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิตเวช
จากการศึกษา การวิจัยทางเภสัชวิทยา ที่เผยแพร่ในวารสาร Life Scince ปี 2019 นี้เอง จากฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ หรือ NIH ซึ่งเป็นการศึกษาสารสกัดที่ได้จากพืชกัญชา โดยได้รับทุนสนับสนุนจากองค์การอาหารและยา หรือ FDA สหรัฐ เมื่อเร็วนี้ๆ เพื่อพัฒนาหาแนวทางในการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักที่มีภาวะแทรกซ้อนและไม่ตอบสนองต่อยากันชักโดยทั่วไป ผู้ป่วยออติสติก และผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทอื่นๆ ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยเชิงทดลอง ในสัตว์ทดลองที่มีความผิดปกติของความวิตกกังวล (Anxiety Disorder) ในระยะที่มีอาการความผิดปกติทางจิต พบว่า สารสกัด CBD ที่ได้จากพืชกัญชง กัญชา จัดเป็นกลุ่มสาร phytocannabinoids ซึ่งก็คือ สาร cannabidiol (CBD) ไม่ทำให้เกิดอาการทางจิตประสาท ซึ่งผลการศึกษานี้ เป็นการพัฒนาต่อยอดจากองค์ความรู้ที่ได้มีการศึกษาสาร CBD ในร่างกายมนุษย์ (ที่ไม่ใช่สารสกัดจากพืช) โดยจะมีตัวรับ cannabinoid ชนิดที่ 2 (CB2R) แต่ก็ไม่ได้แสดงฤทธิ์เป็น cannabinoidergic ที่ดี ต่างจากสารสกัดที่ได้จากพืชกัญชา นับเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ในประเด็นสารสกัดจากพืชกัญชา ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ในการพัฒนาเพื่อหาแนวทางนำมาใช้เพื่อการรักษาทางการแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยารักษาทั่วไป นั่นเอง จึงถือเป็นข้อมูลความคืบหน้าที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งค่ะ
ทำความรู้จัก CB1 CB2
จากการศึกษา การวิจัยทางเภสัชวิทยา ที่เผยแพร่ในวารสาร Life Scince ปี 2019 นี้เอง จากฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ หรือ NIH ซึ่งเป็นการศึกษาสารสกัดที่ได้จากพืชกัญชา โดยได้รับทุนสนับสนุนจากองค์การอาหารและยา หรือ FDA สหรัฐ เมื่อเร็วนี้ๆ เพื่อพัฒนาหาแนวทางในการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักที่มีภาวะแทรกซ้อนและไม่ตอบสนองต่อยากันชักโดยทั่วไป ผู้ป่วยออติสติก และผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทอื่นๆ ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยเชิงทดลอง ในสัตว์ทดลองที่มีความผิดปกติของความวิตกกังวล (Anxiety Disorder) ในระยะที่มีอาการความผิดปกติทางจิต พบว่า สารสกัด CBD ที่ได้จากพืชกัญชง กัญชา จัดเป็นกลุ่มสาร phytocannabinoids ซึ่งก็คือ สาร cannabidiol (CBD) ไม่ทำให้เกิดอาการทางจิตประสาท ซึ่งผลการศึกษานี้ เป็นการพัฒนาต่อยอดจากองค์ความรู้ที่ได้มีการศึกษาสาร CBD ในร่างกายมนุษย์ (ที่ไม่ใช่สารสกัดจากพืช) โดยจะมีตัวรับ cannabinoid ชนิดที่ 2 (CB2R) แต่ก็ไม่ได้แสดงฤทธิ์เป็น cannabinoidergic ที่ดี ต่างจากสารสกัดที่ได้จากพืชกัญชา นับเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ในประเด็นสารสกัดจากพืชกัญชา ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ในการพัฒนาเพื่อหาแนวทางนำมาใช้เพื่อการรักษาทางการแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยารักษาทั่วไป นั่นเอง จึงถือเป็นข้อมูลความคืบหน้าที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งค่ะ
|
https://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=2264
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
|
2. คู่ผสมของค้างคาวพ่อแม่คือ RRMm x rrmm |
|
-
|
-
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
|
1. ลักษณะด้อยเป็นปีกกุดจริง |
|
-
|
-
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
|
4. สร้าง ATP ด้วยกลไก Phosphorylation |
|
-
|
-
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
|
3. 60 cc |
|
-
|
-
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
|
4. เอา whole O Positive Blood จ่ายแก่ผู้ป่วย |
|
-
|
-
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
|
5. ไอบลูเฟน , เจลเย็นลดไข้ |
|
-
|
-
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
|
4. สิ่งมีชีวิตถ้าเกิด Crossing Over จะสร้าง Gamete ได้ 4 ชนิดได้แก่ Ab, aB, AB, ab |
|
-
|
-
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
|
2. ทาให้เซลล์ได้พลังงานแบบ Anaerobic Respiration |
|
-
|
-
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
|
2. ฮอร์โมน CCK |
|
-
|
-
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
|
3. IgD |
|
-
|
-
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|