| 1 |
|
ข้อ 2. |
|
Escherichia coli เป็นแบคทีเรียมีผนังเซลล์เป็น peptidoglycan แต่ plasmodium vivax ไม่มีผนังเซลล์จึงไม่มี chitin
|
Escherichia เป็นแบคทีเรียแกรมลบที่มีผนังเซลล์เป็น peptidoglycan ตรวจสอบว่าเป็นแกรมใดโดยการย้อมสี ซึ่งแบคทีเรียนี้ติดสี safranin ซึ่งเป็นแกรมลบ ส่วน Plasmodium vivax อยู่ใน phylum Apicomplexa ใน Kingdom Protista ซึ่งไม่มีผนังเซลล์
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
|
|
|
ข้อ 4 เนื่องจากสารชนิดนี้เป็นน้ำตาลซูโครส ที่เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ เชื่อมด้วยพันธะไกลโคซิดิก ซึ่งเป็นพันธะโควาเลนซ์ เกิดจากปฏิกิริยาสลายด้วยน้ำ ซึ่งหมู่ฟังก์ชันที่กล่าวได้ทำปฏิกิริยากัน
|
นายกรกล่าวถูก เพราะน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 โมเลกุลในภาพคือ กลูโคส และฟรักโตสจะเชื่อมกันด้วยพันธะโควาเลนซ์ ซึ่งก็คือพันธะไกลโคซิดิกเป็นชื่อของพันธะที่เชื่อมน้ำตาล
นายกานต์ผิดเพราะ น้ำตาลซูโครสเป็น non-reducing sugar ซึ่งไม่สามารถทดสอบกุบสารละลายเบเนดิกต์ตรงๆได้ ต้องเติมกรดลงไปก่อน
นายกันต์ถูก เพราะ หมู่ฟังกชันไฮดรอกซิลจะทำปฏิกิริยาโดยการดึงน้ำออกคือธาตุใตหมู่ฟังก์ชันของน้ำตาลจะรวมกันเป็นน้ำได้
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
|
ข้อ 5. |
|
โปรตีนบางส่วนจะถูก Carboxypeptidase ย่อยให้เป็นกรดอะมิโนในบริเวณลำไส้เล็กได้ เนื่องจากเอนไซม์นี้จะไปตัดส่วนหมู่ฟังก์ชัน carboxyl ที่ปลายกรดอะมิโน [C-terminus] ซึ่งสามารถย่อยได้
|
Procarboxypeptidase จะถูกกระตุ้นโดย trypsin ให้กลายเป็น carboxypeptidase ให้ทำงานได้ แล้วจีงไปย่อยโปรตีนเป็นกรดอะมิโนได้ ในขณะที่ข้อ 1 แป้งไม่สามารถย่อยเป็น glucose ทันทีในปากได้ ข้อ 2 pepsinogen ต้องกระตุ้นด้วย HCl ก่อนจึงจะเป็น pepsin ที่ทำงาน ข้อ 3 lipase จะย่อย triacylglycerol ที่ lipid แตกตัวจากน้ำดีก่อน ข้อ 4 Maltose ต้องย่อยกลายเป็น glucose 2 โมเลกุล
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
|
ข้อ 5. |
|
|
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
|
ข้อ 4. |
|
เนื่องจากพ่อหมู่เลือด AB และแม่หมู่เลือด O จะทำให้เกิดลูกที่มีหมู่เลือด A และ B เท่านั้นซึ่งไม่เหมือนพ่อแม่เลย และพ่อมี Rh+ แม่เป็น Rh- จะมีโอกาสทำให้เกิดโรคนี้ได้
|
พ่อ IAIB แม่ ii เมื่อจับ cross กันจะได้ IAi และ IBi เท่านั้น คือหมู่เลือด A และ B ซึ่ง IA จะข่ม i และ IB จะข่ม i ซึ่งจะแสดงออกเป็นกรุ๊ปเลือดตามที่กล่าว
โรคเม็ดเลือดแดงแตกในทารกและเด็กแรกเกิด (Hemolytic Disease of the fetus & newborn ; Erythroblastosis Fetalis) เป็นอาการของลูกที่เกิดจากพ่อมีเลือด Rh+ และแม่มีเลือด Rh- เลือดของลูกคนแรกอาจกระตุ้นให้แม่สร้างแอนติบอดี Rh ขึ้นเตอนตั้งท้องครั้งต่อมา และลูกในท้องมีเลือด Rh+ ทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างแอนติบอดีในเลือดแม่กับแอนติเจน Rh ในเลือดลูก เป็นผลทำให้ลูกเกิดมามีอาการตัวเหลือง หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
|
ข้อ 5. |
|
|
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
|
ข้อ 4. |
|
บริเวณ proximal convoluted tubule (PCT) ในท่อหน่วยไตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมีการดูดกลับกลูโคสในปริมาณมากก่อนเข้าไปในส่วนอื่นๆ
|
บริเวณ PCT จะมีการดูดกลับสารอาหารต่างๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น น้ำ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เช่น กลูโคส กรดอะมิโน วิตามิน เกลือ ส่วนในข้ออื่นๆนั้นกล่าวผิดหมด
1-ขับกรดยูริก ไม่ใช่แอมโมเนีย
2-ไม่ได้ขับยูเรีย
3-ไม่ได้ขับกรดยูริก
5-ไม่ใช่ทวารหนัก
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
|
ข้อ 5. |
|
สมองส่วน cerebellum ช่วยในการควบคุมการทรงตัว semicircular canal ช่วยในรับรู้การเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งของศีรษะเทียบกับแรงโน้มถ่วงโลก
|
ซีรีเบลลัม (cerebellum) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมการทรงตัวและการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อต่าง ๆ
เซมิเซอร์คิวลาร์แคแนล (semicircular canal) หมายถึงส่วนที่อยู่ในหูชั้นใน มีลักษณะเป็นท่อครึ่งวงกลม 3วงโค้งอยู่ในหูชั้นใน ภายในท่อมีของเหลวบรรจุอยู่ ที่โคนท่อมีส่วนโป่งพองออกมาเรียกว่า แอมพูลา(ampulla) ซึ่งภาย ในมีเซลล์รับความรู้สึกที่มีขน (hair cell) ซึ่งไวต่อการไหลของของเหลวภายในหลอดที่เปลี่ยน
แปลงตามตำแหน่งศีรษะ และทิศทางการวางตัวของร่างกาย โดยขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหวจะกระตุ้นเซลล์ที่ทำหน้าที่รับรู้เกี่ยวกับการทรงตัว ให้ส่งกระแสประสาทไปตามเส้นประสาทออกจากเซมิเซอร์คิวลาร์แคแนล ไปยังสมองส่วนซีรีเบลลัม (cerebellum) เพื่อส่งคำสั่งมาควบคุมการทรงตัว รับรู้ตำแหน่งและสมดุลของร่างกาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนระดับของของเหลว
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
|
ข้อ 1. |
|
ทั้ง 2 ตำแหน่งกราฟเป็นช่วงที่เป็นระยะ depolarization ที่ Na+ channel เปิดให้ Na+ เข้าไปในเซลล์มาก
|
ระยะดีโพลาไรเซชัน(depolarization) เป็นระยะที่เซลล์ประสาทถูกสิ่งเร้ามากระตุ้นถึงระดับ threshold level ศักย์ไฟฟ้าเยื่อเซลล์จะมีค่าเป็นบวกมากขึ้นหรือ ประมาณ-50 มิลลิโวลต์ ช่องโซเดียมเปิด ช่องโพแทสเซียมปิด โซเดียมไอออนเริ่มเข้าสู่ภายในเซลล์ มีความเป็นบวกมากขึ้น
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
|
ข้อ 1. |
|
ต่อมไทรอยด์เกี่ยวข้องกับการกระตุันอัตราเมแทบอลิซึมในร่างกาย และกระตุ้นการเกิดเมแทบอลิซึมในคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ACTH มีอวัยวะเป้าหมายคือต่อมหมวกไตส่วนนอก ไม่ใช่ต่อมไทรอยด์ เกี่ยวข้องการกระตุ้นการหลั่งฮอร์โฒนต่อมหมวกไตส่วนนอก Calcitonin จะลดระดับ Ca2+ ในเลือด
|
ต่อมไทรอยด์ ทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย รวมไปถึงมีหน้าที่ในการควบคุมพลังงานในร่างกายและมีผลต่อการทำงานในอวัยวะต่าง ๆ
แอดรีโนคอร์ติโคทรอพิกฮอร์โมน (adrenocorticotrophic hormone (ACTH)) คือฮอร์โมนที่ต่อมพิทูอิทารีปล่อยออกมาเพื่อกระตุ้นให้ต่อมแอดรีแนลหรือต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนคอร์ติคอยด์
Calcitonin ออกฤทธิ์เพิ่มการขับแคลเซียม ออกทางปัสสาวะ ยับยั้งการสลายของกระดูก (bone resorption) และลดการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้เล็ก
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
|
ข้อ 3. |
|
|
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
|
ข้อ 2. |
|
primary spermatocyte เกิดจากการแบ่งเซลล์แบบ mitosis จาก spermatogonium มีจำนวนโครโมโซมแบบ diploid (2n) แล้วจึงแบ่งแบบ meiosis เป็น haploid ต่อ ส่วน Secondary oocyte เป็น Haploid(n) หลังจากการแบ่งแบบ meiosis จาก primary oocyte
|
การสร้างสเปิร์ม (spermatogenesis) เริ่มจากเซลล์เริ่มต้นที่เรียกว่า primary spermatocyte; 2n ที่เป็นเนื้อเยื่อเจริญในอัณฑะ เซลล์นี้เพิ่มจำนวนตัวเองโดยการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส เมื่อเซลล์นี้มีการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส จะได้เซลล์ที่เป็นแฮพลอยด์ เรียกว่า secondary spermatocyte เมื่อเซลล์นี้แบ่งเซลล์ต่อจนเสร็จสิ้นไมโอซิส จะได้สเปิร์มเริ่มต้น (developing sperm cell) ซึ่งจะพัฒนาต่อไปจนได้สเปิร์มที่สมบูรณ์
การสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียในสัตว์ (oogenesis) เป็นการสร้างเซลล์ไข่ เกิดในรังไข่ ซึ่งมีเซลล์เริ่มต้นเรียกprimary oocyte ซึ่งจะเพิ่มจำนวนตัวเองด้วยการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส เมื่อเซลล์นี้เริ่มแบ่งตัวแบบไมโอซิส จะค้างอยู่ที่ระยะโพรเฟส I จนกระทั่งได้รับฮอร์โมน FSH จึงแบ่งตัวต่อจนสิ้นสุดไมโอซิส I ได้ 2 เซลล์ขนาดไม่เท่ากัน เซลล์ที่มีขนาดใหญ่เรียกว่า secondary oocyte เซลล์ที่มีขนาดเล็กเรียกว่า first polar body secondary oocyte จะแบ่งตัวต่อไปจนถึงระยะเมตาเฟส II แล้วค้างไว้จนกระทั่งตกไข่ เมื่อไข่ตกแล้วถ้าไม่ได้รับการผสม เซลล์ไข่จะฝ่อไป ถ้าได้รับการผสม secondary oocyteจะแบ่งตัวต่อจนสิ้นสุดไมโอซิส II ได้เซลล์ไข่กับ second polar body หลังจากนั้นเซลล์ไข่จะปฏิสนธิกับสเปิร์มได้ไซโกต
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
|
ข้อ 1. |
|
ectoderm จะเจริญไปเป็นเลนส์ตา Mesoderm จะเจริญไปเป็นปอด และ Endoderm จะเจริญไปเป็นกระเพาะอาหาร ในระยะ gastrulation
|
เนื้อเยื่อชั้นนอก (Ectoderm)
- ผิวหนัง ขน เขา เล็บ เกล็ด กีบเท้าสัตว์
- ระบบประสาท(สมอง,ไขสันหลัง)
- ต่อมใต้สมองส่วนหน้า และส่วนกลาง
- สารเคลือบฟัน ต่อมน้ำลาย
- ต่อมหมวกไตชั้นใน ต่อมใต้สมองส่วนท้าย
เนื้อเยื่อชั้นกลาง (Mesoderm)
- ระบบโครงกระดูก ระบบกล้ามเนื้อ
- ระบบหมุนเวียนโลหิต (หัวใจ เส้นเลือด เลือด ม้าม)
- ระบบขับถ่าย (ไต)
- ระบบสืบพันธุ์ (อัณฑะ รังไข่)
-กระจกตาและเลนส์ตา
เนื้อเยื่อชั้นใน (Endoderm)
- ระบบทางเดินอาหาร (หลอดอาหาร,กระเพาะอาหาร ,ลำไส้ , ตับ , ตับอ่อน)
- ระบบหายใจ (หลอดลม , ปอด)
- ต่อมทอนซิล หูส่วนกลาง ต่อมไทรอยด์
- ต่อมพาราไทรอยด์ อัลแลนตอยด์ ถุงไข่แดง
- กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
|
ข้อ 3. |
|
|
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
|
ข้อ 3. |
|
จากการศึกษาเป็นพืช C4 จึงเลือกตอบข้อ 3 เนื่องจากเป็นพืช C4 ทั้งหมด
|
พืช C4 มักเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตศูนย์สูตร เช่น ข้าวโพด อ้อย และบานไม่รู้โรย
พืชกลุ่มนี้มีโครงสร้างภายในของใบที่เด่นชัดคือ จะมี bundle sheath cells ที่มีคลอโรพลาสต์ล้อมรอบกลุ่มท่อลำเลียง พืชพวกนี้จะมีการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ 2 ครั้ง
โดยครั้งแรกตรึงที่ mesophyll cell โดยมีตัวมารับ CO2 คือ phosphoenol pyruvate (PEP) ได้เป็นสารประกอบคาร์บอน 4 อะตอม
(อันเป็นที่มาของชื่อว่า พืช C4) คือ กรดออกซาโลเอซิติก (oxaloacetic acid) (OAA) แล้วถูกเปลี่ยนเป็น malic acid ก่อนจะเคลื่อนที่เข้าสู่ bundle sheath cell เมื่อถึง bundle sheath cell สาร C4 จะถูกเปลี่ยนเป็นสาร C3 + CO2 ในคลอโรพลาสต์ที่ bundle sheath cell ซึ่ง CO2 ก็จะเข้าสู่ Calvin Cycle ต่อไป ส่วนสาร C3 ก็จะถูกนำกลับมายัง mesophyll cell เพื่อเปลี่ยนเป็น PEP สำหรับการตรึง CO2 ครั้งต่อไป ด้วยระบบเช่นนี้ จึงทำให้ความเข้มข้นของ CO2 บริเวณ bundle sheath cell มีความเข้มข้นสูงขึ้นกว่าบริเวณ mesophyll ของพืช C3
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
|
ข้อ 2. |
|
polar nuclei เป็น n+n เลยมีจำนวน 50
sperm เป็น n เลยมีจำนวน 25
microspore mother cell เป็น 2n เลยมีจำนวน 50
|
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
|
ข้อ 3. |
|
cytokinin เกี่ยวข้องการเจริญของตาข้าง ฮอร์โมนอื่นๆไม่เกี่ยวข้อง
|
ออกซิน (Auxin) เป็นฮอร์โมนพืชที่สร้างขึ้นจากกลุ่มเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณยอดใบอ่อน ก่อนถูกลำเลียงไปยังเซลล์เป้าหมาย มีหน้าที่กระตุ้นเซลล์ของเนื้อเยื่อให้เกิดการขยายตัว ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตสูงขึ้นเพิ่มขนาดใบและผล ออกซินยังมีผลต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของตาข้าง และช่วยป้องกันการหลุดร่วงของใบ ดอกและผล อีกทั้งยังส่งผลต่อการควบคุมการเคลื่อนไหว การตอบสนองต่อแสงและแรงโน้มถ่วงของพืชอีกด้วย
ไซโทไคนิน (Cytokinin) เป็นสารกระตุ้นการแบ่งเซลล์และการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ โดยเฉพาะในส่วนของลำต้นและราก ส่งเสริมการสร้างและการเจริญของตาข้าง การแผ่กิ่งก้านสาขา และการงอกของเมล็ด อีกทั้งยังช่วยป้องกันการสลายตัวของคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ช่วยให้พืชผักผลไม้มีอายุยืนและสามารถรักษาความสดใหม่เอาไว้ได้ยาวนาน
จิบเบอเรลลิน (Gibberellin)เป็นสารที่ถูกสร้างขึ้นบริเวณยอดใบอ่อนและราก ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเซลล์พืช กระตุ้นการขยายตัวของเซลล์ช่วงระหว่างข้อทำให้ลำต้นยืดยาว กระตุ้นการงอกของเมล็ด การเจริญเติบโตของผล และควบคุมการเกิดเพศในดอกของพืชบางชนิด
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
|
ข้อ 3. |
|
ศีรษะล้านเป็น sex-influenced trait ควบคุมด้วย autosome ซึ่งกรณีนี้จะเด่นในเพศชาย ทำให้อัลลีลลักษณะหัวล้านแสดงลักษะหัวล้านในเพศชายเมื่อเป็น heterozygous ได้ แต่เพศหญิงไม่สามารถแสดงได้
|
พ่อเป็น Bb และแม่เป็น bb เมื่อ Cross กันจะได้ Bb และ bb ซึ่งถ้าหากในเพศชายจะมีโอกาสเกิด 50% เพราะ Bb ทำให้เกิด และ bb ไม่หัวล้าน แต่ในเพศหญิงจะไม่แสดงลักษณะนี้เลย
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
|
ข้อ 3. |
|
A และ H เป็น polymerase III ที่ทำหน้าที่เดียวกันคือ การต่อสาย DNA จาก RNA primase หรือ DNA ที่สังเคราะห์ไว้ก่อนแล้ว
|
การสร้างดีเอ็นเอสายใหม่ (Elongation) เมื่อดีเอ็นเอทั้งสองสายแยกจากกันแล้ว DNA polymerase III จะเข้ามาตรงจุดแยกเพื่อสร้างดีเอ็นเอสายใหม่ เนื่องจาก DNA pol III มีคุณสมบัติในการสร้างดีเอ็นเอสายใหม่จาก 5′ ไป 3′ เท่านั้น ซึ่งต้องการแม่แบบที่เป็นสาย 3′ ไป 5′ แต่ดีเอ็นเอแม่แบบมีทั้งที่เป็น 3′ ไป 5′ และ 5′ ไป 3′ ดังนั้น การสร้างสายดีเอ็นเอจึงแบ่งเป็น 2 แบบดังนี้
สายต่อเนื่อง (Leading strand) คือสายที่ดีเอ็นเอแม่แบบเป็น 3′ ไป 5′ ในสายนี้ DNA polymerase III จะสร้างดีเอ็นเอสายใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นโดย Primase สร้างไพรเมอร์ที่เป็นอาร์เอ็นเอสายสั้นๆ ขนาด 10 – 26 นิวคลีโอไทด์ เข้ามาจับกับดีเอ็นเอตรงจุดแยก จากนั้น DNA polymerase III จะเติม dNTPs เข้ามาในทิศทาง 5′ ไป 3′ ไปเรื่อยๆ
สายไม่ต่อเนื่อง (Lagging strand) เนื่องจากสายนี้ดีเอ็นเอแม่แบบเป็น 5′ ไป 3′ การสร้างดีเอ็นเอเป็นสายยาวไปทีเดียวจึงเกิดขึ้นไม่ได้ แต่จะใช้วิธีให้สายดีเอ็นเอโค้งงอผ่าน DNA pol III เพื่อให้ DNA polymerase III สร้างดีเอ็นเอสายใหม่ในทิศทาง 5′ ไป 3′ เป็นชิ้นเล็กๆ เรียกชิ้นเล็กๆนี้ว่าชิ้นส่วนโอคาซากิ (Okazaki fragment) โดย Primase สร้างไพรเมอร์ที่เป็นอาร์เอ็นเอสายสั้นๆ สำหรับการสร้างชิ้นส่วนโอคาซากิแต่ละชิ้น หน่วยย่อยเบตาของ DNA polymerase III จะเข้ามาจับที่ไพรเมอร์และเชื่อมต่อกับ DNA polymerase III เมื่อหมดชิ้นจะสร้างชิ้นใหม่ หน่วยย่อยเบตาอันเดิมจะหลุดไป หน่วยย่อยเบตาอันใหม่จะเข้ามาจับกับไพรเมอร์อันต่อไป เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
|
ข้อ 1. |
|
|
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 21 |
|
ข้อ 2. |
|
|
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 22 |
|
ข้อ 2. |
|
|
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 23 |
|
ข้อ 1. |
|
|
150*4/20=30
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 24 |
|
ข้อ 2. |
|
|
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 25 |
|
ข้อ 1. |
|
|
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 26 |
|
ข้อ 5. |
|
|
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 27 |
|
ข้อ 4. |
|
|
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 28 |
|
ข้อ 5. |
|
|
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 29 |
|
ข้อ 3. |
|
|
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 30 |
|
ข้อ 1. |
|
นายแมนผิดเพราะ ต้องมีค่าต่ำกว่า นายกรีนผิด เพราะ พืช A เป็นพืช C4 พืช B เป็นพืช C3 ดังนั้น การหายใจแสงในพืช B ต้องมากกว่า A
นายโอมถูก พืช A เริ่มอ
|
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|