ตรวจข้อสอบ > วริษฐ์ พุทธา > ฟิสิกส์เชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์ | Physics > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 60 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


ก) 1/8 g

5 นาที เท่ากับ 300 วินาที หมายความว่า n = 3 จะเหลือสาร A เท่ากับ 1/2^n = 1/2^3 = 1/8 g

ครึ่งชีวิต (t½) (อังกฤษ: Half-life) คือเวลาที่สารกัมมันตรังสีใช้ในการสลายตัวของสารเหลือครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่เดิม มักถูกใช้ในฟิสิกส์นิวเคลียร์เพื่ออธิบายความเร็วช้าของการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี แต่อาจจะใช้เพื่ออธิบายปริมาณใด ๆ ก็ตามที่มีการสลายตัวแบบเอ็กโพเนนเชียลด้วย

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


ง) 1.98 eV

เข้าสูตร E=hf และ f=c/ความยาวคลื่น

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้จักกันดี เพราะเราได้สัมผัสตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน เช่น คลื่นวิทยุ แสงสว่าง ความร้อน รังสีอัลตราไวโอเลต การที่จะทราบว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าใดเป็นคลื่นวิทยุ แสงสว่าง หรือความร้อน ต้องดูที่ความยาวคลื่น ความถี่คลื่น หรือพลังงานของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยจะมีความสัมพันธ์กัน ในทางวิทยาศาสตร์พบว่า มีการกล่าวถึงสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic spectrum) โดยมีการแบ่งสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นช่วงๆ และเรียกแต่ละช่วงแตกต่างกัน

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


ง) 7,575 ปี

จากสูตร t=8033 ln(A0/At) ได้เวลาประมาณ 7575 ปี

คาร์บอน-14, ไอโซโทปกัมมันตรังสีของธาตุคาร์บอน มีครึ่งชีวิต 5, 730 ปี เกิดขึ้นในบรรยากาศชั้นบนของโลก โดยอนุภาคนิวตรอนที่เกิดมาจากรังสีคอสมิกไปชนนิวเคลียสของธาตุไนโตรเจนเกิดเป็นคาร์บอน-14 และถูกออกซิไดส์ไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่วงจรของสิ่งมีชีวิต หลังจากสิ่งมีชีวิตตายไป จะไม่มีการแลกเปลี่ยนกับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศอีก คาร์บอน-14 ที่มีอยู่ก็จะสลายลดลงด้วยอัตราที่สามารถทราบได้ จึงใช้ในการคำนวณอายุซากสิ่งมีชีวิตและวัตถุโบราณที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


ข้อ จ.

นำ 4 m/s คูณกับ 1/3 แล้วนำไปบวกกับ 5 x 10^6 N/m^2

ความดัน (อังกฤษ : pressure; สัญลักษณ์ p หรือ P) เป็นปริมาณชนิดหนึ่งในทางฟิสิกส์ หมายถึง อัตราส่วนระหว่างแรงที่กระทำตั้งฉากซึ่งทำโดยของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส ต่อพื้นที่ของสารใดๆ (ของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส) ความดันเป็นปริมาณสเกลาร์ ซึ่งเป็นปริมาณที่มีแต่ขนาดไม่มีทิศทาง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


ค) 1, 3

ข้อ 2 และ 4 ผิด

-

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


ข) 1,050N

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


ข) 70N

P=F/A

ไฮโดรลิก คือ ระบบการสร้างควบคุมและถ่ายทอดพลังงานกำลังงาน โดยอัดน้ำมันไฮดรอลิกให้มีความสูงเพื่อให้แรงมาก ไปให้อุปกรณ์เปลี่ยนความดันของน้ำมันไฮดรอลิก(Hydraulic Oil) เป็นพลังงานกล (Actuator) หรือ (Hydraulic Cylinder) ไปชุดงาน โดยระบบต้องอาศัยอุปกรณ์หลักๆ ดังนี้ ปั๊มไฮดรอลิก (Hydraulic pump) อุปกรณ์สร้างความดันน้ำมันให้สูงขึ้น , วาล์วไฮดรอลิก (Hydraulic valve) อุปกรณ์ควบคุมแรงดัน , อุปกรณ์ควบคุมการไหล ,อุปกรณ์ควบคุมทิศทาง, อุปกรณ์ Actuator หรือ กระบอกสูบไฮดรอลิก (Hydraulic cylinder), ท่อไฮดรอลิก (Hydraulic pipe) สำหรับส่งผ่านน้ำมันไฮดรอลิกไปยังอุปกรณ์ไฮดรอลิกต่างๆ, น้ำมันไฮดรอลิก (Hydraulic oil) เป็นของเหลวที่ส่งผ่านความดันให้เป็นพลังงานกล ,ถังน้ำมันไฮดรอลิก (Oil tank , Reservoir)

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


ค) H/4

ต่ำสุดพุ่งไกลสุด

แรงดันน้ำ

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


ข้อ ค.

F=mg

กฎของนิวตัน

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


ข) 3.0m

การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์

การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ หมายถึง การเคลื่อนที่ของวัตถุที่ประกอบด้วยการเคลื่อนที่ 2 แนวตั้งฉากกัน และเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เช่น การขี่จักรยานผาดโผน เป็นเส้นทางโค้งจากเนินด้านหนึ่งไปยังเนินอีกด้านหนึ่ง การเคลื่อนที่ของวัตถุที่ถูกขว้างขึ้นไปในอากาศในแนวที่ทำมุม θ ใด ๆ กับแนวราบด้วยอัตราเร็ว u เราสามารถวิเคราะห์ความเร็วการเคลื่อนที่ของวัตถุ

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


ข) 3.1 N

แรงที่กระทำเท่ากับ 3.1 นิวตัน

ความดันของของเหลวมีลักษณะคล้ายกับความกดอากาศ เกิดจากน้ำหนักของของเหลวที่มีอยู่เหนือตำแหน่งนั้น ๆ กดทับลงมา ยิ่งในระดับที่ลึกมากขึ้น ของเหลวที่อยู่เหนือตำแหน่งนั้นก็จะมีมากขึ้น ทำให้น้ำหนักของของเหลวมีมากขึ้น

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


ข้อ ข.

อัตราเร็ว (สัญลักษณ์: v) คืออัตราของ การเคลื่อนที่ หรือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งก็ได้ หลายครั้งมักเขียนในรูป ระยะทาง d ที่เคลื่อนที่ไปต่อ หน่วย ของ เวลา t อัตราเร็ว เป็นปริมาณสเกลาร์ที่มีมิติเป็นระยะทาง/เวลา ปริมาณเวกเตอร์ที่เทียบเท่ากับอัตราเร็วคือความเร็ว อัตราเร็ววัดในหน่วยเชิงกายภาพเดียวกับความเร็ว แต่อัตราเร็วไม่มีองค์ประกอบของทิศทางแบบที่ความเร็วมี อัตราเร็วจึงเป็นองค์ประกอบส่วนที่เป็นขนาดของความเร็ว

อัตราเร็ว (สัญลักษณ์: v) คืออัตราของ การเคลื่อนที่ หรือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งก็ได้ หลายครั้งมักเขียนในรูป ระยะทาง d ที่เคลื่อนที่ไปต่อ หน่วย ของ เวลา t อัตราเร็ว เป็นปริมาณสเกลาร์ที่มีมิติเป็นระยะทาง/เวลา ปริมาณเวกเตอร์ที่เทียบเท่ากับอัตราเร็วคือความเร็ว อัตราเร็ววัดในหน่วยเชิงกายภาพเดียวกับความเร็ว แต่อัตราเร็วไม่มีองค์ประกอบของทิศทางแบบที่ความเร็วมี อัตราเร็วจึงเป็นองค์ประกอบส่วนที่เป็นขนาดของความเร็ว

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


ข้อ ข.

อัตราเร็ว (สัญลักษณ์: v) คืออัตราของ การเคลื่อนที่ หรือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งก็ได้ หลายครั้งมักเขียนในรูป ระยะทาง d ที่เคลื่อนที่ไปต่อ หน่วย ของ เวลา t อัตราเร็ว เป็นปริมาณสเกลาร์ที่มีมิติเป็นระยะทาง/เวลา ปริมาณเวกเตอร์ที่เทียบเท่ากับอัตราเร็วคือความเร็ว อัตราเร็ววัดในหน่วยเชิงกายภาพเดียวกับความเร็ว แต่อัตราเร็วไม่มีองค์ประกอบของทิศทางแบบที่ความเร็วมี อัตราเร็วจึงเป็นองค์ประกอบส่วนที่เป็นขนาดของความเร็ว

อัตราเร็ว (สัญลักษณ์: v) คืออัตราของ การเคลื่อนที่ หรือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งก็ได้ หลายครั้งมักเขียนในรูป ระยะทาง d ที่เคลื่อนที่ไปต่อ หน่วย ของ เวลา t อัตราเร็ว เป็นปริมาณสเกลาร์ที่มีมิติเป็นระยะทาง/เวลา ปริมาณเวกเตอร์ที่เทียบเท่ากับอัตราเร็วคือความเร็ว อัตราเร็ววัดในหน่วยเชิงกายภาพเดียวกับความเร็ว แต่อัตราเร็วไม่มีองค์ประกอบของทิศทางแบบที่ความเร็วมี อัตราเร็วจึงเป็นองค์ประกอบส่วนที่เป็นขนาดของความเร็ว

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


ข้อ ข.

ลูกสูบคืออุปกรณ์ในเครื่องยนต์ทำหน้าที่อัดไอน้ำมันเชื้อเพลิงผสมอากาศเข้าไปในกระบอกสูบเพื่อให้จุดระเบิด แล้วรับกำลังจากแรงระเบิดส่งต่อไปยังก้านสูบแล้วขับไล่ไอเสียออกไปด้วย.

ลูกสูบคืออุปกรณ์ในเครื่องยนต์ทำหน้าที่อัดไอน้ำมันเชื้อเพลิงผสมอากาศเข้าไปในกระบอกสูบเพื่อให้จุดระเบิด แล้วรับกำลังจากแรงระเบิดส่งต่อไปยังก้านสูบแล้วขับไล่ไอเสียออกไปด้วย.

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


ง) 1, 3

การวัดความดันโลหิตเป็นการวัดถึงการท างานของหัวใจ และแรงต้านทาน ส่วนปลายของหลอด เลือด การวัดความดันโลหิตจะวัดเป็นมิลลิเมตรปรอท (mmHg) ในผู้ใหญ่ความดันโลหิตปกติอยู่ระหว่าง ค่า Systolic 90-120 mmHg. ค่า Diastolic 60-80 mmHg.

การวัดความดันโลหิตเป็นการวัดถึงการท างานของหัวใจ และแรงต้านทาน ส่วนปลายของหลอด เลือด การวัดความดันโลหิตจะวัดเป็นมิลลิเมตรปรอท (mmHg) ในผู้ใหญ่ความดันโลหิตปกติอยู่ระหว่าง ค่า Systolic 90-120 mmHg. ค่า Diastolic 60-80 mmHg.

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


ข) 350 mmHg

ความดันเกจ (Gauge Pressure) คือ ความดันที่วัดเทียบกับความดันของบรรยากาศ ถ้าต่ำกว่าความดันบรรยากาศจะเรียกว่า ความดันเกจลบ (Negative Gauge Pressure หรือ Vacuum) และถ้าสูงกว่าความดันบรรยากาศ จะเรียกว่า ความดันเกจบวก (Positive Gauge Pressure)

ความดันเกจ (Gauge Pressure) คือ ความดันที่วัดเทียบกับความดันของบรรยากาศ ถ้าต่ำกว่าความดันบรรยากาศจะเรียกว่า ความดันเกจลบ (Negative Gauge Pressure หรือ Vacuum) และถ้าสูงกว่าความดันบรรยากาศ จะเรียกว่า ความดันเกจบวก (Positive Gauge Pressure)

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


ข) 19

คลื่นเสียง (Sound wave) คือ คลื่นกล (Mechanical wave) ตามยาวที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ หรือ “แหล่งกำเนิดเสียง” ซึ่งต้องอาศัยตัวกลาง (Medium) ในการเคลื่อนที่

คลื่นเสียง (Sound wave) คือ คลื่นกล (Mechanical wave) ตามยาวที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ หรือ “แหล่งกำเนิดเสียง” ซึ่งต้องอาศัยตัวกลาง (Medium) ในการเคลื่อนที่

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


ข) 40 ครั้ง

ความถี่ของเสียง (Frequency of Sound) หมายถึง จำนวนครั้งของการเปลี่ยนแปลงความดันบรรยากาศตามการอัดและขยายของโมเลกุลอากาศในหนึ่งวินาที หน่วยวัด คือ รอบต่อวินาที หรือ เฮิรตซ์ (Hertz ; Hz)

ความถี่ของเสียง (Frequency of Sound) หมายถึง จำนวนครั้งของการเปลี่ยนแปลงความดันบรรยากาศตามการอัดและขยายของโมเลกุลอากาศในหนึ่งวินาที หน่วยวัด คือ รอบต่อวินาที หรือ เฮิรตซ์ (Hertz ; Hz)

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


ข้อ ข.

พีทาโกรัส การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ หมายถึง การเคลื่อนที่ของวัตถุที่ประกอบด้วยการเคลื่อนที่ 2 แนวตั้งฉากกัน และเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เช่น การขี่จักรยานผาดโผน เป็นเส้นทางโค้งจากเนินด้านหนึ่งไปยังเนินอีกด้านหนึ่ง การเคลื่อนที่ของวัตถุที่ถูกขว้างขึ้นไปในอากาศในแนวที่ทำมุม θ ใด ๆ กับแนวราบด้วยอัตราเร็ว u เราสามารถวิเคราะห์ความเร็ว

การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ หมายถึง การเคลื่อนที่ของวัตถุที่ประกอบด้วยการเคลื่อนที่ 2 แนวตั้งฉากกัน และเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เช่น การขี่จักรยานผาดโผน เป็นเส้นทางโค้งจากเนินด้านหนึ่งไปยังเนินอีกด้านหนึ่ง การเคลื่อนที่ของวัตถุที่ถูกขว้างขึ้นไปในอากาศในแนวที่ทำมุม θ ใด ๆ กับแนวราบด้วยอัตราเร็ว u เราสามารถวิเคราะห์ความเร็ว

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


ก) 2 m/s

การเคลื่อนที่แบบโพลเจคไทล์ จะเกิดขึ้น 2 แกนในเวลาเดียวกัน ก็คือ แกน X และแกน Y ดังนั้น เวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ จึงเท่ากัน tx = ty ***ดังนั้น สิ่งที่เป็นตัวกลางเชื่อมกาเคลื่อนที่ของทั้ง 2 แกน คือ เวลา (t) ในแนวแกน X (แนวราบ) จะเป็นลักษณะ ความเร็วคงที่ หรือไม่มีความเร่ง V = 0 ค่า u (ความเร็วต้น) ไม่ได้อยู่ตรงแนวแกน จึงต้องใช้หลักการแตกเวกเตอร์เข้าช่วย โดยทำมุมเซตากับแนวราบ

s = uyt+ (1/2)gt2 vy=uy+gt vy2 = uy2 + 2gsy sy = (vy + uy )t/2 โดยที่ uy คือ ความต้รปลายในแนวดิ่ง หน่วยเป็นเมตรต่อวินาที (m/s) vy คือ ความเร็วปลายในแนวดิ่ง หน่วยเป็นเมตรต่อวินาที (m/s) sy คือ การกระจัดในแนวดิ่ง หน่วยเป็น เมตร (m) g คือ ความเร่งในแนวดิ่ง หน่อยเป็น เมตรต่อวินาที2 (m/s2) t คือ เวลา หน่วยเป็น วินาที (s)

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

21


ข) 3 m

มนุษย์ดำน้ำได้โดยแก้วหูไม่แตกเพียง 3 เมตร เท่านั้น

น้ำที่ค่อย ๆ ลึกขึ้นแรงดันจะส่งผลกับหูของเราด้วย โดยอาจส่งกระทบต่อหูของเรา ดังนี้ การบาดเจ็บต่อหูชั้นกลาง เมื่อดำน้ำลงไปแรงดันภายนอกจะดันให้เยื่อแก้วหูโป่งขึ้น ทำให้เกิดอาการตึงและปวดหู หากฝืนดำต่อไปอาจทำให้แก้วหูทะลุได้ การบาดเจ็บต่อหูชั้นใน มักเกิดจากการปรับแรงดันหูแรงเกินไป ทำให้มีการฉีกขาดของ Round window และOval window ส่งผลให้มีอาการเวียนศีรษะอย่างรุนแรง เสียการทรงตัว สูญเสียการได้ยิน และหูอื้อ หากร่างกายของเราไม่สามารถปรับตัวเข้าสภาพของแรงดันที่เปลี่ยนไปได้ จะส่งผลให้แก้วหูแตก เลือดออกในหู และมีอาการอื่น ๆ ที่สามารถสังเกตเป็นสัญญาณเตือนได้ ดังนี้ ปวดหู หูอื้อ วิงเวียนศีรษะ รู้สึกคลื่นไส้

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

22


ข) 9.00 cm

ความยาวคลื่น คือระยะทางระหว่างส่วนที่ซ้ำกันของคลื่น สัญลักษณ์แทนความยาวคลื่นที่ใช้กันทั่วไปคือ อักษรกรีก แลมบ์ดา (λ). แกนนอนในแผนภูมิแทนระยะทาง และแกนตั้งแทนค่า ณ เวลาหนึ่ง ของปริมาณหนึ่งซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลง (ตัวอย่างเช่น สำหรับคลื่นเสียง ปริมาณที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็คือแรงดันอากาศ หรือสำหรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ปริมาณที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็คือสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก) ซึ่งเป็นฟังก์ชันของระยะทาง ความยาวคลื่น λ สัมพันธ์แบบผกผันกับความถี่ของคลื่นนั้น โดยความยาวคลื่นมีค่าเท่ากับความเร็วของคลื่นนั้นๆ หารด้วยความถี่ ถ้าเราพิจารณาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในสุญญากาศ ความเร็วนั้นก็คือความเร็วแสงนั่นเอง ความสัมพันธ์นี้สามารถเขียนได้เป็น

ความยาวคลื่น คือระยะทางระหว่างส่วนที่ซ้ำกันของคลื่น สัญลักษณ์แทนความยาวคลื่นที่ใช้กันทั่วไปคือ อักษรกรีก แลมบ์ดา (λ). แกนนอนในแผนภูมิแทนระยะทาง และแกนตั้งแทนค่า ณ เวลาหนึ่ง ของปริมาณหนึ่งซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลง (ตัวอย่างเช่น สำหรับคลื่นเสียง ปริมาณที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็คือแรงดันอากาศ หรือสำหรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ปริมาณที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็คือสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก) ซึ่งเป็นฟังก์ชันของระยะทาง ความยาวคลื่น λ สัมพันธ์แบบผกผันกับความถี่ของคลื่นนั้น โดยความยาวคลื่นมีค่าเท่ากับความเร็วของคลื่นนั้นๆ หารด้วยความถี่ ถ้าเราพิจารณาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในสุญญากาศ ความเร็วนั้นก็คือความเร็วแสงนั่นเอง ความสัมพันธ์นี้สามารถเขียนได้เป็น

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

23


จ) ถูกทุกข้อ

ปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ (Doppler Effect) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่น เนื่องจากความสัมพัทธ์ระหว่างทิศทางการเคลื่อนที่ของแหล่งกำเนิดกับผู้สังเกตการณ์ ขณะที่แหล่งกำเนิดคลื่นเคลื่อนที่เข้าหา ผู้สังเกตการณ์จะสังเกตเห็นความยาวคลื่นสั้นลง (ความถี่สูงขึ้น) และเมื่อแหล่งกำเนิดคลื่นเคลื่อนที่ออก ผู้สังเกตการณ์จะสังเกตเห็นความยาวคลื่นเพิ่มขึ้น (ความถี่ต่ำลง) ตัวอย่างเช่น เมื่อรถตำรวจเปิดไซเรนวิ่งเข้ามาหาเรา เราจะได้ยินเสียงไซเรนสูงขึ้น และเมื่อรถคันนั้นเคลื่อนที่ผ่านเราออกไป ก็จะได้ยินเสียงไซเรนต่ำลง

ปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ (Doppler Effect) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่น เนื่องจากความสัมพัทธ์ระหว่างทิศทางการเคลื่อนที่ของแหล่งกำเนิดกับผู้สังเกตการณ์ ขณะที่แหล่งกำเนิดคลื่นเคลื่อนที่เข้าหา ผู้สังเกตการณ์จะสังเกตเห็นความยาวคลื่นสั้นลง (ความถี่สูงขึ้น) และเมื่อแหล่งกำเนิดคลื่นเคลื่อนที่ออก ผู้สังเกตการณ์จะสังเกตเห็นความยาวคลื่นเพิ่มขึ้น (ความถี่ต่ำลง) ตัวอย่างเช่น เมื่อรถตำรวจเปิดไซเรนวิ่งเข้ามาหาเรา เราจะได้ยินเสียงไซเรนสูงขึ้น และเมื่อรถคันนั้นเคลื่อนที่ผ่านเราออกไป ก็จะได้ยินเสียงไซเรนต่ำลง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

24


ข) 5.0 Hz

การแทรกสอดของคลื่น (interference) เกิดขึ้นจากการที่คลื่นจากแหล่งกาเนิดตั้งแต่ 2 แหล่งกาเนิดที่มีความถี่เท่ากันและเฟสตรงกัน (แหล่งกาเนิดอาพันธ์) เดินทางมาพบกัน จะเกิด การแทรกสอด หรือเกิดการรวมกันของคลื่น โดยรวมกันแบบเสริม หรือแบบหักล้างกัน

การแทรกสอดของคลื่น (interference) เกิดขึ้นจากการที่คลื่นจากแหล่งกาเนิดตั้งแต่ 2 แหล่งกาเนิดที่มีความถี่เท่ากันและเฟสตรงกัน (แหล่งกาเนิดอาพันธ์) เดินทางมาพบกัน จะเกิด การแทรกสอด หรือเกิดการรวมกันของคลื่น โดยรวมกันแบบเสริม หรือแบบหักล้างกัน

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

25


ข) 50 m/s

คลื่นในเส้นเชือก เป็นคลื่นกลโดยอาศัยเชือกเป็นตัวกลาง เกิดขึ้นเมื่อมีการสะบัดหรือทำให้ปลายเชือกเกิดการสั่น พลังงานจะถ่ายทอดไปในเส้นเชือกในรูปของคลื่นตามขวาง โดยที่ตัวกลางจะสั่นขึ้นลงแบบซิมเปิลฮาร์มอนิก

คลื่นในเส้นเชือก เป็นคลื่นกลโดยอาศัยเชือกเป็นตัวกลาง เกิดขึ้นเมื่อมีการสะบัดหรือทำให้ปลายเชือกเกิดการสั่น พลังงานจะถ่ายทอดไปในเส้นเชือกในรูปของคลื่นตามขวาง โดยที่ตัวกลางจะสั่นขึ้นลงแบบซิมเปิลฮาร์มอนิก

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 40.5 เต็ม 150

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา