| 1 |
|
ก. X สารมารถเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศได้ผลิตภัณฑ์เป็นสารมีกลิ่น |
|
สาร X ไม่ละลายน้ำแต่ละลายได้ดีในเฮกเซน หมายความว่าสารX ไม่มีขั้ว สมการนี้เป็นสมการของสบู่ และสาร X คือ Triglyceride สาร Y คือ สบู่
|
Soap is produced by the saponification (hydrolysis) of a triglyceride (fat or oil). (See Figure 1.) In this process the triglyceride is reacted with a strong base such as sodium or potassium hydroxide to produce glycerol and fatty acid salts. The salt of the fatty acid is called a soap.
Fatty acids are straight-chain monocarboxylic acids. The most common fatty acids range in size from 10-20 carbons and most often have an even number of carbon atoms including the carboxyl group carbon. The carbon-carbon bonds in saturated fatty acids are all single bonds, while unsaturated fatty acids have one or more carbon-carbon double bonds in their chains. One example of a saturated fatty acid is palmitic acid, CH3-(CH2)14-CO2H.
Fatty acids are seldom found as free molecules in nature but are most often a part of a larger molecule called a triglyceride. Triglycerides consist of a three-membered carbon chain (glycerol backbone) with a fatty acid bonded to each of the three carbon atoms in the glycerol backbone. The bond between the fatty acid and the glycerol backbone is referred to as an ester linkage. In the saponification process the ester linkage is broken to form glycerol and soap.
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
|
|
|
ไดเพปไทด์ เพราะว่าเป็นการรวมทั้งสองเข้าด้วยกัน
|
In organic chemistry, a peptide bond is an amide type of covalent chemical bond linking two consecutive alpha-amino acids from C1 (carbon number one) of one alpha-amino acid and N2 (nitrogen number two) of another, along a peptide or protein chain.
It can also be called a eupeptide bond[1] to distinguish it from an isopeptide bond, which is another type of amide bond between two amino acids.
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
|
ข้อ ง. |
|
เพราะว่า CuSO4/NaOH ใช้สำหรับทดสอบโปรตีน และกรดกลูตามิกเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งทำให้เปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม สารละลายเบเนดิกต์ทดสอบน้ำตาล ถ้านำแป้งมันฝรั่งไปไฮโดรไลส์แล้วจะทำให้มีน้ำตาลออกมา ส่วนสารละลายไอโอดีนใช้ทดสอบแป้ง แต่ซูโครสเป็นแค่น้ำตาล disaccharide ยังไม่เป็น polysccharide แบบแป้งจึงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
|
ทฤษฎีสารที่ใช้ทดสอบสารอาหาร
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
|
|
|
1. 6 สังเกตธาตุ C จับกับ N นั้นคือพันธะเพปไทด์
2. 9 สังเกตจากจำนวน O ที่เชื่อมด้วยพันธะคู่
3. 5 สังเกตหมู่อะมิโนและคาร์บอกซิล
4. 4 นับจากรูปร่างของกรดอะมิโนที่ไม่ซ้ำกัน
5. 1 : 2 : 2
6. Polypeptide เนื่่องจากมีพันธะเพปไทด์มากกว่า 2 พันธะ / Hexapeptide เนื่องจากมีพันธะเพปไทด์ทั้งหมด 6 พันธะ
|
พันธะเพปไทด์ (อังกฤษ: peptide bond) หรือพันธะเอไมด์ (อังกฤษ: amide bond) เป็นพันธะเคมีชนิดพันธะโคเวเลนต์ ที่สร้างระหว่างหมู่คาร์บอกซิลของโมเลกุลหนึ่งกับหมู่อะมิโนของอีกโมเลกุลหนึ่ง และมีการปล่อยน้ำออกไปหนึ่งโมเลกุล จัดเป็นการสังเคราะห์แบบสูญเสียน้ำ (dehydration synthesis) และมักจะเกิดระหว่างกรดอะมิโน โมเลกุลที่เกิดใหม่เรียกว่าเอไมด์ C (=O) NH- หรือเพปไทด์
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
|
|
|
2 ไอโซเมอร์ เพราะว่าอัตราส่วนโดยโมลมี 2 แบบ คือ 1 และ 2 เท่านั้น
|
ไอโซเมอร์ (Isomer)คือ สารที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน แต่มีสูตรโครงสร้างต่างการ เช่น C4H10CH3CH2CH2CH3
สารที่เป็นไอโซเมอร์กัน ถ้ามีหมู่ฟังก์ชันเหมือน ก็พบว่ามีสมบัติทางกายภาพต่างกัน แต่สมบัติ ทางเคมีเหมือนกันสารที่เป็นไอโซเมอร์กัน ถ้ามีหมู่ฟังก์ชันต่างกันอีกจะพบว่ามีสมบัติทางกายภาพ และสมบัติทางเคมีต่างกันไอโซเมอร์ของสารอินทรีย์ใด ที่คาร์บอนต่อกันเป็นโซ่สายยาว จะมีจุดเดือด จุดหลอมเหลว และความหนาแน่นสูงกว่าไอโซเมอร์ของสารอินทรีย์ที่มีคาร์บอนต่อกันแตกกิ่ง ก้านสาขา เพราะไอโซเมอร์ที่คาร์บอนต่อกันเป็นโซ่สายยาวจะมีขนาดใหญ่ และมีพื้นที่ผิวมากกว่า ทำให้เกิดแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุล คือแรงแวนเดอร์วาลส์สูงกว่าไอโซเมอร์ที่คาร์บอนต่อกันมีกิ่งก้านสาขา
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
|
ข้อ จ. |
|
เพราะว่ามี CH3 ขวางอยู่เมื่อไฮโดรไลซิสแล้วจึงไม่ได้ผลิตภัณฑ์เป็นAlpha amino acid
|
คาร์บอนอะตอมเดียวกัน เรียกคาร์บอนดังกล่าวว่า แอลฟาคาร์บอน (α-carbon) และเรียกกรดอะมิโนดังกล่าวว่า กรดอะมิโนแบบแอลฟา (α-amino acid) เนื่องจากแอลฟาคาร์บอนมีหมู่ท้งสี่ที่ไม่เหมือนกนั มาเกาะคาร์บอนนี้จึงเป็นคาร์บอนอสมมาตร (asymmetric carbon)
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
|
ข. ธนนท์แช่เนื้อไว้ในตู้เย็นเพื่อเตรียมทำอาหาร |
|
หากโปรตีนถูกแปรสภาพ (denature) แล้วจะไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมได้อีก
|
การแปรสภาพของโปรตีนคือการที่โปรตีนมีโครงสร้างสามมิติเปลี่ยน แปลงไปจากเดิม เนื่องจากแรงยึดเหนี่ยวภายในโมเลกุล เช่น แรงแวนเดอร์วาลส์ พันธะไฮโดรเจน หรือแรงยึดเหนี่ยวระหว่างไอออนถูกทำลายการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสามมิติ ทำให้โปรตีนนั้นสูญเสียสมรรถนะทางชีวภาพ แต่อย่างไรก็ตามพันธะโคเวเลนต์ (รวมทั้งพันธะเพปไทด์) ที่ยึดระหว่างอะตอมของแต่ละธาตุยังคงเดิม ดังนั้นโครงสร้างปฐมภูมิของโปรตีนจึงไม่เปลี่ยนแปลง โปรตีนนั้นยังคงเกิดปฏิกิริยาเคมีได้ดังเดิม การแปลงสภาพโปรตีนอาจเกิดจาก
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
|
ก. 1 เท่านั้น |
|
ข้อ 2 ผิดเพราะว่าจากตารางเราไม่ทราบค่า pH 3.0 และแน้วโน้มที่จะไม่มีสีมีน้อยมากเนื่องจาก ที่pH4.5 เป็นสีแดงอ่อน แล้วก็สีเข้มขึ้นเรื่อยๆจนถึงที่ pH 8.0 ไม่มีสี
ข้อ 4 ผิดเพราะว่าที่pH4.5 เป็นสีแดงอ่อน และ pH5.0 เป็นสีแดงปานกลาง ซึ่งหมายความว่าที่ pH 4 เอนไซม์เกิดการแปลงสภาพน้อยกว่าที่ pH 5
|
เอนไซม์ จะทำหน้าที่ควบคุมขั้นตอนของปฏิกิริยาต่างๆ ทางเมตาบอลิสม์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ (Product) ที่ได้อาจจะเปลี่ยนไปทันทีโดยเอนไซม์อีกชนิดหนึ่งก็ได้ เอนไซม์ประกอบด้วยโปรตีนเป็นส่วนประกอบใหญ่ และอาจจะมีส่วนที่ไม่ใช่โปรตีนรวมอยู่ด้วย ดังนั้นเอนไซม์จึงมีโครงสร้างย่อยเป็น กรดอะมิโน (Amino acid) หลายชนิดมาต่อกันเป็นลูกโซ่ยาวด้วยแขนที่เรียกว่าเพปไทด์ (Peptide bond) ส่วนประกอบที่ไม่ใช่โปรตีนของเอนไซม์อาจจะเป็นกลุ่มพรอสธีติค (Prosthetic Group) โคเอนไซม์ (Co-enzyme) และวิตามิน (Vitamin) ซึ่งมักรวมเรียกว่า โคแฟคเตอร์ (Cofactors)
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
|
ข.นํ้าตาลทาราย,แป้ง |
|
การที่จะใช้ไอโอดีนทดสอบน้ำตาลทรายต้องหยดสารละลายไอโอดีนและอุ่นให้ร้อน ดังนั้น X จึงเป็นน้้ำตาลทราย ส่วน Y เป็นแป้งเนื่องจากสาารละลายไแโอดีนใช้ทดสอบแป้งโดยตรงได้เลยไม่ต้องอุ่นก่อน
|
1. คาร์โบไฮเดรตพวกที่มีรสหวาน ทดสอบโดยใช้สารละลายเบเนดิกส์ ซึ่งมีสีฟ้า ผลการทดสอบ เป็นดังนี้ เมื่อนำน้ำตาลกลูโคส + สารละลายเบเนดิกส์ แล้วนำไปต้ม จะเปลี่ยนสีสารละลายเบเนดิกส์จากสีฟ้าเป็นตะกอนสีส้มแดง
2. คาร์โบไฮเดรตพวกที่มีรสไม่หวาน หรือ แป้ง ทดสอบโดยใช้สารละลายไอโอดีน ซึ่งมีสีน้ำตาลเหลือง ผลการทดสอบเป็นดังนี้ แป้ง + สารละลายไอโอดีน จะเปลี่ยนสีสารละลายไอโอดีนจากสีน้ำตาลเป็นสีน้ำเงิน หรือ ม่วงดำ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
|
|
|
3.5 เท่า คำนวณจาก 64.35-50.05 = 14.3 โดย 14.3 เป็นปริมาณของมอลโทสโดยโมล และ 50.05 ก็คือปริมาณของกลูโคสโดยโมล คิดเป็น 50.05/14.3 = 3.5 เท่า
|
Benedict's test เป็นวิธีทดสอบน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (monosaccharide) และน้ำตาลโมเลกุลคู่ (disaccharide) ที่เป็นน้ำตาลรีดิวซิงทุกชนิด ยกเว้น น้ำตาลซูโครส (sucrose) โดยเมื่อต้มน้ำตาลรีดิวซิงกับสารละลาย Benedict ในภาวะที่เป็นด่าง น้ำตาลจะใช้หมู่แอลดีไฮด์ในการรีดิวซ์คิวพริกไอออน (Cu2+) ในสารละลาย Benedict เกิดเป็นตะกอนสีแดงอิฐของคิวพรัสออกไซด์ (Cu2O) ดังสมการ แต่หากได้รับความร้อนไม่มากพอ ตะกอนที่ได้อาจเป็นสีเหลือง สีเขียว หรือสีแดง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
|
|
|
2 หน่วย มีปลายสายด้านคาร์บอกซิลิกเป็นกรดอะมิโนที่มีชื่อว่า Proline (Pro)
|
[des-Phe(8), des-Arg(9)]-bradykinin is a seven-membered oligopeptide comprising Arg, Pro, Pro, Gly, Phe, Ser, and Pro residues joined in sequence by peptide bonds. It is a metabolite of bradykinin lacking the Phe residue at position 8 and the Arg residue at position 9. It has a role as a human metabolite and a rat metabolite. It is a conjugate base of a [des-Phe(8), des-Arg(9)]-bradykinin(1+).
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
|
ข้อ จ. |
|
ข้อ จ. ถูกเพราะว่าโปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลลอรี่อยู่แล้ว
|
แป้งและน้ำตาล(คาร์โบไฮเดรต) 1 กรัมให้พลังงาน 4 แคลอรี่
โปรตีน เช่น เนื้อ ถั่ว ฯลฯ 1 กรัมให้พลังงาน 4 แคลอรี่
ไขมัน 1 กรัมให้พลังงาน 9 แคลอรี่ หรือประมาณ 2 เท่าของแป้งและน้ำตาล
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
|
ข้อ จ. |
|
สังเกตจากมีพันธะเชื่อมกันระหว่างธาตุ C และ N ทั้งหมด 2 พันธะ ส่วนข้ออื่นมีเพียงพันธะเดียวเป็นพันธะเพปไทด์
|
พันธะไดเพปไทด์ คือ เป็นส่วนย่อยของโมเลกุลโปรตีนที่ประกอบด้วยกรดแอมิโน 2 โมเลกุลต่อกันด้วยพันธะเพปไทด์
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
|
ข้อ ง. |
|
แรงตึงผิดไม่มีจริง มีแต่แรงตึงผิว โจทย์ผิดทำให้ข้อ ง. ผิดเนื่องจากไม่มีแรงตึงผิดอยู่ในโลก
|
วิเคราะห์หลักการเขียนภาษาไทย
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
|
|
|
ไข มีสูตรเคมีคือ C25H52 จากสมการเคมี C25H52 + H20 ---> CO2 + O2 จะได้ สาร X และ Y คือ คาร์บอนไดออกไซด์ และ ออกซิเจน ตามลำดับ
|
Paraffin wax (or petroleum wax) is a soft colorless solid derived from petroleum, coal or oil shale that consists of a mixture of hydrocarbon molecules containing between twenty and forty carbon atoms.
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
|
|
|
Lecithin works as an emulsifier, meaning it suspends fats and oils and keeps them from mixing with other substances. คือเลซิตินทำหน้าที่เป็น อิมัลซิไฟเออร์
|
สารอาหารเลซิติน กันมาบางแล้ว เลซิติน พบได้ นมสด ชีส เนย ไข่ เนื้อวัว ถั่วเหลือง ข้าว แป้ง ถั่วลิสง และแครอท ในปัจจุบันอุตสาหกรรมนิยมผลิตเลซิตินที่สกัดจากถั่วเหลือง เพราะให้สารเลซิตินสูงถึง 31.7% w/wในขณะที่ถั่วลิสงให้เพียง 22.6% w/w และถึงแม้ว่าในไข่แดงจะให้ เลซิตินสูงถึง 78.8% w/w แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมใช้เพราะไม่ให้ผลดีเท่า เลซิตินสกัดจากถั่วเหลือง
ในปัจจุบันที่มีการนำเลซิตินมาใช้มากมายเพื่อสุขภาพสุขภาพในวงการแพทย์ได้มีการศึกษาวิจัยพบว่า เลซิตินสามารถช่วยลดให้ลำไส้ลดการดูดซึม ไขมันโคเลสเตอรอล และช่วยให้ขับถ่าย ไขมันโคเลสเตอรอลให้ออกมาทางอุจจาระมากขึ้น สามารถทำให้ระดับของ โคเลสเตอรอลในเลือดลดลง โครงสร้างของ เลซิตินยังมีสารประกอบที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ โคลีน (Choline) ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างสารสื่อประสาทที่สำคัญของสมอง คือ Acetylcholine หากร่างกายได้รับ เลซิตินในปริมาณที่เพียงพอ ก็จะช่วยรักษาอาการผิดปกติของระบบประสาทบางประเภทได้
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
|
ข้อ ค. 6 แบบ |
|
เพราะว่าเติมโบรมีนเข้าไป 6 อะตอม จากการวาดรูปสูตรโมเลกุลแล้วจะได้ว่า มีสูตรโครงสร้างของ C12H14O6 ได้ทั้งสิ้น 6 แบบ
|
Bis(2-Hydroxyethyl) terephthalate is an organic compound; it is the ester of ethylene glycol and terephthalic acid. Together with 2-hydroxyethyl terephthalic acid, bis(2-Hydroxyethyl) terephthalate is an intermediate in the production of poly(ethylene terephthalate).
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
|
ข้อ ข. 2 ชนิด |
|
ได้เพียงแค่ 2 ชนิดเพราะว่าสารใหม่ที่เกิดขึ้นสูตรโมเลกุลไม่คล้ายกันเลย
|
ไอโซเมอร์ (อังกฤษ: Isomer) เป็นโมเลกุลที่มีสูตรเคมีเหมือนกันแต่มีโครงสร้างทางเคมีต่างกัน ไอโซเมอร์ 2 ตัวไม่จำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติคล้ายกัน เว้นแต่ว่าไอโซเมอร์ทั้งสองจะอยู่ในหมู่ฟังก์ชันเดียวกัน ไอโซเมอร์มีหลายชนิดเช่น stereoisomers, enantiomers, geometrical isomers, เป็นต้น
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
นักกำหนดอาหารได้มีการจัดอาหารกลางวันสำหรับผู้ป่วยรายหนึ่ง โดยอาหารประกอบไปด้วย ข้าว กะหล่ำปีผัดน้ำมัน และแกงจืดเต้าหู้หมูสับ อาหารมื้อนี้ ผู้ป่วยจะได้รับสารชีวโมเลกุลประเภทให้พลังงานกี่ชนิด อะไรบ้าง
|
ค. 3 ชนิด ได้แก่ ไขมัน คาร์โบไฮเดต และโปรตีน |
|
ไขมัน จากกระหล่ำปีผัดน้ำมัน
คาร์โบไฮเดรต จากข้าว
โปรตีน จากหมูสับ และไข่ที่ใช้ทำเต้าหู้ ในแกงจืดเต้าหู้หมูสับ
|
สารชีวโมเลกุลที่ให้พลังงานมี 3 ชนิดคือ ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และ โปรตีน เพียงเท่านั้น
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
ข้อใดไม่ถูกต้อง
|
ข. ไดแซคคาไรด์ที่ได้จากการย่อยสลายเซลลูโลสและอะไมเลสมีโครงสร้างเหมือนกัน |
|
ไม่เหมือนกัน โดยย่อยสลายเซลลูโลสได้ กาเลกโทส ส่วนย่อยสลายอะไมเลสได้ มอลโทส
|
หลักการย่อยสลาย polysaccharide ให้ได้เป็น disaccharide/oligosaccharide
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|