ตรวจข้อสอบ > ธนากร ศรกุพันธ์ > ชีวเคมีเชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์ | Biochemistry > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 78 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


ค. ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเรียกว่าสปอนิฟอเคชั่น

เพราะเป็นการทำให้ไตรกลีเซอไรด์แตกตัวด้วยเบสนั่นเอง

จากรูปเป็นการทำให้ไตรกลีเซอไรด์แยกออกเป็นสบู่กับ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


นำด้านกรดกลูตามิกด้านที่มีกรดคาร์บอกซิลิกมาทำพันธะกับอาร์จีนีนด้านที่มีหมู่ฟังก์ชันเอมีนมาทำพันธะกัน

การนำกรดอมิโนมาทำพันธะเปปไทด์กันจะต้องนำด้าน c terminal และด้าน n terminal มาทำพันธะกัน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


ข้อ ข.

เพราะการไฮโดรไลซ์แป้งจะได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวออกมาที่จะสามารถทำปฏิกริยากับเบเนดิกส์ได้ตะกอนสีแดงส่วนกรดกลูตามิกกรดอมิโนไม่มีพันธะเปปไทด์ซึ่งไบยูเรตไม่สามารถตรวจสอบได้ทำให้ไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงซึ่งทั้งสองคุณสมบัติตรงกับข้อ ข

อาศัยการพิจารณาจากคุณสมบัติของไบยูเรตในการตรวจสอบสารซึ่งไบยูเรตจะตรวจเปปไทด์ที่มีพันธะเปปไทด์เท่านั้น อาศัยการพิจารณาจากสารตั้งต้นที่ได้จากการไฮโดรไลซ์แป้งซึ่งก็มีโอกาสได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวซึ่งสามารถทำปฏิกริยากับเบเนดิกส์ได้ อาศัยคุณสมบัติของไอโอดีนซึ่งจะทำพันธะกับรีดิวซิ่งชูก้าเท่านั้นซึ่งซูโครสไม่เป็นรีดิวส์ซิงชูการ์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


ข้อ ค.

เพราะเมื่อนำไปไฮโดรไลซ์แล้วไม่เกิดแอลฟาอะมิโน

แนบในรูปกระดาษทด

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


ข. ธนนท์แช่เนื้อไว้ในตู้เย็นเพื่อเตรียมทำอาหาร

การแช่เป็นการถนอมอาหารเป็นเพียงการชะลอการเน่าเหม็นไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโปรตีน

ข้ออื่นๆ เป็นการทำลายโมเลกุลโปรตีนไม่ว่าจะด้วยกรดหรือความร้อนย่อมทำให้เกิดการแปลงสภาพการกลืนไข่ดิบเข้าไปเจอน้ำย่อยก็แปลงสภาพแล้ว

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


จ. 1, 2, 3 และ 4

1 ถูกเพราะยิ่งสีเข้มมากแสดงว่าทำปฏิกริยาได้ดี 2 ถูกเพราะไม่มีการเปลี่ยนสีอาจะเปลี่ยนสภาพหรือไม่สามารถทำงานปกติได้ 3 ถูกเพราะหากเกิน 50 องศาเอนไซม์จะเสียสภาพเนื่องจากความร้อนเพราะเอนไซม์อาจจะเป็นสารประเภทโปรตีนหรือกรดนิวคลีอิกซึ่งไม่ถูกกับความร้อน 4 ถูกเพราะที่ PH5 เกิดผลิตภัณฑ์มากกว่า

ตามคำอธิบายด้านบน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


ง. กลูโคส,แป้ง

โจทย์ผิดมั้ยอะเพราะถ้านำ x เป็นตัวแรกทั้งหมดมันไม่มีตัวไหนเลยที่สามารถทำปฏิกริยากับไอโอดีนแล้วเปลี่ยนสีได้นอกจากแป้งซึ่งไม่มีช้อยส์

คิดว่าโจทย์ผิด

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


9 อาจีนิน เพราะนำด้านอมิโนขึ้นก่อนคือ 4 ต่อมาก็นำ 1 2 6 5 3 ตามลำดับ

ดังภาพที่แนบไปในกระดาษทดกล่าวคือนำด้านอะมิโนขึ้นก่อนจากนั้นก็ทำตามวิธีด้านบนและจะได้ภาพดังแนบซึ่งก็คือคำตอบ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


ข้อ จ.

เพราะเรียนตั้งแต่ป.3แล้วจำได้ว่าโปรตีนให้พลังงาน 4 กิโลแคลเลอรี่ครับนอกนั้นผิดหมด

โปรตีน 4 กิโลแคลเลอรี่ ไขมัน 9 กิโลแคลเลอรี่ คาร์บ 4 กิโลแคลเลอรี่

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


ข้อ ข.

เพราะเมื่อนำไปไฮโรไลซิสแล้วได้ 2 อมิโนดังภาพที่แนบไปในกระดาษทด

อาศัยวิธีการมองแล้วลองแยกสายเปปไทด์ออกเป็นส่วน ๆ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


ข้อ ค.

ตอบข้อนี้เพราะสิ่งที่ลดความกระด้างของน้ำได้ไม่ใช่ดังข้อที่กล่าวมาข้างต้น

สิ่งที่ทำให้น้ำลดความกระด้างได้คือ PO4 3-

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


กลีเซอรอล+กรดไขมัน (ทั้งสองสิ่งนี้สามารถเป็น X หรือ Y ก็ได้) เพราะทั้งสองสิ่งนี้รวมกันได้ไขมันหรือไขนั่นเอง

กลีเซอรอล+กรดไขมัน=ไตรกลีเซอไรด์ เพื่อใช้ในการเตรียมน้ำมันนั่นเอง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


เลซิตินมีทั้งด้านที่ชอบน้ำและไม่ชอบน้ำด้านที่ไม่ชอบน้ำจะสามารถดึงดูดหรือละลายสารที่ไม่ละลายน้ำด้วยกันได้อย่างเช่นคลอเรสเทอรอล ไตรีกลีเซอไรด์ได้และส่วนสำคัญที่ทำให้เลซิตินสามารถละลายไปกับเลือดได้คือส่วนที่มีส่วนประกอบของฟอสเฟตซึ่งเป็นด้านที่ชอบน้ำทำให้เลซิตินมีคุณสมบัติที่คล้ายกับฟอสโฟลิพิดไบเลเยอร์ในเยื่อหุ้มเซลล์ได้หรือที่เรียกว่า amphiphatic

เลซิตินเป็นแอมฟิฟาติกจึงสามารถนำขั้วที่ไม่ละลายน้ำมาทำพันธะกับส่วนที่ไม่มีขั้วได้ส่วนด้านที่มีขั้วจะทำพันธะกับส่วนที่มีขั้วในเลือดทำให้ส่วนที่เป็นส่วนที่ไม่มีขั้วนั้นละลายในเลือดได้

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


ข้อ ข. 4 แบบ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


ข้อ ข. 2 ชนิด

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


นักกำหนดอาหารได้มีการจัดอาหารกลางวันสำหรับผู้ป่วยรายหนึ่ง โดยอาหารประกอบไปด้วย ข้าว กะหล่ำปีผัดน้ำมัน และแกงจืดเต้าหู้หมูสับ อาหารมื้อนี้ ผู้ป่วยจะได้รับสารชีวโมเลกุลประเภทให้พลังงานกี่ชนิด อะไรบ้าง

จ. 4 ชนิด ได้แก่ ไขมัน คาร์โบไฮเดต โปรตีน และกรดนิวคลีอิก

เพราะใช้วิธีการตัดช้อยส์ข้อ 4 ตัดทิ้งเพราะมนุษย์ไม่สามารถย่อยเซลล์ลูโลสได้คำตอบจึงเหลือ 1 2 3 แต่หากเราพิจารณาดูแล้วข้าวเป็นคาร์บ น้ำมันเป็นไขมัน เต้าหู้หมูสับให้ทั้งโปรตีนและกรดนิวคลีอิก

สารอาหารที่ได้รับหากเป็นพวกเนื้อสัตว์จะให้โปรตีนและกรดนิวคลีอิก หากเป็นพวกไขมันหรือน้ำมันจะให้ lipid หากเป็นข้าวหรือแป้งจะเป็นคาร์โบไฮเดรต

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


ข้อใดไม่ถูกต้อง

ข. ไดแซคคาไรด์ที่ได้จากการย่อยสลายเซลลูโลสและอะไมเลสมีโครงสร้างเหมือนกัน

ต่างกันเพราะ cellulose เกิดจากพันธะ beta glycosidic bond ส่วน amylose ทำมาจาก alpha glycosidic bond

วิธีนั้นได้ตอบไปในสาเหตุการตอบแล้วซึ่งสารทั้งสองชนิดนั้นต่างกันที่พันธะในการทำปฏิกริยาจึงต่างกันไม่เหมือนกัน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 70.3 เต็ม 140

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา