| 1 |
|
จ. คาร์โบไฮเดรต |
|
สารอินนูลิน เป็นสารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตประเภทโพลีแซคคาไรด์ที่ละลายน้ำได้ มีส่วนประกอบของน้ำตาลฟรักโทสในโมเลกุลเป็นสายพอลิเมอร์และโมเลกุลปลายสุดเป็นน้ำตาลกลูโคส สารอินนูลินสามารถพบได้จากพืชผักผลไม้ได้เช่นเดียวกัน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสารอินนูลินจึงเป็นสารชีวโมเลกุลพวกคาร์โบไฮเดรต
|
ที่มา : pharmacy.mahidol.ac.th, chulalongkornhospital.go.th/อินนูลิน
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
|
ง. 2 และ 3 |
|
คนที่เป็นเบาหวานเป็นโรคที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเนื่องจากฮอร์โมนอินซูลิซึ่งมีหน้าที่ลดระดับน้ำตาลในเลือดนั้นให้ต่ำลงอยู่ในจุดสมดุล หน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือสามารถเปลี่ยนกลูโคสให้เป็นไกลโคเจนเพื่อเก็บสะสมหรือเปลี่ยนเป็นพลังงานสะสมเก็บไว้ที่ตับ ซึ่งคนที่เป็นโรคเบาหวานก็ควรลดอาหารจำพวกน้ำตาลและแป้ง เพราะสารอาหารเหล่านี้มีสารชีวโมเลกุลพวกน้ำตาล ซึ่งถ้าคนที่เป็นโรคนี้กินอาหารเหล่านี้ จะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงยิ่งขึ้นเพราะไม่มีฮอร์โมนช่วยลด ส่วนในช้อยส์ที่ 4 ฮอร์โมนที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดคือ ฮอร์โมนกลูคากอนซึ่งผลิตมาจากตับอ่อนจะทำหน้าที่ตรงกันข้ามกับฮอร์โมนอินซูลิน การฉีดฮอร์โมนอินซูลินเข้าไปจะทำให้ลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลง
|
ที่มาข้อมูล : ตำราอินซูลิน และ https://www.si.manifold.ac.th( คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล) และหนังสือชีววิทยาปลาหมึก
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
|
จ. เวลาที่ใช้ในการแข็งตัวของเจลาตินไม่ได้ขึ้นกับเอนไซม์ |
|
เพราะสังเกตจากการแข็งตัวที่ค่า pH ของเจลาตินที่มีค่า 5, 7, 10 ถ้าเวลาในการแข็งตัวของเจลาตินขึ้นอยู่กับเอนไซม์จริง เวลาในการแข็งตัวต้องอยู่ในทิศทางเดียว แต่จากในตารางนั้น เวลาการแข็งตัวไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน จึงได้ข้อสรุปว่าเวลาที่เจลาตินแข็งตัวไม่ได้ขึ้นอยู่กับเอนไซม์
|
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
|
ก. เพปไทด์ที่เกิดจากกรดXและกรดYทําปฏิกิริยากับCuSO4ในสภาวะเบสให้สารสีม่วง |
|
|
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
|
ค.โปรตีนจัดเป็นสารประกอบที่เห็น แอมโฟเทริก (amphottric) |
|
เพราะกรดอะมิโนประกอบด้วยหมู่อะมิโนที่มีคุณสมบัติเป็นเบส และหมู่คาร์บอกซิลที่เป็นกรด มีลักษณะของไอออนขั้วคู่ สามารถเป็นได้ทั้งกรดและเบส ขึ้นอยู่กับความเป็นกรด-เบสของสารละลาย เมื่อสภาวะเป็นกรด กรดอะมิโนจะทำหน้าที่เบส โดยคาร์บอกซิเลตไออนจะรับโปรตอนจากกรด ทำให้ไอออนกรดอะมิโนเปลี่ยนเป็นบวก แต่สภาวะเบส กรดอะมิโนจะเป็นกรด ซึ่งแอมโมเนียจะให้โปรตอนแก่เบส ทำให้ไอออนกรดอะมิโนเปลี่ยนเป็นลบ จึงเรียกกรดอะมิโนว่า สารแอมโฟเทริก
|
ที่มา : บทเรียนบทที่ 3 กรดอะมิโนและโปรตีน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม, blackmagaistel.wixsite.com/biochemistry 405/protein
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
|
A= กลีเซอรอล (glycerol)
B= กรดไขมัน (fatty acid)
C= ไขมันและน้ำมัน (glyceride) |
|
เพราะไขมันเกิดจากสารประกอบ 2 ตัวรวมกัน คือ กลีเซอรอลและกรดไขมัน เมื่อ 2 อย่างนี้รวมตัวกันจะได้สารที่เรียกว่าไขมันและน้ำมัน และน้ำ
|
ที่มา : หนังสือชีวิทยาปลาหมึก, scimath.org/ไขมันและน้ำมัน
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
|
ข้อ ก. |
|
เนื่องจาก W มีปริมาณกรดไขมันค่อนข้างน้อย สังเกตได้จากจำนวนหยดไอโอดีนที่ใช้ทดสอบ เมื่อใช้ประกอบอาหารด้วยไฟอ่อนจะมีความเหมาะสม สามารถใช้ได้นาน ส่วน Z นั้นใช้จำนวนหยดไอโอดีนเยอะที่สุดจากในตาราง นั่นหมายถึง มีกรดไขมันค่อนข้างมาก เมื่อรับประมานในปริมาณมากอาจจะทำให้เกิดการสะสมของไขมันที่ผนังด้านในของหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดน้อยกว่าปกติ เป็นสาเหตุของโรคหัวใจขาดเลือด
|
ที่มา : sikarin.com/โรคหัวใจขาดเลือด, reg7.peaco.th
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
|
ข้อ จ. |
|
จากการทดลองที่กล่าวมานั้นน้ำมัน X คือ น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวผสมอยู่เป็นปริมาณมาก จึงทำให้เมื่อแช่ตู้เย็นจึงเกิดเป็นไขหรือแข็งตัว ส่วนน้ำมัน Y ไม่แข็งตัว เนื่องจากน้ำมัน Y มีปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัวมาก จึงทำให้เมื่อแช่ตู้เย็นแล้วไม่แข็งตัว ข้อ 3 จึงถูก ซึ่งน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวในปริมาณมากนั้นจะมีจุดหลอมเหลวสูง และเหม็นหืนยาก ส่วนน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมาก จะมีจุดหลอมเหลวต่ำ และเหม็นหืนง่าย สังเกตจากน้ำมันพืช จึงทำให้ช้อยส์ 2 ถูกต้องและช้อยส์แรกไม่ถูกต้อง
|
ที่มา : https://www.google.co.th/url?/gotoknow และ https://www.google.co.th/url?\horapa
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
|
ก. น้ำมันหมูประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าไขวัว |
|
เพราะสังเกตได้จากปริมาณของกรดสเตียริก กรดปาล์มมิติก และกรดไมริสตาซึ่งเป็นกรดไขมันอิ่มตัว โดยปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวของไขวัวนั้น มีค่ารวมกันที่น้อยละ 59 ส่วนปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวของน้ำมันหมู มีค่ารวมกันร้อยละ 49 ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่าน้ำมันหมูมีปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าไขวัวอยู่ร้อยละ 10
|
ที่มาข้อมูล : https://www.chemipan.com/a/th-th/ และ
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
|
ก. ไข่ขาว , น้ำตาลทราย , เอทิลแอซิเตต |
|
เนื่องจากทดลองที่ 1 ใช้สารละลายไบยูเร็ตในการทดสอบโปรตีน ซึ่งเป็นสารละลายสีฟ้า ถ้าสารที่เราทดสอบเป็นโปรตีน สารจะเปลี่ยนสีจากสีฟ้าเป็นสีม่วงอมน้ำเงิน ซึ่งผลการทดลองในตารางนั้นกล่าวว่าสารละลายไบยูเร็ตเปลี่ยนสีเป็นสีม่วง สามารถสรุปได้ว่าสารนั้นคือโปรตีน จึงตอบไข่ขาว ส่วนการทดลองที่ 2 มีการใช้สารละลายเบเนดิกซ์และนำไปต้ม เป็นการสื่อว่าการทดลองนี้คือการทดสอบน้ำตาล ถ้าสารนั้นมีน้ำตาลจะเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นตะกอนสีส้มแดงอิฐ ผลการทดลองออกมาว่าเกิดตะกอนสีแดงอิฐจริง สามรถสรุปได้ว่าสารนั้นคือน้ำตาล ส่วนการทดลองที่ 3 บอกว่าผลการทดลองที่ได้คือ สารมีกลิ่นเหมือนน้ำส้มสายชู จึงตอบวาสารนั้นคือเอทิลแอซิเดต ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของน้ำส้มสายชู
|
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
|
ค. ข้อ 1 และ ข้อ 3 ถูก |
|
|
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
|
ง. ถูกทุกข้อ |
|
ข้อมูลที่ปรากฏในตารางเป็นข้อมูลที่ถูกต้องทุกประการ จึงเลือกคำตอบถูกทุกข้อ
|
ที่มา : หนังสือชีววิทยาปลาหมึก
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
|
X และ Z คือปฏิกิริยาการแตกตัวของโปรตีนและไขมัน ตามลำดับ
Y คือ ปฏิกิริยาการรวมตัวของน้ำตาลซูโครส |
|
เพราะ x เป็นปฏิกิริยาของโปรตีน ซึ่งโปรตีนสามารถแตกตัวได้เป็นกรดอะมิโน ซึ่งในสมการก็เป็นไปตามที่กล่าวไป
ส่วน Y เป็นปฏิกิกริยาของน้ำตาลซึ่งเป็นน้ำตาลมอนอแซกคาไรด์พวกกลูโคสและฟรักโตส 2 มอนอแซกคาไรด์นี้ สามารถรวมตัวได้เป็นน้ำตาลซูโครส ในสมการที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตามที่กล่าวไป และ Z เป็นสมการการเกิดปฏกิริยาการแตกตัวของไขมัน โดยปกติไขมันสามารถแตกตัวได้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล และในสมการก็เป็นไปตามที่กล่าวไป จึงตอบคำตอบนี้
|
ที่มา : https://il.mahidol.ac.th/ และหนังสือชีววิทยาปลาหมึก
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
|
|
|
|
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
|
ข. มีข้อถูก 2 ข้อ |
|
|
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
|
ข. กรดอะมิโน น้ำตาลทราย ไข่ขาว |
|
ตอบข้อนี้เนื่องจากการทดลองที่ 3 เป็นการสอบสารประเภทแป้ง สังเกตได้จากสารละลายไอโอดีนในการทดลอง ผลการทดลองพบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง แสดงว่าสารที่ได้ไม่ใช่สารจำพวกแป้ง ซึ่งในช้อยส์ที่ 2 สาร z นั้นไม่ใช่แป้ง ซึ่งต่างจาก 4 ช้อยส์ที่เหลือจึงตอบข้อนี้ ถึงแม้ว่าสาร x,y ของทุกช้อยส์จะเป็นสารประเภทเดียวกันก็ตาม
|
ที่มา : https://www.thaiedujobs.com/
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
|
ค. ไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว ไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัว กลูโคส |
|
เพราะการทดลองที่ 1 สารที่นำมาทดลองไม่เกิดปฏิกิริยากับสารใดเลย แสดงว่าสาร W ไม่ใช่สารประเภทน้ำตาล สารประเภทไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว และไม่ใช่สารประเภทโปรตีน ดังนั้นจึงตอบว่าสาร W เป็นสารไฮโดรคาร์บอนแบบอิ่มตัว ส่วนการทดลองที่ 2,3 สาร X,Y เกิดปฏิกิริยากับสารละลานเพียวตัวเดียวคือ สารละลาย KMnO4 ซึ่งเป็นสารไว้ทดสอบความไม่อิ่มตัว จึงตอบว่าสาร X และ Y เป็นสารไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว และกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว และการทดลองที่ 4 พบว่าสาร Z ทำปฏิกิริยากับยีสต์และสารละลายเบเนดิกซ์ ซึ่งสารทั้ง 2 อย่างนั้นจะสามารถเกิดปฏิกิริยากับสารประเภทน้ำตาล จึงตอบว่าสาร z คือ กลูโคส
|
ที่มา : สมการการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยีสต์กับน้ำตาล (C6H12O6+ ยีสต์ ➡️ 2C2H5OH + 2CO2)
http://pws.Naruemol.ac.th, http://www.scimath.org
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
|
ก. W, X และ Y |
|
ฟรุกโตสและกลูโคส เป็นสารชีวโมเลกุลประเภทน้ำตาล ซึ่งเมื่อทดสอบการสารละลายเบเนดิกต์จะเปลี่ยนเป็นสีแดงอิฐ ส่วน CH3CHOHCHO เป็นสารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลเช่นเดียวกัน ผลการทดสอบเมื่อทดสอบกับสารละลายเบเนดิดต์จะเปลี่ยนสีเป็นแดงอิฐ ช้อยสิที่ 4 คือสารอะซิโตน ซึ่งในโครงสร้างโมเลกุล ไม่มีส่วนของสารชีวโมเลกุลประเภทน้ำตาลเกี่ยวข้อง
|
ที่มา : jetmt.com/อะซิโตน, เปเปอร์วิจัย ‘ผลของสภาวะการผลิตและกระบวนการให้ความร้อนต่อคุณลักษณะทางกายภาพและเคมีขอวคาราเมล
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
|
จ. กรดอะมิโน |
|
เพราะเมื่อละลายกรดอะมิโนในน้ำ หมู่ —COOH จะแตกตัวให้ H+ ไปโปรโตเนตหมู่—NH2 เกิดเป็นหมู่—COO (เบส) และ NH3+(กรด) ทำให้มีสมบัติเป็นบัฟเฟอร์
|
ที่มา : สารชีวโมเลกุล ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
|
2. พืชไม่สามารถใช้ ADP และ NADP+ ได้ตามปกติ |
|
|
|
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 21 |
|
3. มีสารพันธุกรรมเช่นเดียวกับเชื้อก่อโรค Influenza , AIDS |
|
เนื่องจาก COVID 19 เป็นเชื่อไวรัส ซึ่งจะมีเพียง RNA ที่เป็นสารพันธุกรรม ซึ่งเชื้อก่อโรค lnfuenza และ AIDS เป็นเชื้อไวรัสเช่นเดียวกัน จึงทำให้มีสารพันธุกรรมเหมือนกัน คือ RNA
|
ที่มา : http://ddc.morph.go.th, http://www.phyathai.com. และ http://www.pidst.or.th
|
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 22 |
ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับอะไมโลสและอะไมเลส
|
ข. อะไมเลส จัดเป็นพอลิแซ็กคาไรด์แบบโซ่กิ่ง ที่ไม่สามารละลายน้ำได้ |
|
เนื่องจากอะไมเลสเป็นเอนไซม์ที่อยู่ในน้ำลาย ดังนั้นมันจึงมีคุณสมบัติที่ละลายน้ำได้ดี ทำให้ช้อยส์ที่ 2 จึงผิด
|
ที่มา : Hmong.in.th, อะไมเลส (สาขาวิศวกรรมกระบวการอาหาร คณะอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 23 |
|
4. Lactose เป็น induce molecule |
|
|
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 24 |
|
3. DNA polymerase |
|
เพราะในขั้นตอนของ lac opron ของE. coli. เป็นขั้นตอนคล้ายๆกันการสร้างโปรตีน จะใช้ RNA polymerase ในขั้นตอนของ transcription ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ DNA polymerase เพราะ DNA polymerase จะใช้ในการสร้าง DNA
|
ที่มา : หนังสือชีววิทยาปลาหมึก, http://conf.ahi.ni.ac.th
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 25 |
|
2. Inducer |
|
เพราะ
|
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|