ตรวจข้อสอบ > จิดาภา เทพพานิช > ชีวเคมีเชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์ | Biochemistry > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 51 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


จ. คาร์โบไฮเดรต

สารอินนูลิน เป็นสารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตประเภทโพลีแซคคาไรด์ที่ละลายน้ำได้ มีส่วนประกอบของน้ำตาลฟรักโทสในโมเลกุลเป็นสายพอลิเมอร์และโมเลกุลปลายสุดเป็นน้ำตาลกลูโคส สารอินนูลินสามารถพบได้จากพืชผักผลไม้ได้เช่นเดียวกัน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสารอินนูลินจึงเป็นสารชีวโมเลกุลพวกคาร์โบไฮเดรต

ที่มา : pharmacy.mahidol.ac.th, chulalongkornhospital.go.th/อินนูลิน

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


ง. 2 และ 3

คนที่เป็นเบาหวานเป็นโรคที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเนื่องจากฮอร์โมนอินซูลิซึ่งมีหน้าที่ลดระดับน้ำตาลในเลือดนั้นให้ต่ำลงอยู่ในจุดสมดุล หน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือสามารถเปลี่ยนกลูโคสให้เป็นไกลโคเจนเพื่อเก็บสะสมหรือเปลี่ยนเป็นพลังงานสะสมเก็บไว้ที่ตับ ซึ่งคนที่เป็นโรคเบาหวานก็ควรลดอาหารจำพวกน้ำตาลและแป้ง เพราะสารอาหารเหล่านี้มีสารชีวโมเลกุลพวกน้ำตาล ซึ่งถ้าคนที่เป็นโรคนี้กินอาหารเหล่านี้ จะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงยิ่งขึ้นเพราะไม่มีฮอร์โมนช่วยลด ส่วนในช้อยส์ที่ 4 ฮอร์โมนที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดคือ ฮอร์โมนกลูคากอนซึ่งผลิตมาจากตับอ่อนจะทำหน้าที่ตรงกันข้ามกับฮอร์โมนอินซูลิน การฉีดฮอร์โมนอินซูลินเข้าไปจะทำให้ลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลง

ที่มาข้อมูล : ตำราอินซูลิน และ https://www.si.manifold.ac.th( คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล) และหนังสือชีววิทยาปลาหมึก

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


จ. เวลาที่ใช้ในการแข็งตัวของเจลาตินไม่ได้ขึ้นกับเอนไซม์

เพราะสังเกตจากการแข็งตัวที่ค่า pH ของเจลาตินที่มีค่า 5, 7, 10 ถ้าเวลาในการแข็งตัวของเจลาตินขึ้นอยู่กับเอนไซม์จริง เวลาในการแข็งตัวต้องอยู่ในทิศทางเดียว แต่จากในตารางนั้น เวลาการแข็งตัวไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน จึงได้ข้อสรุปว่าเวลาที่เจลาตินแข็งตัวไม่ได้ขึ้นอยู่กับเอนไซม์

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


ก. เพปไทด์ที่เกิดจากกรดXและกรดYทําปฏิกิริยากับCuSO4ในสภาวะเบสให้สารสีม่วง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


ค.โปรตีนจัดเป็นสารประกอบที่เห็น แอมโฟเทริก (amphottric)

เพราะกรดอะมิโนประกอบด้วยหมู่อะมิโนที่มีคุณสมบัติเป็นเบส และหมู่คาร์บอกซิลที่เป็นกรด มีลักษณะของไอออนขั้วคู่ สามารถเป็นได้ทั้งกรดและเบส ขึ้นอยู่กับความเป็นกรด-เบสของสารละลาย เมื่อสภาวะเป็นกรด กรดอะมิโนจะทำหน้าที่เบส โดยคาร์บอกซิเลตไออนจะรับโปรตอนจากกรด ทำให้ไอออนกรดอะมิโนเปลี่ยนเป็นบวก แต่สภาวะเบส กรดอะมิโนจะเป็นกรด ซึ่งแอมโมเนียจะให้โปรตอนแก่เบส ทำให้ไอออนกรดอะมิโนเปลี่ยนเป็นลบ จึงเรียกกรดอะมิโนว่า สารแอมโฟเทริก

ที่มา : บทเรียนบทที่ 3 กรดอะมิโนและโปรตีน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม, blackmagaistel.wixsite.com/biochemistry 405/protein

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


A= กลีเซอรอล (glycerol) B= กรดไขมัน (fatty acid) C= ไขมันและน้ำมัน (glyceride)

เพราะไขมันเกิดจากสารประกอบ 2 ตัวรวมกัน คือ กลีเซอรอลและกรดไขมัน เมื่อ 2 อย่างนี้รวมตัวกันจะได้สารที่เรียกว่าไขมันและน้ำมัน และน้ำ

ที่มา : หนังสือชีวิทยาปลาหมึก, scimath.org/ไขมันและน้ำมัน

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


ข้อ ก.

เนื่องจาก W มีปริมาณกรดไขมันค่อนข้างน้อย สังเกตได้จากจำนวนหยดไอโอดีนที่ใช้ทดสอบ เมื่อใช้ประกอบอาหารด้วยไฟอ่อนจะมีความเหมาะสม สามารถใช้ได้นาน ส่วน Z นั้นใช้จำนวนหยดไอโอดีนเยอะที่สุดจากในตาราง นั่นหมายถึง มีกรดไขมันค่อนข้างมาก เมื่อรับประมานในปริมาณมากอาจจะทำให้เกิดการสะสมของไขมันที่ผนังด้านในของหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดน้อยกว่าปกติ เป็นสาเหตุของโรคหัวใจขาดเลือด

ที่มา : sikarin.com/โรคหัวใจขาดเลือด, reg7.peaco.th

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


ข้อ จ.

จากการทดลองที่กล่าวมานั้นน้ำมัน X คือ น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวผสมอยู่เป็นปริมาณมาก จึงทำให้เมื่อแช่ตู้เย็นจึงเกิดเป็นไขหรือแข็งตัว ส่วนน้ำมัน Y ไม่แข็งตัว เนื่องจากน้ำมัน Y มีปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัวมาก จึงทำให้เมื่อแช่ตู้เย็นแล้วไม่แข็งตัว ข้อ 3 จึงถูก ซึ่งน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวในปริมาณมากนั้นจะมีจุดหลอมเหลวสูง และเหม็นหืนยาก ส่วนน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมาก จะมีจุดหลอมเหลวต่ำ และเหม็นหืนง่าย สังเกตจากน้ำมันพืช จึงทำให้ช้อยส์ 2 ถูกต้องและช้อยส์แรกไม่ถูกต้อง

ที่มา : https://www.google.co.th/url?/gotoknow และ https://www.google.co.th/url?\horapa

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


ก. น้ำมันหมูประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าไขวัว

เพราะสังเกตได้จากปริมาณของกรดสเตียริก กรดปาล์มมิติก และกรดไมริสตาซึ่งเป็นกรดไขมันอิ่มตัว โดยปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวของไขวัวนั้น มีค่ารวมกันที่น้อยละ 59 ส่วนปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวของน้ำมันหมู มีค่ารวมกันร้อยละ 49 ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่าน้ำมันหมูมีปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าไขวัวอยู่ร้อยละ 10

ที่มาข้อมูล : https://www.chemipan.com/a/th-th/ และ

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


ก. ไข่ขาว , น้ำตาลทราย , เอทิลแอซิเตต

เนื่องจากทดลองที่ 1 ใช้สารละลายไบยูเร็ตในการทดสอบโปรตีน ซึ่งเป็นสารละลายสีฟ้า ถ้าสารที่เราทดสอบเป็นโปรตีน สารจะเปลี่ยนสีจากสีฟ้าเป็นสีม่วงอมน้ำเงิน ซึ่งผลการทดลองในตารางนั้นกล่าวว่าสารละลายไบยูเร็ตเปลี่ยนสีเป็นสีม่วง สามารถสรุปได้ว่าสารนั้นคือโปรตีน จึงตอบไข่ขาว ส่วนการทดลองที่ 2 มีการใช้สารละลายเบเนดิกซ์และนำไปต้ม เป็นการสื่อว่าการทดลองนี้คือการทดสอบน้ำตาล ถ้าสารนั้นมีน้ำตาลจะเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นตะกอนสีส้มแดงอิฐ ผลการทดลองออกมาว่าเกิดตะกอนสีแดงอิฐจริง สามรถสรุปได้ว่าสารนั้นคือน้ำตาล ส่วนการทดลองที่ 3 บอกว่าผลการทดลองที่ได้คือ สารมีกลิ่นเหมือนน้ำส้มสายชู จึงตอบวาสารนั้นคือเอทิลแอซิเดต ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของน้ำส้มสายชู

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


ค. ข้อ 1 และ ข้อ 3 ถูก

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


ง. ถูกทุกข้อ

ข้อมูลที่ปรากฏในตารางเป็นข้อมูลที่ถูกต้องทุกประการ จึงเลือกคำตอบถูกทุกข้อ

ที่มา : หนังสือชีววิทยาปลาหมึก

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


X และ Z คือปฏิกิริยาการแตกตัวของโปรตีนและไขมัน ตามลำดับ Y คือ ปฏิกิริยาการรวมตัวของน้ำตาลซูโครส

เพราะ x เป็นปฏิกิริยาของโปรตีน ซึ่งโปรตีนสามารถแตกตัวได้เป็นกรดอะมิโน ซึ่งในสมการก็เป็นไปตามที่กล่าวไป ส่วน Y เป็นปฏิกิกริยาของน้ำตาลซึ่งเป็นน้ำตาลมอนอแซกคาไรด์พวกกลูโคสและฟรักโตส 2 มอนอแซกคาไรด์นี้ สามารถรวมตัวได้เป็นน้ำตาลซูโครส ในสมการที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตามที่กล่าวไป และ Z เป็นสมการการเกิดปฏกิริยาการแตกตัวของไขมัน โดยปกติไขมันสามารถแตกตัวได้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล และในสมการก็เป็นไปตามที่กล่าวไป จึงตอบคำตอบนี้

ที่มา : https://il.mahidol.ac.th/ และหนังสือชีววิทยาปลาหมึก

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


ข. มีข้อถูก 2 ข้อ

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


ข. กรดอะมิโน น้ำตาลทราย ไข่ขาว

ตอบข้อนี้เนื่องจากการทดลองที่ 3 เป็นการสอบสารประเภทแป้ง สังเกตได้จากสารละลายไอโอดีนในการทดลอง ผลการทดลองพบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง แสดงว่าสารที่ได้ไม่ใช่สารจำพวกแป้ง ซึ่งในช้อยส์ที่ 2 สาร z นั้นไม่ใช่แป้ง ซึ่งต่างจาก 4 ช้อยส์ที่เหลือจึงตอบข้อนี้ ถึงแม้ว่าสาร x,y ของทุกช้อยส์จะเป็นสารประเภทเดียวกันก็ตาม

ที่มา : https://www.thaiedujobs.com/

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


ค. ไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว ไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัว กลูโคส

เพราะการทดลองที่ 1 สารที่นำมาทดลองไม่เกิดปฏิกิริยากับสารใดเลย แสดงว่าสาร W ไม่ใช่สารประเภทน้ำตาล สารประเภทไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว และไม่ใช่สารประเภทโปรตีน ดังนั้นจึงตอบว่าสาร W เป็นสารไฮโดรคาร์บอนแบบอิ่มตัว ส่วนการทดลองที่ 2,3 สาร X,Y เกิดปฏิกิริยากับสารละลานเพียวตัวเดียวคือ สารละลาย KMnO4 ซึ่งเป็นสารไว้ทดสอบความไม่อิ่มตัว จึงตอบว่าสาร X และ Y เป็นสารไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว และกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว และการทดลองที่ 4 พบว่าสาร Z ทำปฏิกิริยากับยีสต์และสารละลายเบเนดิกซ์ ซึ่งสารทั้ง 2 อย่างนั้นจะสามารถเกิดปฏิกิริยากับสารประเภทน้ำตาล จึงตอบว่าสาร z คือ กลูโคส

ที่มา : สมการการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยีสต์กับน้ำตาล (C6H12O6+ ยีสต์ ➡️ 2C2H5OH + 2CO2) http://pws.Naruemol.ac.th, http://www.scimath.org

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


ก. W, X และ Y

ฟรุกโตสและกลูโคส เป็นสารชีวโมเลกุลประเภทน้ำตาล ซึ่งเมื่อทดสอบการสารละลายเบเนดิกต์จะเปลี่ยนเป็นสีแดงอิฐ ส่วน CH3CHOHCHO เป็นสารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลเช่นเดียวกัน ผลการทดสอบเมื่อทดสอบกับสารละลายเบเนดิดต์จะเปลี่ยนสีเป็นแดงอิฐ ช้อยสิที่ 4 คือสารอะซิโตน ซึ่งในโครงสร้างโมเลกุล ไม่มีส่วนของสารชีวโมเลกุลประเภทน้ำตาลเกี่ยวข้อง

ที่มา : jetmt.com/อะซิโตน, เปเปอร์วิจัย ‘ผลของสภาวะการผลิตและกระบวนการให้ความร้อนต่อคุณลักษณะทางกายภาพและเคมีขอวคาราเมล

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


จ. กรดอะมิโน

เพราะเมื่อละลายกรดอะมิโนในน้ำ หมู่ —COOH จะแตกตัวให้ H+ ไปโปรโตเนตหมู่—NH2 เกิดเป็นหมู่—COO (เบส) และ NH3+(กรด) ทำให้มีสมบัติเป็นบัฟเฟอร์

ที่มา : สารชีวโมเลกุล ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


2. พืชไม่สามารถใช้ ADP และ NADP+ ได้ตามปกติ

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

21


3. มีสารพันธุกรรมเช่นเดียวกับเชื้อก่อโรค Influenza , AIDS

เนื่องจาก COVID 19 เป็นเชื่อไวรัส ซึ่งจะมีเพียง RNA ที่เป็นสารพันธุกรรม ซึ่งเชื้อก่อโรค lnfuenza และ AIDS เป็นเชื้อไวรัสเช่นเดียวกัน จึงทำให้มีสารพันธุกรรมเหมือนกัน คือ RNA

ที่มา : http://ddc.morph.go.th, http://www.phyathai.com. และ http://www.pidst.or.th

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

22


ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับอะไมโลสและอะไมเลส

ข. อะไมเลส จัดเป็นพอลิแซ็กคาไรด์แบบโซ่กิ่ง ที่ไม่สามารละลายน้ำได้

เนื่องจากอะไมเลสเป็นเอนไซม์ที่อยู่ในน้ำลาย ดังนั้นมันจึงมีคุณสมบัติที่ละลายน้ำได้ดี ทำให้ช้อยส์ที่ 2 จึงผิด

ที่มา : Hmong.in.th, อะไมเลส (สาขาวิศวกรรมกระบวการอาหาร คณะอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

23


4. Lactose เป็น induce molecule

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

24


3. DNA polymerase

เพราะในขั้นตอนของ lac opron ของE. coli. เป็นขั้นตอนคล้ายๆกันการสร้างโปรตีน จะใช้ RNA polymerase ในขั้นตอนของ transcription ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ DNA polymerase เพราะ DNA polymerase จะใช้ในการสร้าง DNA

ที่มา : หนังสือชีววิทยาปลาหมึก, http://conf.ahi.ni.ac.th

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

25


2. Inducer

เพราะ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 60.25 เต็ม 161

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา