| 1 |
|
จ. คาร์โบไฮเดรต |
|
คิดว่าเป็นสารชีวโมเลกุลประเภทคาร์โบไฮเดรต เพราะ ประกอบด้วยฟรุกโตส เเละ กลูโคส โดยทั้งสองอยู่ในสารชีวโมเลกุลประเภทคาร์โบไฮเดรต
|
โครงสร้างของ inulin ประกอบด้วย ฟรุกโตส (fructose) 80% และกลูโคส (glucose) 20% เชื่อมต่อกันด้วยพันธะ β-(2-1) จึงคิดว่าเป็นสารชีวโมเลกุลประเภทคาร์โบไฮเดรต เพราะเป็นโพลีแซคคาไรค์ชนิดหนึ่ง
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
|
ง. 2 และ 3 |
|
สาเหตุที่ตอบข้อ 2 เเละ 3 เพราะ ข้อ 2 เป็นความจริงโดย Insulin มีหน้าที่ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด จากการกระตุ้นให้ Glucose ในเลือดเปลี่ยนเป็น Glycogen เเล้ว storage ที่ตับเเละกล้ามเนื้อ เเละคนที่เป็นโรคเบาหวานควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน เเป้งเเละน้ำตาล โดยเเป้งสุดท้ายเมื่อผ่านกระบวนการย่อย เเละ การ Absorption - การดูดซึม ก็จะกลายเป็นน้ำตาลซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โดยน้ำตาลเมื่อดูดซึมเข้า microvillus ในผนังลำไส้เล็ก เเล้วส่งต่ำไปยัง capillary ผ่านทาง Hepatic portal vein ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะเกิดอันตรายได้
|
อินซูลิน ถ้าอยู่ในร่างกายจะเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สร้างมาจาก ตับอ่อน - Islets of Langerhans โดยสร้างมาจาก β - cell ใน Islets of Langerhans มีหน้าที่ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยการกระตุ้นให้ Glucose เปลี่ยนเป็น Glycogen ในตับเเละกล้ามเนื้อ
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
|
ข. เอนไซม์เป็นสารประเภทโปรตีน |
|
-
|
-
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
|
ข. ในร่างกายมนุษย์จะไม่พบโปรตีนที่มีกรดอะมิโนXและYเป็นองค์ประกอบ |
|
-
|
-
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
|
ข.โครงสร้างแบบทุติยภูมิของโปรตีนแบบเกลียวแอลา เกิดจากการสร้างพันธะไฮโดรเจนระหว่าง C=O ของกรดอะมิโนหนึ่ง N-H ของกรดอะมิโนระหว่างโพลิเพปไทด์ที่อยู่คู่กัน |
|
เพราะเป็นข้อที่มีเหตุผลเเละตรงกับหลักการคิดที่ว่า เกิดจากการสร้างพันธะไฮโดรเจนระหว่าง C=O ของกรดอะมิโนหนึ่งกับ N-H ของกรดอะมิโนระหว่างโพลิเพปไทด์ที่อยู่คู่กัน
|
โครงสร้างทุติยภูมิ เป็นโครงสร้างที่เกิดจากการขดหรือม้วนตัวของโครงสร้างปฐมภูมิ ถ้าเกิดจากการสร้างพันธะไฮโดรเจนระหว่าง C=O ของกรดอะมิโนหนึ่งกับ N-H ของกรด อะมิโนถัดไปอีก 4 หน่วยในสายพอลิเพปไทด์เดียวกันจะเกิดโครงสร้างในลักษณะบิดเป็นเกลียวซึ่งเรียกโครงสร้างทุติยภูมิชนิดนี้ว่า เกลียวแอลฟา
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
|
A = Glycerol B = Fatty acids C = Triglyceride |
|
เพราะหลักการคิดของผมตรงกับสมการที่ A = Glycerol B = Fatty acids C = Triglyceride โดยเป็นสมการการเกิดไขมัน
|
เป็นสมการการเกิดไขมัน โดยเกิดจาก Glycerol + Fatty acids 3 โมเลกุล กลายเป็น Triglyceride ที่เชื่อมกันด้วยพันธะ Ester Bond + กับ H20 3 โมเลกุล
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
|
ข้อ ข. |
|
-
|
-
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
|
ข้อ จ. |
|
ข้อ 2 เเละ 3 ทั้งน้ำมัน X เเละ น้ำมัน Y มีลักษณะตรงกับทฤษฎีหลักคิดของผม เรื่องกลิ่นเเละปริมาณกรดไขมันอิ่มตัว
|
น้ำมัน Y คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวไม่มาก มีลักษณะเหม็นหืนง่ายเเต่ไม่มีพิษภัย โดยเพียงเติมวิตามิน E ก็จะทำให้ ชะลอการเหม็นได้
น้ำมัน X คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว มีกรดไขมันอิ่มตัวมากเเละเหม็นหืนได้ยาก
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
|
จ. น้ำมันมะกอกประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากกว่าน้ำมันหมูหรือไขวัว |
|
น้ำมันหมูเเละไขวัว เป็นส่วนประกอบของกรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งต่างจากน้ำมันมะกอกที่ประกอบไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว
|
น้ำมันหมูเเละไขวัว เป็นส่วนประกอบของกรดไขมันอิ่มตัว เเละน้ำมันมะกอกเป็นส่วนประกอบของกรดไขมันอิ่มตัว ทำให้น้ำมันมะกอกประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากกว่าน้ำมันหมูหรือไขวัว
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
|
ก. ไข่ขาว , น้ำตาลทราย , เอทิลแอซิเตต |
|
X คือ ไข่ขาว เพราะ เป็นโปรตีนโดยทดสอบผ่าน Biuret test เเละจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง Y คือ น้ำตาลทราย ที่มากจากน้ำตาล Sucrose ทดสอบผ่าน Benedict's Test เเละต้องนำไปต้มกับกรดก่อนถึงจะเปลี่ยนเป๊นสีเเดงอิฐ Z คือ เอทิลเเอซิเตต เมื่อต้มกับ HCL จะมีกลิ่นฉุนคล้ายน้ำส้มสายชู
|
ไข่ขาว เป็นโปรตีนโดยทดสอบผ่าน Biuret test เเละจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง / Sucrose คือน้ำตาลทราย เป็นข้อยกว้นก่อนที่จะนำไปทดสอบผ่าน Benedict's Test โดยต้องนำไปต้มกับกรดก่อนถึงจะเปลี่ยนเป็นสีเเดงอิฐได้ / เอทิลเเอซิเตต เมื่อต้มกับ HCL จะมีกลิ่นฉุนคล้ายน้ำส้มสายชู
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
|
ข. ข้อ 1 และ ข้อ 2 ถูก |
|
ข้อ 1 ถูกต้อง โดยไคติน เป็นส่วนประกอบของเห็ดรา เเละเป็น Polymer ของ N-Acetyl glucosamine ข้อ 2 ถูกต้องเพราะกรดทั้งสองถูดเชื่อมด้วยพันธะเปปไทด์ที่เชื่อมระหว่างคาร์บอนอะตอม เเละ ไนโตรเจนอะตอม เเละข้อ 3 ผิดเพราะ Cellulose ประกอบด้วยพันธะ Beta 1-4 glycosidic ไม่ใช่ Alpha 1-4 glycosidic
|
ไคติน เป็น Polymer ของ N-Acetyl glucosamine เป็นส่วนประกอบของเห็ดรา / กรดอะมิโนไอโซลิวซีน เเละซิสเทอีก เชื่อมด้วย Peptide Bond ที่เชื่อมระหว่างคาร์บอนอะตอม เเละ ไนโตรเจนอะตอม
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
|
ข. มีข้อถูก 2 ข้อ |
|
มีเพียงข้อ 3 เเละ 4 ที่ถูกต้อง
|
อิมมูโนโกลบูลิน เป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน เเละ ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันในเลือดที่คอยทำลายวิตามินชนิดต่างๆ
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
|
X = ปฎิกิริยาการสลายพันธะเปปไทด์ของโปรตีน
Y = เป็นการรวมโมเลกุลของน้ำตาล กลูโคสเเละฟรักโทส
Z = ปฎิกิริยาการสลายตัวของไขมัน |
|
เพราะ X = ปฎิกิริยาการสลายพันธะเปปไทด์ของโปรตีน
Y = เป็นการรวมโมเลกุลของน้ำตาล กลูโคสเเละฟรักโทส
Z = ปฎิกิริยาการสลายตัวของไขมัน
|
X = ปฎิกิริยาการสลายพันธะเปปไทด์ของโปรตีน โดย Protein จะกลายเป็นกรดอะมิโน เพราะ Protein เกิดจากกรดอะมิโน 100 โมเลกุลรวมกัน
Y = ซูโครสเป็นการรวมโมเลกุลของน้ำตาล กลูโคสเเละฟรักโทส
Z = เป็นปฎิกิริยาการสลายตัวของไขมัน โดยไขมันเกิดจาก กรดไขมัน + กลีเซอรอลที่เชื่อมกันด้วยพันธะ Ester
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
|
|
|
|
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
|
ข. มีข้อถูก 2 ข้อ |
|
-
|
-
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
|
จ. นมสด มอลโทส ข้าวต้ม |
|
สาร X คือการเปลี่ยนเเปลงของนมสด สาร Y คือการเปลี่ยนเเปลงของน้ำตาลมอลโทส สาร Z คือข้าวต้ม
|
สาร X คือการเปลี่ยนเเปลงของนมสดโดยนมสดคือโปรตีนเเละเมื่อทดสอบ Biuret test จะเปลี่ยนสีเป็น สีม่วง หรือ ม่วงน้ำเงิน สาร Y คือการเปลี่ยนเเปลงของน้ำตาลมอลโทสโดยทดสอบผ่าน Biuret's Test จะเกิดตะกอนสีเเดงอิฐ สาร Z คือข้าวต้ม
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
|
จ. ไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว ไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว กรดคาร์บอกซิลิก แป้ง |
|
ไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว ไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว กรดคาร์บอกซิลิก แป้ง ตามลำดับ นี้จะถูกต้องตามตัวเลือก W,X,Y,Z ที่ให้มา
|
โดย W = คือไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัวจะไม่เกิดปฎิกิริยาใดๆทั้งสิ้น X = ไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว เพราะเป็นน้ำที่ผ่านสารละลาย KMNO4 Y = กรดคาร์บอกซิลิก เพราะเกิดปฎิกิริยากับสาร NaOH เเละ สารละลาย KMNO4 Z = เเป้งเพราะเมื่อผ่านการทดสอบเเล้วจะเกิดปฎิกิริยากับยีสต์เเละสารละลายเบเนดิกต์ เพราะเเป้งเมื่อนำไปทดสอบกับสารละลายเบเนดิกต์ จะเกิดปฎิกิริยากลายเป็นตะกอนสีเเดงอิฐ
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
|
ข. W, X และ Z |
|
เป็นข้อที่ถูกต้องเพราะข้อ W, X และ Z เมื่อนำมาทดสอบด้วยสารละลายเบเนดิกต์จะเกิดตะกอนสีเเองอิฐ
|
ฟรุกโตส กลูโคส เป็น คาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการทดสอบได้ เเละ ch3coch3 หรือเเอซิโทนเป็นสารเคมีที่พื้นฐานที่สุดของคีโตน (ketone) ซึ่งเป็นหมู่ฟังก์ชันในน้ำตาลฟรักโตส จึงสามารถทดสอบสารละลายเบเนดิกต์ได้
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
|
ค. ไกลโคเจน |
|
เพราะถูกต้องตามทฤษฎี
|
ไกลโคเจน เป็นบัฟเฟอร์
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
|
5. Ferredoxin และ plastoquinone ถูกสร้างออกมามากขึ้นเพื่อทดแทนการทำงาน cytochrome ในกระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอน |
|
-
|
-
|
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 21 |
|
2. สามารถพบลักษณะของ cell membrane แบบ phospholipid bilayer ได้ |
|
-
|
-
|
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 22 |
ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับอะไมโลสและอะไมเลส
|
จ. อะไมโลส และอะไมเลสไม่ทำปฏิกิริยากับสารละลายนินไฮดริน |
|
ถูกต้องตามทฤษฎี
|
ถูกต้องตามทฤษฎี
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 23 |
|
2. Lac operon เกี่ยวข้องกับกระบวนการ breakdown ของ lactose |
|
ถูกต้องตามทฤษฎี
|
ถูกต้องตามทฤษฎี
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 24 |
|
2. Operon |
|
ถูกต้องตามคลิปข้างต้น
|
ถูกต้องตามคลิปข้างต้น
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 25 |
|
2. Inducer |
|
ถูกต้องตามคลิปข้างต้น
|
ถูกต้องตามคลิปข้างต้น
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|