ตรวจข้อสอบ > กัณพงศ์ กรีกรฏ > ชีวเคมีเชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์ | Biochemistry > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 69 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


จ. คาร์โบไฮเดรต

คิดว่าเป็นสารชีวโมเลกุลประเภทคาร์โบไฮเดรต เพราะ ประกอบด้วยฟรุกโตส เเละ กลูโคส โดยทั้งสองอยู่ในสารชีวโมเลกุลประเภทคาร์โบไฮเดรต

โครงสร้างของ inulin ประกอบด้วย ฟรุกโตส (fructose) 80% และกลูโคส (glucose) 20% เชื่อมต่อกันด้วยพันธะ β-(2-1) จึงคิดว่าเป็นสารชีวโมเลกุลประเภทคาร์โบไฮเดรต เพราะเป็นโพลีแซคคาไรค์ชนิดหนึ่ง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


ง. 2 และ 3

สาเหตุที่ตอบข้อ 2 เเละ 3 เพราะ ข้อ 2 เป็นความจริงโดย Insulin มีหน้าที่ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด จากการกระตุ้นให้ Glucose ในเลือดเปลี่ยนเป็น Glycogen เเล้ว storage ที่ตับเเละกล้ามเนื้อ เเละคนที่เป็นโรคเบาหวานควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน เเป้งเเละน้ำตาล โดยเเป้งสุดท้ายเมื่อผ่านกระบวนการย่อย เเละ การ Absorption - การดูดซึม ก็จะกลายเป็นน้ำตาลซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โดยน้ำตาลเมื่อดูดซึมเข้า microvillus ในผนังลำไส้เล็ก เเล้วส่งต่ำไปยัง capillary ผ่านทาง Hepatic portal vein ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะเกิดอันตรายได้

อินซูลิน ถ้าอยู่ในร่างกายจะเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สร้างมาจาก ตับอ่อน - Islets of Langerhans โดยสร้างมาจาก β - cell ใน Islets of Langerhans มีหน้าที่ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยการกระตุ้นให้ Glucose เปลี่ยนเป็น Glycogen ในตับเเละกล้ามเนื้อ

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


ข. เอนไซม์เป็นสารประเภทโปรตีน

-

-

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


ข. ในร่างกายมนุษย์จะไม่พบโปรตีนที่มีกรดอะมิโนXและYเป็นองค์ประกอบ

-

-

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


ข.โครงสร้างแบบทุติยภูมิของโปรตีนแบบเกลียวแอลา เกิดจากการสร้างพันธะไฮโดรเจนระหว่าง C=O ของกรดอะมิโนหนึ่ง N-H ของกรดอะมิโนระหว่างโพลิเพปไทด์ที่อยู่คู่กัน

เพราะเป็นข้อที่มีเหตุผลเเละตรงกับหลักการคิดที่ว่า เกิดจากการสร้างพันธะไฮโดรเจนระหว่าง C=O ของกรดอะมิโนหนึ่งกับ N-H ของกรดอะมิโนระหว่างโพลิเพปไทด์ที่อยู่คู่กัน

โครงสร้างทุติยภูมิ เป็นโครงสร้างที่เกิดจากการขดหรือม้วนตัวของโครงสร้างปฐมภูมิ ถ้าเกิดจากการสร้างพันธะไฮโดรเจนระหว่าง C=O ของกรดอะมิโนหนึ่งกับ N-H ของกรด อะมิโนถัดไปอีก 4 หน่วยในสายพอลิเพปไทด์เดียวกันจะเกิดโครงสร้างในลักษณะบิดเป็นเกลียวซึ่งเรียกโครงสร้างทุติยภูมิชนิดนี้ว่า เกลียวแอลฟา

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


A = Glycerol B = Fatty acids C = Triglyceride

เพราะหลักการคิดของผมตรงกับสมการที่ A = Glycerol B = Fatty acids C = Triglyceride โดยเป็นสมการการเกิดไขมัน

เป็นสมการการเกิดไขมัน โดยเกิดจาก Glycerol + Fatty acids 3 โมเลกุล กลายเป็น Triglyceride ที่เชื่อมกันด้วยพันธะ Ester Bond + กับ H20 3 โมเลกุล

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


ข้อ ข.

-

-

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


ข้อ จ.

ข้อ 2 เเละ 3 ทั้งน้ำมัน X เเละ น้ำมัน Y มีลักษณะตรงกับทฤษฎีหลักคิดของผม เรื่องกลิ่นเเละปริมาณกรดไขมันอิ่มตัว

น้ำมัน Y คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวไม่มาก มีลักษณะเหม็นหืนง่ายเเต่ไม่มีพิษภัย โดยเพียงเติมวิตามิน E ก็จะทำให้ ชะลอการเหม็นได้ น้ำมัน X คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว มีกรดไขมันอิ่มตัวมากเเละเหม็นหืนได้ยาก

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


จ. น้ำมันมะกอกประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากกว่าน้ำมันหมูหรือไขวัว

น้ำมันหมูเเละไขวัว เป็นส่วนประกอบของกรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งต่างจากน้ำมันมะกอกที่ประกอบไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว

น้ำมันหมูเเละไขวัว เป็นส่วนประกอบของกรดไขมันอิ่มตัว เเละน้ำมันมะกอกเป็นส่วนประกอบของกรดไขมันอิ่มตัว ทำให้น้ำมันมะกอกประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากกว่าน้ำมันหมูหรือไขวัว

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


ก. ไข่ขาว , น้ำตาลทราย , เอทิลแอซิเตต

X คือ ไข่ขาว เพราะ เป็นโปรตีนโดยทดสอบผ่าน Biuret test เเละจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง Y คือ น้ำตาลทราย ที่มากจากน้ำตาล Sucrose ทดสอบผ่าน Benedict's Test เเละต้องนำไปต้มกับกรดก่อนถึงจะเปลี่ยนเป๊นสีเเดงอิฐ Z คือ เอทิลเเอซิเตต เมื่อต้มกับ HCL จะมีกลิ่นฉุนคล้ายน้ำส้มสายชู

ไข่ขาว เป็นโปรตีนโดยทดสอบผ่าน Biuret test เเละจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง / Sucrose คือน้ำตาลทราย เป็นข้อยกว้นก่อนที่จะนำไปทดสอบผ่าน Benedict's Test โดยต้องนำไปต้มกับกรดก่อนถึงจะเปลี่ยนเป็นสีเเดงอิฐได้ / เอทิลเเอซิเตต เมื่อต้มกับ HCL จะมีกลิ่นฉุนคล้ายน้ำส้มสายชู

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


ข. ข้อ 1 และ ข้อ 2 ถูก

ข้อ 1 ถูกต้อง โดยไคติน เป็นส่วนประกอบของเห็ดรา เเละเป็น Polymer ของ N-Acetyl glucosamine ข้อ 2 ถูกต้องเพราะกรดทั้งสองถูดเชื่อมด้วยพันธะเปปไทด์ที่เชื่อมระหว่างคาร์บอนอะตอม เเละ ไนโตรเจนอะตอม เเละข้อ 3 ผิดเพราะ Cellulose ประกอบด้วยพันธะ Beta 1-4 glycosidic ไม่ใช่ Alpha 1-4 glycosidic

ไคติน เป็น Polymer ของ N-Acetyl glucosamine เป็นส่วนประกอบของเห็ดรา / กรดอะมิโนไอโซลิวซีน เเละซิสเทอีก เชื่อมด้วย Peptide Bond ที่เชื่อมระหว่างคาร์บอนอะตอม เเละ ไนโตรเจนอะตอม

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


ข. มีข้อถูก 2 ข้อ

มีเพียงข้อ 3 เเละ 4 ที่ถูกต้อง

อิมมูโนโกลบูลิน เป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน เเละ ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันในเลือดที่คอยทำลายวิตามินชนิดต่างๆ

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


X = ปฎิกิริยาการสลายพันธะเปปไทด์ของโปรตีน Y = เป็นการรวมโมเลกุลของน้ำตาล กลูโคสเเละฟรักโทส Z = ปฎิกิริยาการสลายตัวของไขมัน

เพราะ X = ปฎิกิริยาการสลายพันธะเปปไทด์ของโปรตีน Y = เป็นการรวมโมเลกุลของน้ำตาล กลูโคสเเละฟรักโทส Z = ปฎิกิริยาการสลายตัวของไขมัน

X = ปฎิกิริยาการสลายพันธะเปปไทด์ของโปรตีน โดย Protein จะกลายเป็นกรดอะมิโน เพราะ Protein เกิดจากกรดอะมิโน 100 โมเลกุลรวมกัน Y = ซูโครสเป็นการรวมโมเลกุลของน้ำตาล กลูโคสเเละฟรักโทส Z = เป็นปฎิกิริยาการสลายตัวของไขมัน โดยไขมันเกิดจาก กรดไขมัน + กลีเซอรอลที่เชื่อมกันด้วยพันธะ Ester

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


ข. มีข้อถูก 2 ข้อ

-

-

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


จ. นมสด มอลโทส ข้าวต้ม

สาร X คือการเปลี่ยนเเปลงของนมสด สาร Y คือการเปลี่ยนเเปลงของน้ำตาลมอลโทส สาร Z คือข้าวต้ม

สาร X คือการเปลี่ยนเเปลงของนมสดโดยนมสดคือโปรตีนเเละเมื่อทดสอบ Biuret test จะเปลี่ยนสีเป็น สีม่วง หรือ ม่วงน้ำเงิน สาร Y คือการเปลี่ยนเเปลงของน้ำตาลมอลโทสโดยทดสอบผ่าน Biuret's Test จะเกิดตะกอนสีเเดงอิฐ สาร Z คือข้าวต้ม

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


จ. ไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว ไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว กรดคาร์บอกซิลิก แป้ง

ไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว ไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว กรดคาร์บอกซิลิก แป้ง ตามลำดับ นี้จะถูกต้องตามตัวเลือก W,X,Y,Z ที่ให้มา

โดย W = คือไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัวจะไม่เกิดปฎิกิริยาใดๆทั้งสิ้น X = ไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว เพราะเป็นน้ำที่ผ่านสารละลาย KMNO4 Y = กรดคาร์บอกซิลิก เพราะเกิดปฎิกิริยากับสาร NaOH เเละ สารละลาย KMNO4 Z = เเป้งเพราะเมื่อผ่านการทดสอบเเล้วจะเกิดปฎิกิริยากับยีสต์เเละสารละลายเบเนดิกต์ เพราะเเป้งเมื่อนำไปทดสอบกับสารละลายเบเนดิกต์ จะเกิดปฎิกิริยากลายเป็นตะกอนสีเเดงอิฐ

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


ข. W, X และ Z

เป็นข้อที่ถูกต้องเพราะข้อ W, X และ Z เมื่อนำมาทดสอบด้วยสารละลายเบเนดิกต์จะเกิดตะกอนสีเเองอิฐ

ฟรุกโตส กลูโคส เป็น คาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการทดสอบได้ เเละ ch3coch3 หรือเเอซิโทนเป็นสารเคมีที่พื้นฐานที่สุดของคีโตน (ketone) ซึ่งเป็นหมู่ฟังก์ชันในน้ำตาลฟรักโตส จึงสามารถทดสอบสารละลายเบเนดิกต์ได้

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


ค. ไกลโคเจน

เพราะถูกต้องตามทฤษฎี

ไกลโคเจน เป็นบัฟเฟอร์

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


5. Ferredoxin และ plastoquinone ถูกสร้างออกมามากขึ้นเพื่อทดแทนการทำงาน cytochrome ในกระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอน

-

-

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

21


2. สามารถพบลักษณะของ cell membrane แบบ phospholipid bilayer ได้

-

-

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

22


ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับอะไมโลสและอะไมเลส

จ. อะไมโลส และอะไมเลสไม่ทำปฏิกิริยากับสารละลายนินไฮดริน

ถูกต้องตามทฤษฎี

ถูกต้องตามทฤษฎี

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

23


2. Lac operon เกี่ยวข้องกับกระบวนการ breakdown ของ lactose

ถูกต้องตามทฤษฎี

ถูกต้องตามทฤษฎี

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

24


2. Operon

ถูกต้องตามคลิปข้างต้น

ถูกต้องตามคลิปข้างต้น

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

25


2. Inducer

ถูกต้องตามคลิปข้างต้น

ถูกต้องตามคลิปข้างต้น

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 50.5 เต็ม 161

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา