ตรวจข้อสอบ > ธีธัช รุ่งเรืองเจริญสุข > ชีวเคมีเชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์ | Biochemistry > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 69 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


จ. คาร์โบไฮเดรต

เนื่องจากโครงสร้างประกอบด้วยหน่วยย่อยคือน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ก็คือ น้ำตาลฟรักโทส นอกจากนี้ยังไม่พบหมู่ NH2 ที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีนอีกด้วย

Inulinsเป็นกลุ่มของธรรมชาติที่เกิดขึ้นpolysaccharidesผลิตโดยหลายประเภทของพืช , [1]อุตสาหกรรมส่วนใหญ่มักจะสกัดจากสีน้ำเงิน [2]อินนูลินอยู่ในกลุ่มเส้นใยอาหารที่เรียกว่าฟรุกแทนส์ อินนูลินจะถูกใช้โดยพืชบางชนิดเป็นวิธีการจัดเก็บพลังงานและมักจะพบในรากหรือเหง้า พืชส่วนใหญ่ที่สังเคราะห์และจัดเก็บอินนูลินไม่ได้เก็บรูปแบบอื่น ๆ ของคาร์โบไฮเดรตเช่นแป้ง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


ง. 2 และ 3

ข้อ 1 ผิด เพราะว่า คนที่เป็นเบาหวานขาดฮอร์โมนอินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ข้อ 4 ผิด เพราะว่า เมื่อฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายจะทำให้อินซูลินนำน้าตาลในเลือดไปใช้ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง

อินซูลิน เป็นฮอร์โมนที่ตับอ่อนสร้างขึ้น และมีหน้าที่ที่สำคัญคือ นำน้ำตาลในเลือดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายเพื่อสร้างเป็นพลังงาน แต่สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้เต็มที่ เนื่องจากขาดฮอร์โมนอินซูลิน มีผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


ค. เอนไซม์ทํางานได้ภายในช่วง pH ที่จํากัด

เอ็นไซม์เป็นสารชีวะโมเลกุลซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเภทโปรตีน

เอนไซม์ หรือ enzyme คือ กลุ่มของโปรตีนที่มีหน้าที่พิเศษแตกต่างจากโปรตีนทั่วไป คือ มีความสามารถในการเร่งปฏิกิริยาทางชีวเคมีที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


จ. เพปไทด์ที่เกิดจากการรวมตัวของกรดXกรดYและกรดZจะได้โมเลกุลของนํ้าออกมา3โมเลกุล

การเกิดเพปไทด์จะอาศัยหลักการ Dehydration ทำให้ได้น้ำออกมา 3 โมเลกุล

พันธะเพปไทด์ (peptide bond) หรือพันธะเอไมด์ (amide bond) เป็นพันธะเคมีที่สร้างระหว่างหมู่คาร์บอกซิลของโมเลกุลหนึ่งกับหมู่อะมิโนของอีกโมเลกุลหนึ่ง และมีการปล่อยน้ำออกไปหนึ่งโมเลกุล จัดเป็นการสังเคราะห์แบบสูญเสียน้ำ (dehydration synthesis) และมักจะเกิดระหว่างกรดอะมิโน โมเลกุลที่เกิดใหม่เรียกว่าเอไมด์ C (=O) NH- หรือเพปไทด์

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


ค.โปรตีนจัดเป็นสารประกอบที่เห็น แอมโฟเทริก (amphottric)

โปรตีนจมีทั้งประจุบวกและประจุลบ จึงจัดเป็นแอมโฟเทริก

แอมโฟเทริก (amphoteric) หมายถึงสารประกอบที่ในโมเลกุลมีทั้งประจุบวกและประจุลบ เช่น โปรตีน จึงมีสมบัติเป็นได้ทั้งกรดและด่าง (เบส)

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


A = กลีเซอรอล B = กรดไขมัน C = ไตรแอซิลกลีเซอรอล

เพราะสาร B มี 3 โมเลกุล และเกิดผลิตภัณฑ์ได้น้ำ 3 โมเลกุลนั้นหมายความว่าเกิดการ Dehydration ระหว่าง กลีเซอรอล 1 โมเลกุล + กรดไขมัน 3 โมเลกุล

ไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) หรือไตรเอซิลกลีเซอรอล (Triacylglycerol) เป็นไขมันที่ประกอบด้วยกรดไขมันสามโมเลกุลรวมตัวกับกลีเซอรอลหนึ่งโมเลกุล กรดไขมันที่มาประกอบเป็นไตรกลีเซอไรด์นั้นอาจจะเป็นกรดไขมันชนิดเดียวกัน เช่น ไตรสเตียริน มีกรดสเตียริกเป็นองค์ประกอบเท่านั้น หรือเป็นกรดไขมันคนละชนิด เช่น 1-พาล์มิโทสเตียริน (1-Palmitostearin) หมายถึงไตรกลีเซอไรด์ที่กรดไขมันตัวแรกเป็นกรดปาลมิติก ส่วนกรดไขมันตัวที่ 2 และ 3 เป็นกรดสเตียริก เป็นพลังงานสะสมในสัตว์ และใช้สะสมใต้ผิวหนังเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกาย โดยสะสมในเซลล์ไขมัน (Adipocyte หรือ Fat cell) ในรูปเม็ดไขมัน หรืออยู่ในรูปไมเซลล์ (Micelle)

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


ข้อ ข.

กรดไขมันไม่อิ่มตัวหยดไอโอดีนเยอะ กรดไขมันอิ่มตัวใช้ไอโอดีนน้อย

กรดไขมันไม่อิ่มตัวหยดไอโอดีนเยอะ กรดไขมันอิ่มตัวใช้ไอโอดีนน้อย

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


ข้อ จ.

กรดไขมันอิ่มตัวเป็นของแข็ง เหม็นหืนยาก กรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นของเหลว เหม็นหืนง่าย

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


ข. น้ำมันมะกอกเท่านั้นที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว จึงทำปฏิกิริยาฟอกจางสีโบรมีนได้

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


ก. ไข่ขาว , น้ำตาลทราย , เอทิลแอซิเตต

CuSO4การทดสอบโปรตีนได้เป็นสีม่วง เบเนดิกทดสอบน้ำตาล

การทดสอบโปรตีนสามารถทดสอบได้ด้วยปฏิกิริยาไบยูเรต โดยให้โปรตีนทำปฏิกิริยากับสารละลาย CuSO4ในสารละลายเบส NaOH หรือ KOH จะได้สารสีน้ำเงินม่วง โดยปฏิกิริยา CuSO4ในสารละลายเบสจะทำปฏิกิริยากับองค์ประกอบย่อยของโปรตีนคือ กรดอะมิโน ได้สารสีน้ำเงินม่วง ซึ่งเป็นสารประกอบเชิงซ้อนระหว่าง Cu2+กับไนโตรเจนในสารที่มีพันธะเพปไทด์ คาร์โบไฮเดรตพวกที่มีรสหวาน ทดสอบโดยใช้สารละลายเบเนดิกส์ ซึ่งมีสีฟ้า ผลการทดสอบ เป็นดังนี้ เมื่อนำน้ำตาลกลูโคส + สารละลายเบเนดิกส์ แล้วนำไปต้ม จะเปลี่ยนสีสารละลายเบเนดิกส์จากสีฟ้าเป็นตะกอนสีส้มแดง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


ค. ข้อ 1 และ ข้อ 3 ถูก

Chitin พบมากในผนังเซลล์ของเห็ดรา Cellulose เป็น structural poly saccharide เชื่อมกันด้วยพันธะไกลโคซิดิก

เซลลูโลส (Cellulose) มีสูตรโมเลกุลคือ (C6H10O5 )n เซลลูโลสเป็นพอลิเมอร์ชีวภาพ (Biopolymer) ที่ สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติประกอบด้วยสารคาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) ประเภทพอลิแซ็กคา ไรด์ (Polysaccharide)

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


ง. ถูกทุกข้อ

ฮีโมโกลบิน ทำหน้าที่ลำเลียง O2 และ CO2 คอเลสเทอรอล เป็นไขมัน ทำหน้าท่สร้างฮอร์โมนเพศ อิมมูโนโกลบูลิน หรื antibody เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน ไตรกลีเซอไรด์ ช่วยละลายวิตามิน

ฮีโมโกลบิน ทำหน้าที่ลำเลียง O2 และ CO2 คอเลสเทอรอล เป็นไขมัน ทำหน้าท่สร้างฮอร์โมนเพศ อิมมูโนโกลบูลิน หรื antibody เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน ไตรกลีเซอไรด์ ช่วยละลายวิตามิน

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


x = hydrolysis y = dehydration z = hydrolysis

หน่วยย่อยของโปรตีนคือ กรดอะมิโน เป็นการสลายโมเลกุลที่มีขนาดใหญ่ให้เล็กลง หน่วยย่อยของไขมัน คือ กรดไขมัน กับ กลีเซอรอล เป็นการสลายโมเลกุลที่มีขนาดใหญ่ให้เล็กลง กลูโคส + ฟรักโทส เกิดพันธะไกโคซิดิกต์ และได้น้ำจากการควบแน่น

hydrolysis คือ เป็นปฎิกิริยาที่ใช้น้ำสลายพันธะ

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


4

สังเกตจากหมู่ NH2

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


ก. มีข้อถูกเพียง 1 ข้อ

ข้อ 4 ถูก

พันธะไดซัลไฟด์ : S-S พันธะฟองโฟไดเอสเทอร์ : หมู่ฟอสเฟส จับกับ หมู่OH พันธะไกลโคซิดิก : หมู่OH จับกับ H

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


ง. นมถั่วเหลือง กลูโคส น้ำตาลทราย

x ควรเป็นโปรตีนที่มีเพปไทด์ 2 พันธะขึ้นไป y ควรเป็น reducing sugar z ไม่ควรเป็นแป้ง

ทดสอบด้วยการนำอาหารมาทดสอบกับสารละลายคอปเปอร์ (II) ซัลเฟตซึ่งมีสีฟ้า และสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ หรือเรียกว่า การทดสอบไบยูเร็ต ผลการทดสอบเป็นดังนี้ โปรตีน + (สารละลายคอปเปอร์(II) ซัลเฟต + สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ จะเปลี่ยนสีสารละลายดังกล่าวจากสีฟ้าเป็นสีม่วงแกมแดง คาร์โบไฮเดรตพวกที่มีรสหวาน ทดสอบโดยใช้สารละลายเบเนดิกส์ ซึ่งมีสีฟ้า ผลการทดสอบ เป็นดังนี้ เมื่อนำน้ำตาลกลูโคส + สารละลายเบเนดิกส์ แล้วนำไปต้ม จะเปลี่ยนสีสารละลายเบเนดิกส์จากสีฟ้าเป็นตะกอนสีส้มแดง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


ข. ไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว แอลกอฮอล์ กรดคาร์บอกซิลิก แป้ง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


จ. W, X, Y และ Z

รู้จักแค่ Sucrose ที่เป็น Non reducing sugar

ผมว่าน้ำตาล ไตรโอส กับ น้ำตาลเฮกโซส เป็น reducing sugar

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


จ. กรดอะมิโน

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


3. พืชไม่สามารถเกิดปฏิกิริยา photolysis จึงทำให้ไม่เกิด O2 ขึ้น

PSI ถูกยับยั้งไม่ให้ Fd ส่งอิเล็กตรอนทำให้ไม่เกิด NADPH ได้ และเมื่อ Diuron ยับยั้งการถ่ายทอด Electron ของ PSII ทำให้ไม่เกิดการถ่ายทอดอิเล็กตรอน นั้นหมายความว่าพืชจะไม่สามารถ สร้าง ATP และ เกิดกระบวนการ Photolysis ได้

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

21


3. มีสารพันธุกรรมเช่นเดียวกับเชื้อก่อโรค Influenza , AIDS

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

22


ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับอะไมโลสและอะไมเลส

ข. อะไมเลส จัดเป็นพอลิแซ็กคาไรด์แบบโซ่กิ่ง ที่ไม่สามารละลายน้ำได้

อะไมโลส เปลี่ยนสีสารละลายไอโอดีนเป็นสีน้ำเงิน เพราะ amylose เป็น พอลิแซ็กคาไรด์ สายตรงที่ไม่สามารละลายน้ำได้

amylose เป็น พอลิแซ็กคาไรด์ แบบโครงสร้าง สายตรงที่ไม่สามารละลายน้ำได้

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

23


2. Lac operon เกี่ยวข้องกับกระบวนการ breakdown ของ lactose

Glucose เป็นแหล่งพลังงานของเซลล์

จาก Video จะเป็นการ Lac Operon Glucose เป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ จะเกี่ญวข้องกับ Cellular respiration

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

24


3. DNA polymerase

video ปรากฏ RNA polymerase

video ปรากฏ RNA polymerase

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

25


5. Glucose

จากสื่อจะใช้เป็นนั้นตาล lactose

lactose เป็น น้ำตาลโมเลกุลคู่

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 86.5 เต็ม 161

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา