| 1 |
|
จ. คาร์โบไฮเดรต |
|
เนื่องจากโครงสร้างประกอบด้วยหน่วยย่อยคือน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ก็คือ น้ำตาลฟรักโทส นอกจากนี้ยังไม่พบหมู่ NH2 ที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีนอีกด้วย
|
Inulinsเป็นกลุ่มของธรรมชาติที่เกิดขึ้นpolysaccharidesผลิตโดยหลายประเภทของพืช , [1]อุตสาหกรรมส่วนใหญ่มักจะสกัดจากสีน้ำเงิน [2]อินนูลินอยู่ในกลุ่มเส้นใยอาหารที่เรียกว่าฟรุกแทนส์ อินนูลินจะถูกใช้โดยพืชบางชนิดเป็นวิธีการจัดเก็บพลังงานและมักจะพบในรากหรือเหง้า พืชส่วนใหญ่ที่สังเคราะห์และจัดเก็บอินนูลินไม่ได้เก็บรูปแบบอื่น ๆ ของคาร์โบไฮเดรตเช่นแป้ง
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
|
ง. 2 และ 3 |
|
ข้อ 1 ผิด เพราะว่า คนที่เป็นเบาหวานขาดฮอร์โมนอินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสูง
ข้อ 4 ผิด เพราะว่า เมื่อฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายจะทำให้อินซูลินนำน้าตาลในเลือดไปใช้ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
|
อินซูลิน เป็นฮอร์โมนที่ตับอ่อนสร้างขึ้น และมีหน้าที่ที่สำคัญคือ นำน้ำตาลในเลือดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายเพื่อสร้างเป็นพลังงาน แต่สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้เต็มที่ เนื่องจากขาดฮอร์โมนอินซูลิน มีผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
|
ค. เอนไซม์ทํางานได้ภายในช่วง pH ที่จํากัด |
|
เอ็นไซม์เป็นสารชีวะโมเลกุลซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเภทโปรตีน
|
เอนไซม์ หรือ enzyme คือ กลุ่มของโปรตีนที่มีหน้าที่พิเศษแตกต่างจากโปรตีนทั่วไป คือ มีความสามารถในการเร่งปฏิกิริยาทางชีวเคมีที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
|
จ. เพปไทด์ที่เกิดจากการรวมตัวของกรดXกรดYและกรดZจะได้โมเลกุลของนํ้าออกมา3โมเลกุล |
|
การเกิดเพปไทด์จะอาศัยหลักการ Dehydration ทำให้ได้น้ำออกมา 3 โมเลกุล
|
พันธะเพปไทด์ (peptide bond) หรือพันธะเอไมด์ (amide bond) เป็นพันธะเคมีที่สร้างระหว่างหมู่คาร์บอกซิลของโมเลกุลหนึ่งกับหมู่อะมิโนของอีกโมเลกุลหนึ่ง และมีการปล่อยน้ำออกไปหนึ่งโมเลกุล จัดเป็นการสังเคราะห์แบบสูญเสียน้ำ (dehydration synthesis) และมักจะเกิดระหว่างกรดอะมิโน โมเลกุลที่เกิดใหม่เรียกว่าเอไมด์ C (=O) NH- หรือเพปไทด์
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
|
ค.โปรตีนจัดเป็นสารประกอบที่เห็น แอมโฟเทริก (amphottric) |
|
โปรตีนจมีทั้งประจุบวกและประจุลบ จึงจัดเป็นแอมโฟเทริก
|
แอมโฟเทริก (amphoteric) หมายถึงสารประกอบที่ในโมเลกุลมีทั้งประจุบวกและประจุลบ เช่น โปรตีน จึงมีสมบัติเป็นได้ทั้งกรดและด่าง (เบส)
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
|
A = กลีเซอรอล
B = กรดไขมัน
C = ไตรแอซิลกลีเซอรอล |
|
เพราะสาร B มี 3 โมเลกุล และเกิดผลิตภัณฑ์ได้น้ำ 3 โมเลกุลนั้นหมายความว่าเกิดการ Dehydration ระหว่าง กลีเซอรอล 1 โมเลกุล + กรดไขมัน 3 โมเลกุล
|
ไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) หรือไตรเอซิลกลีเซอรอล (Triacylglycerol) เป็นไขมันที่ประกอบด้วยกรดไขมันสามโมเลกุลรวมตัวกับกลีเซอรอลหนึ่งโมเลกุล กรดไขมันที่มาประกอบเป็นไตรกลีเซอไรด์นั้นอาจจะเป็นกรดไขมันชนิดเดียวกัน เช่น ไตรสเตียริน มีกรดสเตียริกเป็นองค์ประกอบเท่านั้น หรือเป็นกรดไขมันคนละชนิด เช่น 1-พาล์มิโทสเตียริน (1-Palmitostearin) หมายถึงไตรกลีเซอไรด์ที่กรดไขมันตัวแรกเป็นกรดปาลมิติก ส่วนกรดไขมันตัวที่ 2 และ 3 เป็นกรดสเตียริก เป็นพลังงานสะสมในสัตว์ และใช้สะสมใต้ผิวหนังเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกาย โดยสะสมในเซลล์ไขมัน (Adipocyte หรือ Fat cell) ในรูปเม็ดไขมัน หรืออยู่ในรูปไมเซลล์ (Micelle)
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
|
ข้อ ข. |
|
กรดไขมันไม่อิ่มตัวหยดไอโอดีนเยอะ
กรดไขมันอิ่มตัวใช้ไอโอดีนน้อย
|
กรดไขมันไม่อิ่มตัวหยดไอโอดีนเยอะ
กรดไขมันอิ่มตัวใช้ไอโอดีนน้อย
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
|
ข้อ จ. |
|
กรดไขมันอิ่มตัวเป็นของแข็ง เหม็นหืนยาก
กรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นของเหลว เหม็นหืนง่าย
|
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
|
ข. น้ำมันมะกอกเท่านั้นที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว จึงทำปฏิกิริยาฟอกจางสีโบรมีนได้ |
|
|
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
|
ก. ไข่ขาว , น้ำตาลทราย , เอทิลแอซิเตต |
|
CuSO4การทดสอบโปรตีนได้เป็นสีม่วง
เบเนดิกทดสอบน้ำตาล
|
การทดสอบโปรตีนสามารถทดสอบได้ด้วยปฏิกิริยาไบยูเรต โดยให้โปรตีนทำปฏิกิริยากับสารละลาย CuSO4ในสารละลายเบส NaOH หรือ KOH จะได้สารสีน้ำเงินม่วง โดยปฏิกิริยา CuSO4ในสารละลายเบสจะทำปฏิกิริยากับองค์ประกอบย่อยของโปรตีนคือ กรดอะมิโน ได้สารสีน้ำเงินม่วง ซึ่งเป็นสารประกอบเชิงซ้อนระหว่าง Cu2+กับไนโตรเจนในสารที่มีพันธะเพปไทด์
คาร์โบไฮเดรตพวกที่มีรสหวาน ทดสอบโดยใช้สารละลายเบเนดิกส์ ซึ่งมีสีฟ้า ผลการทดสอบ เป็นดังนี้ เมื่อนำน้ำตาลกลูโคส + สารละลายเบเนดิกส์ แล้วนำไปต้ม จะเปลี่ยนสีสารละลายเบเนดิกส์จากสีฟ้าเป็นตะกอนสีส้มแดง
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
|
ค. ข้อ 1 และ ข้อ 3 ถูก |
|
Chitin พบมากในผนังเซลล์ของเห็ดรา
Cellulose เป็น structural poly saccharide เชื่อมกันด้วยพันธะไกลโคซิดิก
|
เซลลูโลส (Cellulose) มีสูตรโมเลกุลคือ (C6H10O5
)n เซลลูโลสเป็นพอลิเมอร์ชีวภาพ (Biopolymer) ที่
สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติประกอบด้วยสารคาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) ประเภทพอลิแซ็กคา
ไรด์ (Polysaccharide)
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
|
ง. ถูกทุกข้อ |
|
ฮีโมโกลบิน ทำหน้าที่ลำเลียง O2 และ CO2
คอเลสเทอรอล เป็นไขมัน ทำหน้าท่สร้างฮอร์โมนเพศ
อิมมูโนโกลบูลิน หรื antibody เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน
ไตรกลีเซอไรด์ ช่วยละลายวิตามิน
|
ฮีโมโกลบิน ทำหน้าที่ลำเลียง O2 และ CO2
คอเลสเทอรอล เป็นไขมัน ทำหน้าท่สร้างฮอร์โมนเพศ
อิมมูโนโกลบูลิน หรื antibody เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน
ไตรกลีเซอไรด์ ช่วยละลายวิตามิน
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
|
x = hydrolysis
y = dehydration
z = hydrolysis |
|
หน่วยย่อยของโปรตีนคือ กรดอะมิโน เป็นการสลายโมเลกุลที่มีขนาดใหญ่ให้เล็กลง
หน่วยย่อยของไขมัน คือ กรดไขมัน กับ กลีเซอรอล เป็นการสลายโมเลกุลที่มีขนาดใหญ่ให้เล็กลง
กลูโคส + ฟรักโทส เกิดพันธะไกโคซิดิกต์ และได้น้ำจากการควบแน่น
|
hydrolysis คือ เป็นปฎิกิริยาที่ใช้น้ำสลายพันธะ
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
|
4 |
|
สังเกตจากหมู่ NH2
|
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
|
ก. มีข้อถูกเพียง 1 ข้อ |
|
ข้อ 4 ถูก
|
พันธะไดซัลไฟด์ : S-S
พันธะฟองโฟไดเอสเทอร์ : หมู่ฟอสเฟส จับกับ หมู่OH
พันธะไกลโคซิดิก : หมู่OH จับกับ H
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
|
ง. นมถั่วเหลือง กลูโคส น้ำตาลทราย |
|
x ควรเป็นโปรตีนที่มีเพปไทด์ 2 พันธะขึ้นไป
y ควรเป็น reducing sugar
z ไม่ควรเป็นแป้ง
|
ทดสอบด้วยการนำอาหารมาทดสอบกับสารละลายคอปเปอร์ (II) ซัลเฟตซึ่งมีสีฟ้า และสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ หรือเรียกว่า การทดสอบไบยูเร็ต
ผลการทดสอบเป็นดังนี้ โปรตีน + (สารละลายคอปเปอร์(II) ซัลเฟต + สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ จะเปลี่ยนสีสารละลายดังกล่าวจากสีฟ้าเป็นสีม่วงแกมแดง
คาร์โบไฮเดรตพวกที่มีรสหวาน ทดสอบโดยใช้สารละลายเบเนดิกส์ ซึ่งมีสีฟ้า ผลการทดสอบ เป็นดังนี้ เมื่อนำน้ำตาลกลูโคส + สารละลายเบเนดิกส์ แล้วนำไปต้ม จะเปลี่ยนสีสารละลายเบเนดิกส์จากสีฟ้าเป็นตะกอนสีส้มแดง
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
|
ข. ไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว แอลกอฮอล์ กรดคาร์บอกซิลิก แป้ง |
|
|
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
|
จ. W, X, Y และ Z |
|
รู้จักแค่ Sucrose ที่เป็น Non reducing sugar
|
ผมว่าน้ำตาล ไตรโอส กับ น้ำตาลเฮกโซส เป็น reducing sugar
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
|
จ. กรดอะมิโน |
|
|
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
|
3. พืชไม่สามารถเกิดปฏิกิริยา photolysis จึงทำให้ไม่เกิด O2 ขึ้น |
|
PSI ถูกยับยั้งไม่ให้ Fd ส่งอิเล็กตรอนทำให้ไม่เกิด NADPH ได้ และเมื่อ Diuron ยับยั้งการถ่ายทอด Electron ของ PSII ทำให้ไม่เกิดการถ่ายทอดอิเล็กตรอน นั้นหมายความว่าพืชจะไม่สามารถ สร้าง ATP และ เกิดกระบวนการ Photolysis ได้
|
|
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 21 |
|
3. มีสารพันธุกรรมเช่นเดียวกับเชื้อก่อโรค Influenza , AIDS |
|
|
|
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 22 |
ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับอะไมโลสและอะไมเลส
|
ข. อะไมเลส จัดเป็นพอลิแซ็กคาไรด์แบบโซ่กิ่ง ที่ไม่สามารละลายน้ำได้ |
|
อะไมโลส เปลี่ยนสีสารละลายไอโอดีนเป็นสีน้ำเงิน เพราะ amylose เป็น พอลิแซ็กคาไรด์ สายตรงที่ไม่สามารละลายน้ำได้
|
amylose เป็น พอลิแซ็กคาไรด์ แบบโครงสร้าง สายตรงที่ไม่สามารละลายน้ำได้
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 23 |
|
2. Lac operon เกี่ยวข้องกับกระบวนการ breakdown ของ lactose |
|
Glucose เป็นแหล่งพลังงานของเซลล์
|
จาก Video จะเป็นการ Lac Operon
Glucose เป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ จะเกี่ญวข้องกับ Cellular respiration
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 24 |
|
3. DNA polymerase |
|
video ปรากฏ RNA polymerase
|
video ปรากฏ RNA polymerase
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 25 |
|
5. Glucose |
|
จากสื่อจะใช้เป็นนั้นตาล lactose
|
lactose เป็น น้ำตาลโมเลกุลคู่
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|