ตรวจข้อสอบ > มนัสนันท์ จิตต์โกมุท > รอบที่ 2 | การแข่งขันและทดสอบความถนัดทางการแพทย์ (มัธยมศึกษาตอนปลาย) > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 57 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


ง. เป็น RNA virus และ สามารถติดเชื้อข้ามสปีชีส์ (cross-species transmission) ได้

เพราะ ไวรัสโคโรน่ามีสารพันธุกรรมเป็นอาร์เอ็นเอจึงมีโอกาสกลายพันธุ์สูง และสามารถก่อการติดเชื้อข้ามสปีชีส์ได้มากขึ้นในสถานที่ที่นำสัตว์เหล่านี้มาอยู่รวมกันอย่างหนาแน่น ดังเช่น ในตลาดค้าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร ที่เป็นแหล่งแพร่เชื้อ SARS-CoV จาก civet cat สู่คน เป็นเหตุทำให้สามารถแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว

อ้างอิงจากบทความวิชาการของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาง มหาวิทยาลัยมหิดล ภาควิชาจุลชีววิทยา โดยได้มีการศึกษาและค้นพบว่า ไวรัสโคโรน่า เป็นไวรัสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่มีสารพันธุกรรมเป็นอาร์เอ็นเอ และมีเปลือกหุ้มด้านนอกที่ประกอบด้วยโปรตีนคลุมด้วยกลุ่มคาร์โบไฮเดรทเป็นปุ่มๆ (spikes) ยื่นออกไปจากอนุภาคไวรัส ทำให้เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน จะเห็นเป็นเหมือนมงกุฎ (ภาษาลาติน corona แปลว่า crown หรือ มงกุฎ) ล้อมรอบ จึงเป็นที่มาของชื่อเชื้อไวรัสในกลุ่มนี้ที่มีสมาชิกหลากหลาย ติดเชื้อก่อโรคได้ทั้งในคน และสัตว์หลายชนิด เช่น สัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (ม้า วัว แมว สุนัข ค้างคาว กระต่าย หนู อูฐ และสัตว์ป่าอื่นๆ) และสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู ดังนั้น ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ที่ก่อโรคในสัตว์ทั้งระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร อาจแพร่มาสู่คนและก่อโรคในคนได้ (zoonotic infection)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


ก. พบว่าผู้ป่วยมีเชื้อ COVID-19 จากการตรวจเลือด 0-10 วัน และ เริ่มแสดงอาการของโรค COVID-19 ประมาณ 7 วัน หลังจากได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย

เพราะ ช่วง 0-10 เป็นช่วงที่สามารถเห็นได้ดังกราฟคือ b-cell และ t-cell ขึ้นสูงมาก เป็นผลมาจากการที่ร่างกายได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นร่างกายจึงมีการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายมา และช่วงที่แสดงอาการ คือ ช่วงประมาณ 10 วันหลังจากได้รับเชื้อ เพราะ จะเห็นได้จากกราฟว่า inflammatory factor จะพุ่งสูงมากหลังจาก 10 วันเนื่องจาก เมื่อได้รับเชื้อเข้ามาแล้วร่างกายจะทำการต่อสู้กับเชื้อในช่วงแรกก่อน(b-T cell สูง) แต่พอระยะหนึ่ง ก็เริ่มสู้ไม่ได้ จึงแสดงอาการออกมาในรูปของ imflammation(การอักเสบ) เกิดขึ้น

อ้างอิงจาก กราฟการขึ้นของค่า IgG และ IgM ของผู้ที่ได้รับวัคซีน mRNA เข้าไป(เชื้อเป็น)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


ก. Clinical history + Physical Examination + Assessment of Immune status

เพราะ clinical history คือ กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งได้จากการสัมภาษณ์ สังเกต ตรวจร่างกาย ตรวจทางห้องปฏิบัติการ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ระบุภาวะสุขภาพ วินิจฉัยแยกโรค ดังนั้นเราจึงต้องนำในส่วนนี้มาพิจารณาเพื่อที่จะได้ทราบภูมิเก่าของคนไข้ รวมถึง physical examination ผลการตรวจร่างกายของคนไข้ เพื่อให้ทราบว่าปัจจุบันคนไข้มีสภาวะร่างกายเป็นอย่างไร และต้องรักษาด้วยวิธีไหน และ assessment of immune status การประเมินสภาวะทางภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย เพื่อที่จะได้ประเมินการได้รับวัคซีนหรือ immunization ในตัวผู้ป่วย ได้อย่างถูกต้อง

อ้างอิงมาจาก basically analysis disease ของผู้ป่วย ว่าหากจะรักษาผู้ป่วยให้มี efficiency ก็ควรจะปฏิบัติตามขั้นตอนของการวินิจฉันโรค เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอีก และเพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวผู้ป่วยอีกด้วย

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


ได้ เชื้อโควิด 19 สามารถพบตามแหล่งธรรมชาติได้ทั่วไป

เพราะ อายุขัย COVID-19 แตกต่างกันออกไปตามแต่ละพื้นผิวโดยเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้หลายชั่วโมงบนพื้นผิวเรียบแต่หากอยู่ในความชื้นที่เหมาะสม ก็สามารถอยู่รอดได้หลายวัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิความชื้น และชนิดของพื้นผิว โดยอายุขัยของ COVID-19 จะแตกต่างกันไปในแต่ละสภาพแวดล้อม

อ้างอิงมาจาก งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England Journal of Medicine) พบว่า ไวรัสในละอองฝอยสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง 3 ชั่วโมงหลังจากมีคนติดเขื้อไอออกมา ละอองฝอยละเอียดขนาด 1-5 ไมโครเมตร (เล็กกว่าความกว้างเส้นผมมนุษย์ 30 เท่า) สามารถอยู่ในอากาศที่นิ่งสนิทได้หลายชั่วโมง นั่นหมายความว่าไวรัสที่หมุนเวียนผ่านระบบปรับอากาศที่ไม่มีการกรองอากาศจะลอยอยู่อย่างมากก็ 3 ชั่วโมง ละอองฝอยมักจะตกลงบนพื้นผิวเมื่ออยู่ในที่ที่อากาศไม่นิ่ง นักวิจัยพบว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สามารถมีชีวิตอยู่บนกระดาษลังได้ถึง 24 ชั่วโมง และ 2-3 วัน สำหรับพื้นผิวพลาสติกและสแตนเลส ผลวิจัยพบว่าไวรัสอาจอยู่ได้นานกว่าบนลูกบิดประตู โต๊ะทำงาน และพื้นผิวแข็งอื่น ๆ แต่พื้นผิวที่เป็นทองแดงจะฆ่าไวรัสภายใน 4 ชั่วโมง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


ง. เข็มที่ 1 AstraZeneca เข็มที่ 2 AstraZeneca ระยะห่างระหว่างเข็ม 3 สัปดาห์

เพราะ หากฉีด AstraZeneca ทั้งสองเข็ม ระยะห่างระหว่างเข็มที่ 1 กับเข็มที่ 2 ที่เหมาะสม คือ 8-12 สัปดาห์ หากฉีกชดก่อนหน้านั้น หรือหลังจากนั้นไปนานมาก อาจส่งผลกระทบต่อปาะสิทธิภาพของวัคซีนได้

อ้างอิงจาก บทความในข่าวของ BBC news ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า คำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ระยะการฉีดระหว่างโดสแรกและโดสที่สองอยู่ที่ระหว่าง 8-12 สัปดาห์ ส่วนระดับภูมิคุ้มกันในระยะยาวหลังจากฉีดโดสแรกจะยาวแค่ไหนยังต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


ข. AstraZeneca เป็น recombinant viral vector vaccine พัฒนาวัคซีนโดยใช้ไวรัสเป็นพาหะ เลียนแบบการติดเชื้อตามธรรมชาติของ COVID-19 พบโอกาสในการเกิดความเสี่ยงเกี่ยวกับเกล็ดเลือดต่ำ (ภาวะ Vaccine-induced thrombocytopenia) จึงเหมาะกับวัยกลางคนมากกว่าผู้สูงอายุ

สำหรับวัคซีน AstraZeneca นั้นโดยทั่วไปร่างกายของผู้มีอายุน้อยมักตอบสนองต่อวัคซีนมากกว่าผู้สูงอายุ ผู้มีอายุน้อยมีโอกาสพบอาการข้างเคียงมากกว่าผู้สูงอายุเช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ท้องเสีย อาเจียน ปวดเมื่อยตามตัวคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่

อ้างอิงจากบทความวิชาการของ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งได้มีการกล่าวเกี่ยวกับการให้ข้อมูลเบื้องต้นของ AstraZeneca

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


ค. เพื่อช่วยเพิ่มการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อ Antigen

เพราะ Adjuvant คือสารที่ใช้ฉีดเข้าไปพร้อมกันกับ antigen เพื่อช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน (immune) ให้สร้าง antibodies ที่ต่อสู้กับ antigen ชนิดนั้นได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อ้างอิงจากบทความวิชาการของ bioentist ซึ่งได้มีการบันทึกไว้ว่า Antibodies สามารถสร้างได้โดยการฉีด antigen เข้าไปในสัตว์ที่ต้องการกระตุ้นให้ผลิต antibodies นั้นๆ แต่อย่างไรก็ตาม การฉีดแค่ antigen อย่างเดียวอาจไม่สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในแบบที่ต้องการได้ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันบางครั้งจะทำลาย antigen รวดเร็วเกินไป ทำให้ไม่สามารถผลิต antibody ได้ในปริมาณและคุณภาพที่มากพอ และเนื่องจากใช้เวลาไม่นานพอ การจะสร้างความจำเพาะของ antibody ต่อ antigen ก็ดีไม่พอเช่นกัน ดังนั้นเพื่อป้องกันการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันแบบที่เราไม่ต้องการนี้ การใช้ adjuvant ร่วมกับ antigen จะช่วยให้การตอบสนองต่อ antigen ช้าลง และช่วยให้การพัฒนา antibody ได้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


ข. ปัจจุบันงานวิจัยทางคลินิกที่สนับสนุนว่าการรับประทานฟ้าทะลายโจรสามารถป้องกันโควิดได้

เพราะ ยาฟ้าทะลายโจรมีสาร“แอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide)” มีส่วนช่วยยับยั้งการแพร่เชื้อโควิด-19 ในผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงจึงสามารถใช้รักษาในอาการเบื้องต้นได้เท่านั้น การทานยาฟ้าทะลายโจรไม่สามารถป้องกันเชื้อโควิด-19 ได้ และมีข้อควรระวังในการรับประทานอีกด้วย

อ้างอิงจาก บทความวิชาการของโรงพยาบาลเพชรเวช โดยมีการกล่าวในบทความไว้ว่า จากการศึกษาพบว่าฟ้าทะลายโจรมีสารที่ชื่อว่า “แอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide)” ที่สามารถยับยั้งการแพร่เชื้อโควิด-19 ได้ ทำให้ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงมีอาการดีขึ้น และมีส่วนช่วยในการป้องกันปอดอักเสบ โดยสารชนิดนี้เป็นสารที่ต้องจำกัดปริมาณที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันอย่างถูกต้องเพื่อให้ยาฟ้าทะลายโจรสามารถออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


แตกต่างกัน แต่มีแนวโน้มเหมือนเดิม คือ ประสิทธิภาพการต้านของสายพันธุ์อัลฟ่าดีกว่าเดลต้า

จากภาพจะเห็นได้ว่า เมื่อฉีดครบสองโดส จะสามารถเห็นได้ว่า effective ของวัคซีนที่มีต่อสายพันธุ์อัลฟ่ามีมากกว่าของเดลต้า แต่ถึงอย่างนั้นแนวโน้มของประสิทธิภาพของสัคซีนที่มีต่อเชื้อทั้งสองสายพันธุ์ก็มีแนวโน้มที่ไม่ต่างกันมากนัก

อ้างอิงจากบทความข่าว จากที่เห็นได้ว่า สายพันธุ์ที่คนติดเชื้อและมีโอกาสเสียชีวิตมากก็คือ สายพันธุ์เดลต้า ดังนั้นเมื่อมาอ้างอิงอธิบายประกอบกับรูปภาพด้ายบนแล้วนึงสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีต่อสายพันธุ์อัลฟ่านั้นมีมากกว่าสายเดลต้า ดังนั้นจึงทำให้ประสิทธิภาพของทั้งสองชนิดนี้แตกต่างกัน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


ง. ปริมาณสารสำคัญที่ผลิตได้จากพืชไม่มีความแตกต่างกัน

เพราะ กัญชง มี CBD มากกกว่า THC และไม่มีฤทธิ์ทางสมอง ส่วนกัญชานั้นมี THC มากกว่า CBD และมีฤทธิ์ทางสมอง

อ้างอิงจากบทความข่าวจาก ทันข่าว today ซึ่งได้มีการเขียนไว้ว่า ทั้งกัญชาและกัญชงเป็นพืชชนิดเดียวกัน มีลักษณะภายนอกแตกต่างกันน้อยมาก แต่สามารถสังเกตในเบื้องต้นได้คือ กัญชงมีใบแคบเรียวและสีเขียวอ่อนกว่า มีลำต้นสูงและแตกกิ่งก้านน้อยกว่า ช่อดอกมียางน้อยกว่ากัญชา จึงมีการนำกัญชงไปใช้เป็นพืชเส้นใยสำหรับทำเสื้อผ้าและเยื่อกระดาษ ถ้าต้องการจำแนกให้ลึกลงไป ให้พิจารณาจากสารประกอบที่เรียกว่าแคนนาบินอยด์ (Cannabinoid) โดยเฉพาะ สารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท นั่นคือ THC (Delta-9-Tetrahydrocannabinol) และสารสำคัญอีกชนิดคือ CBD (Cannabidiol) ซึ่งช่วยยับยั้งการออกฤทธิ์ของ THC ถ้าต้นที่มีสาร THC น้อยกว่า 0.3 เปอร์เซ็นต์ต่อน้ำหนักแห้ง จะถือว่าเป็น Hemp หรือกัญชง แต่ถ้ามีค่า THC สูงกว่านี้ถือว่าเป็น Marijuana หรือกัญชา กรณีใช้ทางการแพทย์ต้องสกัดสาร THC, CBD รวมถึงสารประกอบแคนนาบินอยด์อื่นๆ ออกมาจากต้น ซึ่งแตกต่างจากการเสพกัญชาที่ใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชโดยตรง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


จ. Mytragynine

เพราะ ไมทราไจนีน (Mitragynine) เป็นสารจำพวกอัลคาลอยด์ ออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง (CNS depressant) เช่นเดียวกับยาเสพติดกลุ่มเดียวกัน เช่น psilocybin LSD และ ยาบ้า โดย ผลจากการเสพ พบว่าหลังเคี้ยวใบกระท่อมไปประมาณ 5-10 นาที จะมีอาการเป็นสุข กระปรี้กระเปร่า ไม่รู้สึกหิว (ไม่อยากอาหาร) กดความรู้สึกเมื่อยล้าขณะทำงาน ทำให้สามารถทำงานได้นาน และทนแดดมากขึ้น แต่จะเกิดอาการกลัวหนาวสั่นเวลาอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน ผู้เสพจะมีผิวหนังแดงเพราะเลือดไปเลี้ยงผิวหนังมากขึ้น อาการข้างเคียง ได้แก่ ปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย เบื่ออาหาร ท้องผูก อุจจาระแข็งเป็นก้อนเล็กๆ นอนไม่หลับ ถ้าเสพใบกระท่อมในปริมาณมากๆ จะทําให้มึนงง และคลื่นไส้อาเจียน (เมากระท่อม) แต่ในบางรายเสพเพียง 3 ใบ ก็ทำให้เมาได้ ในรายที่เสพใบกระท่อมมากๆ หรือเป็นระยะเวลานาน มักจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสีขึ้นที่บริเวณผิวหนัง ทำให้ผู้ที่รับประทานมีผิวคล้ำและเข้มขึ้น และยังพบอีกว่าเสพกระท่อมโดยไม่ได้รูดเอาก้านใบออกจากตัวใบก่อน อาจจะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “ถุงท่อม” ในลำไส้ได้ เนื่องจากก้านใบและใบของกระท่อมไม่สามารถย่อยได้ จึงตกตะกอนติดค้างอยู่ภายในลำไส้ ทำให้ขับถ่ายออกมาไม่ได้ เกิดพังผืดขึ้นมาหุ้มรัดอยู่โดยรอบก้อนกากกระท่อมนั้น ทำให้เกิดเป็นก้อนถุงขึ้นมาในลำไส้ บางรายจะมีอาการโรคจิตหวาดระแวง เห็นภาพหลอน คิดว่าคนจะมาทำร้ายตน และพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง

อ้างอิงจาก ข้อมูลทางวิชาการของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กองควบคุมวัตถุเสพติด ซึ่งได้มีการกล่าวถึงทั้งสรรพคุณ และลักษณะโดยทั่วไปขอบกัญชาด้วย

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


ค. สูบดม

กัญชานิยมเสพโดยการสูบ ฤทธิ์ของกัญชาเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกาย จะแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วภายใน 2-3 นาที และจะออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทได้สูงสุดถึง 1 ชั่วโมง อาการโดยทั่วไปจะเซื่องซึมลงอย่างช้าๆ แต่บางรายก็ลดลงอย่างรวดเร็ว

อ้างอิงจาก บทความวิชาการของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กองควบคุมวัตถุเสพติด ซึ่งได้ให้ข้อมูลไว้ ดังนี้ พืชกัญชาชนิด cannabis sativa เป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้า ต้นสูงประมาณ 2-4 ฟุต ใบแตกเป็นแฉกคล้ายใบสัมปะหลังหรือใบละหุ่ง ริมใบทุกแฉกมีลักษณะเป็นจักๆ ใบหนึ่งมีราว 5-8 แฉก ในก้านเดียวกัน ออกดอกตามง่ามกิ่งก้าน จัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ในกัญชามีสารเคมี cannabinoids อยู่จำนวนหนึ่ง โดยสารสำคัญในกลุ่มนี้ที่เชื่อว่าออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท คือ d9- tetrahydrocannabinol (thc) และสารดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่มวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 1 ตาม พระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 การค้นคว้าเกี่ยวกับฤทธิ์ของ thc นำไปสู่การผลิตยา dronabinol (marinol) ซึ่งมีส่วนผสมของ thc สำหรับใช้ในผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดเพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้ อาเจียน และทำให้เพิ่มความอยากอาหารในผู้ป่วยเอดส์ กัญชานิยมเสพโดยการสูบ ฤทธิ์ของกัญชาเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกาย จะแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วภายใน 2-3 นาที และจะออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทได้สูงสุดถึง 1 ชั่วโมง อาการโดยทั่วไปจะเซื่องซึมลงอย่างช้าๆ แต่บางรายก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้เสพกัญชาจะมีอาการเคลิ้มจิต (euphoric “high” or “stoned”) โดยในขั้นต้นๆ มักจะเป็นอาการกระตุ้นประสาท และบางคนจะมีอาการตึงเครียดทางใจหรืออาการกังวล ต่อมาก็มีอาการเคลิ้มจิตเคลิ้มใจ ทำให้ผู้สูบรู้สึกว่า บรรยากาศทั่วๆ ไปเงียบสงบ จากนั้นมักจะมีปฏิกริยาที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เดี๋ยวหัวเราะลั่นเดียวสงบ เพราะฉะนั้นอาการเคลิ้มจิตจึงควรเรียกว่า “อาการบ้ากัญชา″ มากกว่า อาการอื่นๆ ที่พบคือ ผู้เสพจะรู้สึกล่องลอย ปากแห้ง สับสน อยากอาหาร ชีพจรเพิ่มขึ้น ตาแดงขึ้นในขณะที่เสพยา หากเสพเป็นประจำจะทำให้สุขภาพเสื่อมลง ได้แก่โรคหลอดลมอักเสบ ไซนัสอักเสบทางเดินหายใจอักเสบ ตะคริว ท้องร่วง โดยรวมแล้ว กัญชามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่คล้ายกับพวกยากระตุ้นประสาท (stimulant) ยากดประสาท (depressant) ยาหลอนประสาท (hallucinogen) ยาแก้ปวด (analgesic) และยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท (psychotomimetic) หลายประการในยาตัวเดียวกัน มีรายงานการวิจัยว่า lsd มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทสูงเป็น 160 เท่าของ thc และในขนาดใช้ที่ต่ำแล้ว กัญชาและแอลกอฮอล์มีฤทธิ์คล้ายกัน คือในขั้นต้นนั้น ทั้งสองตัวมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท แต่หลังจากนั้นจะมีฤทธิ์กล่อมประสาท

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


ง. กิ่ง ก้าน, ลำต้น, ใบจริง/ใบพัด, ราก, สารสกัดที่มี CBD เป็นส่วนประกอบ และ มี THC ไม่เกิน 0..2%

เพราะ ได้มีการลงราชกิจจา ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ปลดล็อกทุกส่วนของกัญชา กัญชง พ้นยาเสพติด ยกเว้น ช่อดอก และเมล็ดกัญชา พร้อมชูเป็นพืชเศรษฐกิจ

อ้างอิงจาก บทความวิชาการของ n edcabbabis ที่ได้มีการกล่าวไว้ว่า อย. เผยประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 15 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากส่วนของกัญชา กัญชงที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด ได้แก่ ใบที่ไม่ติดกับช่อดอก กิ่ง ก้าน ลำต้น เปลือก ราก และเมล็ดกัญชง รวมถึงสารสกัด CBD และกากที่เหลือจากการสกัดซึ่งต้องมีปริมาณ THC ไม่เกิน 0.2% และน้ำมันและสารสกัดจากเมล็ดกัญชง เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ การศึกษาวิจัย และการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทั้งนี้ ต้องได้มาจากสถานที่ปลูกหรือผลิตในประเทศที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น กรณีนำเข้าทำได้เฉพาะเปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง และเส้นใยแห้ง นอกเหนือจากนี้นำเข้าได้โดยเป็นยาเสพติด ชี้แจงเหตุที่ยังปลดทุกส่วนออกจากยาเสพติดไม่ได้เพราะติดอนุสัญญาระหว่างประเทศ พร้อมชูกัญชา กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


ง. ถูกทุกข้อ

สาร CBD (Cannabidiol) : มีคุณสมบัติลดอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบของแผล ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ลดอาการชักเกร็ง และลดอาการคลื่นไส้ สาร THC (Tetrahydrocannabinol) : มีคุณสมบัติต่อจิตประสาท ทำให้เกิดความผ่อนคลาย และเคลิบเคลิ้ม หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยลดอาการตึงเครียดได้

อ้างอิงจากบทความวิชาการของ cannhealth ซึ่งได้กล่าวเกี่ยวกับคุณสมบัติของสารประกอบที่อยู่ภายในกัญชาเอาไว้

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


สารสกัดน้ำมันกัญชาทางการแพทย์ สูตร THC:CBD 1:1

ข้อบ่งใช้ ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง (spasticity) ในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis) หรือใช้ตามแพทย์สั่ง วิธีการใช้ยา ใช้หยดใต้ลิ้น ในขนาดเริ่มต้น: 1-2 หยด และปรับเพิ่มขนาดช้าๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ ข้อห้ามใช้ ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่แพ้ THC: CBD (1:1) หรือส่วนประกอบใดๆในตำรับ ไม่ควรใช้กัญชาในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมองที่รุนแรง หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้ที่เป็นโรคจิตมาก่อน หรือมีอาการของโรคอารมณ์แปรปรวน (concurrent active mood disorder) หรือ โรควิตกกังวล (anxiety disorder) หลีกเลี่ยงการใช้กัญชาในสตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร รวมถึงสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่มิได้คุมกำเนิด หรือสตรีที่วางแผนจะตั้งครรภ์เนื่องจาก มีรายงานการศึกษาพบว่ามีทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักตัวน้อย รวมถึงพบ cannabinoids ในน้ำนมแม่ได้ ข้อควรระวัง ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาร่วมกับยากล่อมประสาทหรือยาที่ออกฤทธิ์ทางจิตอื่นๆ เนื่องจากเสริมฤทธิ์กดประสาท ส่วนกลางหรือเพิ่มผลกระทบทางจิตประสาท ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีประวัติของการใช้สารเสพติดรวมถึงผู้มีประวัติติดสุรา อาจทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงอันตราย ไม่ควรใช้ ในบุคคลที่อายุต่ำกว่า 25 ปี ยกเว้นในกรณีที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าผู้ป่วยได้รับประโยชน์มากกว่าเสี่ยง ไม่ควรใช้กัญชาในผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของตับหรือไตบกพร่องรุนแรง ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะอาจเกิดการติดยาได้ นอกจากแพทย์สั่ง หากใช้เป็นประจำควรประเมินผลการรักษาเป็นระยะ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดใช้ยา เพราะจำเป็นต้องปรับลดขนาดยาลงทีละน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยา ใช้ภายใต้การควบคุมและสั่งจ่ายโดยแพทย์ที่ได้รับการอบรมแล้วเท่านั้น

อ้างอิงจาก บทความวิชาการของ medcabbabis.go.th ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


ง. มีข้อถูก 2 ข้อ

การสกัดด้วยตัวทําละลาย คือการแยกสารโดยอาศัยหลักการละลายระหว่างตัวทําละลายกับสารสําคัญใน สมุนไพร ทั้งนี้จะอาศัยหลักการของการละลายความมีขั้ว (Polarity) ของทั้งตัวทําละลายและสารสําคัญ โดยสาร สําคัญจะสามารถละลายในตัวทําละลายได้ก็ต่อเมื่อความเป็นขั้วของตัวสารสําคัญกับตัวทําละลายมีค่าใกล้เคียงกัน (Like Dissolves Like) คือตัวถูกละลายที่มีขั้วจะละลายในตัวทําละลายที่มีขั้วเพราะแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลมีขั้ว เป็นแรงไดโพล-ไดโพล (Dipole-Dipole) ในทางตรงข้ามตัวถูกละลายที่ไม่มีขั้วจะละลายในตัวทําละลายที่ไม่มีขั้ว เพราะแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลไม่มีขั้วเป็นแรงแวนเดอวาลส์ (Van der Waals Force) เหมือนกัน

อ้างอิงคำตอบจาก งานวิจัยของนักวิจัยชํานาญการพิเศษ ศิริวัลย์ สร้อยกล่อม นักวิจัยชํานาญการพิเศษ ฝ่ายเครื่องมือและวจิัยทางวิทยาศาสตร์ สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. ม.เกษตรศาสตร์ ซึ่งได้มีการเขียนนิยามของหลักการ solvent extraction เอาไว้

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


ง. Ether

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


Amoxicillin

เพราะ จากการดูสูตรโครงสร้างของ Amoxicillin แล้วนั้นจะเห็นได้ว่ามีโครงสร้างของ อะซิตริก(COOH) ซึ่งเป็นองค์ประกอบของน้ำส้มสายชู

อ้างอิงจากการอ้างสูตรโครงสร้างทางเคมีของน้ำส้มสายชู(CH3COOH)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


Hydrolysis

การทดสอบความคงสภาพของยาเป็นวิธีการหนึ่งในการประกันคุณภาพผลิตภัณฑ์และคุ้มครองผู้บริโภค Amoxicillin เป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้กันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะชนิดแคปซูล ซึ่งมีบรรจุภัณฑ์อยู่ 4 ชนิด ได้แก่ แผงอะลูมิเนียมฟอยล์ ขวดแก้วสีชา ขวดพลาสติก และแผงบลิสเตอร์ แต่ยาชนิดนี้สลายตัวด้วยปฏิกิริยา hydrolysis โดยมีความชื้น อุณหภูมิที่สูงขึ้น และแสงสว่างเป็นปัจจัยเร่ง ซึ่งบรรจุภัณฑ์ที่ต่างกันน่าจะมีคุณสมบัติในการป้องกันปัจจัยดังกล่าวแตกต่างกัน จึงได้ทำการสำรวจความคงสภาพของยา Amoxicillin ชนิดแคปซูล และเปรียบเทียบอายุยาในแต่ละบรรจุภัณฑ์

อ้างอิงจากบทความวิชาการที่พูดเกี่ยวกับคุณสมบัติและสภาพคงตัวของยา Amoxicillin

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 85.5 เต็ม 140

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา