ตรวจข้อสอบ > กรวรินท์ ทาทอง > รอบที่ 2 | การแข่งขันและทดสอบความถนัดทางการแพทย์ (มัธยมศึกษาตอนปลาย) > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 36 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


จ. เป็น RNA virus และ ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเองได้

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


ค. พบว่าผู้ป่วยมีเชื้อ COVID-19 จากการตรวจเลือด ประมาณ 7-14 วัน และ เริ่มแสดงอาการของโรค COVID-19 ประมาณ 14 วัน หลังจากได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


ง. Clinical history + Physical Examination + Laboratory investigation

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


สามารถพบได้ตามแหล่งธรรมชาติ

เพราะเชื้อไวรัสนี้แพร่ผ่านละอองจากจมูกหรือปาก หากผู้ที่มีเชื้อไวรัสหรือผู้ป่วยไอ จาม เชื้อก็สามารถแพร่อยู่ในอากาศได้แต่จะอยู่ได้ไม่ได้เพราะมีอายุในอากาศเพียง 5นาที แต่หากที่สิ่งของพื้นที่ผิวอื่น (เช่น น้ำ ใบไม้ ต้นไม้ ผิวดิน และอื่นๆ) นั้นมีน้ำลาย น้ำมูกของผู้ป่วยก็สามารถพบเชื้อไวรัสได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าในแต่ละสภาพแวดล้อมนั้นเชื้อไวรัสจะมีอายุขัยต่างกันไป

โรคโควิด 19 นี้โดยหลักแล้วแพร่เชื้อจากคนสู่คนผ่านทางฝอยละอองจากจมูกหรือปาก ซึ่งขับออกมาเมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม เรารับเชื้อได้จากการหายใจเอาฝอนละอองเข้าไปจากผู้ป่วยหรือจากการเอามือไปจับพื้นผิวที่มีฝอยละอองเหล่านั้นแล้วมาจับตามใบหน้า อายุขัย COVID-19 แตกต่างกันออกไปตามแต่ละพื้นผิวโดยเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้หลายชั่วโมงบนพื้นผิวเรียบแต่หากอยู่ในความชื้นที่เหมาะสม ก็สามารถอยู่รอดได้หลายวัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิความชื้น และชนิดของพื้นผิว โดยอายุขัยของ COVID-19 จะแตกต่างกันไปในแต่ละสภาพแวดล้อม ดังนี้ ▪ อากาศ (5 นาที) ▪ ลูกบิดประตู (8 ชั่วโมง) ▪ กระดาษทิชชู่ (12 ชั่วโมง) ▪ โต๊ะผิวเรียบ (1-2 วัน) ▪ โทรศัพท์ (4 วัน) ▪ น้ำ (4 วัน) ▪ ธนบัตร (5 วัน) ▪ ที่อุณภูมิต่ำกว่า 4 องศา (1 เดือน)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


ง. เข็มที่ 1 AstraZeneca เข็มที่ 2 AstraZeneca ระยะห่างระหว่างเข็ม 3 สัปดาห์

การฉีด AstraZeneca เข็มที่ 1 และ 2 นั้นต้องมีระยะห่างกันระหว่างเข็มทั้งหมด 4-12 สัปดาห์ (กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ ห่างกัน 10-12 สัปดาห์ แต่ในพื้นที่ระบาดสูงให้ห่างกัน 8 สัปดาห์) เพราะฉะนั้นฉีดห่างกัน 3 สัปดาห์จึงผิด

อ้างอิงข้อมูลจากกองโรคติดต่อทั่วไป แบบที่ 1 : AstraZeneca 1 & AstraZeneca 2 ระยะห่างระหว่างเข็ม 4-12 สัปดาห์ (กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ ห่างกัน 10-12 สัปดาห์ แต่ในพื้นที่ระบาดสูงให้ห่างกัน 8 สัปดาห์) แบบที่ 2 : CoronaVac 1 (Sinovac 1) & AstraZeneca 2 หรือ Pfizer 2 ระยะห่างระหว่างเข็ม 3-4 สัปดาห์ แบบที่ 3 : Pfizer 1 & Pfizer 2 ระยะห่างระหว่างเข็ม 3 สัปดาห์ แบบที่ 4 : Moderna1 & Moderna2 ระยะห่างระหว่างเข็ม 2 ครั้งห่างกัน 4 สัปดาห์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


ข. AstraZeneca เป็น recombinant viral vector vaccine พัฒนาวัคซีนโดยใช้ไวรัสเป็นพาหะ เลียนแบบการติดเชื้อตามธรรมชาติของ COVID-19 พบโอกาสในการเกิดความเสี่ยงเกี่ยวกับเกล็ดเลือดต่ำ (ภาวะ Vaccine-induced thrombocytopenia) จึงเหมาะกับวัยกลางคนมากกว่าผู้สูงอายุ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


ค. เพื่อช่วยเพิ่มการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อ Antigen

Adjuvants ทำหน้าที่เร่ง ยืดอายุ หรือเพิ่มการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่จำเพาะต่อแอนติเจน เมื่อใช้ร่วมกับแอนติเจนของวัคซีนจำเพาะ

สารเสริมฤทธิ์ (adjuvants) คือ สารประกอบหรือระบบนำส่งที่มีคุณสมบัติในการช่วยเพิ่มการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของแอนติเจน สารเสริมฤทธิ์ที่ดีจะต้องไม่เป็นพิษต่อร่างกาย มีควมาคงตัว ราคาถูก สามารถนำไปใช้ได้กับวัคซีนหลายชนิด สามารถกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันได้หลายกลไก เพิ่มการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าการใช้แอนติเจนในวัคซีนเพียงอย่างเดียว และสามารถทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันเป็นระยะยาวนานปละทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นบ่อยๆ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


ง. ไม่ควรรับประทานฟ้าทะลายโจรที่แนะนำต่อวัน และไม่ควรรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน เนื่องจากอาจทำให้เอนไซม์ตับสูงขึ้น ส่งผลในต้องชะลอการใช้ยาต้านไวรัสออกไป

ข้อ ก นั้นถูกต้องเพราะปัจจุบันกระชายยังอยู่ในขั้นตอนการทดลองและยังไม่สามารถนำมารับประทานเพื่อป้องกันได้โดยตรง ข้อ ข ถูกต้อง เพราะได้รับการยินยอมแล้วว่ามันสามารถ ช่วยรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มผู้ที่มีอาการน้อย หรือกลุ่มผู้ป่วยสีเขียวได้ ข้อ ค ถูกต้อง ฟ้าทะลายโจรก็เป็นยาตัวหนึ่ง ที่มีฤทธิ์ในการลดไข้ จึงไม่ควรใช้ร่วมกับยาพาราเซตามอล ซึ่งมีฤทธิ์ลดไข้เหมือนกัน ข้อ จ ถูกต้อง เพราะเราจำเป็นต้องรู้สัดส่วนแน่ชัดในการใช้ ผลข้างเคียง และรวมถึงสมุนไพรบางตัวไม่สามารถทานคู่กับยาบางชนิดได้เช่น ฟ้าทลายโจรและพาราเซตามอล ข้อ ง จึงเป็นคำตอบที่ผิดเพราะทางแพทย์ระบุไว้ว่า แนะนำให้กินฟ้าทะลายโจรที่มาสารแอนโดรกราโฟไลด์ 180 mg ต่อวันเป็นเวลา 5 วัน

จากงานวิจัยต่างๆ พบว่าสารสะกัดกระชายมีสารสำคัญ 2 ตัว คือ พิโนสโตรบิน (Pinostrobin) และ แพนดูราทินเอ (Panduratin A) ที่สามารถยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อโควิด-19 ได้ แต่ในปัจจุบันการศึกษากระชายขาวยังอยู่ในขั้นตอนการทดลอง ซึ่งต้องมีการศึกษากันต่อไปและยังไม่สามารถนำมารับประทานเพื่อป้องกันโดยตรงได้ ถ้าหากต้องการทานเพื่อให้ได้ผลเหมือนงานวิจัย อาจจะต้องทานในปริมาณถึง 250 กรัม ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะได้ จึงเป็นไปได้ยากในปฏิบัติถ้าหากเราจะนำกระชายขาวมารับประทานเพื่อป้องกันโควิด-19 ภญ.อาสาฬา เชาว์เจริญ เภสัชกรชำนาญการศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงการใช้ยาสมุนไพรในการดูแลรักษาเมื่อเป็นโรคโควิด-19 ว่า อย่างที่เราทราบกันดีว่า ฟ้าทะลายโจร ช่วยรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มผู้ที่มีอาการน้อย หรือกลุ่มผู้ป่วยสีเขียวได้ โดยฟ้าทะลายโจรจะเข้าไปยับยั้งการผลิตไวรัสตัวใหม่ คือช่วงที่ไวรัสกําลังประกอบร่างตัวเอง ยับยั้งระยะไวรัสสมบูรณ์ และยับยั้งกระบวนการที่ไวรัสถูกปลดปล่อยออกจากเซลล์โฮสต์ และพร้อมที่จะบุกรุกเซลล์อื่น ๆ ทั้งนี้ ฟ้าทะลายโจรสามารถจับกับโครงสร้างเชื้อโควิดได้หลายตำแหน่ง ซึ่งเป็นเป้าหมายการออกฤทธิ์ของยาและมีโอกาสลดการดื้อยาในอนาคต ซึ่งจากการเก็บข้อมูลของผู้ป่วยโควิด-19อภัยภูเบศร 2,246ราย (ข้อมูลในระบบตั้งแต่วันที่ 1ม.ค.2563ถึง20ส.ค.2564(20เดือน)) โดยมีการให้ฟ้าทะลายโจร +ฟาวิพิราเวียร์ 881 ราย ฟ้าทะลายโจรเดี่ยว ประมาณ 526 ราย พบว่า การให้ยาฟ้าทะลายโจรต้องให้เร็ว ถึงจะเห็นผลไว ในการลดความรนุแรง ของโรคเนื่องจากมีกลไก ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส โดยสามารถปรับภูมิคุ้มกัน ต้านอักเสบ บรรเทาอาการไข้ ไอ เจ็บคอได้จริง และกำลังดำเนินการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือทางการแพทย์ ปัญหาที่พบจากการใช้ยาฟ้าทะลายโจรนั้น ในสถานพยาบาล จะพบว่าผู้ป่วยได้รับยาช้า ผู้ป่วยที่มีปอดอักเสบยังสามารถใช้ฟ้าทะลายได้หรือไม่ ผู้ป่วยกลุ่มเฉพาะ เช่น ปัญหาตับ ไต ได้ยาฟาวิพิราเวียร์ การให้ร่วมกับยาต้านไวรัสได้หรือไม่ ให้ยา5 วันแล้ว แต่ยังมีอาการ ไข้ เจ็บคอ รับประทานได้ต่อหรือไม่ ให้ฟ้าทะลายโจรร่วมกับพาราเซตามอล ขณะที่ในภาคประชาชน จะไม่มียา มียาแต่ไม่ทราบปริมาณแอนโดรกราโฟไลด์ ต้องการใช้ใบสด หรือใบแห้ง กินขนาดยาผิด กินระยะเวลาผิด กินร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ กินป้องกันขนาดเท่ากับรักษา และกินรูปแบบยาผิด เช่น ยาต้ม ดังนั้น การใช้ยาฟ้าทะลายโจร ถ้าเป็นผงฟ้าทะลายโจร 400 mg/แคปซูล พบสารแอนโดรกราโฟไลด์ 12-16 mg/แคปซูล ซึ่งมีฤทธิ์แก้ไข้ แก้ไอ แก้เจ็บคอ ต้านเชื้อไวรัส ลดการอักเสบ ปรับภูมิคุ้มกันได้ จึงแนะนำให้กินฟ้าทะลายโจรที่มาสารแอนโดรกราโฟไลด์ 180 mg ต่อวันเป็นเวลา 5 วัน ผู้ที่ควรได้รับยาฟ้าทะลายโจร คือ 1. ผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการเล็กน้อย 2. ผู้มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ ครั่นเนื้อตัว 3.ผู้เสี่ยงสูง สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยโควิด และมีกลุ่มผู้ป่วยที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ คือกลุ่มผู้ป่วยตับอักเสบ ผู้ป่วยไตวายระยะ 4-5 และ ผู้ใช้ยาวาร์ฟารินทั้งนี้ไม่แนะนำให้ใช้กับผู้ที่ตั้งครรภ์และอยู่ระหว่างให้นมบุตร

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


ต่างกัน

จากรูปแสดงประสิทธิภาพที่กล่าวมา เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าประสิทธิภาพในการต้าานเชื้อไวรัสสายพันธุ์อัลฟ่านั้นมีเปอร์เซ็นที่สูงกว่าของสายพันธุ์เดลต้าในทุกๆวัคซีนทั้งสองโดส ฉะนั้นการฉีดสองชนิดนี้ต้องมีประสิทธิภาพต่างกันอย่างแน่นอน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


ค. กัญชงมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L.subsp. indica และ กัญชา มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L.subsp. sativa

ข้อ ค ผิด เพราะ กัญชง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L. subsp. Sativa ส่วน กัญชา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L. indica

กัญชา ▪️ กัญชามีชื่อภาษาอังกฤษ เรียกว่า Marijuana ▪️ รูปร่าง ลำต้น >> ลำต้นมักจะมีลักษณะเตี้ยและเป็นพุ่ม ต้นกัญชาจะแตกกิ่งก้านค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับกัญชง ส่วนใบก็สีเขียวจัดจะมีประมาณ 5-7 แฉก ▪️ ส่วนต่าง ๆ ของกัญชาที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด ได้แก่ เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน ราก ใบ ซึ่งไม่มียอดหรือช่อดอกติดมาด้วย ▪️ กัญชา มีสารให้ความเมา THC (Tetrahydrocannabinol) มากกว่า 1% ลดอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการได้รับเคมีบำบัด ลดอาการปวด รักษาโรคลมชัก ช่วยผ่อนคลาย ▪️ สารแคนนาบินอล (Cannabinol : CBD) มีคุณสมบัติในการช่วยลดอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบของแผล ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง กัญชง ▪️ กัญชงมีชื่อภาษาอังกฤษ เรียกว่า Hemp ▪️ รูปร่าง ลำต้น >> ต้นกัญชงมักจะสูงกว่า ในส่วนของใบกัญชงจะมีขนาดใหญ่กว่ากัญชา มีการเรียงสลับของใบที่ห่างกัน ลักษณะของใบกัญชงจะมีประมาณ 7-11 แฉก โดยสีของใบกัญชงจะเป็นเขียวอ่อน ▪️ กัญชงที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด ได้แก่ เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน ราก ใบ ซึ่งไม่มียอดหรือช่อดอกติดมาด้วย ▪️ กัญชง มีสารสำคัญ ทั้ง THC (Tetrahydrocannabinol) และ CBD (Cannabinol ) ต่ำมาก จึงไม่ได้จัดอยู่ในประเภทยาเสพติด ▪️ มีเส้นใยคุณภาพสูงมักถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการแปรรูป เช่น เสื้อผ้า, เยื่อกระดาษ, เชือก เป็นต้น โดยมีความแข็งแรงของเส้นใยมากกว่าฝ้ายถึง 2 เท่า ทั้งกัญชาและกัญชงเป็นพืชชนิดเดียวกัน มีลักษณะภายนอกแตกต่างกันน้อยมาก แต่สามารถสังเกตในเบื้องต้นได้คือ กัญชงมีใบแคบเรียวและสีเขียวอ่อนกว่า มีลำต้นสูงและแตกกิ่งก้านน้อยกว่า ช่อดอกมียางน้อยกว่ากัญชา จึงมีการนำกัญชงไปใช้เป็นพืชเส้นใยสำหรับทำเสื้อผ้าและเยื่อกระดาษ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


ข. THC

สาร THC กระตุ้นประสาท ทำให้ผู้เสพตื่นเต้น ช่างพูด และหัวเราะตลอดเวลา ต่อมาจะกดประสาท ทำให้ผู้เสพมีอาการคล้ายเมาเหล้าอย่างอ่อน ๆ เซื่องซึม และง่วงนอน หากเสพเข้าไปในปริมาณมากๆ จะหลอนประสาททำให้เห็นภาพลวงตา หูแว่ว ความคิดสับสน ควบคุมตนเองไม่ได้

กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษ ที่ออกฤทธิ์หลายอย่างต่อระบบประสาทส่วนกลาง คือ ทั้งกระตุ้นประสาท กดและหลอนประสาท สารออกฤทธิ์ที่อยู่ในกัญชามีหลายชนิด แต่สารที่สำคัญที่สุดที่มีฤทธิ์ต่อสมองและทำให้ร่างกาย อารมณ์ และจิตใจเปลี่ยนแปลงไป คือ เตตราไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol) หรือ THC ที่มีอยู่มากในส่วนของยอดช่อดอกกัญชา สาร THC นี้ในเบื้องต้นจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ผู้เสพตื่นเต้น ช่างพูด และหัวเราะตลอดเวลา ต่อมาจะกดประสาท ทำให้ผู้เสพมีอาการคล้ายเมาเหล้าอย่างอ่อน ๆ เซื่องซึม และง่วงนอน หากเสพเข้าไปในปริมาณมากๆ จะหลอนประสาททำให้เห็นภาพลวงตา หูแว่ว ความคิดสับสน ควบคุมตนเองไม่ได้

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


ค. สูบดม

กัญชานิยมเสพโดยการสูบ ฤทธิ์ของกัญชาเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกาย จะแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วภายใน 2-3 นาที และจะออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทได้สูงสุดถึง 1 ชั่วโมง อาการโดยทั่วไปจะเซื่องซึมลงอย่างช้าๆ แต่บางรายก็ลดลงอย่างรวดเร็ว

กัญชานิยมเสพโดยการสูบ ฤทธิ์ของกัญชาเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกาย จะแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วภายใน 2-3 นาที และจะออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทได้สูงสุดถึง 1 ชั่วโมง อาการโดยทั่วไปจะเซื่องซึมลงอย่างช้าๆ แต่บางรายก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้เสพกัญชาจะมีอาการเคลิ้มจิต (euphoric “high” or “stoned”) โดยในขั้นต้นๆ มักจะเป็นอาการกระตุ้นประสาท และบางคนจะมีอาการตึงเครียดทางใจหรืออาการกังวล ต่อมาก็มีอาการเคลิ้มจิตเคลิ้มใจ ทำให้ผู้สูบรู้สึกว่า บรรยากาศทั่วๆ ไปเงียบสงบ จากนั้นมักจะมีปฏิกริยาที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เดี๋ยวหัวเราะลั่นเดียวสงบ เพราะฉะนั้นอาการเคลิ้มจิตจึงควรเรียกว่า “อาการบ้ากัญชา″ มากกว่า อาการอื่นๆ ที่พบคือ ผู้เสพจะรู้สึกล่องลอย ปากแห้ง สับสน อยากอาหาร ชีพจรเพิ่มขึ้น ตาแดงขึ้นในขณะที่เสพยา หากเสพเป็นประจำจะทำให้สุขภาพเสื่อมลง ได้แก่โรคหลอดลมอักเสบ ไซนัสอักเสบทางเดินหายใจอักเสบ ตะคริว ท้องร่วง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


ก. ช่อดอก, เปลือก, ลำต้น, ใบจริง/ใบพัด, สารสกัดที่มี CBD เป็นส่วนประกอบ และ มี THC ไม่เกิน 0..2%

สารสกัดจากช่อดอกและใบ ในส่วนแรกจะถูกนำมาสกัดเป็นสาร CBD (Cannabidiol) บริสุทธิ์ (THC ไม่เกิน 0.01 เปอร์เซ็นต์) ใช้เป็นสารมาตรฐานที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ ศึกษาในห้องปฏิบัติการหรือนำไปทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่างๆในห้องปฏิบัติการเพื่อพัฒนาตัวยาหรือสิ่งที่เกี่ยวข้อง สารสกัดจากช่อดอกและใบ ในส่วนที่สองจะนำมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มี CBD (Cannabidiol) เป็นส่วนประกอบหลัก (THC ไม่เกิน 0.2 เปอร์เซ็นต์ ) ใช้สำหรับผลิต ผลิตภัณฑ์ยา ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร เพราะ CBD นั้นมีสรรพคุณทางยา สามารถรักษาอาการของโรคต่างๆได้ เช่น ลมชัก พาร์กินสัน แล้วยังไม่ทำให้เกิดอาหารเมา ไม่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ไม่ทำให้เกิดการเสพติด เปลือกแกน / ลำต้น / เส้นใยแห้ง ใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง และเส้นใยแห้ง เช่น เครื่องนุ่งห่ม กระดาษ สิ่งทอ เชือกไฟเบอร์ คอมโพสิต เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเป็นอีกหนึ่งพีชที่สามารถปลูกเพื่ออุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดีเนื่องจากใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านการแพทย์ การผลิต ซึ่งปัจจุบันการปลูกกัญชาต้องขออนุญาตอย่างถูกกฎหมาย แต่ในอนาคตอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงให้สามารถปลูกได้ง่ายขึ้น

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


ก. Sativex สูตรตำรับมีส่วนผสมของ THC+CBD สามารถใช้บรรเทาอาการปวดในมะเร็งระยะรุกราน ที่ไม่ตอบสนองต่อยาในกลุ่ม opioids

Nabizmols หรือชื่อทางการค้าว่า Sativex คือสารสกัดของ THC และ CBD ในอัตราส่วน 1:1 ใช้รักษาอาการปวดของเส้นประสาท (neuropathic pain), ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง (spasticity), ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน (overactive bladder; OAB), รักษาอาการอาเจียน (antiemetic effect) และโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis; MS) (Deiana, 2018)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


สารสกัดน้ำมันกัญชาทางการแพทย์ สูตร THC:CBD 1:1

ขนาดบรรจุ 5 มิลลิลิตร (ใน 1 มิลลิลิตร ประกอบด้วย THC 27 มิลลิกรัม และ CBD 25 มิลลิกรัม) ข้อบ่งใช้ - ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง (spasticity) ในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis) หรือใช้ตามแพทย์สั่ง วิธีการใช้ยา ใช้หยดใต้ลิ้น ในขนาดเริ่มต้น: 1-2 หยด และปรับเพิ่มขนาดช้าๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ ข้อห้ามใช้ ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่แพ้ THC: CBD (1:1) หรือส่วนประกอบใดๆในตำรับ ไม่ควรใช้กัญชาในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมองที่รุนแรง หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้ที่เป็นโรคจิตมาก่อน หรือมีอาการของโรคอารมณ์แปรปรวน (concurrent active mood disorder) หรือ โรควิตกกังวล (anxiety disorder) หลีกเลี่ยงการใช้กัญชาในสตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร รวมถึงสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่มิได้คุมกำเนิด หรือสตรีที่วางแผนจะตั้งครรภ์เนื่องจาก มีรายงานการศึกษาพบว่ามีทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักตัวน้อย รวมถึงพบ cannabinoids ในน้ำนมแม่ได้ ข้อควรระวัง - ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาร่วมกับยากล่อมประสาทหรือยาที่ออกฤทธิ์ทางจิตอื่นๆ เนื่องจากเสริมฤทธิ์กดประสาท ส่วนกลางหรือเพิ่มผลกระทบทางจิตประสาท - ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีประวัติของการใช้สารเสพติดรวมถึงผู้มีประวัติติดสุรา - อาจทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงอันตราย - ไม่ควรใช้ ในบุคคลที่อายุต่ำกว่า 25 ปี ยกเว้นในกรณีที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าผู้ป่วยได้รับประโยชน์มากกว่าเสี่ยง - ไม่ควรใช้กัญชาในผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของตับหรือไตบกพร่องรุนแรง - ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะอาจเกิดการติดยาได้ นอกจากแพทย์สั่ง - หากใช้เป็นประจำควรประเมินผลการรักษาเป็นระยะ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดใช้ยา เพราะจำเป็นต้องปรับลดขนาดยาลงทีละน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยา - ใช้ภายใต้การควบคุมและสั่งจ่ายโดยแพทย์ที่ได้รับการอบรมแล้วเท่านั้น

เพื่อให้มีการใช้สารสกัดกัญชาทางการแพทย์ได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิผลในการรักษาและปลอดภัย กระทรวงสาธารณสุขมอบหมายให้องค์การเภสัชกรรมดำเนินการผลิตสารสกัดกัญชาเพื่อนำมาใช้ในสถานพยาบาลนำร่อง 12 แห่ง ทั่วประเทศ ให้บริการ “สารสกัดกัญชาทางการแพทย์” องค์การเภสัชกรรมผลิตสารสกัดกัญชาในรูปแบบน้ำมันหยดใต้ลิ้น 3 สูตรตำรับประกอบด้วยสูตร THC สูตร CBD และสูตร THC:CBD 1:1 ใช้รักษาและบรรเทาอาการในกลุ่มโรคที่สารสกัดกัญชาได้ประโยชน์ในการรักษาตามกรมการแพทย์กำหนด ได้แก่ • ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากการได้รับเคมีบำบัด • โรคลมชักที่รักษายากและโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษา • ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง • ภาวะปวดประสาทที่ใช้วิธีการรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล อ้างอิงจาก รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข https://www.medcannabis.go.th/blog/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B2%3Cbr%20/%3E%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3%20THC:CBD%201:1 https://www.gpo.or.th/view/21

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


จ. มีข้อถูก 3 ข้อ

การสกัดด้วยตัวทำละลาย (solvent extraction) เป็นวิธีการสกัด (extraction) น้ำมัน ไขมัน น้ำมันหอมระเหยโดยใช้ ตัวทำละลาย เช่น เฮกเซน การสกัดด้วยวิธีการนี้เหมาะสำหรับการสกัดน้ำมันออกจากเมล็ดพืช ที่มีปริมาณไขมันต่ำ ใช้เพื่อการผลิตน้ำมันพืช ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดฝ้าย สามารถสกัดน้ำมันออกมาได้มากกว่าวิธีบีบ (expelling) ข้อเสียของการสกัดด้วยตัวทำละลาย คือ อุปกรณ์ที่ใช้มีราคาแพงกว่าวิธีอื่น และต้องใช้ตัวทำละลายที่ไวไฟหรือเป็นพิษ

การสกัดด้วยตัวท าละลาย (solvent extraction) เป็นการแยกสารให้บริสุทธ์ิออกจากสารผสมโดยใชต้วัทา ละลาย ซึ่งมีหลักการ 2 แบบ ดงัน้ี 1. แบบ solid-liquid extraction หลักการแบบ solid-liquid extraction เป็นการสกดัโดยใชต้วัทา ละลายสกดัสารออกจากของผสมหรือตวัอยา่ ง ที่เป็นของแขง็ เช่น การสกดัสารผลิตภณั ฑธ์รรมชาติ(natural product) ในพืชต่าง ๆ 2. แบบ liquid-liquid extraction หลักการแบบ liquid-liquid extraction เป็นการสกดัโดยใช้ตวัทา ละลายสกดั สารออกจากของผสมที่เป็น ของเหลว หลักการสกัด คือเป็นการใชต้วัทา ละลายใหม่ (ส่วนมากจะเป็นน้า ) ในการสกดั สารออกจากสารละลายซ่ึง ประกอบไปดว้ยตวัถูกละลายและตวัทา ละลายเดิม (ส่วนมากจะเป็นตวัทา ละลายอินทรีย)์ ที่ไม่รวมเป็นเน้ือเดียวกบั น้า โดยทวั่ ไปในการสกดัแบบน้ีตอ้งทา การสกดั หลาย ๆ คร้ังกล่าวคือจะตอ้งใชต้วัทา ละลายใหม่ทีละนอ้ยทา การสกดัหลาย ๆ คร้ัง ซ่ึงจะสกดั สารออกมาไดม้ ากกวา่ และมีประสิทธิภาพดีกวา่ การใชต้วัทา ละลายใหม่ในจา นวนมากแต่ สกดันอ้ยคร้ัง เช่น การสกดั สารละลาย 20 mL ตอ้งสกดั สารดว้ยไดคลอโรมีเทน 5 คร้ัง ๆ ละ 20 mL จะดีกวา่ สกดั 2 คร้ัง ๆ ละ 50 mL เป็ นต้น

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


ข. Amide

เอไมด์ (amide) คือ สารประกอยอินทรีย์ที่ประกอบด้วยธาตุ C, H, O และ N เกิดจากหมู่แอมิโน (-NH2) เข้าไปแทนที่หมู่คาร์บอกซิล (-COOH) ในกรดคาร์บอกซิลิก

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


Aspirin

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


Amoxicillin

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


Amoxicillin

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 43.8 เต็ม 140

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา