ตรวจข้อสอบ > กันติชา ปัจฉิมกุล > การแข่งขันและทดสอบความถนัดทางการแพทย์ | ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 6 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


ISCT มีบทบาทอย่างไรในบริบทของการบำบัดเซลล์และยีน

ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลเช่นเดียวกับ อย. (FDA)

จากเว็บไซต์ของ ISCT : “MISSION -To drive clinical translation of cell and gene therapies worldwide.”, “ABOUT ISCT -Established in 1992, the International Society for Cell & Gene Therapy (ISCT) is a global society of clinicians, regulators, researchers, technologists, and industry partners with a shared vision to translate cell and gene therapy into safe and effective therapies to improve patients' lives worldwide.”

จากเว็บไซต์ของ ISCT

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


อะไรคือผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์?

ความเสี่ยงต่อผลกระทบร้ายแรง

มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง ภูมิคุ้มกันโจมตีตนเอง ปฏิกิริยาต่อไวรัสเวกเตอร์ ภาวะตับอักเสบหรือตับวาย ในบางกรณีอาจเสียชีวิตจากการรักษาที่ไม่มีการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S1465324923000646

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


เป้าหมายหลักของ ISCT ในด้านการบำบัดด้วยเซลล์และยีนตามที่กล่าวไว้ในบทความคืออะไร

เพื่อสนับสนุนการบำบัดเซลล์และยีนทุกประเภทอย่างเท่าเทียมกัน

เป้าหมายหลักของ ISCT คือการผลักดันการแปลผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ไปสู่การรักษาทางคลินิก (Clinical Translation) เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการบำบัดด้วยเซลล์และยีนที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย องค์กรยังมุ่งเชื่อมโยงสถาบันการศึกษา หน่วยงานกำกับดูแล และอุตสาหกรรม เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและต่อต้านการโฆษณาที่เกินจริง

หน้า About ISCT จากเว็บไซต์ของ ISCT

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


หน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA และ EMA จะรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ CGT ได้อย่างไร

โดยต้องมีการทดลองทางคลินิกก่อนการตลาดอย่างเข้มงวด

ผ่านกรอบการประเมินที่เข้มงวด ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิต การทดสอบทางคลินิก ไปจนถึงการติดตามผลระยะยาวหลังออกสู่ตลาด

https://cromospharma.com/fda-vs-ema-navigating-divergent-regulatory-expectations-for-cell-and-gene-therapies-what-biopharma-companies-need-to-know/

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ลักษณะทั่วไปของผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ตามที่กล่าวไว้ในบทความ

การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่สำคัญ

ตามหลักเกณฑ์ของบทความและประกาศจากสมาคมบำบัดด้วยเซลล์และยีนนานาชาติ (ISCT Position Paper) ผลิตภัณฑ์และวิธีการรักษาแบบ CGT (Cell and Gene Therapy) ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ มักมีลักษณะเด่นคือ ไม่มี การอนุมัติหรือการรับรองอย่างถูกต้องจากหน่วยงานกำกับดูแลที่สำคัญ เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) หรือหน่วยงานในระดับสากล

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S1465324923000646

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


ข้อใดต่อไปนี้เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ซึ่งเน้นไว้ในบทความ

ศักยภาพของความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ร้ายแรง

ผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ผ่านการประเมินมักพบรายงานอาการไม่พึงประสงค์ร้ายแรง (Adverse Events) เช่น การเกิดเนื้องอกที่มาจากเซลล์ผู้บริจาค, ตาบอด, อัมพาต, ปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันรุนแรง (เช่น ภาวะภูมิคุ้มกันถูกกดทับ หรือการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่เป็นอันตราย), และอาจถึงขั้นเสียชีวิต

https://www.wbmt.org/wp-content/uploads/2020/06/WBMT-Unproven-Therapies-2020.pdf

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


คุณลักษณะหลักใดที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ตามมาตรฐานกฎระเบียบ

การอนุญาตก่อนการตลาดโดยหน่วยงานกำกับดูแล

ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วจะต้องได้รับการตรวจสอบข้อมูลความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และคุณภาพการผลิตอย่างเข้มงวด รวมถึงผ่านการอนุมัติอย่างเป็นทางการ (Pre-market Authorization/Approval) จากหน่วยงานกำกับดูแลด้านยา เช่น U.S. FDA หรือ EMA ก่อนนำมาใช้กับผู้ป่วยทั่วไป

การอนุญาตก่อนการตลาดโดยหน่วยงานกำกับดูแล คือคุณลักษณะหลักที่ทำให้ผลิตภัณฑ์บำบัดด้วยเซลล์และยีน (CGT) ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนที่สุดตามมาตรฐานกฎระเบียบสากล

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


การพิจารณาด้านจริยธรรมประการใดที่ถูกท้าทายโดยการตลาดโดยตรงสู่ผู้บริโภคสำหรับการบำบัดด้วยเซลล์และยีนที่ไม่ได้รับการพิสูจน์

กระบวนการแจ้งความยินยอม

การตลาดแบบ DTC ของผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ มักนำเสนอข้อมูลด้านบวกที่เกินจริง (เช่น การอ้างว่ารักษาหายขาดได้ทุกโรค) และจงใจปกปิด ข้าม หรือลดทอนข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่ร้ายแรง ส่งผลให้ผู้ป่วยไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นกลาง ซึ่งทำให้ "กระบวนการแจ้งความยินยอมโดยสมัครใจและรู้เท่าทัน" (Informed Consent) ไร้ผลทางจริยธรรมอย่างสิ้นเชิง International Society for Cell & Gene Therapy (ISCT)

กระบวนการแจ้งความยินยอม (Informed Consent) คือการพิจารณาด้านจริยธรรมประการสำคัญที่ถูกท้าทายและบิดเบือนมากที่สุดโดยการตลาดแบบมุ่งตรงสู่ผู้บริโภค (Direct-to-Consumer: DTC) สำหรับการบำบัดด้วยเซลล์และยีนที่ไม่ได้รับการพิสูจน์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


จากบทความ ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่กลไกการรายงานที่ได้รับการยอมรับสำหรับผลข้างเคียงจากการบำบัดด้วยเซลล์และยีน

หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค

หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคไม่ใช่กลไกการรายงานผลข้างเคียง (Pharmacovigilance) ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการสำหรับการบำบัดด้วยเซลล์และยีน เนื่องจากระบบมาตรฐานต้องดำเนินการผ่านหน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและเวชภัณฑ์ เช่น FDA, EMA หรือฐานข้อมูลการวิจัยทางคลินิก [ISCT ECGT Guide, Springer Medicine PV]. กลไกมาตรฐานเน้นการรายงานเพื่อวิเคราะห์ความปลอดภัยทางคลินิก ไม่ใช่มิติทางด้านการโฆษณาชวนเชื่อหรือการหลอกลวงผู้บริโภค [ISCT ECGT Guide, Springer Medicine PV].

เว็บไซต์ ISCT และ Springermedizin.de

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


คำใดที่ใช้อธิบายลักษณะที่ปรากฏของความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ซึ่งใช้ในการตลาดการบำบัดด้วยเซลล์ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์

สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรมทางวิทยาศาสตร์

สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรมทางวิทยาศาสตร์ (Tokens of Scientific Legitimacy) คือคำที่ใช้อธิบายลักษณะที่ปรากฏภายนอกเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือปลอมในการตลาดการบำบัดด้วยเซลล์และยีน (CGT) ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์

ISCT ECGT Guide

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


คุณลักษณะการได้ยินใดที่ไม่ได้รับการศึกษาโดยตรงในการวิจัยการประมวลผลการได้ยินของทารกแรกเกิด

ความเข้าใจภาษา

ความเข้าใจภาษา (Language Comprehension) คือคุณลักษณะการได้ยินที่ไม่ได้รับการศึกษาโดยตรงในการวิจัยการประมวลผลการได้ยินของทารกแรกเกิด

ทารกแรกเกิดยังมีข้อจำกัดด้านคลังคำศัพท์ คลังความรู้ และการทำงานของสมองส่วนบนที่ใช้ประมวลผลบริบทความหมาย ทำให้ไม่สามารถศึกษาเรื่อง "ความเข้าใจ" ตัวภาษาได้โดยตรงในวัยนี้

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


จุดประสงค์หลักของการใช้ EEG ในการศึกษาการประมวลผลการได้ยินในทารกแรกเกิดคืออะไร

บันทึกการตอบสนองของสมองต่อเสียง

EEG ช่วยให้นักวิจัยสามารถตรวจวัดและบันทึกกิจกรรมทางไฟฟ้าของสมองในระดับมิลลิวินาที เมื่อทารกได้ยินสัญญาณเสียงต่าง ๆ ทำให้สามารถศึกษาการประมวลผลทางระบบประสาทได้โดยตรงโดยไม่ต้องอาศัยการตอบสนองทางพฤติกรรมจากทารก

https://www.jneurosci.org/content/43/15/2794?__cf_chl_f_tk=.CtKWoeGW2gYYYJPRJ_Fcr8c78FK0ng72FTDbHSqPAo-1783235011-1.0.1.1-vbVCrgtZEaD507bsGyPpzfXg6dWvys2LYrEmjG150Ww

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


ภาวะที่ไม่ต่อเนื่องในการศึกษาทางการได้ยินมักเกี่ยวข้องกับอะไร?

ช่วงเวลาสุ่มระหว่างเสียง

ในการศึกษาทางคลินิกและประสาทวิทยาศาสตร์ด้านการได้ยิน (Auditory Research) คำว่า "ภาวะที่ไม่ต่อเนื่อง" (Temporal Discontinuity / Irregularity) มักถูกใช้เมื่อผู้วิจัยจงใจทำลายรูปแบบความสม่ำเสมอของเวลาเชิงโครงสร้าง โดยการสุ่มหรือเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาว่างระหว่างสัญญาณเสียง (Inter-Stimulus Interval: ISI) ไม่ให้เท่ากันในแต่ละรอบ

https://academic.oup.com/chidev/article/95/6/1967/8255355

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


การรับรู้จังหวะในทารกแรกเกิดสัมพันธ์กับความสามารถทางดนตรีในภายหลังอย่างไร

เป็นพื้นฐานในการพัฒนาการประสานงานจังหวะและเวลา

การรับรู้จังหวะในทารกแรกเกิด (Newborn Beat Perception) เป็นกลไกทางระบบประสาทที่ติดตัวมาแต่กำเนิด (Innate)

ความสามารถในการรับรู้และคาดเดาจังหวะเวลา (Temporal Expectations) ในทารกแรกเกิด ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน (Temporal Scaffold) ที่ช่วยให้สมองสร้างเครือข่ายประสาทเชื่อมโยงระหว่างการได้ยินและการเคลื่อนไหว ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาทักษะการประสานงานของร่างกาย จังหวะเวลาเคลื่อนไหว (Sensorimotor Synchronization) รวมถึงการประมวลผลรูปแบบจังหวะดนตรีและภาษาที่ซับซ้อนขึ้นเมื่อเติบโตขึ้น https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC12875487/

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


กลไกทางประสาทใดที่คิดว่ารองรับการเคลื่อนไหวให้ตรงกันกับจังหวะ

การขึ้นรถไฟประสาท

การขึ้นรถไฟประสาท เป็นปรากฏการณ์ทางระบบประสาทที่กลุ่มเซลล์ประสาทในสมอง (โดยเฉพาะในระบบการได้ยินและระบบการเคลื่อนไหว) ทำการปรับความถี่ของคลื่นสมองให้ทำงานสอดคล้องหรือ "เต้น" ไปพร้อมกับจังหวะเวลาของสิ่งเร้าภายนอก (เช่น เสียงดนตรีที่มีจังหวะสม่ำเสมอ) กลไกนี้ทำหน้าที่เป็นตัวประสาน (Internal Clock) ช่วยให้สมองสามารถคาดการณ์จังหวะเวลาถัดไปและควบคุมกล้ามเนื้อให้เคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำตรงตามจังหวะ (Sensorimotor Synchronization)

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC6769420/ https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC5490067/

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


สภาวะใดในการศึกษา EEG ไม่ได้ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างการตอบสนองแบบจังหวะและการตอบสนองที่ผิดปกติในทารกแรกเกิด

สภาพกระวนกระวายใจ

สภาพกระวนกระวายใจ (Jittered Condition หรือ สภาวะที่มีการสุ่มจังหวะเวลา) คือสภาวะที่ไม่ได้ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างการตอบสนองต่อเสียงที่สม่ำเสมอตามจังหวะเมตริกกับการตอบสนองที่ผิดปกติในทารกแรกเกิด

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0010027723003049

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


คำว่า "การเรียนรู้ทางสถิติ (Statistical Learning)" หมายถึงอะไรในบริบทของการประมวลผลการได้ยินในทารกแรกเกิด?

การจดจำความถี่และระยะเวลาของเสียง

ในทารกแรกเกิด การเรียนรู้ทางสถิติไม่ใช่กระบวนการคิดคำนวณขั้นสูง แต่เป็นกลไกอัตโนมัติของสมอง (Implicit Mechanism) ที่คอยตรวจจับและจดจำว่าเสียงความถี่ใด หรือความยาวเสียงระดับใดที่มักจะเกิดขึ้นร่วมกันบ่อยๆ สมองทารกจะบันทึกสถิติความถี่ของโครงสร้างเสียงเหล่านี้เพื่อใช้ในการแยกแยะขอบเขตของคำ (Word Segmentation) และจำแนกเสียงพูดออกจากเสียงรบกวนรอบตัว

https://elifesciences.org/reviewed-preprints/101802

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


การตอบสนองที่ไม่ตรงกัน (MMR) ในการศึกษา EEG บ่งชี้อะไรเกี่ยวกับการประมวลผลการได้ยินของทารกแรกเกิด

ความไวต่อการละเมิดความสม่ำเสมอในลำดับเสียง

ในการศึกษาด้วย EEG/ERPs สัญญาณ MMR (หรือที่ในผู้ใหญ่เรียกว่า Mismatch Negativity: MMN) คือ "สัญญาณเตือนความผิดพลาด" (Error Signal) ของสมอง. สัญญาณนี้จะถูกกระตุ้นขึ้นมาโดยอัตโนมัติเมื่อสมองของทารกแรกเกิดตรวจพบเสียงที่แปลกแยก (Deviant Sound) หรือเสียงที่เข้ามาละเมิดกฎเกณฑ์ความสม่ำเสมอของชุดเสียงมาตรฐานที่เกิดขึ้นก่อนหน้า. สิ่งนี้พิสูจน์ว่า แม้ทารกแรกเกิดจะนอนหลับอยู่ แต่สมองส่วนการได้ยินมีความสามารถในการตรวจจับ บันทึกรูปแบบโครงสร้างเสียงรอบตัว และตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ผิดปกติได้อย่างชาญฉลาดตั้งแต่กำเนิด

https://www.biorxiv.org/content/10.64898/2026.01.09.698718v1.full

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


จากการวิจัย ทารกแรกเกิดใช้วิธีทดลองตามข้อใดในการแยกแยะการรับรู้จังหวะจากการเรียนรู้ทางสถิติในทารกแรกเกิด

การติดตามการทำงานของสมองโดยใช้ EEG ในระหว่างการกระตุ้นการได้ยิน

ตามงานวิจัยเด่นด้านประสาทวิทยาศาสตร์ (เช่น การศึกษาโดย Haden et al., 2024) นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) บันทึกสัญญาณไฟฟ้าจากหนังศีรษะของทารกแรกเกิดในขณะที่ทารกนอนหลับ. วิธีการนี้ถูกนำมาใช้เพื่อทดสอบชุดสัญญาณเสียงกระตุ้นการได้ยินใน 2 เงื่อนไข คือ สภาพที่มีจังหวะเวลาสม่ำเสมอ (Isochronous) และสภาพที่มีการสุ่มบิดเบือนเวลา (Jittered) ซึ่งทำให้สามารถแยกแยะอย่างชัดเจนว่าสมองทารกใช้กลไกการจับจังหวะเคาะ (Beat Perception) หรือกระบวนการเรียนรู้เชิงสถิติ (Statistical Learning) โดยไม่ต้องพึ่งพาพฤติกรรมภายนอกใด ๆ

https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38016227/

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


ข้อใดต่อไปนี้อธิบายแนวคิด การรับรู้จังหวะ (Beat Perception) ได้ดีที่สุดเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสามารถในการได้ยินของทารกแรกเกิด

การแยกจังหวะที่สม่ำเสมอจากลำดับเสียง

ในทางประสาทวิทยาศาสตร์การได้ยิน การรับรู้จังหวะ (Beat/Pulse Perception) หมายถึง ความสามารถของสมองในการตรวจจับ คาดการณ์ และตอบสนองต่อ "ชีพจรหลัก" หรือจังหวะตกที่สม่ำเสมอ (Regular Temporal Pulse) ที่ซ่อนอยู่ภายในกลุ่มเสียงหรือโครงสร้างดนตรี

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC5490067/

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 86.85 เต็ม 140

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา