| 1 |
|
จ. คาร์โบไฮเดรต |
|
อินนูลิน หรือ ฟรักโทแซน เป็นพอลิเมอร์ของน้ำตาลฟลุคโตสที่เชื่อมต่อกันเป็นเส้นตรงที่ตำแหน่งบีตา 2, 1 มีปลายด้านหนึ่งคือกลูโคสที่เชื่อมต่อกับฟลุกโตสในลักษณะการเชื่อมของซูโครส เป็นแป้งที่พบในหัวหรือรากพืช เช่น กระเทียมต้น หอม กระเทียม กะหล่ำปลี ทิวลิป หน่อไม้ฝรั่ง รักเร่
|
มีการศึกษาวิจัยหาปริมาณอินูลินและฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรค์ในพืชไทย ในปีค.ศ. 2011 พบว่าตัวอย่างพืชที่มีอินูลินสูง ได้แก่กระเทียมโทนหัวใหญ่ กระเทียมจีน กระเทียมไทย และแก่นตะวัน
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
|
ง. 2 และ 3 |
|
ถ้าระดับน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ(ต่ำกว่า 60 )ตับจะสลายไกลโคเจน มาเป็นกลูโคส และสร้างกลูโคสจาก กรดอะมิโนและกลีเซอรอล
แต่ถ้าระดับกลูโคสมากขึ้น (100 - 130) ร่างกายนำกลูโคสไปใช้ และส่วนหนึ่งตับจะเปลี่ยนกลูโคส ให้เป็นไกลโคเจน
พบว่าอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบจะมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารประเภทโปรตีนหรือไขมัน ดังนั้นเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ผู้ที่เป็นเบาหวานจึงควรมีการควบคุมปริมาณอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม
|
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการฉีดอินซูลินด้วยตนเองในผู้ท่ีเป็นเบาหวาน
ของศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก จังหวัดนครปฐม
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
|
ข. เอนไซม์เป็นสารประเภทโปรตีน |
|
เอนไซม์ (Enzyme) คือ สารชีวโมเลกุล (Biomolecule) ที่ประกอบขึ้นจากกลุ่มของโปรตีนชนิดต่าง ๆ มีคุณสมบัติในการเร่งปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ส่งเสริมให้กระบวนการต่าง ๆ ภายในร่างกายไม่ว่าจะเป็นกระบวนการสันดาป (Metabolism) กระบวนย่อยสลายสสารและโมเลกุลเพื่อพลังงาน (Catabolism) หรือกระบวนการสังเคราะห์สารต่าง ๆ (Anabolism) ของสิ่งมีชีวิตดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
|
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
เอนไซม์เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่ส่งเสริมการมีชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ทำหน้าที่ย่อยสลายและช่วยดูดซึมสารอาหาร ส่งเสริมให้ปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างสมดุล เพื่อร่างกายดำรงอยู่ได้อย่างไม่เสื่อมถอยหรือเกิดโรคภัยไข้เจ็บที่ส่งผลถึงชีวิต ดังนั้น เอนไซม์จึงทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยของระบบภายในต่าง ๆ
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
|
ก. เพปไทด์ที่เกิดจากกรดXและกรดYทําปฏิกิริยากับCuSO4ในสภาวะเบสให้สารสีม่วง |
|
เนื่องจากการเกิดปฏิกิริยากับ CuSO4 ในเบสนั้น คือ การทดสอบไบยูเร็ต ซึ่งจะเกิดปฏิกิริยาบริเวณพันธะเพปไทด์ของสารไตรเพปไทด์ขึ้นไป
|
การทดสอบไบยูเร็ตเป็นวิธีการที่ใช้ตรวจสอบพันธะเพปไทด์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยารีดักชั่นของไอออน copper(II) ไปเป็น copper(I) ที่จะไปเกิดสารเชิงซ้อนกับไนโตรเจนของพันธะเพปไทด์ในสารละลายที่เป็นเบส
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
|
ข. |
|
ถ้าเกิดจากการสร้างพันธะไฮโดรเจนระหว่าง C=O กับ N-H ของกรดอะมีโนระหว่างสายพอลิเพปไทด์ที่อยู่คู่กัน จะเกิดโครงสร้างแบบแผ่น เรียกว่า แผ่นพลีทบีต้า นอกจากจะเกิดพันธะไฮโดรเจนแล้วยังสามารถเกิดพันธะไดซัลไฟด์ พันธะไอออนิก เป็นต้น
|
แบบจำลองโครงสร้างทุติยภูมิของโปรตีนชนิดเกลียวอัลฟา
แบบจำลองโครงสร้างโปรตีนแบบ เกลียวอัลฟา แสดงการม้วนตัว
ของสายโพลีเปปไทด์เป็น เกลียวแบบเวียนขวา ซึ่งเมื่อมองที่ปลายเกลียว
จากส่วนที่ใกล้ตัวไปสู่ส่วนที่ไกลออกไป จะเห็นทิศทางการม้วนของเกลียว
เป็นไปใน ทิศตามเข็มนาฬิกา ไม่ว่าจะมองจากปลายเกลียวด้านใดหนึ่งรอบ
เกลียวอัลฟามีกรดอะมิโน 3.6 ตัว และมีระยะระหว่างรอบเท่ากับ 5.4
อังสตรอม แขนงข้าง (side chain: R) ของกรดอะมิโน (สีเขียว) ซึ่งต่อ
อยู่กับอัลฟาคาร์บอนจะชี้ออกสู่ทางด้านนอกของเกลียว หากมองตามแกน
ของเกลียวจะเห็นว่าแขนงข้างแต่ละตัว ทำมุมกับแขนงข้างตัวถัดไป
100 องศา
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
|
A คือ กลีเซอรอล
B คือ กรดไขมัน
C คือ ไขมันและน้ำมัน |
|
กรดไขมันจะมีคาร์บอน อย่างน้อย 8 อะตอม และส่วนใหญ่จะเป็นจำนวนเลขคู่ เพราะกระบวนการชีวสังเคราะห์ ของกรดไขมันจะเป็นการเพิมโมเลกุลของอะซิเตต ซึ่งมีคาร์บอน อยู่ 2 อะตอม
|
สมการการเกิดไขมัน
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
|
จ. |
|
น้ำมันที่ทำให้มีโอกาสเป็นหัวใจขาดเลือดมากที่สุด คือ น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวเป็นองค์ประกอบมากที่สุด โดยน้ำมันประเภทนี้ควรใช้ประกอบอาหารโดยการใช้ไฟอ่อนๆ การทดสอบน้ำมันจากโจทย์เป็นการทดสอบความไม่อิ่มตัวของกรดไขมันองค์ประกอบ
|
การทดสอบน้ำมัน (การทดสอบความไม่อิ่มตัวของกรดไขมัน)
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
|
ง. 2 และ 3 |
|
ข. กรดไขมันไม่อิ่มตัวมีสายโซ่ที่งอ เนื่องจากพันธะคู่ ทำให้ยากต่อการเรียงตัวเป็นระเบียบเพื่อที่จะแข็งตัว
ค. กรดไขมันไม่อิ่มตัวสามารถทำปฏิกิริยากับน้ำหรือออกซิเจนในอากาศ
|
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
|
ข. น้ำมันมะกอกเท่านั้นที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว จึงทำปฏิกิริยาฟอกจางสีโบรมีนได้ |
|
ไม่สามารถทำปฏิบัติฟอกจางสีโบรมีนได้
|
การทดสอบการทำปฏิกิริยาการฟอกจางสีโบรมีน
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
|
ก. ไข่ขาว , น้ำตาลทราย , เอทิลแอซิเตต |
|
เพราะคาร์โบไฮเดรตเมื่อทำปฏิกิริยาจะมีการเปลี่ยนแปลงของสี ทำให้เกิดสีม่วงและแดงอิฐ จากผลการทดลองจะได้ผลการทดลองเป็นสีม่วงและแดงอิฐ
|
การทดลองการเปลี่ยนสีของอินดิเคเตอร์
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
|
ค. ข้อ 1 และ ข้อ 3 ถูก |
|
เซลลูโลส (cellulose) เป็นคาร์โบไฮเดรท (carbohydrate) ประเภทพอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) ประเภท ฮอโมพอลิแซ็กคาไรด์ (homopolysaccharide) ที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูง ประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคส (glucose) มาต่อกันด้วยพันธะไกลโคไซด์ (glycosidic bond) ที่ตำแหน่งบีต้า-1,4 (b-1,4) เป็นสายยาวมากกว่า 2,000โมเลกุล
ไคทิน เป็นส่วนประกอบผนังเซลล์ของสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น เปลือกกุ้ง กระดองปู แกนปลาหมึก แมลง ตัวไหม และผนังเซลล์ของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรฟังไจ (fungi) ได้แก่ รา (mold) และยีสต์ (yeast)
|
รายละเอียดขอ้มูลสารเคมีชีวภาพประเภท เซลลูโลส (Cellulose)
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
|
ข. มีข้อถูก 2 ข้อ |
|
ฮีโมโกลบินมีหน้าที่หลักคือการลำเลียงออกซิเจนจากปอดออกไปยังเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเนื้อเยื่อกลับมายังฟอกที่ปอด ช่วยรักษารูปร่างของเม็ดเลือดแดงให้เป็นปกติ คือมีลักษณะเป็นวงกลมและตรงกลางเว้าคล้ายโดนัท แต่ไม่เป็นรู หากโครงสร้างของฮีโมโกลบินผิดปกติจะส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างแตกต่างไปจากเดิม และมีภาวะโรคเลือดได้เช่น โรคเลือดจาง โรคเลือดหนืด เป็นต้น
|
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
|
X เปปซิน
Y ปฏิกิริยาควบแน่น
Z ทริปซิน เปปทีน |
|
ซูโครสเป็นไดแซ็กคาไรด์ซึ่งหมายความว่าเกิดจากการรวมหน่วยย่อยน้ำตาลสองหน่วย เกิดขึ้นเมื่อโมโนแซ็กคาไรด์น้ำตาลกลูโคสและฟรุกโตสทำปฏิกิริยาในปฏิกิริยาควบแน่น
|
ซูโครสเป็นไดแซ็กคาไรด์ซึ่งหมายความว่าเกิดจากการรวมหน่วยย่อยน้ำตาลสองหน่วย เกิดขึ้นเมื่อโมโนแซ็กคาไรด์น้ำตาลกลูโคสและฟรุกโตสทำปฏิกิริยาในปฏิกิริยาควบแน่น สมการของปฏิกิริยาคือ:
C 6 H 12 O 6 + C 6 H 12 O 6 → C 12 H 22 O 11 + H 2 O
กลูโคส + ฟรุกโตส→ซูโครส + น้ำ
วิธีง่ายๆในการจำสูตรโมเลกุลของน้ำตาลคือการจำว่าโมเลกุลนั้นทำจากน้ำตาลโมโนแซ็กคาไรด์สองตัวลบด้วยน้ำ:
2 x C 6 H 12 O 6 - H 2 O = C 12 H 22 O 11
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
|
30ชนิด |
|
สเตรปโตมัยซินจัดเป็นยาในกลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์[2] ซึ่งออกฤทธิ์ที่หน่วยย่อย 30 เอสของไรโบโซมแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียนั้นๆไม่สามารถสร้างโปรตีนที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและเพิ่มจำนวนได้ ส่งผลให้แบคทีเรียเซลล์นั้นๆตายไปในที่สุด
|
วิกิพีเดีย
สเตรปโตมัยซินถูกค้นพบใน ค.ศ. 1943 จากเชื้อแบคทีเรีย Streptomyces griseus โดยยานี้ได้ถูกจัดเป็นหนึ่งในรายการยาจำเป็นขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization's List of Essential Medicines) ซึ่งเป็นรายการยาที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง และมีความสำคัญเป็นลำดับแรกของระบบสุขภาพพื้นฐานของประชาชนในประเทศต่างๆ[6] ราคาสำหรับการขายส่งของสเตรปโตมัยซินในประเทศกำลังพัฒนามีมูลค่าระหว่าง 0.38 – 4.39 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อขนาดยาที่ต้องใช้ในหนึ่งวัน ส่วนในสหรัฐอเมริกานั้น เฉพาะค่าใช้จ่ายของยาสเตรปโตมัยซินในการรักษาหนึ่งรอบนั้นมีมูลค่ามากกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
|
จ. ไม่มีข้อถูก |
|
ข้อมูลในตารางไม่สัมพันธ์กัน เช่น พันธะเอสเทอร์ มีหมู่ฟังชั่นคือ แอลคอกซีคาร์บอนิล
|
เอสเทอร์ เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีหมู่แอลคอกซีคาร์บอนิล (alcoxy carbonyl) เป็นหมู่ฟังก์ชัน ( ) มีสูตรทั่วไปเป็น หรือ R’COOR หรือ R’CO2R เมื่อ R แทนหมู่แอลคิลหรือหมู่แอริลของกรดคาร์บอกซิลิก
เอสเทอร์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างกรดคาร์บอกซิลิกกับแอลกอฮอล์ เรียกปฏิกิริยาการเตรียมเอสเทอร์ว่า “เอสเทอริฟิเคชัน” หรือ Esterification เช่น ปฏิกิริยาระหว่างกรด
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
|
ข. กรดอะมิโน น้ำตาลทราย ไข่ขาว |
|
Monosaccharides มีสถานะเป็นของแข็ง ละลายน้ำ มีรสหวาน ทำปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกต์เกิดตะกอนสีแดงอิฐ (Cu 2O)
|
การทดลองทำปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกต์
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
|
จ. ไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว ไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว กรดคาร์บอกซิลิก แป้ง |
|
สาร Z คือกลุ่มแป้ง หรือฟรักโทส เนื่องจากสามารถละลายน้ำได้ เกิดปฏิกิริยากับเบเนดิกต์ทั้งในสภาวะปกติและในสภาวะที่ถูกไฮโดรไลท์ด้วยกรด
|
การทดลองทำปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกต์
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
|
ข. W, X และ Z |
|
Y คือ ฟอร์มาดีไฮด์ ไม่ใช่สารที่มีสถานะเป็นของแข็ง ไม่สามารถเปลี่ยนสีได้
|
ฟอร์มาลดีไฮด์ (formaldehyde, systematic name คือ methanal, สารละลายในน้ำเรียกว่า ฟอร์มาลีน) เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีตามธรรมชาติ มีสูตรเคมี CH2O หรือ H-CHO เป็นแอลดีไฮด์ (R-CHO) ที่ซับซ้อนน้อยที่สุด ชื่อสามัญของสารมาจากความคล้ายคลึงและความเกี่ยวข้องของสารกับกรดฟอร์มิก
ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารตั้งต้น (precursor) ของวัสดุและสารประกอบเคมีอื่น ๆ มากมาย ในปี 1996 สมรรถภาพการผลิตสารประเมินว่าอยู่ที่ 8.7 ล้านตันต่อปี[10] ซึ่งนำไปใช้ผลิตวัสดุเกี่ยวกับเรซิน เช่น แผ่นชิ้นไม้อัด และวัสดุเคลือบ เป็นหลัก
เพราะใช้อย่างกว้างขวาง มีพิษ และระเหยได้ สารจึงเป็นอันตรายอย่างสำคัญต่อสุขภาพมนุษย์ ในปี 2011 โครงการพิษวิทยาแห่งชาติสหรัฐจัดสารว่า ทราบกันว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
|
จ. กรดอะมิโน |
|
สารละลายบัฟเฟอร์ คือ สารละลายที่เมื่อเติมกรดแก่หรือเบสแก่ลงไปเพียงเล็กน้อยทำให้ pH ของสารละลายเปลี่ยนไปน้อยมาก จนถือได้ว่าไม่เปลี่ยนแปลง สารจำพวกกรดอะมิโนจึงเป็นสารที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด
|
การทดลองสารชีวโมเลกุลทดสอบความเป็นกรด-เบส หาค่าpH
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
|
2. พืชไม่สามารถใช้ ADP และ NADP+ ได้ตามปกติ |
|
|
|
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 21 |
|
2. สามารถพบลักษณะของ cell membrane แบบ phospholipid bilayer ได้ |
|
|
|
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 22 |
ข้อใด ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับอะไมโลสและอะไมเลส
|
|
|
|
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 23 |
|
1. Glucose เป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ |
|
|
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 24 |
|
1. Permease |
|
|
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 25 |
|
1. Operon |
|
|
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|