| 1 |
ISCT มีบทบาทอย่างไรในบริบทของการบำบัดเซลล์และยีน
|
ต่อต้านการค้าขายก่อนกำหนดของการรักษาที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ |
|
ISCT เป็นองค์กรวิชาการ ไม่ใช่หน่วยงานกำกับ อย.(FDA) และไม่จำหน่ายหรือรับรองการรักษาโดยไม่ตรวจสอบบทบาทสำคัญของISCTคือส่งเสริมมาตรฐาน จริยธรรม ความปลอดภัยและคัดค้านต่อต้านการรักษาด้วยเซลล์และยีนที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ
|
อิงจากหลักการแพทย์เชิงประจักษ์+จริยธรรมทางการแพทย์+ระบบกำกับดูแลการรักษาซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของISCTที่มุ่งปกป้องผู้ป่วยและส่งเสริมมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่สนับสนุนการรักษาที่ไม่มีหลักฐานรองรับ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
อะไรคือผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์?
|
ความเสี่ยงต่อผลกระทบร้ายแรง |
|
เนื่องจากผลิตภัณฑ์CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์อาจไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิผลเพียงพอ จึงเสี่ยงเกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้ป่วย
|
เสี่ยงต่อผลกระทบร้ายแรงอิงจากหลักการแพทย์เชิงประจักษ์ หลักจริยธรรมไม่ก่ออันตรายและหลักการประเมินความเสี่ยงก่อนใช้การรักษา
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
เป้าหมายหลักของ ISCT ในด้านการบำบัดด้วยเซลล์และยีนตามที่กล่าวไว้ในบทความคืออะไร
|
เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์และต่อต้านผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ |
|
เพราะISCT มีเป้าหมายส่งเสริมมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ ความปลอดภัย และสนับสนุนการรักษาที่มีหลักฐานรองรับ ไม่ใช่เร่งใช้ ไม่ใช่เน้นราคาถูก และไม่จำกัดเฉพาะสหรัฐฯ
|
อิงหลัก ใช้การรักษาที่มีหลักฐานรองรับตามมาตรฐานวิทยาศาสตร์และจริยธรรม และไม่สนับสนุนสิ่งที่ไม่ผ่านการพิสูจน์
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
หน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA และ EMA จะรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ CGT ได้อย่างไร
|
โดยต้องมีการทดลองทางคลินิกก่อนการตลาดอย่างเข้มงวด |
|
หน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDAและEMA จะประเมินความปลอดภัยและประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์CGT ผ่านกระบวนการทดลองก่อนคลินิกและการทดลองทางคลินิก(ระยะ1-3) อย่างเข้มงวด ก่อนอนุมัติให้นำออกสู่ตลาด ไม่ได้พิจารณาจากโฆษณา หรือการขายตรงถึงผู้บริโภค
|
ต้องมีหลักฐานจากการทดลองทางคลินิกและผ่านการประเมินความเสี่ยง ประโยชน์ก่อนอนุมัติ ตามกรอบการกำกับดูแลทางวิทยาศาสตร์
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ลักษณะทั่วไปของผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ตามที่กล่าวไว้ในบทความ
|
การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่สำคัญ |
|
ผลิตภัณฑ์CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์โดยทั่วไปจะขาดหลักทางวิทยาศาสตร์ ไม่มีข้อมูลก่อนคลินิกเพียงพอ ใช้การตลาดแบบอ้างคำรับรอง เรียกค่าเก็บรักษาราคาสูง เเต่จะไม่ผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลหลัก เช่น FDAและEMA
|
ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์จะไม่สามารถผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลได้ เพราะขาดหลักฐานด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผล
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
ข้อใดต่อไปนี้เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ซึ่งเน้นไว้ในบทความ
|
ศักยภาพของความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ร้ายแรง |
|
ผลิตภัณฑ์CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ ยังไม่มีข้อมูล ไม่ผ่านการทดลองทางคลินิกครบถ้วนและไม่ผ่านการประเมินจากหน่วยงานกำกับ จึงก่อให้เกิด ผลข้างเคียงร้ายแรง หรืออันตรายต่อชีวิตได้
|
เพราะยังไม่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ จึงมีโอกาสเกิด ความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ร้ายแรง ต่อผู้ป่วย
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
คุณลักษณะหลักใดที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ตามมาตรฐานกฎระเบียบ
|
การอนุญาตก่อนการตลาดโดยหน่วยงานกำกับดูแล |
|
เพราะเป็นหลักฐานทางกฎหมายและวิทยาศาสตร์ว่าผลิตภัณฑ์ผ่านการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพแล้ว ส่วนตัวเลือกอื่นไม่ใช่มาตรฐานรองรับโดยตรง
|
ใช้หลัก Evidence-BasedMedicine(การตัดสินใจจากหลักฐานเชิงประจักษ์) คือพิจารณาจากข้อมูลวิจัยและการรับรองตามมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ความเชื่อ โฆษณาหรือความนิยมของคนทั่วไป
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
การพิจารณาด้านจริยธรรมประการใดที่ถูกท้าทายโดยการตลาดโดยตรงสู่ผู้บริโภคสำหรับการบำบัดด้วยเซลล์และยีนที่ไม่ได้รับการพิสูจน์
|
กระบวนการแจ้งความยินยอม |
|
เพราะการตลาดโดยตรงอาจให้ข้อมูลเกินจริงหรือไม่ครบถ้วน ทำให้ผู้ป่วยตัดสินใจโดยไม่เข้าใจความเสี่ยงจริง จึงกระทบต่อ กระบวนการแจ้งความยินยอม (Informed Consent) มากที่สุด
|
ใช้หลัก จริยธรรมทางการแพทย์ โดยเฉพาะหลัก Autonomy และ Informed Consent
คือ ผู้ป่วยต้องตัดสินใจจากข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และไม่ถูกชักจูงเกินจริง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
จากบทความ ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่กลไกการรายงานที่ได้รับการยอมรับสำหรับผลข้างเคียงจากการบำบัดด้วยเซลล์และยีน
|
ClinicalTrials.gov |
|
เพราะ ClinicalTrials.gov เป็นรากฐานข้อมูลทะเบียนการทดลองทางคลินิก ไม่ใช่ระบบรายงานผลข้างเคียง
|
ใช้หลักPharmacovigilance คือระบบรายงานความปลอดภัย กับอะไรคือ ฐานข้อมูลข้อมูลทั่วไป แล้วเลือกตามหน้าที่ที่ถูกต้อง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
คำใดที่ใช้อธิบายลักษณะที่ปรากฏของความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ซึ่งใช้ในการตลาดการบำบัดด้วยเซลล์ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์
|
สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรมทางวิทยาศาสตร์ |
|
เพราะเป็นการใช้ “ภาพลักษณ์หรือสัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์” เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์จริง จึงตรงกับลักษณะของการตลาดการรักษาที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์
|
ใช้หลัก Critical Thinking และการแยก “หลักฐานจริง” ออกจาก “ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือ”
คือ ไม่ตัดสินจากสิ่งที่ดูเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ดูว่ามีหลักฐานรองรับจริงหรือไม่
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
คุณลักษณะการได้ยินใดที่ไม่ได้รับการศึกษาโดยตรงในการวิจัยการประมวลผลการได้ยินของทารกแรกเกิด
|
ความเข้าใจภาษา |
|
เพราะทารกแรกเกิดยังไม่มีความสามารถ “เข้าใจความหมายของภาษา” ได้โดยตรง งานวิจัยจึงศึกษาการรับรู้เสียงพื้นฐาน ไม่ใช่ความเข้าใจภาษา
|
ใช้หลัก พัฒนาการทางสติปัญญา (Developmental Psychology)
คือ ความสามารถขั้นสูงอย่างความเข้าใจภาษา จะพัฒนาภายหลังความสามารถพื้นฐานด้านการรับรู้เสียงของทารก
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
จุดประสงค์หลักของการใช้ EEG ในการศึกษาการประมวลผลการได้ยินในทารกแรกเกิดคืออะไร
|
บันทึกการตอบสนองของสมองต่อเสียง |
|
เพราะ EEG ใช้วัดกิจกรรมไฟฟ้าของสมอง จึงใช้เพื่อบันทึกการตอบสนองของสมองต่อเสียงโดยตรง ไม่ได้ใช้วัดหัวใจหรือพฤติกรรมอื่น ๆ
|
ใช้หลัก ประสาทวิทยา (Neuroscience) และการจับคู่หน้าที่เครื่องมือกับวัตถุประสงค์
คือ เข้าใจว่า EEG มีหน้าที่วัดสัญญาณไฟฟ้าของสมอง จึงเลือกคำตอบที่ตรงกับการทำงานของเครื่องมือ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
ภาวะที่ไม่ต่อเนื่องในการศึกษาทางการได้ยินมักเกี่ยวข้องกับอะไร?
|
ช่วงเวลาสุ่มระหว่างเสียง |
|
เพราะช่วงเวลาสุ่มระหว่างเสียงทำให้จังหวะไม่สม่ำเสมอ สมองจึงรับรู้ว่า “ไม่ต่อเนื่อง” ต่างจากช่วงเวลาที่สม่ำเสมอซึ่งให้ความรู้สึกต่อเนื่อง
|
ใช้หลัก การรับรู้รูปแบบตามเวลา (Temporal Pattern Perception)
คือ สมองมองความต่อเนื่องจาก “ความสม่ำเสมอของจังหวะ” หากช่วงเวลาไม่คงที่หรือสุ่ม จะถูกรับรู้ว่าไม่ต่อเนื่อง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
การรับรู้จังหวะในทารกแรกเกิดสัมพันธ์กับความสามารถทางดนตรีในภายหลังอย่างไร
|
เป็นพื้นฐานในการพัฒนาการประสานงานจังหวะและเวลา |
|
เพราะการรับรู้จังหวะตั้งแต่ระยะแรก เป็นพื้นฐานของการควบคุมเวลาและการประสานจังหวะ ซึ่งเป็นทักษะหลักของความสามารถทางดนตรีในภายหลัง
|
ใช้หลัก ทฤษฎีพัฒนาการทางดนตรี (Musical Development Theory)
คือ ทักษะพื้นฐานอย่างการรับรู้จังหวะ จะเป็นรากฐานในการพัฒนาความสามารถทางดนตรีขั้นสูงในอนาคต
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
กลไกทางประสาทใดที่คิดว่ารองรับการเคลื่อนไหวให้ตรงกันกับจังหวะ
|
การเปิดใช้งานกระจกเซลล์ประสาท |
|
เพราะกระจกเซลล์ประสาทช่วยเชื่อมการรับรู้จังหวะกับการสั่งการเคลื่อนไหว ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้สอดคล้องกับจังหวะ
|
ใช้หลัก ทฤษฎีกระจกเซลล์ประสาท (Mirror Neuron Theory)
คือ สมองจะกระตุ้นระบบการเคลื่อนไหวเมื่อรับรู้จังหวะ ทำให้การเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเสียงได้โดยอัตโนมัติ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
สภาวะใดในการศึกษา EEG ไม่ได้ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างการตอบสนองแบบจังหวะและการตอบสนองที่ผิดปกติในทารกแรกเกิด
|
สภาพความเงียบ |
|
เพราะในสภาพความเงียบไม่มีสิ่งเร้าเสียงให้สมองประมวลผล จึงไม่เกิดความแตกต่างของการตอบสนอง EEG ระหว่างแบบจังหวะกับแบบผิดปกติ
|
ใช้หลัก ทฤษฎีสิ่งเร้า-การตอบสนอง (Stimulus–Response Theory)
คือ การตอบสนองของสมอง (EEG) จะเกิดและแตกต่างได้ ต้องมี “สิ่งเร้า” มากระตุ้น หากอยู่ในสภาพความเงียบ (ไม่มีสิ่งเร้า) จึงไม่เกิดความแตกต่างของการตอบสนอง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
คำว่า "การเรียนรู้ทางสถิติ (Statistical Learning)" หมายถึงอะไรในบริบทของการประมวลผลการได้ยินในทารกแรกเกิด?
|
การแยกความสม่ำเสมอออกจากลำดับของเสียงโดยไม่มีการตอบรับที่ชัดเจน |
|
เพราะการเรียนรู้ทางสถิติ คือ ความสามารถของสมองในการตรวจจับความสม่ำเสมอหรือรูปแบบที่เกิดซ้ำในลำดับเสียงได้เอง โดยไม่ต้องมีการสอนหรือการตอบสนองอย่างชัดเจน
|
ใช้หลัก ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสถิติ (Statistical Learning Theory)
คือ สมองสามารถตรวจจับรูปแบบและความน่าจะเป็นของสิ่งเร้าที่เกิดซ้ำได้โดยอัตโนมัติ แม้ไม่มีการสอนหรือการตอบสนองอย่างชัดเจน
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
การตอบสนองที่ไม่ตรงกัน (MMR) ในการศึกษา EEG บ่งชี้อะไรเกี่ยวกับการประมวลผลการได้ยินของทารกแรกเกิด
|
ความไวต่อการละเมิดความสม่ำเสมอในลำดับเสียง |
|
เพราะ MMR เกิดขึ้นเมื่อมีเสียงที่ “แตกต่างจากรูปแบบเดิม” แทรกเข้ามา จึงแสดงว่าสมองของทารกสามารถตรวจจับการละเมิดความสม่ำเสมอของลำดับเสียงได้
|
ใช้หลัก ทฤษฎีการตรวจจับความผิดพลาดของสมอง (Predictive Coding Theory)
คือ สมองสร้างแบบแผนคาดการณ์เสียงไว้ล่วงหน้า เมื่อมีเสียงที่ผิดจากแบบแผน จะเกิดการตอบสนอง MMR แสดงถึงการตรวจจับความคลาดเคลื่อนจากความคาดหมาย
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
จากการวิจัย ทารกแรกเกิดใช้วิธีทดลองตามข้อใดในการแยกแยะการรับรู้จังหวะจากการเรียนรู้ทางสถิติในทารกแรกเกิด
|
การติดตามการทำงานของสมองโดยใช้ EEG ในระหว่างการกระตุ้นการได้ยิน |
|
เพราะการใช้ EEG สามารถวัดการตอบสนองของสมองต่อจังหวะและรูปแบบเสียงได้โดยตรง จึงช่วยแยกการรับรู้จังหวะออกจากการเรียนรู้ทางสถิติได้อย่างชัดเจน
|
ใช้หลัก ประสาทสรีรวิทยาการรู้คิด (Cognitive Neuroscience Approach)
คือ การทำความเข้าใจกระบวนการรับรู้ ต้องวัดการทำงานของสมองโดยตรง (เช่น EEG) เพื่อแยกกลไกการประมวลผลที่แตกต่างกันได้อย่างชัดเจน
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
ข้อใดต่อไปนี้อธิบายแนวคิด การรับรู้จังหวะ (Beat Perception) ได้ดีที่สุดเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสามารถในการได้ยินของทารกแรกเกิด
|
การแยกจังหวะที่สม่ำเสมอจากลำดับเสียง |
|
เพราะ Beat Perception คือความสามารถในการตรวจจับ “จังหวะที่สม่ำเสมอ” ที่ซ่อนอยู่ในลำดับเสียง จึงตรงกับตัวเลือกการแยกจังหวะที่สม่ำเสมอจากลำดับเสียง
|
ใช้หลัก ทฤษฎีการประมวลผลจังหวะตามเวลา (Temporal Processing Theory)
คือ สมองสามารถตรวจจับและจัดระเบียบความสม่ำเสมอของเวลาในลำดับเสียง ทำให้รับรู้ “จังหวะ” ที่แฝงอยู่ได้
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|