ตรวจข้อสอบ > สุกัญญา สุขวงศ์ > การแข่งขันและทดสอบความถนัดทางการแพทย์ | ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 51 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


ISCT มีบทบาทอย่างไรในบริบทของการบำบัดเซลล์และยีน

ต่อต้านการค้าขายก่อนกำหนดของการรักษาที่ไม่ได้รับการพิสูจน์

ISCT เป็นองค์กรวิชาการ ไม่ใช่หน่วยงานกำกับ อย.(FDA) และไม่จำหน่ายหรือรับรองการรักษาโดยไม่ตรวจสอบบทบาทสำคัญของISCTคือส่งเสริมมาตรฐาน จริยธรรม ความปลอดภัยและคัดค้านต่อต้านการรักษาด้วยเซลล์และยีนที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

อิงจากหลักการแพทย์เชิงประจักษ์+จริยธรรมทางการแพทย์+ระบบกำกับดูแลการรักษาซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของISCTที่มุ่งปกป้องผู้ป่วยและส่งเสริมมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่สนับสนุนการรักษาที่ไม่มีหลักฐานรองรับ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


อะไรคือผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์?

ความเสี่ยงต่อผลกระทบร้ายแรง

เนื่องจากผลิตภัณฑ์CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์อาจไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิผลเพียงพอ จึงเสี่ยงเกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้ป่วย

เสี่ยงต่อผลกระทบร้ายแรงอิงจากหลักการแพทย์เชิงประจักษ์ หลักจริยธรรมไม่ก่ออันตรายและหลักการประเมินความเสี่ยงก่อนใช้การรักษา

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


เป้าหมายหลักของ ISCT ในด้านการบำบัดด้วยเซลล์และยีนตามที่กล่าวไว้ในบทความคืออะไร

เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์และต่อต้านผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์

เพราะISCT มีเป้าหมายส่งเสริมมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ ความปลอดภัย และสนับสนุนการรักษาที่มีหลักฐานรองรับ ไม่ใช่เร่งใช้ ไม่ใช่เน้นราคาถูก และไม่จำกัดเฉพาะสหรัฐฯ

อิงหลัก ใช้การรักษาที่มีหลักฐานรองรับตามมาตรฐานวิทยาศาสตร์และจริยธรรม และไม่สนับสนุนสิ่งที่ไม่ผ่านการพิสูจน์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


หน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA และ EMA จะรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ CGT ได้อย่างไร

โดยต้องมีการทดลองทางคลินิกก่อนการตลาดอย่างเข้มงวด

หน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDAและEMA จะประเมินความปลอดภัยและประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์CGT ผ่านกระบวนการทดลองก่อนคลินิกและการทดลองทางคลินิก(ระยะ1-3) อย่างเข้มงวด ก่อนอนุมัติให้นำออกสู่ตลาด ไม่ได้พิจารณาจากโฆษณา หรือการขายตรงถึงผู้บริโภค

ต้องมีหลักฐานจากการทดลองทางคลินิกและผ่านการประเมินความเสี่ยง ประโยชน์ก่อนอนุมัติ ตามกรอบการกำกับดูแลทางวิทยาศาสตร์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ลักษณะทั่วไปของผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ตามที่กล่าวไว้ในบทความ

การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่สำคัญ

ผลิตภัณฑ์CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์โดยทั่วไปจะขาดหลักทางวิทยาศาสตร์ ไม่มีข้อมูลก่อนคลินิกเพียงพอ ใช้การตลาดแบบอ้างคำรับรอง เรียกค่าเก็บรักษาราคาสูง เเต่จะไม่ผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลหลัก เช่น FDAและEMA

ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์จะไม่สามารถผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลได้ เพราะขาดหลักฐานด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผล

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


ข้อใดต่อไปนี้เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ซึ่งเน้นไว้ในบทความ

ศักยภาพของความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ร้ายแรง

ผลิตภัณฑ์CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ ยังไม่มีข้อมูล ไม่ผ่านการทดลองทางคลินิกครบถ้วนและไม่ผ่านการประเมินจากหน่วยงานกำกับ จึงก่อให้เกิด ผลข้างเคียงร้ายแรง หรืออันตรายต่อชีวิตได้

เพราะยังไม่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ จึงมีโอกาสเกิด ความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ร้ายแรง ต่อผู้ป่วย

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


คุณลักษณะหลักใดที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ตามมาตรฐานกฎระเบียบ

การอนุญาตก่อนการตลาดโดยหน่วยงานกำกับดูแล

เพราะเป็นหลักฐานทางกฎหมายและวิทยาศาสตร์ว่าผลิตภัณฑ์ผ่านการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพแล้ว ส่วนตัวเลือกอื่นไม่ใช่มาตรฐานรองรับโดยตรง

ใช้หลัก Evidence-BasedMedicine(การตัดสินใจจากหลักฐานเชิงประจักษ์) คือพิจารณาจากข้อมูลวิจัยและการรับรองตามมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ความเชื่อ โฆษณาหรือความนิยมของคนทั่วไป

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


การพิจารณาด้านจริยธรรมประการใดที่ถูกท้าทายโดยการตลาดโดยตรงสู่ผู้บริโภคสำหรับการบำบัดด้วยเซลล์และยีนที่ไม่ได้รับการพิสูจน์

กระบวนการแจ้งความยินยอม

เพราะการตลาดโดยตรงอาจให้ข้อมูลเกินจริงหรือไม่ครบถ้วน ทำให้ผู้ป่วยตัดสินใจโดยไม่เข้าใจความเสี่ยงจริง จึงกระทบต่อ กระบวนการแจ้งความยินยอม (Informed Consent) มากที่สุด

ใช้หลัก จริยธรรมทางการแพทย์ โดยเฉพาะหลัก Autonomy และ Informed Consent คือ ผู้ป่วยต้องตัดสินใจจากข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และไม่ถูกชักจูงเกินจริง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


จากบทความ ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่กลไกการรายงานที่ได้รับการยอมรับสำหรับผลข้างเคียงจากการบำบัดด้วยเซลล์และยีน

ClinicalTrials.gov

เพราะ ClinicalTrials.gov เป็นรากฐานข้อมูลทะเบียนการทดลองทางคลินิก ไม่ใช่ระบบรายงานผลข้างเคียง

ใช้หลักPharmacovigilance คือระบบรายงานความปลอดภัย กับอะไรคือ ฐานข้อมูลข้อมูลทั่วไป แล้วเลือกตามหน้าที่ที่ถูกต้อง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


คำใดที่ใช้อธิบายลักษณะที่ปรากฏของความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ซึ่งใช้ในการตลาดการบำบัดด้วยเซลล์ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์

สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรมทางวิทยาศาสตร์

เพราะเป็นการใช้ “ภาพลักษณ์หรือสัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์” เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์จริง จึงตรงกับลักษณะของการตลาดการรักษาที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์

ใช้หลัก Critical Thinking และการแยก “หลักฐานจริง” ออกจาก “ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือ” คือ ไม่ตัดสินจากสิ่งที่ดูเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ดูว่ามีหลักฐานรองรับจริงหรือไม่

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


คุณลักษณะการได้ยินใดที่ไม่ได้รับการศึกษาโดยตรงในการวิจัยการประมวลผลการได้ยินของทารกแรกเกิด

ความเข้าใจภาษา

เพราะทารกแรกเกิดยังไม่มีความสามารถ “เข้าใจความหมายของภาษา” ได้โดยตรง งานวิจัยจึงศึกษาการรับรู้เสียงพื้นฐาน ไม่ใช่ความเข้าใจภาษา

ใช้หลัก พัฒนาการทางสติปัญญา (Developmental Psychology) คือ ความสามารถขั้นสูงอย่างความเข้าใจภาษา จะพัฒนาภายหลังความสามารถพื้นฐานด้านการรับรู้เสียงของทารก

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


จุดประสงค์หลักของการใช้ EEG ในการศึกษาการประมวลผลการได้ยินในทารกแรกเกิดคืออะไร

บันทึกการตอบสนองของสมองต่อเสียง

เพราะ EEG ใช้วัดกิจกรรมไฟฟ้าของสมอง จึงใช้เพื่อบันทึกการตอบสนองของสมองต่อเสียงโดยตรง ไม่ได้ใช้วัดหัวใจหรือพฤติกรรมอื่น ๆ

ใช้หลัก ประสาทวิทยา (Neuroscience) และการจับคู่หน้าที่เครื่องมือกับวัตถุประสงค์ คือ เข้าใจว่า EEG มีหน้าที่วัดสัญญาณไฟฟ้าของสมอง จึงเลือกคำตอบที่ตรงกับการทำงานของเครื่องมือ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


ภาวะที่ไม่ต่อเนื่องในการศึกษาทางการได้ยินมักเกี่ยวข้องกับอะไร?

ช่วงเวลาสุ่มระหว่างเสียง

เพราะช่วงเวลาสุ่มระหว่างเสียงทำให้จังหวะไม่สม่ำเสมอ สมองจึงรับรู้ว่า “ไม่ต่อเนื่อง” ต่างจากช่วงเวลาที่สม่ำเสมอซึ่งให้ความรู้สึกต่อเนื่อง

ใช้หลัก การรับรู้รูปแบบตามเวลา (Temporal Pattern Perception) คือ สมองมองความต่อเนื่องจาก “ความสม่ำเสมอของจังหวะ” หากช่วงเวลาไม่คงที่หรือสุ่ม จะถูกรับรู้ว่าไม่ต่อเนื่อง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


การรับรู้จังหวะในทารกแรกเกิดสัมพันธ์กับความสามารถทางดนตรีในภายหลังอย่างไร

เป็นพื้นฐานในการพัฒนาการประสานงานจังหวะและเวลา

เพราะการรับรู้จังหวะตั้งแต่ระยะแรก เป็นพื้นฐานของการควบคุมเวลาและการประสานจังหวะ ซึ่งเป็นทักษะหลักของความสามารถทางดนตรีในภายหลัง

ใช้หลัก ทฤษฎีพัฒนาการทางดนตรี (Musical Development Theory) คือ ทักษะพื้นฐานอย่างการรับรู้จังหวะ จะเป็นรากฐานในการพัฒนาความสามารถทางดนตรีขั้นสูงในอนาคต

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


กลไกทางประสาทใดที่คิดว่ารองรับการเคลื่อนไหวให้ตรงกันกับจังหวะ

การเปิดใช้งานกระจกเซลล์ประสาท

เพราะกระจกเซลล์ประสาทช่วยเชื่อมการรับรู้จังหวะกับการสั่งการเคลื่อนไหว ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้สอดคล้องกับจังหวะ

ใช้หลัก ทฤษฎีกระจกเซลล์ประสาท (Mirror Neuron Theory) คือ สมองจะกระตุ้นระบบการเคลื่อนไหวเมื่อรับรู้จังหวะ ทำให้การเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเสียงได้โดยอัตโนมัติ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


สภาวะใดในการศึกษา EEG ไม่ได้ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างการตอบสนองแบบจังหวะและการตอบสนองที่ผิดปกติในทารกแรกเกิด

สภาพความเงียบ

เพราะในสภาพความเงียบไม่มีสิ่งเร้าเสียงให้สมองประมวลผล จึงไม่เกิดความแตกต่างของการตอบสนอง EEG ระหว่างแบบจังหวะกับแบบผิดปกติ

ใช้หลัก ทฤษฎีสิ่งเร้า-การตอบสนอง (Stimulus–Response Theory) คือ การตอบสนองของสมอง (EEG) จะเกิดและแตกต่างได้ ต้องมี “สิ่งเร้า” มากระตุ้น หากอยู่ในสภาพความเงียบ (ไม่มีสิ่งเร้า) จึงไม่เกิดความแตกต่างของการตอบสนอง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


คำว่า "การเรียนรู้ทางสถิติ (Statistical Learning)" หมายถึงอะไรในบริบทของการประมวลผลการได้ยินในทารกแรกเกิด?

การแยกความสม่ำเสมอออกจากลำดับของเสียงโดยไม่มีการตอบรับที่ชัดเจน

เพราะการเรียนรู้ทางสถิติ คือ ความสามารถของสมองในการตรวจจับความสม่ำเสมอหรือรูปแบบที่เกิดซ้ำในลำดับเสียงได้เอง โดยไม่ต้องมีการสอนหรือการตอบสนองอย่างชัดเจน

ใช้หลัก ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสถิติ (Statistical Learning Theory) คือ สมองสามารถตรวจจับรูปแบบและความน่าจะเป็นของสิ่งเร้าที่เกิดซ้ำได้โดยอัตโนมัติ แม้ไม่มีการสอนหรือการตอบสนองอย่างชัดเจน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


การตอบสนองที่ไม่ตรงกัน (MMR) ในการศึกษา EEG บ่งชี้อะไรเกี่ยวกับการประมวลผลการได้ยินของทารกแรกเกิด

ความไวต่อการละเมิดความสม่ำเสมอในลำดับเสียง

เพราะ MMR เกิดขึ้นเมื่อมีเสียงที่ “แตกต่างจากรูปแบบเดิม” แทรกเข้ามา จึงแสดงว่าสมองของทารกสามารถตรวจจับการละเมิดความสม่ำเสมอของลำดับเสียงได้

ใช้หลัก ทฤษฎีการตรวจจับความผิดพลาดของสมอง (Predictive Coding Theory) คือ สมองสร้างแบบแผนคาดการณ์เสียงไว้ล่วงหน้า เมื่อมีเสียงที่ผิดจากแบบแผน จะเกิดการตอบสนอง MMR แสดงถึงการตรวจจับความคลาดเคลื่อนจากความคาดหมาย

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


จากการวิจัย ทารกแรกเกิดใช้วิธีทดลองตามข้อใดในการแยกแยะการรับรู้จังหวะจากการเรียนรู้ทางสถิติในทารกแรกเกิด

การติดตามการทำงานของสมองโดยใช้ EEG ในระหว่างการกระตุ้นการได้ยิน

เพราะการใช้ EEG สามารถวัดการตอบสนองของสมองต่อจังหวะและรูปแบบเสียงได้โดยตรง จึงช่วยแยกการรับรู้จังหวะออกจากการเรียนรู้ทางสถิติได้อย่างชัดเจน

ใช้หลัก ประสาทสรีรวิทยาการรู้คิด (Cognitive Neuroscience Approach) คือ การทำความเข้าใจกระบวนการรับรู้ ต้องวัดการทำงานของสมองโดยตรง (เช่น EEG) เพื่อแยกกลไกการประมวลผลที่แตกต่างกันได้อย่างชัดเจน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


ข้อใดต่อไปนี้อธิบายแนวคิด การรับรู้จังหวะ (Beat Perception) ได้ดีที่สุดเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสามารถในการได้ยินของทารกแรกเกิด

การแยกจังหวะที่สม่ำเสมอจากลำดับเสียง

เพราะ Beat Perception คือความสามารถในการตรวจจับ “จังหวะที่สม่ำเสมอ” ที่ซ่อนอยู่ในลำดับเสียง จึงตรงกับตัวเลือกการแยกจังหวะที่สม่ำเสมอจากลำดับเสียง

ใช้หลัก ทฤษฎีการประมวลผลจังหวะตามเวลา (Temporal Processing Theory) คือ สมองสามารถตรวจจับและจัดระเบียบความสม่ำเสมอของเวลาในลำดับเสียง ทำให้รับรู้ “จังหวะ” ที่แฝงอยู่ได้

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 119.75 เต็ม 140

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา