ตรวจข้อสอบ > อารดา วิวัฒนเดชา > การแข่งขันและทดสอบความถนัดทางการแพทย์ | ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 63 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


ISCT มีบทบาทอย่างไรในบริบทของการบำบัดเซลล์และยีน

ต่อต้านการค้าขายก่อนกำหนดของการรักษาที่ไม่ได้รับการพิสูจน์

International Society for Cell & Gene Therapy (ISCT) เป็นองค์กรที่มีหน้าที่กำหนดมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์และจริยธรรมในวงการบำบัดเซลล์และยีน ไม่ใช่องค์กรกำกับดูแล ไม่ได้อนุมัติยา และไม่ได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เอง บทบาทสำคัญของ ISCT คือการออกแนวทาง ให้ข้อมูลเชิงวิชาการ และออกแถลงการณ์คัดค้านคลินิกหรือผู้ให้บริการที่นำการรักษา CGT ที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับมาจำหน่ายก่อนผ่านการทดลองและประเมินความปลอดภัยอย่างเหมาะสม

ISCT ตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ จริยธรรมทางการแพทย์ และความโปร่งใส เพื่อให้การพัฒนา cell and gene therapy เป็นไปอย่างปลอดภัยและรับผิดชอบต่อผู้ป่วย

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


อะไรคือผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์?

ความเสี่ยงต่อผลกระทบร้ายแรง

ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ไม่ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัย และประสิทธิผล ประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ อาจจะทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้

การรักษาต้องผ่านการพิสูจน์ด้านความปลอดภัยก่อนนำมาใช้จริง รวมถึงหลักจริยธรรมทางการแพทย์ ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์เลยอาจทำให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อผู้ป่วย ซึ่งสอดคล้อง ISCT ที่เน้นการคุ้มครองผู้ป่วยและการใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


เป้าหมายหลักของ ISCT ในด้านการบำบัดด้วยเซลล์และยีนตามที่กล่าวไว้ในบทความคืออะไร

เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์และต่อต้านผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์

ตามบทความ เป้าหมายหลักคือการส่งเสริมการพัฒนาและการใช้ cell and gene therapy ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และต่อต้านการโฆษณาหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ เพื่อคุ้มครองผู้ป่วยและรักษามาตรฐานทางวิชาการของสาขานี้

การรักษาทางการแพทย์ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านความปลอดภัยและประสิทธิผลก่อนนำมาใช้ในทางคลินิก แนวคิดนี้สนับสนุน ISCT ที่ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานรองรับ และต่อต้านผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ เพื่อรักษามาตรฐานวิชาการและความปลอดภัยของผู้ป่วย

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


หน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA และ EMA จะรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ CGT ได้อย่างไร

โดยต้องมีการทดลองทางคลินิกก่อนการตลาดอย่างเข้มงวด

เพราะหน่วยงานกำกับดูแล มีหน้าที่ประเมินข้อมูลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผลจากการศึกษาก่อนการทดลองทางคลินิกอย่างเป็นระบบ ก่อนอนุญาตให้นำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด เพื่อคุ้มครองผู้ป่วยและลดความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

FDA และ EMA เป็นหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการประเมินข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ก่อนอนุญาตให้ผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด และมีระบบกำกับดูแลที่เข้มงวดเพื่อคุ้มครองผู้ป่วย ไม่ใช่การพิจารณาจากโฆษณา การรับรองจากผู้มีชื่อเสียง หรือการขายตรง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ลักษณะทั่วไปของผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ตามที่กล่าวไว้ในบทความ

การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่สำคัญ

ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ “ไม่ได้รับการพิสูจน์” ตามที่กล่าวไว้ในบทความ มักจะมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ไม่ชัดเจน ขาดข้อมูลก่อนคลินิกที่เพียงพอ ใช้การตลาดผ่านคำรับรองของผู้ป่วย และเรียกเก็บค่ารักษาที่สูงโดยไม่มีหลักฐานรองรับ

สิ่งที่ไม่ใช่ลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ คือการได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลสำคัญ เพราะถ้าได้รับอนุมัติจากหน่วยงานแล้ว จะต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิผลอย่างเข้มงวด

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


ข้อใดต่อไปนี้เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ซึ่งเน้นไว้ในบทความ

ศักยภาพของความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ร้ายแรง

ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย เนื่องจากขาดข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิผลที่ผ่านการทดลองอย่างเป็นระบบ เลยอาจะมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหรือเกิดผลข้างเคียงรุนแรง

บทความเน้นว่าความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์คืออันตรายต่อสุขภาพจากการขาดข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิผลที่ผ่านการทดลองอย่างเป็นระบบ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


คุณลักษณะหลักใดที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ตามมาตรฐานกฎระเบียบ

การอนุญาตก่อนการตลาดโดยหน่วยงานกำกับดูแล

ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วตามมาตรฐาน ต้องผ่านการประเมินข้อมูลความปลอดภัย ประสิทธิผล และคุณภาพอย่างเข้มงวดก่อนออกสู่ตลาด โดยหน่วยงานกำกับดูแล

การอนุญาตก่อนการตลาดเป็นเกณฑ์สำคัญที่แยกผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานรองรับออกจากผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


การพิจารณาด้านจริยธรรมประการใดที่ถูกท้าทายโดยการตลาดโดยตรงสู่ผู้บริโภคสำหรับการบำบัดด้วยเซลล์และยีนที่ไม่ได้รับการพิสูจน์

กระบวนการแจ้งความยินยอม

เพราะตามบทความของ ISCT การตลาดโดยตรงสู่ผู้บริโภคสำหรับการบำบัดที่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพียงพอ มักจะใช้ถ้อยคำที่เกินจริง เน้นผลลัพธ์ด้านบวก และไม่กล่าวถึงความเสี่ยง ข้อจำกัด และสถานะทางกฎหมายอย่างครบถ้วน ส่งผลให้ผู้ป่วยหรือครอบครัวเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับประสิทธิผลและความปลอดภัยของการรักษา

หลักการของ informed consent ซึ่งกำหนดว่าการตัดสินใจรักษาต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และปราศจากแรงชักจูงที่ไม่เหมาะสม เลยถูกท้าทาย เพราะเมื่อข้อมูลที่ได้รับเป็นข้อมูลโฆษณาที่มุ่งสร้างความหวังมากกว่าสะท้อนความจริง ความสามารถของผู้ป่วยในการตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณลดลง และการยินยอมที่เกิดขึ้นอาจไม่ถือว่าเป็นการยินยอมโดยได้รับข้อมูลครบถ้วน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


จากบทความ ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่กลไกการรายงานที่ได้รับการยอมรับสำหรับผลข้างเคียงจากการบำบัดด้วยเซลล์และยีน

หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค

กลไกการรายงานผลข้างเคียง ที่ได้รับการยอมรับสำหรับการบำบัดด้วยเซลล์และยีน จะอยู่ภายใต้ระบบเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยของหน่วยงานกำกับดูแลทางยาโดยเฉพาะ ระบบเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ การเฝ้าระวังความปลอดภัยหลังการอนุมัติ

หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ถือเป็นกลไกการรายงานผลข้างเคียงที่ได้รับการยอมรับในบริบทของการบำบัดด้วยเซลล์และยีน เพราะบทบาทหลักของหน่วยงานลักษณะนี้มุ่งเน้นไปที่การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในด้านการโฆษณาไม่เป็นธรรม การฉ้อโกง หรือข้อพิพาททางการค้า มากกว่าการประเมินข้อมูลความปลอดภัยทางการแพทย์โดยเฉพาะ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


คำใดที่ใช้อธิบายลักษณะที่ปรากฏของความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ซึ่งใช้ในการตลาดการบำบัดด้วยเซลล์ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์

สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรมทางวิทยาศาสตร์

คำนี้ใช้เรียกลักษณะที่ดูเหมือนจัมีความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ เช่น การใช้คำศัพท์ทางเทคนิค การอ้างงานวิจัยบางส่วน การใส่รูปภาพห้องแล็บ หรือการกล่าวถึงนักวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าการรักษามีพื้นฐานทางวิชาการ ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ

ตามบทความของ ISCT กลยุทธ์ลักษณะนี้มักจะถูกใช้ในการตลาดการบำบัดด้วยเซลล์ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ป่วย ถึงจะยังไม่ได้ผ่านการประเมินอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานกฎระเบียบ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


คุณลักษณะการได้ยินใดที่ไม่ได้รับการศึกษาโดยตรงในการวิจัยการประมวลผลการได้ยินของทารกแรกเกิด

ความเข้าใจภาษา

งานวิจัยนี้ไม่ได้ศึกษาความเข้าใจภาษาโดยตรง เพราะสิ่งเร้าที่ใช้ไม่ใช่คำพูด และไม่มีการทดสอบความหมายหรือการรับรู้ทางภาษาของทารก

งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสามารถของทารกแรกเกิดในการประมวลจังหวะ และการเรียนรู้ทางสถิติ โดยใช้เสียงและวัดการตอบสนองของสมองด้วย EEG ต่อเสียงที่ผิดจังหวะ ถึงผู้วิจัยจะพูดถึงความเชื่อมโยงระหว่างจังหวะกับภาษาในเชิงทฤษฎี แต่การทดลองเน้นเฉพาะการรับรู้จังหวะและการเรียนรู้ลำดับเสียงเท่านั้น

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


จุดประสงค์หลักของการใช้ EEG ในการศึกษาการประมวลผลการได้ยินในทารกแรกเกิดคืออะไร

บันทึกการตอบสนองของสมองต่อเสียง

จุดประสงค์หลักของการใช้ EEG ในงานวิจัยนี้คือการวัดการทำงานของสมองทารกแรกเกิดในขณะที่ฟังเสียง เพื่อดูว่าทารกมีการตอบสนองทางประสาทต่อเสียงที่ “ผิดจังหวะ” ไหม โดยเฉพาะการวัด mismatch response (MMR) ทำให้เห็นถึงความสามารถในการตรวจจับความผิดปกติของเสียง

EEG ถูกใช้เพื่อบันทึกสัญญาณจากสมองที่เกิดขึ้นเมื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางเสียง ไม่ได้ใช้เพื่อวัดอัตราการเต้นหัวใจ ความสนใจทางสายตา ทักษะการเคลื่อนไหว หรือรูปแบบการนอนหลับโดยตรง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


ภาวะที่ไม่ต่อเนื่องในการศึกษาทางการได้ยินมักเกี่ยวข้องกับอะไร?

ช่วงเวลาสุ่มระหว่างเสียง

ผู้วิจัยเปรียบเทียบระหว่างลำดับเสียงแบบเสียงคงที่ กับแบบที่มีเสียงถูกสุ่มเข้ามา ภาวะที่ไม่ต่อเนื่อง ในบริบทของการทดลองทางการได้ยินเลยหมายถึงการที่ ช่วงเวลาระหว่างเสียงไม่สม่ำเสมอและถูกสุ่มเปลี่ยนแปลง

ตามกรอบแนวคิดของงานวิจัย อธิบายว่าสมองจะรับรู้บีทได้เมื่อเสียงมีช่วงเวลาสม่ำเสมอ เพราะสามารถสร้างการคาดการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับเวลาของเสียงถัดไปได้ แต่เมื่อช่วงเวลาระหว่างเสียงถูกทำให้สุ่มหรือไม่สม่ำเสมอ สมองจะไม่สามารถสร้างแบบจำลองจังหวะได้ชัดเจน ภาวะที่ไม่ต่อเนื่องเลยเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาสุ่มระหว่างเสียง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


การรับรู้จังหวะในทารกแรกเกิดสัมพันธ์กับความสามารถทางดนตรีในภายหลังอย่างไร

เป็นพื้นฐานในการพัฒนาการประสานงานจังหวะและเวลา

จากงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยเสนอว่าการที่ทารกแรกเกิดสามารถประมวลผลบีทได้ ทำให้เห็นว่ากลไกการรับรู้โครงสร้างของเวลาในสมองมีอยู่ตั้งแต่กำเนิด ความสามารถนี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการประมวลผลดนตรีและการเคลื่อนไหวตามจังหวะในอนาคต เช่น การประสานการเคลื่อนไหวกับจังหวะ

งานวิจัยไม่ได้ระบุว่าสามารถทำนายได้ว่าทารกจะเล่นเครื่องดนตรีเก่ง ร้องเพลงเก่ง หรือแต่งเพลงได้ในอนาคต แต่ทำให้เห็นว่าการรับรู้จังหวะเป็นกลไกพื้นฐานที่จะพัฒนาไปสู่ทักษะทางดนตรีและการประสานเวลาในระยะยาว

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


กลไกทางประสาทใดที่คิดว่ารองรับการเคลื่อนไหวให้ตรงกันกับจังหวะ

การขึ้นรถไฟประสาท

บทความนี้ศึกษาว่าทารกแรกเกิดสามารถรับรู้จังหวะได้หรือไม่ โดยใช้ EEG วัดการตอบสนองของสมองต่อเสียงที่มีจังหวะสม่ำเสมอ และเสียงที่ผิดจังหวะ ผลการทดลองพบว่าเมื่อเสียงมีจังหวะที่คาดเดาได้ สมองของทารกจะตอบสนองแตกต่างจากตอนที่จังหวะถูกรบกวนซึ่งเป็นการรับรู้ในระดับสูงเด็กจะไม่สามารถรับรู้ได้ เพราะมีการขัดขวางจากเสียงที่คาดเดาไม่ได้ สรุปได้ว่าสมองสามารถปรับการทำงานของคลื่นประสาทให้สอดคล้องกับจังหวะเสียงที่ได้ยิน กระบวนการนี้เรียกว่า neural entrainment คือการที่กิจกรรมของสมองซิงโครไนซ์กับจังหวะภายนอก เมื่อสมองซิงโครไนซ์ได้ ก็จะสามารถคาดการณ์จังหวะถัดไป และเตรียมการตอบสนองหรือการเคลื่อนไหวให้ตรงจังหวะได้

บทความพูดถึงทฤษฎีของสมองที่ทำงานแบบคาดการณ์เวลา คือเมื่อมีเสียงที่มีจังหวะสม่ำเสมอ สมองจะสร้างแบบจำลองเวลาไว้ล่วงหน้า คลื่นสมองจะจัดจังหวะตัวเองให้ตรงกับเสียงภายนอก เมื่อเกิดเสียงที่ไม่ตรงจังหวะ สมองจึงตรวจจับความผิดปกติได้ กลไกนี้คือ neural entrainment ซึ่งอธิบายได้ว่าเป็นพื้นฐานของความสามารถในการรับรู้จังหวะ และเป็นขั้นแรกที่ทำให้มนุษย์สามารถเคลื่อนไหวให้ตรงกับจังหวะได้ในภายหลัง แม้งานวิจัยนี้จะศึกษาในทารกแรกเกิดและยังไม่ได้วัดการเคลื่อนไหวจริง ๆ แต่หลักฐานจาก EEG แสดงให้เห็นว่าสมองมีความสามารถในการซิงโครไนซ์กับจังหวะแล้ว

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


สภาวะใดในการศึกษา EEG ไม่ได้ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างการตอบสนองแบบจังหวะและการตอบสนองที่ผิดปกติในทารกแรกเกิด

สภาพไพเราะ (Melodic condition)

บทความนี้ ผู้วิจัยเปรียบเทียบลำดับเสียงแบบช่วงเวลาสม่ำเสมอ กับแบบช่วงเวลาสุ่ม ไม่สม่ำเสมอ ผลพบว่า ความแตกต่างของการตอบสนองระหว่างตำแหน่งจังหวะ และตำแหน่งนอกจังหวะ เกิดขึ้นเฉพาะในภาวะไอโซโครนัสเท่านั้น แต่ ไม่พบความแตกต่างในภาวะที่ช่วงเวลาไม่สม่ำเสมอ

เมื่อไม่มีโครงสร้างจังหวะที่สม่ำเสมอ สมองทารกไม่แสดงความแตกต่างของการตอบสนองระหว่าง beat กับ offbeat ดังนั้นสภาวะที่ไม่ได้ทำให้เกิดความแตกต่าง คือสภาวะที่ไม่มีจังหวะสม่ำเสมอ ซึ่งในตัวเลือกที่ใกล้เคียงที่สุดคือ “สภาพความเงียบ” เพราะไม่เอื้อต่อการเกิดโครงสร้างจังหวะให้สมองประมวลผล

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


คำว่า "การเรียนรู้ทางสถิติ (Statistical Learning)" หมายถึงอะไรในบริบทของการประมวลผลการได้ยินในทารกแรกเกิด?

การแยกความสม่ำเสมอออกจากลำดับของเสียงโดยไม่มีการตอบรับที่ชัดเจน

คำว่า Statistical Learning หมายถึง ความสามารถของทารกในการตรวจจับความสม่ำเสมอหรือรูปแบบที่เกิดซ้ำในลำดับเสียง เช่น ความน่าจะเป็นที่เสียงหนึ่งจะตามด้วยอีกเสียงหนึ่ง โดยไม่ต้องมีการสอน การเสริมแรง หรือการรับรู้ตัวอย่างชัดเจน

เป็นกระบวนการเรียนรู้แบบอัตโนมัติที่สมองคิดในรูปแบบเชิงสถิติ จากลำดับของสิ่งเร้า ไม่ใช่การเข้าใจภาษา ไม่ใช่การจดจำความถี่เสียง และไม่เกี่ยวกับทักษะการเคลื่อนไหว แต่เป็นการเรียนรู้โครงสร้างของลำดับเสียงจากความถี่ของการเกิดร่วมกันของเสียงต่างๆ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


การตอบสนองที่ไม่ตรงกัน (MMR) ในการศึกษา EEG บ่งชี้อะไรเกี่ยวกับการประมวลผลการได้ยินของทารกแรกเกิด

ความไวต่อการละเมิดความสม่ำเสมอในลำดับเสียง

จากบทความนี้การตอบสนองที่ไม่ตรงกัน เป็นสัญญาณของสมองที่เกิดขึ้นเมื่อเสียงที่ได้ยิน “แตกต่าง” จากรูปแบบที่สมองสร้างไว้ก่อนหน้า ดังนั้น MMR สะท้อนให้เห็นว่าทารกสามารถตรวจจับความผิดปกติในลำดับเสียงได้ เช่น เสียงที่ผิดจังหวะในโครงสร้างจังหวะที่สม่ำเสมอ ไม่ได้หมายถึงความรู้สึกไม่พอใจ การจำเสียงผู้ปกครอง หรือปัญหาในการแยกความถี่ แต่เป็นตัวชี้วัดความสามารถของสมองในการตรวจจับการละเมิดความสม่ำเสมอทางเสียงโดยอัตโนมัติ

สมองของทารกแรกเกิดสามารถสร้าง “แบบแผนพื้นฐาน” ของเสียงที่มีจังหวะสม่ำเสมอได้อย่างรวดเร็ว เมื่อได้ยินลำดับเสียงที่มีโครงสร้างเวลาแน่นอน สมองจะเกิดกระบวนการเชื่อมกับจังหวะนั้น และสร้างการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าเสียงถัดไปควรเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ถ้ามีเสียงที่ผิดจังหวะหรือผิดจากรูปแบบที่คาดไว้ สมองจะรับรู้ว่าเป็นการละเมิดความสม่ำเสมอ และแสดงการตอบสนองทางไฟฟ้าที่เรียกว่า MMR ซึ่งตรวจวัดได้ด้วย EEG การเกิด MMR สะท้อนว่าระบบประสาทของทารกไม่ได้เพียงแค่รับเสียงแบบผ่านไป แต่มีการประมวลผลเชิงคาดการณ์ และสามารถตรวจจับความคลาดเคลื่อนของรูปแบบเสียงได้ตั้งแต่แรกเกิด ตามหลักฐานจากงานบทความ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


จากการวิจัย ทารกแรกเกิดใช้วิธีทดลองตามข้อใดในการแยกแยะการรับรู้จังหวะจากการเรียนรู้ทางสถิติในทารกแรกเกิด

การติดตามการทำงานของสมองโดยใช้ EEG ในระหว่างการกระตุ้นการได้ยิน

ผู้วิจัยใช้เทคนิค EEG บันทึกการทำงานของสมองทารกแรกเกิดขณะฟังลำดับเสียงที่มีทั้งจังหวะสม่ำเสมอ และจังหวะที่ถูกรบกวน และวัดการตอบสนองแบบ MMR ต่อเสียงที่ผิดจังหวะ วิธีนี้จะช่วยแยกได้ว่าการตอบสนองของสมองเกิดจากการรับรู้จังหวะ หรือการเรียนรู้ความน่าจะเป็นของลำดับเสียง ไม่ได้ใช้การสังเกตพฤติกรรมหรือการเปลี่ยนแนวดนตรีในการทดสอบ

สมองสามารถเรียนรู้ความน่าจะเป็นของลำดับเสียงโดยไม่ต้องมีจังหวะสม่ำเสมอ ขณะที่ Predictive Coding Theory อธิบายว่าสมองสร้างการคาดการณ์ล่วงหน้า และเมื่อเกิดเสียงที่ละเมิดความคาดการณ์จะเกิดสัญญาณความคลาดเคลื่อน ดังนั้นการใช้ EEG เปรียบเทียบสภาวะจังหวะสม่ำเสมอกับจังหวะถูกรบกวนเลยช่วยทดสอบกรอบทฤษฎีได้อย่างชัดเจน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


ข้อใดต่อไปนี้อธิบายแนวคิด การรับรู้จังหวะ (Beat Perception) ได้ดีที่สุดเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสามารถในการได้ยินของทารกแรกเกิด

การแยกจังหวะที่สม่ำเสมอจากลำดับเสียง

แนวคิด Beat Perception หมายถึง ความสามารถของสมองในการตรวจจับและสร้าง “โครงสร้างจังหวะสม่ำเสมอ” จากลำดับเสียง ถึงเสียงนั้นจะไม่มีความแตกต่างด้านความดังหรือความถี่ที่ชัดเจนก็ตาม

ทารกไม่ได้เพียงแค่ได้ยินเสียงทีละเสียง แต่สามารถรับรู้รูปแบบเวลา และสร้างการคาดการณ์เกี่ยวกับจังหวะถัดไปได้ ความสามารถนี้จึงแตกต่างจากการแยกเครื่องดนตรี การรับรู้ทำนอง หรือการเปล่งเสียงตอบสนอง เพราะ Beat Perception เน้นที่ “โครงสร้างเวลา” ของเสียงเป็นหลัก

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 119.75 เต็ม 140

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา