ตรวจข้อสอบ > นัทธมน ภูริมธุสร > การแข่งขันและทดสอบความถนัดทางการแพทย์ | ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 48 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


ข้อใดต่อไปนี้อธิบายแนวคิด การรับรู้จังหวะ (Beat Perception) ได้ดีที่สุดเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสามารถในการได้ยินของทารกแรกเกิด

การแยกจังหวะที่สม่ำเสมอจากลำดับเสียง

จากงานวิจัย Beat processing in newborn infants พบว่าทารกสามารถรู้สึกถึงจังหวะที่คงที่หรือสม่ำเสมอได้ตั้งแต่เกิด แม้จะยังไม่เข้าใจทำนองหรือเสียงดนตรีที่ได้ยิน ดังนั้นตัวเลือกที่อธิบายได้ตรงที่สุด คือ การแยกจังหวะที่สม่ำเสมอจากลำดับเสียง เพราะเป็นสิ่งที่ทารกทำได้จริงตามงานวิจัยทางประสาทวิทยา ส่วนตัวเลือกอื่นกล่าวถึงทักษะที่ซับซ้อนเกินไปสำหรับทารกแรกเกิด

แนวคิดหลักจากงานวิจัยระบุว่า แม้ทารกยังไม่สามารถเรียนรู้ลำดับเสียงที่ซับซ้อน แต่สมองสามารถตรวจจับความสม่ำเสมอในเสียงได้ทันที วิธีวิจัยที่ใช้ EEG ยังแสดงให้เห็นว่าทารกตอบสนองเมื่อจังหวะถูกทำลาย ซึ่งเป็นหลักฐานโดยตรงของความสามารถในการรับรู้จังหวะอีกด้วย

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


จากการวิจัย ทารกแรกเกิดใช้วิธีทดลองตามข้อใดในการแยกแยะการรับรู้จังหวะจากการเรียนรู้ทางสถิติในทารกแรกเกิด

การติดตามการทำงานของสมองโดยใช้ EEG ในระหว่างการกระตุ้นการได้ยิน

งานวิจัยเกี่ยวกับทารกแรกเกิดในการแยกแยะ beat perception ออกจาก statistical learning ใช้การวัดสัญญาณสมองด้วย EEG ขณะให้ทารกฟังลำดับเสียงที่มีจังหวะสม่ำเสมอและลำดับเสียงที่เว้นช่วงแบบสุ่ม เพื่อดูว่าสมองตอบสนองต่างกันหรือไม่ การใช้ EEG จึงเป็นวิธีที่ช่วยแยกความสามารถทั้งสองแบบอย่างชัดเจน และเป็นวิธีที่งานวิจัยนำไปใช้จริง

แนวคิดสำคัญของงานวิจัยนี้คือการใช้ Mismatch Response (MMR) ซึ่งเป็นสัญญาณจาก EEG ที่บ่งบอกว่าสมองตรวจจับความผิดปกติของจังหวะได้ หากทารกมี MMR ตอบสนองต่อจังหวะที่เกิดการผิดจังหวะ จะสรุปได้ว่าทารกรับรู้จังหวะได้จริง และไม่ใช่แค่เรียนรู้การสลับเสียงตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการทางประสาทวิทยาในการศึกษาการคาดการณ์เสียงและโครงสร้างเวลาในระบบการได้ยินตั้งแต่วัยแรกเกิด

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


การตอบสนองที่ไม่ตรงกัน (MMR) ในการศึกษา EEG บ่งชี้อะไรเกี่ยวกับการประมวลผลการได้ยินของทารกแรกเกิด

ความไวต่อการละเมิดความสม่ำเสมอในลำดับเสียง

MMR เป็นการตอบสนองทางไฟฟ้าสมองที่บอกว่าทารกสามารถตรวจจับความแตกต่างระหว่างเสียงที่คาดการณ์ไว้กับเสียงที่เกิดขึ้นจริง การศึกษา EEG พบว่าแม้ทารกแรกเกิดยังไม่สามารถพูดหรือแยกแยะคำพูดได้ชัดเจน แต่สมองของทารกแรกเกิดสามารถตอบสนองต่อความผิดปกติหรือความไม่สม่ำเสมอในลำดับเสียงได้ ซึ่งแสดงถึง ความไวต่อการละเมิดความสม่ำเสมอของเสียง มากกว่าการจดจำเสียงหรือความสามารถทั่วไปในการจำเสียง

งานวิจัย EEG ใน ScienceDirect ทารกแรกเกิดตอบสนองถึง ความไวต่อการละเมิดความสม่ำเสมอในลำดับเสียง ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาการรับรู้เสียงและรากฐานการเรียนรู้ภาษาในอนาคต

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


คำว่า "การเรียนรู้ทางสถิติ (Statistical Learning)" หมายถึงอะไรในบริบทของการประมวลผลการได้ยินในทารกแรกเกิด?

การแยกความสม่ำเสมอออกจากลำดับของเสียงโดยไม่มีการตอบรับที่ชัดเจน

การเรียนรู้ทางสถิติ (Statistical Learning) หมายถึงความสามารถของสมองทารกในการตรวจจับรูปแบบ ความถี่ และความสม่ำเสมอของเสียง จากสิ่งที่ได้ยินโดยไม่ต้องสอน

สมองใช้กลไก Statistical Learning เพื่อจับรูปแบบทางสถิติในข้อมูลเสียง เช่น ความน่าจะเป็นของการเกิดต่อเนื่องของเสียงต่าง ๆ งานวิจัยระบุว่าแม้ทารกแรกเกิดจะไม่สามารถตอบสนองอย่างชัดเจน แต่สมองสามารถแยกความสม่ำเสมอออกจากลำดับของเสียงได้

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


สภาวะใดในการศึกษา EEG ไม่ได้ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างการตอบสนองแบบจังหวะและการตอบสนองที่ผิดปกติในทารกแรกเกิด

สภาพความเงียบ

ในสภาพความเงียบ จะไม่มีเสียงให้สมองตอบสนอง ดังนั้นจะไม่เกิดความแตกต่างระหว่างการตอบสนองแบบจังหวะและการตอบสนองที่ผิดปกติ ซึ่งทำให้ทราบว่า EEG ของทารกต้องมีเสียงเป็นสิ่งเร้าจึงจะบ่งชี้ความไวต่อความแตกต่างทางเสียง

การศึกษา EEG ชี้ให้เห็นว่า MMR จะเกิดขึ้นเมื่อมีการละเมิดความสม่ำเสมอของลำดับเสียง ดังนั้นหากไม่มีเสียง สมองก็จะไม่สามารถเปรียบเทียบและตอบสนองต่อความแตกต่างได้

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


กลไกทางประสาทใดที่คิดว่ารองรับการเคลื่อนไหวให้ตรงกันกับจังหวะ

การเปิดใช้งานกระจกเซลล์ประสาท

เซลล์ประสาทกระจก มีบทบาทในการเชื่อมโยงการรับรู้การเคลื่อนไหวกับจังหวะและเสียง เซลล์ประสาทกระจกช่วยให้สมองสามารถ ซิงโครไนซ์การเคลื่อนไหวตามจังหวะเสียง เช่น การโยกตัวหรือการเคาะตามจังหวะเพลง

กลไกนี้ถูกศึกษาผ่าน EEG และ fMRI โดยงานวิจัยชี้ว่าเซลล์ประสาทกระจก ทำให้ผู้ฟังสามารถปรับการเคลื่อนไหวให้ตรงกับจังหวะของเสียง ซึ่งสอดคล้องกับกลไกการประมวลผลเสียงและการตอบสนองการเคลื่อนไหว

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


การรับรู้จังหวะในทารกแรกเกิดสัมพันธ์กับความสามารถทางดนตรีในภายหลังอย่างไร

เป็นพื้นฐานในการพัฒนาการประสานงานจังหวะและเวลา

การรับรู้จังหวะในทารกแรกเกิด จะเป็น พื้นฐานในการพัฒนาการประสานงานจังหวะและเวลา เพราะ ทารกที่มีความไวต่อจังหวะจะสามารถตรวจจับความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอของเสียงได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาการประสานงานจังหวะและการตอบสนองต่อเสียงในอนาคต ทั้งในด้านการเคลื่อนไหว การเรียนรู้ภาษา และการรับรู้จังหวะดนตรีในวัยเด็ก

งานวิจัยระบุว่า การตอบสนองต่อจังหวะในทารกแรกเกิด เป็นตัวบ่งชี้ความสามารถในการประสานงานจังหวะและเวลา ซึ่งเป็นรากฐานของการเรียนรู้ดนตรีและการเคลื่อนไหวตามเสียงในภายหลัง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


ภาวะที่ไม่ต่อเนื่องในการศึกษาทางการได้ยินมักเกี่ยวข้องกับอะไร?

ช่วงเวลาสุ่มระหว่างเสียง

ภาวะที่ไม่ต่อเนื่องของเสียง ใช้เพื่อทดสอบความสามารถของทารกในการตรวจจับ ความสม่ำเสมอและความคาดการณ์ของเสียง

จากงานวิจัยการตอบสนอง ERP/EEG ทารกสามารถสร้างแบบจำลองคาดการณ์เสียงและตอบสนองเมื่อเกิดความผิดปกติได้

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


จุดประสงค์หลักของการใช้ EEG ในการศึกษาการประมวลผลการได้ยินในทารกแรกเกิดคืออะไร

บันทึกการตอบสนองของสมองต่อเสียง

EEG เป็นเครื่องมือที่สามารถวัดการตอบสนองต่อความแตกต่างของความถี่หรือจังหวะในเสียงทารกแรกเกิด ช่วยให้นักวิจัยประมวลผลการได้ยินในทารกแรกเกิดได้

งานวิจัยระบุว่า EEG สามารถวัดความไวต่อความแตกต่างของเสียงและจังหวะในทารกแรกเกิด

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


คุณลักษณะการได้ยินใดที่ไม่ได้รับการศึกษาโดยตรงในการวิจัยการประมวลผลการได้ยินของทารกแรกเกิด

ความเข้าใจภาษา

งานวิจัย EEG ในทารกแรกเกิด ศึกษาความสามารถในการ ตรวจจับรูปแบบเสียง ทำนอง จังหวะ การรับรู้เป็นหลัก แต่ความเข้าใจภาษาเป็นกระบวนการซับซ้อนมากกว่าและเป็นการพัฒนาภายหลัง

งานวิจัยระบุว่า EEG การที่ทารกแรกเกิดสามารถวัดจังหวะที่สม่ำเสมอของเสียงได้ จะเป็นรากฐานการเรียนรู้จังหงะและดนตรีในอนาคต

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


คำใดที่ใช้อธิบายลักษณะที่ปรากฏของความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ซึ่งใช้ในการตลาดการบำบัดด้วยเซลล์ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์

สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรมทางวิทยาศาสตร์

การตลาด CGT ใช้คำศัพท์วิชาการหรือกราฟิกสร้างความรู้สึกว่า ผลิตภัณฑ์มีความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ แต่ความจริงไม่มีหลักฐานสนับสนุนผลิตภัณฑ์

งานวิจัยและบทความ ScienceDirect ระบุว่าการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุนเป็นลักษณะเด่นของผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


จากบทความ ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่กลไกการรายงานที่ได้รับการยอมรับสำหรับผลข้างเคียงจากการบำบัดด้วยเซลล์และยีน

หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค

การรายงาน ผลข้างเคียงจากการบำบัดด้วยเซลล์และยีน ของ CGT ใช้ระบบอย่างเป็นทางการ เช่น ClinicalTrials.gov, MedWatch (FDA), EudraVigilance (EMA), TGA ในขณะที่หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคไม่ใช่ช่องทางทางการ

กล่าวในงานวิจัย Pharmacovigilance : structured reporting การรายงานต้องเป็นทางการและตรวจสอบได้ ไม่ใช่ผ่านหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


การพิจารณาด้านจริยธรรมประการใดที่ถูกท้าทายโดยการตลาดโดยตรงสู่ผู้บริโภคสำหรับการบำบัดด้วยเซลล์และยีนที่ไม่ได้รับการพิสูจน์

กระบวนการแจ้งความยินยอม

การขาย CGT โดยตรงอาจทำให้ผู้ป่วย ไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับความเสี่ยงและประสิทธิภาพ ทำให้ไม่ได้รับการพิสูจน์ที่ไม่ครบถ้วนตามหลักจริยธรรม

จากบทความกล่าวว่าหารข้อมูลไม่ครบถ้วน จะทำให้ไม่ได้รับการพิสูจน์ที่ไม่ครบถ้วนและความเสี่ยงตามมา

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


คุณลักษณะหลักใดที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ตามมาตรฐานกฎระเบียบ

การอนุญาตก่อนการตลาดโดยหน่วยงานกำกับดูแล

ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ผ่านการรับรองต้องมีการอนุญาตก่อนการตลาดโดยหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ก่อนวางตลาด

บทความเรื่อง CGT ได้กล่างว่าผลิตภัณฑ์ CGT ที่ผ่านการรับรองต้องมีการอนุญาตก่อนการตลาดโดยหน่วยงานกำกับดูแล จะได้รับการพิสูจน์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


ข้อใดต่อไปนี้เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ซึ่งเน้นไว้ในบทความ

ศักยภาพของความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ร้ายแรง

เพราะ ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ คือไม่ผ่านการอนุญาตก่อนการตลาดโดยหน่วยงานกำกับดูแล จะทำให้ผู้ที่ใช้มีความเสี่ยงสุขภาพที่ร้ายแรงได้

หลัก Clinical Risk Management การที่ไม่ได้รับการพิสูจน์จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้ใช้อย่างมากโดยเฉพาะด้านสุขภาพที่ร้ายแรง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ลักษณะทั่วไปของผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ตามที่กล่าวไว้ในบทความ

การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่สำคัญ

จากบทความ ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ จะไม่ได้รับ การอนุญาตก่อนการตลาดโดยหน่วยงานกำกับดูแล และมีความไม่ชัดเจนด้านข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

หลัก Regulatory Science การอนุมัติทางกฎหมายเป็นตัวแยกแยะผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานและไม่มีหลักฐาน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


หน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA และ EMA จะรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ CGT ได้อย่างไร

โดยต้องมีการทดลองทางคลินิกก่อนการตลาดอย่างเข้มงวด

FDA และ EMA ต้องมีการทดลองทางคลินิกก่อนการตลาดอย่างเข้มงวด เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพก่อนอนุญาตวางสู่ตลาด

การทดลองทางคลินิกก่อนการตลาด เป็นเครื่องมือสำคัญในการรับรองความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


เป้าหมายหลักของ ISCT ในด้านการบำบัดด้วยเซลล์และยีนตามที่กล่าวไว้ในบทความคืออะไร

เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์และต่อต้านผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์

ISCT ส่งเสริมการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์และต่อต้านผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ เพื่อป้องกันผู้ใช้งานและมาตรฐานทางจริยธรรม

จากบทความ ISCT จะส่งเสริมผลิตภัณฑ์การรักษาที่ผ่านการพิสูจน์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


อะไรคือผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์?

ความเสี่ยงต่อผลกระทบร้ายแรง

ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ จะไม่ผ่านการอนุญาตก่อนการตลาดโดยหน่วยงานกำกับดูแล จะทำให้ผูัที่ใช้มีโอกาสเกิดความเสี่ยงที่ร้ายแรงสูง

หลัก Clinical Risk Management การที่ไม่ได้รับการพิสูจน์จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้ใช้อย่างมากโดยเฉพาะด้านสุขภาพที่ร้ายแรง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


ISCT มีบทบาทอย่างไรในบริบทของการบำบัดเซลล์และยีน

ต่อต้านการค้าขายก่อนกำหนดของการรักษาที่ไม่ได้รับการพิสูจน์

ISCT ให้แนวทางและสนับสนุน เพื่อป้องกันการค้าขายก่อนกำหนดของการรักษาที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัย

ในบทความกล่าวว่า ISCT ส่งเสริมการรักษาที่ได้รับการพิสูจน์ เพื่อป้องกันอันตรายจากการค้าขายที่ไม่ได้รับการพิสูจน์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 113 เต็ม 140

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา