ตรวจข้อสอบ > กรกานต์ นวลละออง > การแข่งขันและทดสอบความถนัดทางการแพทย์ | ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 0 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


การเรียนรู้ประเภทใดที่มีการกล่าวถึงเกี่ยวกับทารกแรกเกิดในบริบทของ ลำดับเสียง (Sound sequences)

การเรียนรู้ทางสถิติ

เพราะทารกสามารถจับรูปแบบของลำดับเสียงได้จากการฟังซ้ำ ๆ โดยสังเกตว่าเสียงใดเกิดร่วมกันบ่อยหรือมีโอกาสตามกันมากกว่า ทำให้ทารกรู้ว่าเสียงชุดไหนเป็นหน่วยเดียวกัน ถือเป็นการเรียนรู้แบบอัตโนมัติที่ไม่ต้องมีการสอนโดยตรง ซึ่งเป็นลักษณะของ การเรียนรู้ทางสถิติ อย่างชัดเจน

สอดคล้องกับงานของ Saffran, Aslin & Newport (1996) ที่พบว่าทารกสามารถใช้ความน่าจะเป็นของเสียง (transitional probabilities) เพื่อแยกหน่วยเสียงในภาษา ซึ่งเป็นพื้นฐานของกระบวนการได้ภาษาในวัยทารก

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


ข้อใดใช้เป็นวิธีทดสอบทารก

การทดลอง EEG

การทดลอง EEG เป็นวิธีที่นิยมมากในการศึกษาทารก เพราะ เป็นการวัดคลื่นสมองที่ ปลอดภัย ไม่เจ็บตัว ทารกสามารถนั่งหรือนอนเฉย ๆ ก็วัดได้ ใช้ตรวจการประมวลผลเสียง ภาษา การรับรู้ต่าง ๆ เหมาะที่สุดเมื่อศึกษาปฏิกิริยาทางสมองต่อสิ่งเร้า เช่น เสียงหรือภาพ

งานวิจัยด้านพัฒนาการเด็กใช้ EEG เป็นเครื่องมือหลักในการศึกษาการทำงานของสมองทารก เช่น การตอบสนองต่อเสียง การรับรู้ภาษา และการประมวลผลสิ่งเร้า

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


ข้อใดใช้ในการกระตุ้นจังหวะของเสียงในระหว่างการศึกษา

เสียงสุ่ม

✨ สาเหตุในการตอบ / ขยายความ เสียงสุ่ม เป็นสิ่งเร้าที่ใช้กระตุ้น “จังหวะของเสียง” ได้ดีที่สุดในการทดลอง เพราะ - นักวิจัยต้องการให้ผู้เข้าทดลอง (รวมถึงทารก) ตรวจจับรูปแบบหรือจังหวะจากเสียงที่ไม่ได้บอกชัดเจน - การใช้เสียงสุ่มช่วยให้เห็นว่า สมองสามารถจัดระเบียบเสียงเอง และสร้างการรับรู้จังหวะขึ้นมา แม้เสียงจะมาไม่เป็นจังหวะชัดเจน - เป็นวิธีมาตรฐานในการศึกษาการประมวลผลเสียงพื้นฐาน (auditory processing) และการรับรู้จังหวะ (rhythm perception)

• Auditory rhythm perception • Statistical learning • Neonatal auditory processing ซึ่งพบว่า • สมองสามารถดึง “pattern และจังหวะ” ออกจากเสียงที่ไม่มีความหมายหรือไม่มีโครงสร้างชัดเจน • การใช้ “เสียงสุ่ม” (random tones / random sequences) เป็นมาตรฐานในงานวิจัยเพื่อทดสอบความสามารถสมองในการสกัดจังหวะ (rhythm extraction)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


ผลลัพธ์ที่สำคัญของการศึกษาการรับรู้จังหวะการเต้นของหัวใจใน ทารกแรกเกิดคืออะไร

การปรากฏตัวของการประมวลผลจังหวะ

ผลการศึกษาพบว่า ทารกแรกเกิดสามารถรับรู้และตอบสนองต่อจังหวะต่าง ๆ ได้ตั้งแต่กำเนิด โดยเฉพาะจังหวะที่สม่ำเสมอ เช่น จังหวะหัวใจหรือจังหวะเสียงที่เป็น pattern

อิงตามงานด้านพัฒนาการทารก เช่น • Neonatal auditory processing • Rhythm perception in newborns • Early prosody sensitivity ซึ่งชี้ว่า • ทารกแรกเกิดมีความสามารถโดยกำเนิด (innate ability) ในการจับ pattern, timing, และ rhythmic structure ของเสียง • เป็นพื้นฐานสู่การพัฒนาภาษาและระบบประมวลผลเสียงอื่น ๆ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


การตอบสนองที่ไม่ตรงกัน (MMR) บ่งชี้อะไรใน ทารกแรกเกิด?

การตรวจจับการละเมิดความสม่ำเสมอ

MMR (Mismatch Response) หรือ MMN (Mismatch Negativity) เป็นสัญญาณจากสมองที่เกิดขึ้นเมื่อทารกได้ยินเสียงที่ “ต่างไป” จากเสียงปกติที่เคยเกิดซ้ำ ๆ มา เช่น ฟังเสียง บี๊บ บี๊บ บี๊บ อยู่เรื่อย ๆ แล้วอยู่ ๆ เปลี่ยนเป็น บี๊บ โบ๊บ สมองทารกจะเกิด MMR ทันที นั่นหมายความว่า ➡️ ทารกตรวจจับได้ว่าเสียงที่ได้ยินผิดไปจากรูปแบบเดิม ➡️ แสดงว่ามีความสามารถในการรับรู้ความสม่ำเสมอและการเปลี่ยนแปลงของสิ่งเร้าตั้งแต่แรกเกิด

Mismatch Response เป็นเครื่องมือสำคัญในงานวิจัยด้านพัฒนาการประสาท (developmental neuroscience)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


ด้านใดของเสียงที่ได้รับการปรับเปลี่ยนเพื่อทดสอบการรับรู้จังหวะโดยแยกจาก การเรียนรู้ทางสถิติ

ระยะเวลา

เมื่อต้องการทดสอบ การรับรู้จังหวะ (Rhythm perception) ของทารก แยกออกจากการเรียนรู้ทางสถิติ นักวิจัยจะปรับ ระยะเวลา (duration) ของเสียงแต่ละตัว เช่น - ทำให้เสียงสั้นหรือยาวขึ้น - เว้นช่วงระหว่างเสียงต่างกัน ดังนั้น ระยะเวลา (Duration) เป็นตัวแปรหลักที่ใช้ในการศึกษาการรับรู้จังหวะแยกจาก statistical learning

- งานวิจัยด้าน neonatal rhythm perception - ใช้การปรับ duration ของเสียงเพื่อดูว่า ทารกรู้จังหวะ - ชี้ให้เห็นว่า สมองทารกมีความสามารถจับ timing ตั้งแต่แรกเกิด เป็นพื้นฐานของการรับรู้ภาษาและดนตรี

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


จากการศึกษาวิจัย เหตุใดการตรวจพบจังหวะการเต้นของหัวใจจึงมีความสำคัญในทารกแรกเกิด

ทำนายทักษะทางภาษาในอนาคต

งานวิจัยพบว่า การรับรู้จังหวะของทารก โดยเฉพาะจังหวะที่เกี่ยวกับเสียงหัวใจหรือเสียงที่เป็น pattern สามารถสะท้อนถึง ความสามารถในการจับจังหวะของภาษา ในอนาคต

งานวิจัยด้าน neonatal auditory processing & rhythm perception

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


บทความนี้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้ทางสถิติกับการประมวลผลจังหวะใน ทารกแรกเกิดอย่างไร

การประมวลผลแบบ Beat ขัดขวางการเรียนรู้ทางสถิติ

งานวิจัยพบว่า การรับรู้จังหวะ (beat processing) ในทารกแรกเกิดไม่ได้ทำงานแยกจาก การเรียนรู้ทางสถิติ (statistical learning

- งานวิจัยด้าน neonatal rhythm perception & statistical learning - แนวคิด temporal structure facilitates auditory pattern detection

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


การมีอยู่ของการตอบสนองที่ไม่ตรงกัน (MMR) ที่ชัดเจนเพื่อเอาชนะและตำแหน่งที่ผิดปกติในสภาวะที่ไม่ต่อเนื่องบ่งบอกถึง ความสามารถในการได้ยินของทารกแรกเกิดอย่างไร

ความสามารถขั้นสูงในการตรวจจับจังหวะ

การปรากฏของ MMR (Mismatch Response) ที่ชัดเจนต่อการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหรือ pattern ในสภาวะไม่ต่อเนื่อง แสดงว่า สมองทารกสามารถตรวจจับความแตกต่างของเสียงที่ซับซ้อนและรูปแบบจังหวะได้

- งานวิจัยด้าน neonatal auditory processing & mismatch response (MMR) - แนวคิด auditory pattern detection - MMR เป็นเครื่องมือชี้ว่า ทารกสามารถประมวลผลการละเมิดรูปแบบเสียงและจังหวะ ซึ่งเป็นพื้นฐานของ statistical learning และ language acquisition

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


การวัดทางสรีรวิทยาใดที่ใช้เป็นหลักในการประเมินการตอบสนองต่อลำดับเสียงใน การศึกษานี้

การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG)

ในการศึกษาการตอบสนองของ ทารกต่อเสียงหรือลำดับเสียง • EEG เป็นเครื่องมือหลัก เพราะสามารถวัด กิจกรรมไฟฟ้าสมองแบบเรียลไทม์ ได้ • ใช้ตรวจจับ MMR (Mismatch Response) หรือ การตอบสนองต่อความแตกต่างของเสียง • ปลอดภัยสำหรับทารกแรกเกิด และสามารถวัดได้แม้ทารกนอนหรือนอนหลับ

EEG ใช้ในการศึกษาการ auditory processing และ statistical learning ในทารก

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


อ้างอิงจากบทความ อะไรคือมาตรการสำคัญในการแยกแยะ CGT ตามหลักฐานเชิงประจักษ์?

จำนวนการทดลองทางคลินิกที่ดำเนินการ

บทความชี้ว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิผลของ CGT (Cell and Gene Therapy) ต้องอ้างอิงจาก หลักฐานเชิงประจักษ์ (evidence-based) มากที่สุด จำนวนการทดลองทางคลินิกที่ดำเนินการ เป็น ตัวชี้วัดหลักของหลักฐานเชิงประจักษ์ การทดลองเหล่านี้ช่วยประเมินว่า CGT มี ประสิทธิภาพและความปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความนิยม, ความคุ้มทุน หรือคำแนะนำผู้ให้บริการ เป็นสิ่งสนับสนุน แต่ไม่ใช่ มาตรการเชิงประจักษ์หลัก

- แนวคิด evidence-based medicine - การทดลองทางคลินิก (Clinical trials) เป็นเครื่องมือมาตรฐานในการสร้างหลักฐานสำหรับการรักษาใหม่ ๆ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


ประเด็นหลักของ บทความ Cell and gene therapies คืออะไร

การบำบัดด้วยเซลล์และยีนตามหลักฐาน

บทความนี้มุ่งเน้นไปที่ Cell and Gene Therapies (CGT) โดยเฉพาะในบริบทของ การประเมินหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

Evidence-based medicine (EBM) → การใช้หลักฐานวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์เป็นฐานในการตัดสินใจทางคลินิก

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


CGT ย่อมาจากอะไรในบริบทของ Cell and gene therapies

การบำบัดด้วยเซลล์และยีน

ในบริบทของ Cell and Gene Therapies (CGT) CGT หมายถึง การรักษาที่ใช้เซลล์หรือยีน เพื่อแก้ไขโรคหรือปรับปรุงการทำงานของร่างกาย

CGT เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่เน้น การรักษาแบบเฉพาะบุคคล (personalized therapy)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


บทความ Cell and gene therapies มีข้อควรระวังอะไรบ้าง

การตลาดแบบตรงสู่ผู้บริโภคของ CGT ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์

บทความเน้นข้อควรระวังเกี่ยวกับ Cell and Gene Therapies (CGT) ว่า: - การโปรโมตหรือขาย CGT โดยตรงให้ผู้ป่วย ก่อนที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์เพียงพอ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้ป่วย - CGT ต้องได้รับการประเมินจาก การทดลองทางคลินิก และมาตรฐานความปลอดภัยก่อนนำมาใช้จริง - การตลาดโดยตรงในช่วงที่ยังไม่พิสูจน์ผลลัพธ์ชัดเจนอาจทำให้ผู้ป่วยได้รับ การรักษาที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่ได้ผล ตัวเลือกอื่น ๆ เช่น ยาปฏิชีวนะ อาหารดัดแปลงพันธุกรรม เชื้อเพลิงฟอสซิล หรือวัคซีน ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อควรระวังของ CGT

- หลักการ evidence-based medicine และ regulatory oversight - เน้นความสำคัญของ ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของหลักฐาน ก่อนการตลาดหรือการใช้งานในผู้ป่วย

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


ตามบทความ อะไรคือความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ CGT ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์?

ทั้งหมดข้างต้น

บทความเกี่ยวกับ Cell and Gene Therapies (CGT) ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ ชี้ถึงความเสี่ยงหลายด้าน เช่น 1. ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น – การรักษา CGT ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์อาจมีราคาแพงมาก 2. การโฆษณาที่ทำให้เข้าใจผิด – การตลาดโดยตรงให้ผู้ป่วยอาจสร้างความคาดหวังเกินจริง 3. ลดประสิทธิภาพของยาแผนโบราณ – ผู้ป่วยอาจละเว้นการรักษามาตรฐานที่มีหลักฐานชัดเจน

หลักการ evidence-based medicine

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


แพลตฟอร์มใดที่กล่าวถึงการลงทะเบียนงานวิจัยที่อาจไม่น่าเชื่อถือ

ClinicalTrials.gov

- ClinicalTrials.gov เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ ลงทะเบียนการทดลองทางคลินิก - บทความกล่าวถึงความสำคัญของการใช้แพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ในการติดตาม CGT - การลงทะเบียนในแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือช่วย ลดความเสี่ยงจากงานวิจัยที่อาจไม่น่าเชื่อถือหรือไม่ผ่านมาตรฐาน - แพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น Google Scholar, PubMed, ScienceDirect เป็น แหล่งค้นหางานวิจัย แต่ไม่ได้ใช้สำหรับลงทะเบียนการทดลองโดยตรง

Regulatory oversight & transparency: การลงทะเบียนการทดลองทางคลินิกเป็นมาตรการเพื่อความโปร่งใสและลดความเสี่ยงของการศึกษาที่ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


คำใดที่ใช้อธิบายรายการที่ทำให้ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ปรากฏว่าถูกต้อง

สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรม

บทความกล่าวว่า CGT ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ มักปรากฏว่ามีความน่าเชื่อถือหรือ “ถูกต้อง” ผ่านรายการหรือป้ายต่าง ๆ ที่ทำให้ดูเหมือนได้รับการรับรอง

แนวคิด symbolic legitimacy: การปรากฏว่ามีความถูกต้องโดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


ISCT คัดค้านอะไรตามบทความ

การจำหน่าย CGT ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ในเชิงพาณิชย์ก่อนกำหนด

บทความกล่าวว่า ISCT (International Society for Cell & Gene Therapy) คัดค้านการขาย Cell and Gene Therapies (CGT) ที่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอในเชิงพาณิชย์ก่อนการอนุมัติทางคลินิก

Evidence-based medicine และ regulatory oversight

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


หน่วยงานกำกับดูแลใดที่ไม่ได้กล่าวถึงในบทความว่าเป็นผู้เล่นหลักใน การกำกับดูแล CGT

ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา (CDC)

บทความกล่าวถึง หน่วยงานกำกับดูแลหลักในด้าน CGT ได้แก่ - FDA (สหรัฐอเมริกา) - EMA (ยุโรป) - Health Canada (แคนาดา) - WHO (องค์การอนามัยโลก) หน้าที่ของหน่วยงานเหล่านี้คือ กำกับมาตรฐานความปลอดภัยและประสิทธิผลของ CGT - CDC เน้นด้าน การเฝ้าระวังโรคและการป้องกันการแพร่ระบาด ไม่ใช่หน่วยงานหลักที่กำกับดูแล CGT

การควบคุม Cell and Gene Therapies ต้องอาศัย regulatory agencies ที่รับผิดชอบด้านการอนุมัติและความปลอดภัยทางคลินิก

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


'สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรม' มีบทบาทเฉพาะอย่างไรตามบทความ?

ชักชวนผู้ป่วยถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพของ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์

บทความอธิบายว่า “สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรม (Symbol of legitimacy)” มักถูกใช้เพื่อทำให้ CGT ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ดูเหมือนปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ - ไม่ได้ยืนยันความปลอดภัยจริงหรือประสิทธิผล - เป็นเพียง เครื่องมือทางการตลาด/ภาพลักษณ์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดผู้ป่วย - แตกต่างจากการตรวจสอบทางกฎหมายหรือการจดสิทธิบัตรที่มีหลักฐานรองรับ

แนวคิด symbolic legitimacy: การสร้างความน่าเชื่อถือโดยใช้สัญลักษณ์หรือเครื่องหมาย เพื่อให้ผู้บริโภคเชื่อถือโดยไม่ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 92.15 เต็ม 140

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา