| 1 |
What is the primary goal of contact tracing in public health?
|
To stop the spread of diseases by identifying and informing contacts |
|
การติดตามผู้สัมผัสมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ ตัดวงจรการแพร่เชื้อ ในชุมชน . มันเป็นเครื่องมือหลักของระบาดวิทยาภาคสนามเพื่อควบคุมโรคติดต่อ ไม่ใช่ การรักษา การศึกษา หรือการวิจัยวัคซีน การระบุและกักกันผู้สัมผัสทำให้เกิดการแยกผู้ที่อาจแพร่เชื้อออกจากประชากร เพื่อป้องกันการเกิดผู้ป่วยรายใหม่.
|
หลักคิดสำคัญคือการควบคุม อัตราการแพร่เชื้อที่มีประสิทธิผลให้อยู่ ต่ำกว่า 1 การติดตามผู้สัมผัสจะทำลาย ห่วงโซ่การติดเชื้อ โดยการแจ้งและแนะนำให้ผู้สัมผัสทำ การกักกัน (Quarantine). การกักกันอย่างรวดเร็วจะจำกัดการสัมผัสทางสังคมของผู้ที่อาจติดเชื้อ ทำให้โอกาสในการแพร่เชื้อโดยรวมลดลง.
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
During the COVID-19 pandemic, what was one main reason people were motivated to isolate themselves after testing positive?
|
To avoid infecting others, particularly vulnerable populations |
|
แรงจูงใจหลักในการแยกตัวเองคือ ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัส COVID-19. การตัดสินใจแยกตัวเองของผู้ป่วยไม่ได้มาจากความต้องการทางการแพทย์ส่วนตัว หรือเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่มาจากการตระหนักถึงความเสี่ยงที่จะ แพร่เชื้อไปยังผู้อื่น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวร้ายแรง
|
หลักคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักการทาง จริยธรรมสาธารณสุข และการ ลดความเสียหาย (Harm Reduction). การแยกตัว (Isolation) เป็นมาตรการป้องกันที่มุ่งเน้นการควบคุมแหล่งเชื้อ เพื่อลด อัตราการเกิดอาการป่วยรุนแรงและอัตราการเสียชีวิต ในประชากรโดยรวม หากผู้ป่วยแยกตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดภาระงานของระบบสุขภาพและช่วยให้สังคมสามารถควบคุมการระบาดได้
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
What method was commonly used for focus group discussions in the study on COVID-19 contact tracing?
|
Virtual, synchronous meetings |
|
วิธีการสนทนากลุ่มเฉพาะกิจที่ใช้บ่อยที่สุดคือ การประชุมเสมือนจริงแบบพร้อมกัน (Virtual, synchronous meetings) . เนื่องจากในช่วง COVID-19 มีมาตรการ เว้นระยะห่างทางสังคม และจำกัดการรวมกลุ่ม. วิธีการนี้ทำให้นักวิจัยสามารถ เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) และสังเกตปฏิกิริยาแบบเรียลไทม์ได้ โดยไม่ต้องมีการพบปะกันทางกายภาพ
|
การเลือกใช้ FGDs แบบเสมือนจริงเป็นไปตามหลักการ การวิจัยแบบปรับตัว (Adaptive Research) ในสถานการณ์ฉุกเฉิน วิธีนี้รักษา ความสมบูรณ์ของข้อมูล (Data Integrity) ของการสนทนากลุ่ม ซึ่งเน้นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าร่วม. แม้ว่าจะมีข้อจำกัดทางเทคนิคบ้าง แต่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการปฏิบัติตาม จริยธรรมการวิจัย (Research Ethics) และมาตรการด้านสาธารณสุข
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
What factor did NOT influence the success of case investigation and contact tracing according to the article?
|
The color of the quarantine facilities |
|
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการติดตามผู้สัมผัสคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ การดำเนินงานสาธารณสุข และ ความร่วมมือของประชาชน เท่านั้น. สีของสถานที่กักกัน เป็นเพียงลักษณะทางกายภาพที่ไม่ส่งผลต่อการระบุผู้ป่วย การเก็บข้อมูล หรือความเต็มใจของผู้คนในการแยกตัว
|
หลักคิดคือการแยกแยะระหว่าง ปัจจัยเชิงระบาดวิทยาและพฤติกรรม กับ ปัจจัยทางสุนทรียศาสตร์ที่ไม่เกี่ยวข้อง. ปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น สี ไม่ได้ส่งผลต่อประสิทธิภาพทางสถิติในการลดหรือความสามารถของเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนโรคการสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ควบคุมการแพร่เชื้อและการจัดการข้อมูล.
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
Which demographic factor was reported to affect the experiences and behaviors of individuals regarding CI/CT?
|
Political ideology |
|
ปัจจัยทางประชากรศาสตร์ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อพฤติกรรมด้านสุขภาพคือ อุดมการณ์ทางการเมือง (Political ideology) สาเหตุหลักคืออุดมการณ์ส่งผลต่อ ความไว้วางใจ ในหน่วยงานสาธารณสุขและรัฐบาล ซึ่งกำหนดความเต็มใจของบุคคลในการให้ข้อมูลและความร่วมมือในการสืบสวนและกักกันโรค (CI/CT)
|
ทฤษฎีนี้เกี่ยวข้องกับ ความไว้วางใจสถาบัน (Institutional Trust) ทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกันทำให้ระดับความเชื่อมั่นในข้อมูลคำแนะนำของรัฐบาลแตกต่างกัน. ส่งผลให้กลุ่มที่มีอุดมการณ์บางกลุ่มอาจ ปฏิเสธ หรือ ต่อต้าน การเปิดเผยข้อมูลหรือการปฏิบัติตามมาตรการ CI/CT ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมลดลง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
What did participants report feeling after learning they were exposed to COVID-19?
|
Worry about their health and that of their contacts |
|
ปฏิกิริยาหลักของผู้สัมผัสเชื้อคือ ความวิตกกังวล เกี่ยวกับ สุขภาพของตนเอง และ สุขภาพของผู้สัมผัสคนอื่น . การได้รับแจ้งว่าสัมผัสเชื้อหมายถึงความไม่แน่นอนและภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตของตนเองและบุคคลที่รัก ซึ่งไม่ใช่ปฏิกิริยาด้านบวกหรือความเฉยเมย
|
หลักคิดนี้ตั้งอยู่บนทฤษฎี ความเครียดทางจิตสังคม (Psychosocial Stress) และ ความรู้สึกผิด (Guilt). สถานการณ์ที่คุกคามชีวิตและทำให้เกิดความรับผิดชอบต่อการแพร่เชื้อทำให้เกิดความเครียดสูง. ผู้คนไม่เพียงแต่กังวลเกี่ยวกับการติดเชื้อของตนเองเท่านั้น แต่ยังกังวลว่าตนเองได้นำเชื้อไปสู่ กลุ่มเสี่ยง ในครอบครัวหรือชุมชน
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
What was a common source of information for participants when they learned about their COVID-19 status?
|
|
|
แหล่งข้อมูลหลักคือ ผู้ให้บริการทางการแพทย์ และ บุคคลที่ใกล้ชิด (ครอบครัว/เพื่อน) เพราะนี่คือช่องทาง ที่เป็นทางการและน่าเชื่อถือที่สุด . การรับทราบสถานะการติดเชื้อจำเป็นต้องมาจากแหล่งที่สามารถนำไปสู่การดำเนินการทางสาธารณสุขได้ทันที ไม่ใช่ข่าวลือจากสื่อที่ไม่เป็นทางการ
|
ทฤษฎีนี้เกี่ยวข้องกับ เครือข่ายความน่าเชื่อถือของข้อมูล (Information Trust Network). ในสถานการณ์วิกฤตสุขภาพ ข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญที่สุดต้องมาจากแหล่งที่ ถูกกฎหมายและได้รับการยอมรับ เช่น แพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข. นอกจากนี้ เครือข่ายสังคมที่ใกล้ชิด ก็มีบทบาทสำคัญในการแจ้งเตือนแบบปากต่อปากในกระบวนการติดตามผู้สัมผัส
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
Which of the following was NOT a method for collecting data in the study described?
|
Direct observations in homes |
|
วิธีการเก็บข้อมูลหลักในการศึกษา CI/CT คือการสัมภาษณ์และสนทนากลุ่มเสมือนจริง เพราะต้องคำนึงถึงมาตรการ เว้นระยะห่างทางสังคม การสังเกตโดยตรงในที่พักอาศัย จึงเป็นวิธีที่ถูกยกเว้น เพราะมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อทั้งนักวิจัยและผู้เข้าร่วม ทำให้ขัดต่อหลักความปลอดภัยด้านสาธารณสุข
|
หลักการนี้คือ การวิจัยแบบจำกัด (Constrained Research) ที่ต้องปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ฉุกเฉิน. งานวิจัยเลือกใช้วิธีที่รักษา ความสมบูรณ์ของข้อมูล (Data Integrity) เชิงคุณภาพ (เช่น FGDs ออนไลน์) ขณะที่ปฏิบัติตาม จริยธรรมการวิจัย (Research Ethics) และการควบคุมโรค โดยหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าในพื้นที่เสี่ยง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
What ethical considerations were emphasized during the focus group discussions?
|
Ensuring privacy and voluntary participation |
|
ปัจจัยทางจริยธรรมที่เน้นย้ำที่สุดคือการรับรอง ความเป็นส่วนตัว (Privacy) และ การเข้าร่วมโดยสมัครใจ (Voluntary Participation) . การวิจัยด้านสุขภาพในช่วงระบาดต้องปกป้องข้อมูลอ่อนไหวของผู้เข้าร่วม และให้สิทธิ์พวกเขาในการควบคุมการตัดสินใจเข้าร่วม โดยไม่ถูกบังคับหรือได้รับผลกระทบทางลบ
|
หลักคิดนี้อิงตาม หลักการพื้นฐานทางจริยธรรมการวิจัย (Core Research Ethics Principles) โดยเฉพาะหลักการ ความเคารพต่อบุคคล (Respect for Persons). การวิจัยต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส, ปลอดภัย, และได้รับ ความยินยอมที่ได้รับแจ้ง (Informed Consent) เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้เข้าร่วม
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
How did the availability of self-tests in 2021 impact the public health response to COVID-19?
|
It increased the speed at which people could learn their infection status |
|
ผลกระทบหลักคือการ เพิ่มความรวดเร็วในการทราบสถานะการติดเชื้อชุดตรวจด้วยตนเองทำให้ผู้คนสามารถเริ่ม แยกตัว (Isolation) ได้ทันทีเมื่อทราบผลบวก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการตัดวงจรการแพร่เชื้อในชุมชน โดยไม่ต้องรอผลตรวจจากห้องปฏิบัติการที่ใช้เวลานาน
|
หลักคิดคือการใช้มาตรการเพื่อ ลดเวลาตอบสนอง (Faster Turnaround Time). แม้ว่าชุดตรวจด้วยตนเองจะมีความแม่นยำต่ำกว่า PCR แต่การทราบผลที่รวดเร็วทำให้สามารถ ควบคุมการแพร่เชื้อเบื้องต้น ได้ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ก็ทำให้เกิดความท้าทายในการ รายงานเคสต่ำกว่าความเป็นจริง (Underreporting) ต่อระบบสาธารณสุข
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
What is urban ecology primarily concerned with?
|
The interactions between urban environments and ecosystems |
|
นิเวศวิทยาเมือง (Urban Ecology) คือสาขาย่อยของวิชานิเวศวิทยาที่มุ่งเน้นศึกษา ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ภายในพื้นที่เมืองและปริมณฑล . ขอบเขตของมันจึงเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่าง สภาพแวดล้อมเมืองที่ถูกสร้างขึ้น (Built Environment) กับ ระบบนิเวศ (Ecosystems)
|
หลักคิดสำคัญคือการมองว่าเมืองเป็น ระบบนิเวศแบบไดนามิก (Dynamic Ecosystem) ที่มีมนุษย์เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก. นิเวศวิทยาเมืองจึงศึกษา การไหลเวียนของทรัพยากร (Urban Metabolism) เช่น พลังงานและน้ำ และผลกระทบที่เกิดจากการทำให้แหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติแตกแยก (Habitat Fragmentation) เพื่อสร้าง เมืองที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน (Sustainable and Resilient Cities)
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
Which continent is noted as rapidly urbanizing within the study?
|
Africa |
|
ทวีปที่ถูกกล่าวถึงว่ามีการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วที่สุดคือ แอฟริกา โดยเฉพาะแอฟริกาใต้สะฮารา . แม้เอเชียจะมีจำนวนประชากรเมืองมากที่สุด แต่แอฟริกาได้รับการยอมรับว่ามี อัตราการเติบโต ของประชากรเมืองที่สูงที่สุดในโลก
|
อัตราการเติบโตที่รวดเร็วนี้สร้างความท้าทายอย่างยิ่งต่อ นิเวศวิทยาเมือง เนื่องจากมักนำไปสู่การขยายตัวของ ชุมชนแออัด และแรงกดดันต่อ บริการจากระบบนิเวศ (Ecosystem Services). การศึกษาจึงมุ่งเน้นทำความเข้าใจผลกระทบของการพัฒนาเมืองที่ขาดการวางแผนต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
What significant bias is present in the study of urban ecology in Africa?
|
Limited to capital cities |
|
อคติที่สำคัญที่สุดในการศึกษานิเวศวิทยาเมืองในแอฟริกาคือ การพึ่งพาข้อมูลที่กระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ร่ำรวยและเมืองหลวงขนาดใหญ่ เป็นหลัก . งานวิจัยเกือบครึ่งหนึ่งมาจากประเทศเดียวคือ แอฟริกาใต้ ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาเมืองในส่วนอื่น ๆ ของทวีปยังขาดหายไป
|
หลักคิดสำคัญคือ อคติทางภูมิศาสตร์ (Geographic Bias) ซึ่งเกิดจากแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ (GDP) และการมีอยู่ของสถาบันวิจัยที่พร้อม. การพึ่งพาข้อมูลจากพื้นที่เฉพาะเหล่านี้นำไปสู่การประยุกต์ใช้ทฤษฎี นิเวศวิทยาเมืองแบบดั้งเดิม (Global North-based theories) ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับรูปแบบการขยายตัวของเมืองที่ซับซ้อนและไม่เป็นทางการในแอฟริกา
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
What factor did the study NOT find influencing research efforts in African urban ecology?
|
Technological advancements |
|
ปัจจัยที่ ไม่ได้ มีอิทธิพลหลักต่อความพยายามวิจัยในแอฟริกาคือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี (Technological advancements) ปัจจัยที่มีอิทธิพลหลักคือ เศรษฐกิจ (GDP) และ อคติทางภูมิศาสตร์ ที่มีมาแต่เดิม ซึ่งมีบทบาทสำคัญกว่าในการกำหนดว่าการวิจัยจะเกิดขึ้นที่ใด
|
ทฤษฎีนี้แสดงถึง อคติเชิงสถาบัน (Institutional Bias) ที่งานวิจัยมักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีเงินทุนและโครงสร้างพื้นฐานที่ดี แม้เทคโนโลยีจะช่วยในการวิจัย แต่ ข้อจำกัดทางการเงินและโครงสร้าง ที่บิดเบือนการกระจายตัวของงานวิจัยในแอฟริกามีอิทธิพลเหนือกว่าปัจจัยด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
Which method was used to gather data for the study?
|
Surveys and interviews |
|
วิธีการเก็บข้อมูลหลักคือ การสำรวจและสัมภาษณ์ (รวมถึงการสนทนากลุ่มเสมือนจริง) วิธีการเหล่านี้ใช้เพื่อเก็บ ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยตรงจากผู้เข้าร่วม วิธีการอื่น เช่น การสังเกตโดยตรงในบ้านถูกยกเว้นด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยในช่วงการระบาด
|
การเลือกใช้วิธีนี้เป็นไปตามหลักการ การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน การสำรวจช่วยให้ได้ภาพรวมเชิงปริมาณ ส่วนการสัมภาษณ์และ FGDs ให้ ความเข้าใจเชิงลึก เกี่ยวกับประสบการณ์และแรงจูงใจของบุคคลในการสืบสวนผู้ป่วย/ติดตามผู้สัมผัส
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
What does the study suggest is needed for urban ecology research in Africa?
|
A realignment of research priorities |
|
สิ่งที่จำเป็นคือ การปรับแนวทางความสำคัญของการวิจัยใหม่ (Realignment of research priorities) เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหา อคติทางภูมิศาสตร์ ที่งานวิจัยกระจุกตัวในเมืองหลวงและประเทศที่ร่ำรวย . การปรับนี้จะช่วยให้ข้อมูลที่ได้มีความเป็นตัวแทนของรูปแบบการขยายตัวของเมืองที่หลากหลายและรวดเร็วทั่วทั้งทวีปแอฟริกา
|
หลักคิดคือการสร้าง ความรู้ที่สอดคล้องกับบริบท (Context-specific knowledge) ที่จำเป็นสำหรับการวางผังเมืองและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน การปรับแนวทางใหม่นี้หมายถึงการเน้นการศึกษาเมืองรองและเมืองขนาดเล็กที่เผชิญกับ การเติบโตที่ไม่ได้รับการวางแผน และการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานอย่างรุนแรง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
Which country was mentioned as having the majority of the studies?
|
South Africa |
|
ประเทศที่มีงานวิจัยนิเวศวิทยาเมืองมากที่สุดในแอฟริกาคือ แอฟริกาใต้ (South Africa) ข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรมระบุว่างานวิจัยเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งทวีปมุ่งเน้นที่ประเทศนี้ ทำให้เกิด อคติทางภูมิศาสตร์ ที่บิดเบือนภาพรวมการขยายตัวของเมืองในแอฟริกา
|
หลักคิดคือ การขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจ (Economic-Driven Research) เนื่องจากแอฟริกาใต้มี ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่สูงกว่าและมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยที่ดีกว่า ทำให้สามารถดึงดูดเงินทุนและมีการตีพิมพ์งานวิจัยได้มากกว่า . สิ่งนี้ทำให้ทฤษฎีที่พัฒนาขึ้นมีความเป็นตัวแทนของเมืองในประเทศที่ร่ำรวยมากกว่า
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
How did the study categorize the geographic biases in research?
|
Unevenly distributed |
|
การศึกษาจัดประเภทอคติทางภูมิศาสตร์ในการวิจัยว่า มีการกระจายที่ไม่สม่ำเสมอ (Unevenly distributed) . นี่หมายความว่า ความพยายามในการวิจัยไม่ได้กระจายตัวไปตามพื้นที่อย่างสมดุล แต่ไป กระจุกตัว (Concentrated) อยู่ในภูมิภาคที่มีทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยที่ดีกว่า
|
หลักคิดนี้เกี่ยวข้องกับ อคติของความพร้อมใช้ (Availability Bias) ซึ่งงานวิจัยมักเกิดขึ้นในพื้นที่ที่นักวิจัยเข้าถึงได้ง่ายและมีข้อมูลอยู่แล้ว. การกระจายที่ไม่สม่ำเสมอสะท้อนว่างานวิจัยด้านนิเวศวิทยาเมืองส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่เมืองหลวงและประเทศที่มี GDP สูง เช่น แอฟริกาใต้ ทำให้เกิด ช่องว่างของความรู้ ในพื้นที่เมืองขนาดเล็กอื่น ๆ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
What is a key recommendation from the study for improving urban ecology research in Africa?
|
Encourage transnational collaborations |
|
ข้อเสนอแนะหลักคือ การส่งเสริมความร่วมมือข้ามชาติ (Encourage transnational collaborations) . นี่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการแก้ไข อคติทางภูมิศาสตร์ ที่งานวิจัยกระจุกตัวในประเทศที่มีทรัพยากรสูง ทำให้เกิดช่องว่างความรู้ในพื้นที่เมืองอื่น ๆ ที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
|
หลักคิดคือการสร้าง การสร้างเสริมศักยภาพ (Capacity Building) และการแบ่งปันทรัพยากรระหว่างสถาบัน. ความร่วมมือข้ามชาติช่วยให้สามารถขยายขอบเขตการวิจัยไปยัง เมืองรองและเมืองขนาดเล็ก ทั่วทวีป เพื่อให้ได้ ความรู้ที่สอดคล้องกับบริบท และเป็นตัวแทนของความหลากหลายของรูปแบบการพัฒนาเมืองในแอฟริกา
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
According to the study, what impacts the number of publications in African urban ecology?
|
The GDP of the countries |
|
ปัจจัยที่ส่งผลต่อจำนวนงานวิจัยนิเวศวิทยาเมืองคือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ประเทศที่มี GDP สูงกว่า เช่น แอฟริกาใต้ มีความสามารถในการจัดหาเงินทุนและโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยที่ดีกว่า ทำให้มีงานตีพิมพ์ทางวิชาการมากกว่าประเทศอื่น ๆ
|
หลักคิดคือ อิทธิพลของทรัพยากร (Resource Influence) ซึ่งบ่งชี้ว่า ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยกำหนดที่สำคัญในการสร้างผลงานวิชาการ การวิจัยมักจะไหลไปยังพื้นที่ที่มีทรัพยากรทางการเงินและสถาบันที่มั่นคง ส่งผลให้เกิด อคติทางภูมิศาสตร์ ที่ไม่สมดุลในการผลิตความรู้ด้านนิเวศวิทยาเมืองในแอฟริกา
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|