ตรวจข้อสอบ > ณัฐวุฒิ ทองนอก > ชีวเคมีเชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์ | Biochemistry > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 21 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


จ. คาร์โบไฮเดรต

อินูลินเป็นเส้นใยอาหาร จึงไม่จัดเป็นสารอาหารเนื่องจากไม่ให้พลังงาน แต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและมีบทบาทในร่างกาย

โครงสร้างโมเลกุลของอินูลิน เหมือนกับโอลิโกฟรักโทส ซึ่งเป็นโอลิโกแซ็กคาไรด์

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


ง. 2 และ 3

เพราะคนที่เป็นเบาหวานจะชอบกินอาหารพวกที่มีน้ำตาลเยอะ

โรคที่เซลล์ร่างกายมีความผิดปกติในขบวนการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงาน โดยขบวนการนี้เกี่ยวข้องกับอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อนเพื่อใช้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อน้ำตาลไม่ได้ถูกใช้จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าระดับปกติ

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


ง. เอนไซม์ช่วยให้เจลาตินแข็งตัวเร็วขึ้นในpHที่เหมาะสม

เอนไซฒ์ คือกลุ่มโปรตีน (protein) ที่ผลิตโดยเซลล์สิ่งมีชีวิต

เอนไซม์มีความจำเพาะต่อซับสเตรต เอนไซม์จะทำปฏิกิริยากับซับสเตรตในตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งเรียกว่า บริเวณเร่ง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


ก. เพปไทด์ที่เกิดจากกรดXและกรดYทําปฏิกิริยากับCuSO4ในสภาวะเบสให้สารสีม่วง

การทดสอบโปรตีนสามารถทดสอบได้ด้วยปฏิกิริยาไบยูเรต โดยให้โปรตีนทำปฏิกิริยากับสารละลาย CuSO4ในสารละลายเบส NaOH หรือ KOH จะได้สารสีน้ำเงินม่วง โดยปฏิกิริยา CuSO4ในสารละลายเบสจะทำปฏิกิริยากับองค์ประกอบย่อยของโปรตีนคือ กรดอะมิโน

พันธะเพปไทด์ เป็นพันธะที่เกิดขึ้นระหว่างอะตอมของคาร์บอนในหมู่คาร์บอกซิลของกรดอะมิโนโมเลกุลหนึ่งกับไนโตรเจนในหมู่อะมิโน (–NH2) ของกรดอะมิโนอีกโมเลกุลหนึ่ง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


ข.

แบบเกลียวอัลฟา (alpha helix) ซึ่งมีลักษณะเป็นเป็นเกลียวขดคล้ายสปริงเกลียวแอลฟาเป็นโครงสร้างพื้นฐานทั้งในโปรตีนเส้นใย (fibrous protein)

เป็นโครงสร้างหลักพื้นฐานของโปรตีน เกิดจากการเชื่อมต่อกันของกรดแอมิโน (amino acid) เป็นสายยาว ระหว่างกรดแอมิโนเชื่อมต่อกันด้วยพันธะเพปไทด์ (peptide) เกิดเป็นพอลิเพปไทด์ โดยมีปลายด้านหนึ่งของสาย เป็นปลายแอมิโน (amino end) และปลายอีกด้านหนึ่งเป็น ปลายคาร์บอกซิล (carboxyl end) ชนิดและการเรียงลำดับของกรดแอมิโนในสายของพอลิเพปไทด์มีความเฉพาะเจาะจง ทำให้เกิดเป็นโปรตีนชนิดต่างๆ มากมาย การย่อยสลายโครงสร้างปฐมภูมิของโปรตีน จะทำให้ได้กรดแอมิโน (amino acid) และ ปรตีนสายสั้นๆ เช่น dipeptide แต่ความร้อนระดับการหุงต้ม ไม่สามารถทำลายโครงสร้างปฐมภูมิได้

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


Wo3 3H2 W

ทังสเตนออกไซด์เป็นสารประกอบทางเคมีที่มีออกซิเจนและทังสเตนทังสเตน จะได้รับเป็นตัวกลางในการกู้คืนทังสเตนจากแร่แร่ของแร่เหล็กแร่สังกะสีจะได้รับการปฏิบัติด้วยด่างเพื่อผลิต WO3 ปฏิกิริยาต่อไปกับคาร์บอนหรือแก๊สไฮโดรเจนช่วยลดทังสเตนออกไซด์สู่โลหะบริสุทธิ์ทังสเตนออกไซด์ได้จากแร่ธาตุ scheelite, wolframite, ferberite มันไม่ละลายใน H2O และกรด แต่สามารถละลายได้ในอัลคาไลร้อน.

ทังสเตนออกไซด์มีคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีที่ดีดังนั้นจึงสามารถนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายสาขา ทังสเตนออกไซด์ที่ดีมีความสามารถในการดูดซับแรงบนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดังนั้นจึงสามารถใช้เป็นวัสดุดูดซับที่สมบูรณ์แบบในการใช้งานระบบพลังงานแสงอาทิตย์และวัสดุที่มองไม่เห็นที่สำคัญในด้านการทหาร

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


น้ำมันWใช้หยดไอโอดีนน้อยกว่า

โรคหัวใจขาดเลือด หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบหรือตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีเลือดไปเลี้ยงลดลงหรือไม่มีเลย เป็นผลให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หากรุนแรงทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ การที่หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบหรือตันนั้น ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากหลอดเลือดแข็งตัวขึ้น

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


จุดเดือดจุดหลอมเหลว ของธาตุขึ้นอยู่กับแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลหรืออะตอม ถ้าแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลหรืออะตอมมาก จะมีจุดหลอมเหลวสูง แต่ถ้าแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลน้อย จุดเดือดจุดหลอมเหลวจะต่ำ

ธาตุที่มีระดับพลังงานเท่ากัน ความแรงของพันธะโลหะขึ้นอยู่กับจำนวนเวเลนซ์อิเล็กตรอน คือ โลหะที่มีจำนวนเวเลนซ์อิเล็กตรอนมากกว่าจะมีความแรงของพันธะโลหะมากกว่า โลหะใดมีความแรงของพันธะโลหะมาก จุดเดือดจุดหลอมเหลวก็จะสูงและถ้าโลหะใดมีความแรงของพันธะโลหะน้อย มาก จุดเดือดจุดหลอมเหลวก็จะต่ำด้วย

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


ก. น้ำมันหมูประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าไขวัว

น้ำมันหมูเป็นน้ำมันที่สามารถทนความร้อนได้สูงกว่าน้ำมันพืชทั่วไป ดังนั้นน้ำมันหมูจึงเหมาะกับการใช้สำหรับอาหารทอด

เมื่อน้ำมันหมูได้รับความร้อนแล้วทำให้เกิดอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายน้อยกว่าการใช้น้ำมันชนิดอื่น ๆ นอกจากไขมันจากหมูแล้ว ไขมันจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ อย่างเช่น ไขมันวัว ไขมันควาย ไขมันห่าน ยังเป็นไขมันที่ดี และทนความร้อนได้ดีเช่นเดียวกันกับไขมันหมู

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


ข. ไข่ขาว , เอทิลแอซิเตต , น้ำตาลทราย

โปรตีนเป็นสารที่มีมวลโมเลกุลสูง ประกอบด้วยกรดอะมิโนจำนวนมากเชื่อมต่อกันด้วยพันธะเพปไทด์ (Peptide bond) โปรตีนจัดเป็นพอลิเมอร์ธรรมชาติ

เมื่อหยดสารละลาย KOH เกิดลักษณะขุ่นขาว แสดงว่านมเกิดการตกตะกอน และเมื่อเติมสารละลาย CuSO4เกิดสารสีม่วง แสดงว่านมซึ่งมีโปรตีนอยู่ ทำปฏิกิริยากับสารละลาย CuSO4ได้สารสีม่วง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


ค. ข้อ 1 และ ข้อ 3 ถูก

เซลลูโลส (Cellulose) มีสูตรโมเลกุลคือ (C6H10O5 )n เซลลูโลสเป็นพอลิเมอร์ชีวภาพ (Biopolymer) ที่ สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติประกอบด้วยสารคาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) ประเภทพอลิแซ็กคา ไรด์ (Polysaccharide) ชนิดโฮโมพอลิแซ็กคาไรด์ (Homopolysaccharide) ที่มีน ้าหนักโมเลกุลสูง ส้าหรับ โครงสร้างของเซลลูโลสประกอบด้วยโมเลกุลของกลูโลส (Glucose) ที่มีหมู่ไฮดรอกซิล (Hydroxyl group) เป็นหมู่หลัก

ขั นตอนการสังเคราะห์เซลลูโลสจะเริ่มจากการเปลี่ยนกลูโคส ไปเป็น Glucose-6-phosphate (G-6-P) โดยใช้ เอนไซม์ Glucose hexokinase (GK) จากนั น G-6-P จะถูกเปลี่ยนไปเป็น Glucose-1-phosphate (G-1-P) ด้วยเอนไซม์ Phosphoglucomutase (PGM) แล้ว G-1-P จะถูกเปลี่ยนไปเป็น UDP-Glucose ด้วยเอนไซม์ Glucose-pyrophosphorylase (UGP) จากนั นจะน้า UDP-Glucose ที่เตรียมได้มาต่อกันเป็นสายโซ่ของ เซลลูโลส

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


ข. มีข้อถูก 2 ข้อ

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


คาร์บอกซิล

กรดอะมิโนส่วนมากสังเคราะห์จากสารประกอบอินทรีย์ของสิ่งมีชีวิต โดยมากจะเป็นการสังเคราะห์จากปฏิกิริยา transamination โดยการผลิตกรดอะมิโนมีหลายวิธี

แอล-อาร์จีนีน แอล-กรดแอสปาติก และแอล-กรดกลูตามิค มีประสิทธิภาพในการรักษาโรค Hyperammonemia และโรคตับ (Hepatic disorder) โปแตสเซียม หรือแมกนีเซียม แอล-แอสปาเตต ช่วยลดการเกิดหัวใจล้มเหลว และโรคตับ ซีสเตอีน ใช้ป้องกันเนื้อเยื่อจากการ oxidation หรือ inactivation และช่วยป้องกันการบาดเจ็บจากรังสี

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


7ชนิด

เป็นยาปฏิชีวนะชนิดหนึ่งในกลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ ซึ่งมีข้อบ่งใช้สำหรับรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด

เยื่อบุหัวใจอักเสบติดเชื้อ ที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียสกุลเอนเทอโรคอคคัส ในกรณีที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยเจนตามัยซิน วัณโรค โดยใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดอื่น ในกรณีวัณโรคระยะแสดงอาการ มักใช้สเตรปโตมัยซินร่วมกับไอโซไนอะซิด, ไรแฟมพิซิน, และไพราซินาไมด์[3] อย่างไรก็ตาม สเตรปโตมัยซินไม่ได้จัดเป็นการรักษาทางเลือกแรกในข้อบ่งใช้นี้ โดยจะสงวนไว้ในกรณีวัณโรคดื้อต่อยาปฏิชีวนะทางเลือกแรก เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายด้านยาในการรักษาค่อนข้างสูง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


ก. มีข้อถูกเพียง 1 ข้อ

พันธะเคมี (Chemical Bonding) คือ แรงยึดเหนี่ยวที่เกิดขึ้นระหว่างอนุภาคมูลฐานหรืออะตอม (Atom) ซึ่งเป็นการดึงดูดเข้าหากัน เพื่อสร้างเสถียรภาพในระดับโมเลกุล จนเกิดเป็นสสารหรือสารประกอบที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนมากขึ้นในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ อากาศ พื้นดิน ก้อนหิน ต้นไม้ รวมไปถึงเนื้อเยื่อและร่างกายของสิ่งมีชีวิต ซึ่งทุกสสารในจักรวาลล้วนถูกสร้างขึ้นจากการรวมตัวกันของอนุภาคพื้นฐานขนาดเล็กเหล่านี้

พันธะเคมี เป็นแรงดึงดูดที่เกิดขึ้นจากความไม่เสถียรของอะตอมหรือธาตุต่าง ๆ ในธรรมชาติ ซึ่งกว่า 90 ธาตุที่พบในธรรมชาติ มีเพียงธาตุในหมู่ VIIIA หรือก๊าซเฉื่อย (Inert Gas) เท่านั้นที่สามารถคงอยู่ในรูปของอะตอมอิสระ จากการมีอิเล็กตรอนวงนอกสุดเต็มตามจำนวนในแต่ละระดับชั้นของพลังงาน หรือ มีเวเลนซ์อิเล็กตรอน (Valence Electron) ครบ 8 ตัว ทำให้โครงสร้างของอะตอมมีความเสถียรในตัวเองสูง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


ข. กรดอะมิโน น้ำตาลทราย ไข่ขาว

คอปเปอร์ซัลเฟตผลิตขึ้นทางอุตสาหกรรมโดยการบำบัดโลหะทองแดงด้วยกรดซัลฟิวริกเข้มข้นร้อนหรือออกไซด์ของทองแดงด้วยกรดซัลฟิวริกเจือจาง สำหรับการใช้งานในห้องปฏิบัติการมักจะซื้อคอปเปอร์ซัลเฟต คอปเปอร์ซัลเฟตสามารถผลิตได้โดยการชะล้างแร่ทองแดงเกรดต่ำในอากาศอย่างช้าๆ อาจใช้แบคทีเรียเพื่อเร่งกระบวนการ

เพนตะไฮเดรต (CuSO 4 ·5H 2 O) ซึ่งเป็นเกลือที่พบมากที่สุดคือสีน้ำเงินสดใส มันexothermicallyละลายในน้ำเพื่อให้aquo ซับซ้อน [Cu (H 2 O) 6 ] 2+ซึ่งมีรูปทรงเรขาคณิตโมเลกุลแปดด้าน โครงสร้างของเพนทาไฮเดรตที่เป็นของแข็งเผยให้เห็นโครงสร้างโพลีเมอร์ที่ทองแดงมีแปดด้านอีกครั้งแต่จับกับแกนด์น้ำสี่ตัว ศูนย์ Cu(II)(H 2 O) 4เชื่อมต่อกันด้วยไอออนซัลเฟตเพื่อสร้างโซ่ [12] แอนไฮดรัสคอปเปอร์ซัลเฟตเป็นผงสีเทาอ่อน

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


ค. ไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว ไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัว กลูโคส

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


ง. X, Y และ Z

การต้มสารละลายกลูโคส ซูโครส แป้ง และ สำลี กับ กรดไฮโดรคลอริก เพื่อทำให้สารละลายเป็นกลางด้วยสารละลายโซเดียวไฮดรอกไซด ์ แล้วทดสอบด้วยสารละลายเบเนดิกต์ ปรากฏว่า น้ำตาลซูโครส และ น้ำแป้งมีตะกอนสีส้มแดงหรือสีแดงอิฐเกิดขึ้น แสดงว่ากรดไฮโดรคลอริกทำให้น้ำตาลซูโครสและแป้งแตกตัวเป็นน้ำตาลโมเลกลุเดี่ยวได้

1. มอนอแซ็กคาไรด์ (Monosaccharides) มีสถานะเป็นของแข็ง ละลายน้ำ มีรสหวาน ทำปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกต์เกิดตะกอนสีแดงอิฐ (Cu 2O) 2. ไดแซ็กคาไรด์ (Disaccharides)มีสถานะเป็นของแข็ง ละลายน้ำ มีรสหวาน สามารถเกิดการไฮโดรลิซิสได้ Monosaccharide 2 โมเลกุล และทำปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกต์เกิดตะกอนสีแดงอิฐ (Cu 2O) ยกเว้นซูโครส 3. พอลีแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides) มี สถานะเป็นของแข็ง ไม่ละลายน้ำ ไม่มีรสหวาน เกิดการไฮโดรลิซิสได้ Monosaccharide ที่เป็นกลูโคสจำนวนมากมาย การทดสอบคาร์โบไฮเดรต

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


จ. กรดอะมิโน

ปฏิกิริยาทางชีวเคมีส่วนมากเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เป็น "น้ำ" ยกเว้นเพียงบางปฏิกิริยาที่เกิดในส่วน hydrophobic ของเมมเบรน

บัฟเฟอร์ เป็นสารละลายที่สามารถต้านทานการเปลี่ยนแปลง pH ได้ระดับหนึ่ง ในทางชีวเคมีนิยมใช้บัฟเฟอร์ในช่วงกลางๆ ที่เรียกว่า physiological pH เพื่อจำลองสภาวะจริงๆ ในเซลล์ ในเลือด ระบบบัฟเฟอร์ที่สำคัญในการรักษาค่าความเป็นกรดด่างของร่างกายคือ bicarbonate ส่วนในห้องปฏิบัติการชีวเคมี นิยมใช้ phosphate buffer

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


2. พืชไม่สามารถใช้ ADP และ NADP+ ได้ตามปกติ

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

21


3. มีสารพันธุกรรมเช่นเดียวกับเชื้อก่อโรค Influenza , AIDS

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

22


ข้อใด ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับอะไมโลสและอะไมเลส

ก. อะไมโลส จัดเป็นพอลิแซ็กคาไรด์แบบโซ่ตรง ที่สามารละลายน้ำได้

อะไมเลส (Amylase) เป็นเอนไซม์ในกลุ่ม Hydrolases และเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ในการ เปลี่ยนแป้งเป็นน้ าตาลโดยไฮโดรไลซ์พันธะ 1,4-glycosidase bond ในโมเลกุลของสตาร์ช (starch) ให้มี ขนาดของโมเลกุลเล็กลง ทำให้ได้เป็นเดกซ์ทริน (dextrin) และน้ าตาล (sugar) ไดแซ็กคาไรด์ เช่น มอลโทส (maltose) มอโนแซ็กคาไรด์ เช่น กลูโคส (glucose) อะไมเลสส่วนใหญ่พบในน้ าลาย ตับอ่อน อะไมเลสที่พบ ในน้ าลายจะเรียกว่า ไทยาลิน (Ptyalin) ซึ่งสามารถพบได้ในคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (Colon Institute, 2012)

โมเลกุลของอะไมโลส เป็นพอลิเมอร์สายตรงของน้ำตาลดี-กลูโคส (D-glucose) ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยพันธะไกลโคไซด์ (glycosidic bond) ชนิด แอลฟา 1,4 ประมาณ 200-2,000 หน่วย มีน้ำหนักโมเลกุลประมาณ 150,000 ถึง 1,000,000 โดยจะผันแปรไปตามชนิดของสตาร์ช ขนาดและน้ำหนักโมเลกุลของอะไมโลส มีผลมาจาก Degree of Polymerization (DP) ของอะไมโลสที่แตกต่างกัน อะไมโลสในสตาร์ชมันฝรั่งและสตาร์ชมันสำปะหลังมี DP ของอะไมโลสอยู่ในช่วง 1,000 ถึง 6,000 จะมีน้ำหนักโมเลกุลสูงกว่าในสตาร์ชข้าวโพดและข้าวสาลี ที่มี DP ของอะไมโลสอยู่ในช่วง 200 ถึง 1,200 สตาร์ชชนิดที่มีโมเลกุลของอะไมโลสยาวขึ้นจะมีแนวโน้มของการคืนตัวหรือการเกิดรีโทรเกรเดชัน (retrogradation) ต่ำลง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

23


3. Gene นี้พบใน prokaryote

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

24


4. Cellular metabolism

ไม่ระบุในคลิป

เมแทบอลิซึม (Metabolism) หมายถึงปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนภายใน เซลล์ โดยมีเอนไซม์ (Enzyme) เป็นตวัเร่ง เพื่อที่จะนา เอาพลงังานและ สารประกอบคาร์บอนจากสิ่งแวดลอ้ มมาใชส้ ังเคราะห์ส่วนประกอบต่าง ๆ ของ เซลล์เพื่อก่อใหเ้กิดการเติบโต การแบ่งเซลล์ตลอดจนการเคลื่อนไหวและการ ขบัถ่ายของเสียออกจากเซลล

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

25


5. Glucose

ไม่เกี่ยวข้องการกระบวนการในคลิป

น้ำตาลกลูโคส (glucose) เป็น คาร์โบไฮเดรต (carbohydrate) ประเภท น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (monosaccharide) มีคาร์บอน 6 อะตอม (hexose) ชนิดแอลโดส (aldose) น้ำตาลกลูโคสที่พบอยู่ในรูป D-glucose ซึ่งเป็นน้ำตาลรีดิวซ์ (reducing sugar) น้ำตาลกลูโคส อาจเรียกว่า dextrose (หมายถึง D-glucose) การปิดวงของน้ำตาลกลูโคส

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 38.95 เต็ม 161

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา