ตรวจข้อสอบ > พัชริญา กรดแก้ว > ชีววิทยาเชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์ | Biology in Medical Science > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 3 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


What is the primary goal of contact tracing in public health?

To stop the spread of diseases by identifying and informing contacts

การติดตามผู้สัมผัส เป็นกระบวนการที่ใช้ในการควบคุมโรคติดเชื้อ เช่น โควิด-19 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อ หยุดยั้งการแพร่กระจายของโรค

อ้างอิงจาก WHO (2021): “Contact tracing interrupts chains of transmission and is an essential public health tool.” CDC (2020):“The goal of contact tracing is to stop the spread of infection by identifying and notifying people who may have been exposed.”

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


During the COVID-19 pandemic, what was one main reason people were motivated to isolate themselves after testing positive?

To avoid infecting others, particularly vulnerable populations

การแยกตัวเองหลังจากติดเชื้อเป็นมาตรการสำคัญเพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของไวรัส โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การกระทำนี้แสดงถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและเป็นหลักพื้นฐานของการควบคุมโรคในสาธารณสุข

1. หลักการควบคุมโรคตามระบาดวิทยา (Epidemiological Disease Control) การแยกตัว (Isolation) เป็นกลยุทธ์พื้นฐานในการควบคุมโรคติดต่อ โดยเฉพาะโรคที่แพร่จากคนสู่คน “Isolation is used to separate people infected with the virus from those who are not infected.” — World Health Organization (WHO), 2021 2. จริยธรรมด้านสาธารณสุข (Public Health Ethics) การแยกตัวเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อให้ผู้อื่นสะท้อนถึงหลัก “เคารพผู้อื่นและป้องกันอันตราย (Respect for others and prevention of harm)” คนมีสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล แต่ในภาวะโรคระบาด ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมโดยรวม 3. อ้างอิงจากบทความวิจัยโดย DeLuca et al. (2023) จากบทความ: “Experiences with COVID-19 case investigation and contact tracing: A qualitative analysis” ผู้เข้าร่วมการศึกษาระบุว่า พวกเขาเลือกที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของการแยกตัว เพื่อ ลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไปยังครอบครัวและชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง “Participants were motivated to isolate in order to prevent transmission, particularly to vulnerable individuals.” — DeLuca et al., 2023, SSM - Qualitative Research in Health

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


What method was commonly used for focus group discussions in the study on COVID-19 contact tracing?

Virtual, synchronous meetings

ในบริบทของการวิจัยช่วงการระบาดของ COVID-19 การจัดกลุ่มสนทนา (focus group discussion) แบบ ออนไลน์เรียลไทม์ (synchronous virtual) ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Zoom เป็นวิธีที่ ปลอดภัยที่สุด และสามารถ ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ข้อจำกัดด้านสุขภาพและการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) การประชุมแบบออนไลน์เรียลไทม์: • ช่วยให้ผู้เข้าร่วมมีปฏิสัมพันธ์กันในเวลาจริง (real-time interaction) • ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ • ทำให้สามารถเก็บข้อมูลเชิงลึกได้เทียบเท่ากับการสนทนาแบบพบหน้า การใช้ Zoom ยังสะท้อนถึงการปรับตัวของงานวิจัยให้เข้ากับสถานการณ์ทางสังคมและเทคโนโลยี

1. Adaptive Research Methodology (วิธีวิจัยแบบปรับตัวตามบริบท) • ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถจัดเก็บข้อมูลภาคสนามแบบเดิมได้ นักวิจัยต้องเลือกวิธีการที่ ปรับตามข้อจำกัดของสถานการณ์ เช่น โรคระบาด • การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์แบบ synchronous เป็นหนึ่งในแนวทางที่ได้รับการยอมรับในงานวิจัยเชิงคุณภาพยุคหลัง COVID-19 “Focus groups were conducted virtually and synchronously via Zoom…” อ้างอิงจากบทความวิจัย (DeLuca et al., 2023): “Focus groups were conducted virtually and synchronously via Zoom…” — DeLuca, N., Caruso, E., Gupta, R., et al. (2023). Experiences with COVID-19 case investigation and contact tracing: A qualitative analysis. SSM - Qualitative Research in Health, 3, 100244.

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


What factor did NOT influence the success of case investigation and contact tracing according to the article?

The color of the quarantine facilities

ในบทความ “Experiences with COVID-19 case investigation and contact tracing: A qualitative analysis” ผู้วิจัยระบุปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลต่อความสำเร็จหรืออุปสรรคของกระบวนการสอบสวนโรค (case investigation) และติดตามผู้สัมผัส (contact tracing) เช่น: • ความร่วมมือจากสาธารณชน (Public cooperation) • การเข้าถึงข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (Reliable information) • การเข้าถึงการตรวจหาเชื้อ (Testing availability) • ความไม่ไว้วางใจต่อเจ้าหน้าที่หรือรัฐบาล ซึ่งบางครั้งมีมิติทางอุดมการณ์การเมือง (Political ideology) แต่ในบทความ ไม่มีการกล่าวถึง “สีของสถานที่กักตัว” ว่าเป็นปัจจัยใด ๆ ที่มีผลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของมาตรการทางสาธารณสุข

1. Social Determinants of Health (ปัจจัยกำหนดทางสังคมต่อสุขภาพ) การเข้าถึงข้อมูล บริการ และความเชื่อมั่นต่อระบบ ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของประชาชน “Participants identified barriers such as lack of trust, misinformation, and inconsistent communication from authorities.” — DeLuca et al., 2023, SSM – Qualitative Research in Health https://doi.org/10.1016/j.ssmqr.2023.100244 2. Public Health Systems Theory ระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพต้องมีการสื่อสารที่โปร่งใส มีความร่วมมือจากชุมชน และสนับสนุนการเข้าถึงบริการต่าง ๆ เช่นการตรวจหาเชื้อและการแยกตัว

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


Which demographic factor was reported to affect the experiences and behaviors of individuals regarding CI/CT?

Political ideology

จากบทความ “Public understanding and experiences of COVID-19 case investigation and contact tracing in the United States: A qualitative study” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Medical Informatics (2023) พบว่า อุดมการณ์ทางการเมือง (Political Ideology) มีผลอย่างมากต่อพฤติกรรมของผู้คนต่อ CI/CT โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับ: • ความไว้วางใจในรัฐบาล: ผู้ที่มีแนวโน้มอนุรักษนิยมบางกลุ่มมีความไม่ไว้วางใจในหน่วยงานรัฐ เช่น CDC • ทัศนคติต่อเสรีภาพส่วนบุคคล: มีการมองว่า CI/CT ละเมิดความเป็นส่วนตัว • การปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข: ผู้ที่มีแนวคิดต่อต้านรัฐบาลหรือฝั่งอนุรักษนิยมมากกว่ามัก หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูล หรือ ไม่เชื่อถือระบบติดตาม

• Health Belief Model (HBM): อธิบายว่า พฤติกรรมด้านสุขภาพ ของบุคคลได้รับอิทธิพลจากการรับรู้ถึงความเสี่ยง, ผลกระทบ, และปัจจัยภายนอก เช่น อุดมการณ์ทางการเมือง หรือความเชื่อทางสังคม • Social Determinants of Health (SDH): ปัจจัยประชากรศาสตร์ เช่น การศึกษา รายได้ และอุดมการณ์ ถือเป็นตัวแปรที่กำหนดพฤติกรรมสุขภาพของแต่ละบุคคล

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


What did participants report feeling after learning they were exposed to COVID-19?

Worry about their health and that of their contacts

จากบทความ “Public understanding and experiences of COVID-19 case investigation and contact tracing in the United States: A qualitative study” ผู้เข้าร่วมหลายคนรายงานว่า รู้สึกวิตกกังวล เมื่อทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงจากการสัมผัสผู้ติดเชื้อ COVID-19 โดยเฉพาะ: • ความกังวลต่อสุขภาพของตนเอง • ความกลัวว่าตนอาจแพร่เชื้อให้คนในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิด • มีผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวถึงความรู้สึก “panic” และ “deep concern” อย่างชัดเจน

• Health Belief Model (HBM): ระบุว่าการรับรู้ความเสี่ยง (perceived susceptibility) และผลกระทบ (perceived severity) มีผลต่อการตอบสนองทางอารมณ์และพฤติกรรม เช่น ความกังวล

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


What was a common source of information for participants when they learned about their COVID-19 status?

Family, friends, and healthcare providers

จากบทความ “Public understanding and experiences of COVID-19 case investigation and contact tracing in the United States” ผู้เข้าร่วมการศึกษาให้ข้อมูลว่าแหล่งข้อมูลที่พบบ่อยเมื่อทราบสถานะ COVID-19 ของตนเอง ได้แก่: • ครอบครัวและเพื่อน: มีบทบาทสำคัญในการแจ้งเตือนว่าตนสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ • ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ: เช่น แพทย์หรือคลินิก เป็นผู้แจ้งผลการตรวจและให้คำแนะนำ • หลายคนยังได้รับข้อมูลจากผู้สัมผัสโดยตรงมากกว่าหน่วยงานรัฐหรือระบบ CI/CT

• Social Network Theory: ข้อมูลจากคนใกล้ชิดมีอิทธิพลต่อการรับรู้และการตัดสินใจ • Health Belief Model (HBM): ผู้คนเชื่อข้อมูลที่ใกล้ตัวและไว้วางใจได้ • Trust in Health Communication: ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลส่งผลต่อพฤติกรรม

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


Which of the following was NOT a method for collecting data in the study described?

Direct observations in homes

ในบทความการศึกษานี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลหลัก ๆ ได้แก่: • One-On-One Interviews (สัมภาษณ์รายบุคคล) • Virtual Focus Groups (กลุ่มสนทนาออนไลน์) • Survey Questionnaires (แบบสอบถาม) แต่ ไม่มีการระบุว่ามีการเก็บข้อมูลโดยการสังเกตโดยตรงในบ้านของผู้เข้าร่วม ซึ่งเป็นวิธีที่ต่างจากที่กล่าวมา

• Qualitative Research Methods Theory: เน้นการเก็บข้อมูลเชิงลึกผ่านสัมภาษณ์และกลุ่มสนทนา • Virtual Data Collection Framework: การใช้เทคโนโลยีออนไลน์เพื่อเก็บข้อมูลในสถานการณ์จำกัด • Ethnographic Observation (ไม่ได้ใช้): การสังเกตในสถานที่จริง เช่น บ้านผู้เข้าร่วม เป็นวิธีที่ต่างจากงานวิจัยนี้

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


What ethical considerations were emphasized during the focus group discussions?

Ensuring privacy and voluntary participation

ในบทความวิจัยเกี่ยวกับการอภิปรายกลุ่ม (focus group discussions) ได้เน้นย้ำเรื่องจริยธรรมสำคัญ คือ • การรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้เข้าร่วม เพื่อไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวถูกเปิดเผย • การเข้าร่วมโดยสมัครใจ ไม่มีการบังคับหรือกดดันผู้เข้าร่วมให้ตอบหรือร่วมกิจกรรม • มีการแจ้งข้อมูลล่วงหน้าและขอความยินยอมก่อนการเก็บข้อมูล • การเคารพสิทธิและความเป็นอิสระของผู้เข้าร่วมเป็นหัวใจหลักของการวิจัยเชิงคุณภาพ

• Research Ethics Principles (Belmont Report): เน้นเรื่อง Respect for Persons (ความเคารพในตัวบุคคล) ซึ่งรวมถึงการให้ข้อมูลก่อนยินยอม (Informed Consent) และการรักษาความเป็นส่วนตัว • Confidentiality and Voluntary Participation: หลักการสำคัญในงานวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อปกป้องสิทธิของผู้เข้าร่วมและสร้างความน่าเชื่อถือในผลการวิจัย

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


How did the availability of self-tests in 2021 impact the public health response to COVID-19?

It increased the speed at which people could learn their infection status

จากบทความระบุว่าในปี 2021 การมีชุดตรวจโควิดแบบตรวจเองที่บ้าน (self-tests) ช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจหาเชื้อและทราบผลได้รวดเร็วกว่าเดิมมาก ส่งผลดีต่อการควบคุมการระบาด เช่น: • ลดเวลารอผลตรวจจากห้องแล็บ • เพิ่มโอกาสให้คนกักตัวหรือป้องกันการแพร่เชื้อได้เร็วขึ้น • ช่วยให้ระบบสาธารณสุขรับมือได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

• Health Systems Responsiveness: การปรับตัวของระบบสาธารณสุขเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองต่อโรคระบาด • Diffusion of Innovations Theory: การแพร่กระจายของนวัตกรรม เช่น ชุดตรวจเอง ช่วยเร่งการยอมรับและใช้งานในสังคม

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


What is urban ecology primarily concerned with?

The interactions between urban environments and ecosystems

Urban Ecology คือสาขาวิชาที่ศึกษาว่า ระบบนิเวศธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเมืองมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร รวมถึง: • ผลกระทบของกิจกรรมมนุษย์ในเมืองต่อสิ่งแวดล้อม • การเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศในเขตเมือง • วิธีการออกแบบเมืองให้ยั่งยืนและสอดคล้องกับธรรมชาติ

• Social-Ecological Systems Theory: เมืองถูกมองเป็นระบบที่มนุษย์และธรรมชาติมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง • Landscape Ecology:ศึกษาการกระจายตัวของพื้นที่สีเขียว สิ่งปลูกสร้าง และแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตในบริบทเมือง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


Which continent is noted as rapidly urbanizing within the study?

Africa

ในบทความกล่าวถึงว่า แอฟริกาเป็นทวีปที่มีอัตราการกลายเป็นเมือง (urbanization) สูงที่สุดในโลกในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลต่อ: • ระบบนิเวศเมือง • การจัดการสิ่งแวดล้อม • โครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณสุข

• Urban Transition Theory: กล่าวถึงกระบวนการที่ประชากรย้ายจากชนบทเข้าสู่เมือง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา เช่นในแอฟริกา • Sustainable Urban Development: การวางแผนพัฒนาเมืองในทวีปที่มี urbanization สูง จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมาก

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


What significant bias is present in the study of urban ecology in Africa?

Limited to capital cities

บทความชี้ให้เห็นว่าในการศึกษาด้าน urban ecology ในแอฟริกา ยังมีข้อจำกัดหรืออคติ (bias) สำคัญคือ: • งานวิจัยส่วนใหญ่มัก มุ่งเน้นศึกษาเฉพาะ “เมืองหลวง” หรือ “เมืองหลัก” • ขาดการศึกษาระบบนิเวศใน เมืองขนาดกลางหรือเมืองเล็ก • ส่งผลให้ภาพรวมของระบบนิเวศเมืองในทวีปแอฟริกา ไม่ครบถ้วนหรือไม่สะท้อนความหลากหลายทางภูมิศาสตร์

• Spatial Bias in Ecological Research: ระบุว่าการเลือกพื้นที่ศึกษาเฉพาะบางประเภท (เช่น เมืองหลวง) ทำให้ข้อมูลที่ได้ไม่สะท้อนสภาพความเป็นจริงทั้งหมด • Equity in Urban Ecology:การกระจายการศึกษาอย่างเท่าเทียมในพื้นที่เมืองต่าง ๆ จำเป็นเพื่อสร้างความเข้าใจระบบนิเวศที่ครอบคลุมมากขึ้น

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


What factor did the study NOT find influencing research efforts in African urban ecology?

Technological advancements

ในการศึกษาด้าน urban ecology ในแอฟริกา บทความพบว่าปัจจัยที่ ส่งผลต่อความพยายามในการวิจัย ได้แก่: • GDP ของประเทศ — ประเทศที่มีรายได้สูงมีงานวิจัยมากกว่า • ความเข้มข้นของการกลายเป็นเมือง (Urbanization Intensity) — พื้นที่เมืองที่เติบโตเร็วมีงานศึกษาเพิ่มขึ้น • สถานะการอนุรักษ์ของภูมิภาคนิเวศ (Ecoregion Conservation Status) — พื้นที่เสี่ยงสูญเสียธรรมชาติมักได้รับความสนใจ • การกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ของงานศึกษา (Geographic Distribution) — งานวิจัยกระจุกตัวในบางประเทศหรือบางเมือง ในทางตรงกันข้าม ไม่มีหลักฐานว่า “ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี” (Technological Advancements) เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความถี่หรือความเข้มข้นของการวิจัย

• GDP ของประเทศ (country GDP) • ขนาดและสถานะอนุรักษ์ของภูมิภาคนิเวศ (size and conservation status of ecoregions) เป็นปัจจัยที่ทำนายจำนวนบทความได้อย่างมีนัยสำคัญ — ซึ่งแปลว่า “Technological Advancements” ไม่ได้ถูกพบว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลใดๆ ต่อความพยายามในการวิจัยด้าน urban ecology ในแอฟริกา

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


Which method was used to gather data for the study?

Literature review and bibliographic searches

จากบทความ “Status of urban ecology in Africa: A systematic review” ระบุชัดเจนว่าใช้ ระเบียบวิธีแบบการทบทวนอย่างเป็นระบบ (systematic review) โดยเน้น: • การค้นหางานวิจัยจากฐานข้อมูลทางวิชาการ • การคัดเลือกบทความที่ตรงเกณฑ์ • การวิเคราะห์ข้อมูลจาก เอกสารตีพิมพ์และบรรณานุกรมต่าง ๆ • ไม่ได้ใช้การสังเกตโดยตรง (observations) หรือ การทดลอง (experiments) และ ไม่มีการสัมภาษณ์หรือสำรวจ

“We conducted a systematic literature review using bibliographic databases…” (หน้าแรกของบทความ)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


What does the study suggest is needed for urban ecology research in Africa?

บทความ “Status of urban ecology in Africa: A systematic review” แนะนำว่าเพื่อพัฒนาการวิจัยด้านนิเวศวิทยาเมืองในแอฟริกา ควรปรับลำดับความสำคัญเน้นเมืองขนาดเล็ก ศึกษาระบบนิเวศหลากหลาย และส่งเสริมความร่วมมือทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

• Research Agenda Setting Theory: กำหนดลำดับความสำคัญของงานวิจัยให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ • Equity in Scientific Research: ส่งเสริมการกระจายโอกาสและทรัพยากรอย่างเท่าเทียม • Sustainability Science Framework: สนับสนุนการวิจัยเพื่อความยั่งยืนของระบบนิเวศและชุมชนในเมืองที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


Which country was mentioned as having the majority of the studies?

South Africa

บทความ “Status of urban ecology in Africa: A systematic review” ระบุว่า ประเทศแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีจำนวนงานวิจัยด้านนิเวศวิทยาเมืองมากที่สุดในทวีปแอฟริกา

• Research Capacity and Infrastructure Theory:ระบุว่าประเทศที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานจะมีงานวิจัยมากกว่า • Science Production Inequality: การกระจุกตัวของงานวิจัยในบางประเทศเป็นเรื่องปกติในบริบทของประเทศกำลังพัฒนา

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


How did the study categorize the geographic biases in research?

Unevenly distributed

บทความระบุว่า งานวิจัยด้านนิเวศวิทยาเมืองในแอฟริกามีความ ไม่กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกัน โดย: • มีงานวิจัยจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในบางประเทศหรือบางเมืองเท่านั้น • เมืองขนาดเล็กหรือพื้นที่ภูมิภาคอื่น ๆ ได้รับความสนใจน้อยกว่า • ทำให้เกิดอคติทางภูมิศาสตร์ในการศึกษา

• Spatial Bias in Research: อธิบายถึงการที่งานวิจัยมักจะไม่กระจายตัวอย่างเท่าเทียมในทุกพื้นที่ • Geographic Inequality:การกระจุกตัวของงานวิจัยในพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายหรือมีทรัพยากรดีกว่า

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


What is a key recommendation from the study for improving urban ecology research in Africa?

Encourage transnational collaborations

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


According to the study, what impacts the number of publications in African urban ecology?

The GDP of the countries

จากบทความ “Status of urban ecology in Africa: A systematic review” พบว่า GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อจำนวนงานวิจัยด้านนิเวศวิทยาเมืองในแอฟริกา

อ้างอิงจากบทความ: “Only country GDP and the size and conservation status of ecoregions significantly predicted the number of publications…”

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 114.85 เต็ม 140

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา