| 1 |
What is the primary goal of contact tracing in public health?
|
To stop the spread of diseases by identifying and informing contacts |
|
การติดตามผู้สัมผัส เป็นกระบวนการที่ใช้ในการควบคุมโรคติดเชื้อ เช่น โควิด-19 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อ หยุดยั้งการแพร่กระจายของโรค
|
อ้างอิงจาก WHO (2021):
“Contact tracing interrupts chains of transmission and is an essential public health tool.”
CDC (2020):“The goal of contact tracing is to stop the spread of infection by identifying and notifying people who may have been exposed.”
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
During the COVID-19 pandemic, what was one main reason people were motivated to isolate themselves after testing positive?
|
To avoid infecting others, particularly vulnerable populations |
|
การแยกตัวเองหลังจากติดเชื้อเป็นมาตรการสำคัญเพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของไวรัส โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การกระทำนี้แสดงถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและเป็นหลักพื้นฐานของการควบคุมโรคในสาธารณสุข
|
1. หลักการควบคุมโรคตามระบาดวิทยา (Epidemiological Disease Control)
การแยกตัว (Isolation) เป็นกลยุทธ์พื้นฐานในการควบคุมโรคติดต่อ โดยเฉพาะโรคที่แพร่จากคนสู่คน
“Isolation is used to separate people infected with the virus from those who are not infected.”
— World Health Organization (WHO), 2021
2. จริยธรรมด้านสาธารณสุข (Public Health Ethics)
การแยกตัวเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อให้ผู้อื่นสะท้อนถึงหลัก “เคารพผู้อื่นและป้องกันอันตราย (Respect for others and prevention of harm)”
คนมีสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล แต่ในภาวะโรคระบาด ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมโดยรวม
3. อ้างอิงจากบทความวิจัยโดย DeLuca et al. (2023)
จากบทความ:
“Experiences with COVID-19 case investigation and contact tracing: A qualitative analysis”
ผู้เข้าร่วมการศึกษาระบุว่า พวกเขาเลือกที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของการแยกตัว เพื่อ ลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไปยังครอบครัวและชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
“Participants were motivated to isolate in order to prevent transmission, particularly to vulnerable individuals.”
— DeLuca et al., 2023, SSM - Qualitative Research in Health
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
What method was commonly used for focus group discussions in the study on COVID-19 contact tracing?
|
Virtual, synchronous meetings |
|
ในบริบทของการวิจัยช่วงการระบาดของ COVID-19 การจัดกลุ่มสนทนา (focus group discussion) แบบ ออนไลน์เรียลไทม์ (synchronous virtual) ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Zoom เป็นวิธีที่ ปลอดภัยที่สุด และสามารถ ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ข้อจำกัดด้านสุขภาพและการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing)
การประชุมแบบออนไลน์เรียลไทม์:
• ช่วยให้ผู้เข้าร่วมมีปฏิสัมพันธ์กันในเวลาจริง (real-time interaction)
• ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ
• ทำให้สามารถเก็บข้อมูลเชิงลึกได้เทียบเท่ากับการสนทนาแบบพบหน้า
การใช้ Zoom ยังสะท้อนถึงการปรับตัวของงานวิจัยให้เข้ากับสถานการณ์ทางสังคมและเทคโนโลยี
|
1. Adaptive Research Methodology (วิธีวิจัยแบบปรับตัวตามบริบท)
• ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถจัดเก็บข้อมูลภาคสนามแบบเดิมได้ นักวิจัยต้องเลือกวิธีการที่ ปรับตามข้อจำกัดของสถานการณ์ เช่น โรคระบาด
• การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์แบบ synchronous เป็นหนึ่งในแนวทางที่ได้รับการยอมรับในงานวิจัยเชิงคุณภาพยุคหลัง COVID-19
“Focus groups were conducted virtually and synchronously via Zoom…”
อ้างอิงจากบทความวิจัย (DeLuca et al., 2023):
“Focus groups were conducted virtually and synchronously via Zoom…”
— DeLuca, N., Caruso, E., Gupta, R., et al. (2023). Experiences with COVID-19 case investigation and contact tracing: A qualitative analysis. SSM - Qualitative Research in Health, 3, 100244.
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
What factor did NOT influence the success of case investigation and contact tracing according to the article?
|
The color of the quarantine facilities |
|
ในบทความ
“Experiences with COVID-19 case investigation and contact tracing: A qualitative analysis”
ผู้วิจัยระบุปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลต่อความสำเร็จหรืออุปสรรคของกระบวนการสอบสวนโรค (case investigation) และติดตามผู้สัมผัส (contact tracing) เช่น:
• ความร่วมมือจากสาธารณชน (Public cooperation)
• การเข้าถึงข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (Reliable information)
• การเข้าถึงการตรวจหาเชื้อ (Testing availability)
• ความไม่ไว้วางใจต่อเจ้าหน้าที่หรือรัฐบาล ซึ่งบางครั้งมีมิติทางอุดมการณ์การเมือง (Political ideology)
แต่ในบทความ ไม่มีการกล่าวถึง “สีของสถานที่กักตัว” ว่าเป็นปัจจัยใด ๆ ที่มีผลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของมาตรการทางสาธารณสุข
|
1. Social Determinants of Health (ปัจจัยกำหนดทางสังคมต่อสุขภาพ)
การเข้าถึงข้อมูล บริการ และความเชื่อมั่นต่อระบบ ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของประชาชน
“Participants identified barriers such as lack of trust, misinformation, and inconsistent communication from authorities.”
— DeLuca et al., 2023, SSM – Qualitative Research in Health
https://doi.org/10.1016/j.ssmqr.2023.100244
2. Public Health Systems Theory
ระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพต้องมีการสื่อสารที่โปร่งใส มีความร่วมมือจากชุมชน และสนับสนุนการเข้าถึงบริการต่าง ๆ เช่นการตรวจหาเชื้อและการแยกตัว
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
Which demographic factor was reported to affect the experiences and behaviors of individuals regarding CI/CT?
|
Political ideology |
|
จากบทความ “Public understanding and experiences of COVID-19 case investigation and contact tracing in the United States: A qualitative study” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Medical Informatics (2023) พบว่า อุดมการณ์ทางการเมือง (Political Ideology) มีผลอย่างมากต่อพฤติกรรมของผู้คนต่อ CI/CT โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับ:
• ความไว้วางใจในรัฐบาล: ผู้ที่มีแนวโน้มอนุรักษนิยมบางกลุ่มมีความไม่ไว้วางใจในหน่วยงานรัฐ เช่น CDC
• ทัศนคติต่อเสรีภาพส่วนบุคคล: มีการมองว่า CI/CT ละเมิดความเป็นส่วนตัว
• การปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข: ผู้ที่มีแนวคิดต่อต้านรัฐบาลหรือฝั่งอนุรักษนิยมมากกว่ามัก หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูล หรือ ไม่เชื่อถือระบบติดตาม
|
• Health Belief Model (HBM):
อธิบายว่า พฤติกรรมด้านสุขภาพ ของบุคคลได้รับอิทธิพลจากการรับรู้ถึงความเสี่ยง, ผลกระทบ, และปัจจัยภายนอก เช่น อุดมการณ์ทางการเมือง หรือความเชื่อทางสังคม
• Social Determinants of Health (SDH):
ปัจจัยประชากรศาสตร์ เช่น การศึกษา รายได้ และอุดมการณ์ ถือเป็นตัวแปรที่กำหนดพฤติกรรมสุขภาพของแต่ละบุคคล
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
What did participants report feeling after learning they were exposed to COVID-19?
|
Worry about their health and that of their contacts |
|
จากบทความ “Public understanding and experiences of COVID-19 case investigation and contact tracing in the United States: A qualitative study” ผู้เข้าร่วมหลายคนรายงานว่า รู้สึกวิตกกังวล เมื่อทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงจากการสัมผัสผู้ติดเชื้อ COVID-19 โดยเฉพาะ:
• ความกังวลต่อสุขภาพของตนเอง
• ความกลัวว่าตนอาจแพร่เชื้อให้คนในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิด
• มีผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวถึงความรู้สึก “panic” และ “deep concern” อย่างชัดเจน
|
• Health Belief Model (HBM):
ระบุว่าการรับรู้ความเสี่ยง (perceived susceptibility) และผลกระทบ (perceived severity) มีผลต่อการตอบสนองทางอารมณ์และพฤติกรรม เช่น ความกังวล
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
What was a common source of information for participants when they learned about their COVID-19 status?
|
Family, friends, and healthcare providers |
|
จากบทความ “Public understanding and experiences of COVID-19 case investigation and contact tracing in the United States”
ผู้เข้าร่วมการศึกษาให้ข้อมูลว่าแหล่งข้อมูลที่พบบ่อยเมื่อทราบสถานะ COVID-19 ของตนเอง ได้แก่:
• ครอบครัวและเพื่อน: มีบทบาทสำคัญในการแจ้งเตือนว่าตนสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ
• ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ: เช่น แพทย์หรือคลินิก เป็นผู้แจ้งผลการตรวจและให้คำแนะนำ
• หลายคนยังได้รับข้อมูลจากผู้สัมผัสโดยตรงมากกว่าหน่วยงานรัฐหรือระบบ CI/CT
|
• Social Network Theory: ข้อมูลจากคนใกล้ชิดมีอิทธิพลต่อการรับรู้และการตัดสินใจ
• Health Belief Model (HBM): ผู้คนเชื่อข้อมูลที่ใกล้ตัวและไว้วางใจได้
• Trust in Health Communication: ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลส่งผลต่อพฤติกรรม
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
Which of the following was NOT a method for collecting data in the study described?
|
Direct observations in homes |
|
ในบทความการศึกษานี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลหลัก ๆ ได้แก่:
• One-On-One Interviews (สัมภาษณ์รายบุคคล)
• Virtual Focus Groups (กลุ่มสนทนาออนไลน์)
• Survey Questionnaires (แบบสอบถาม)
แต่ ไม่มีการระบุว่ามีการเก็บข้อมูลโดยการสังเกตโดยตรงในบ้านของผู้เข้าร่วม ซึ่งเป็นวิธีที่ต่างจากที่กล่าวมา
|
• Qualitative Research Methods Theory: เน้นการเก็บข้อมูลเชิงลึกผ่านสัมภาษณ์และกลุ่มสนทนา
• Virtual Data Collection Framework: การใช้เทคโนโลยีออนไลน์เพื่อเก็บข้อมูลในสถานการณ์จำกัด
• Ethnographic Observation (ไม่ได้ใช้): การสังเกตในสถานที่จริง เช่น บ้านผู้เข้าร่วม เป็นวิธีที่ต่างจากงานวิจัยนี้
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
What ethical considerations were emphasized during the focus group discussions?
|
Ensuring privacy and voluntary participation |
|
ในบทความวิจัยเกี่ยวกับการอภิปรายกลุ่ม (focus group discussions) ได้เน้นย้ำเรื่องจริยธรรมสำคัญ คือ
• การรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้เข้าร่วม เพื่อไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวถูกเปิดเผย
• การเข้าร่วมโดยสมัครใจ ไม่มีการบังคับหรือกดดันผู้เข้าร่วมให้ตอบหรือร่วมกิจกรรม
• มีการแจ้งข้อมูลล่วงหน้าและขอความยินยอมก่อนการเก็บข้อมูล
• การเคารพสิทธิและความเป็นอิสระของผู้เข้าร่วมเป็นหัวใจหลักของการวิจัยเชิงคุณภาพ
|
• Research Ethics Principles (Belmont Report):
เน้นเรื่อง Respect for Persons (ความเคารพในตัวบุคคล) ซึ่งรวมถึงการให้ข้อมูลก่อนยินยอม (Informed Consent) และการรักษาความเป็นส่วนตัว
• Confidentiality and Voluntary Participation:
หลักการสำคัญในงานวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อปกป้องสิทธิของผู้เข้าร่วมและสร้างความน่าเชื่อถือในผลการวิจัย
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
How did the availability of self-tests in 2021 impact the public health response to COVID-19?
|
It increased the speed at which people could learn their infection status |
|
จากบทความระบุว่าในปี 2021 การมีชุดตรวจโควิดแบบตรวจเองที่บ้าน (self-tests) ช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจหาเชื้อและทราบผลได้รวดเร็วกว่าเดิมมาก ส่งผลดีต่อการควบคุมการระบาด เช่น:
• ลดเวลารอผลตรวจจากห้องแล็บ
• เพิ่มโอกาสให้คนกักตัวหรือป้องกันการแพร่เชื้อได้เร็วขึ้น
• ช่วยให้ระบบสาธารณสุขรับมือได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
|
• Health Systems Responsiveness:
การปรับตัวของระบบสาธารณสุขเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองต่อโรคระบาด
• Diffusion of Innovations Theory:
การแพร่กระจายของนวัตกรรม เช่น ชุดตรวจเอง ช่วยเร่งการยอมรับและใช้งานในสังคม
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
What is urban ecology primarily concerned with?
|
The interactions between urban environments and ecosystems |
|
Urban Ecology คือสาขาวิชาที่ศึกษาว่า ระบบนิเวศธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเมืองมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร รวมถึง:
• ผลกระทบของกิจกรรมมนุษย์ในเมืองต่อสิ่งแวดล้อม
• การเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศในเขตเมือง
• วิธีการออกแบบเมืองให้ยั่งยืนและสอดคล้องกับธรรมชาติ
|
• Social-Ecological Systems Theory:
เมืองถูกมองเป็นระบบที่มนุษย์และธรรมชาติมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง
• Landscape Ecology:ศึกษาการกระจายตัวของพื้นที่สีเขียว สิ่งปลูกสร้าง และแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตในบริบทเมือง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
Which continent is noted as rapidly urbanizing within the study?
|
Africa |
|
ในบทความกล่าวถึงว่า แอฟริกาเป็นทวีปที่มีอัตราการกลายเป็นเมือง (urbanization) สูงที่สุดในโลกในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลต่อ:
• ระบบนิเวศเมือง
• การจัดการสิ่งแวดล้อม
• โครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณสุข
|
• Urban Transition Theory:
กล่าวถึงกระบวนการที่ประชากรย้ายจากชนบทเข้าสู่เมือง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา เช่นในแอฟริกา
• Sustainable Urban Development:
การวางแผนพัฒนาเมืองในทวีปที่มี urbanization สูง จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมาก
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
What significant bias is present in the study of urban ecology in Africa?
|
Limited to capital cities |
|
บทความชี้ให้เห็นว่าในการศึกษาด้าน urban ecology ในแอฟริกา ยังมีข้อจำกัดหรืออคติ (bias) สำคัญคือ:
• งานวิจัยส่วนใหญ่มัก มุ่งเน้นศึกษาเฉพาะ “เมืองหลวง” หรือ “เมืองหลัก”
• ขาดการศึกษาระบบนิเวศใน เมืองขนาดกลางหรือเมืองเล็ก
• ส่งผลให้ภาพรวมของระบบนิเวศเมืองในทวีปแอฟริกา ไม่ครบถ้วนหรือไม่สะท้อนความหลากหลายทางภูมิศาสตร์
|
• Spatial Bias in Ecological Research:
ระบุว่าการเลือกพื้นที่ศึกษาเฉพาะบางประเภท (เช่น เมืองหลวง) ทำให้ข้อมูลที่ได้ไม่สะท้อนสภาพความเป็นจริงทั้งหมด
• Equity in Urban Ecology:การกระจายการศึกษาอย่างเท่าเทียมในพื้นที่เมืองต่าง ๆ จำเป็นเพื่อสร้างความเข้าใจระบบนิเวศที่ครอบคลุมมากขึ้น
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
What factor did the study NOT find influencing research efforts in African urban ecology?
|
Technological advancements |
|
ในการศึกษาด้าน urban ecology ในแอฟริกา บทความพบว่าปัจจัยที่ ส่งผลต่อความพยายามในการวิจัย ได้แก่:
• GDP ของประเทศ — ประเทศที่มีรายได้สูงมีงานวิจัยมากกว่า
• ความเข้มข้นของการกลายเป็นเมือง (Urbanization Intensity) — พื้นที่เมืองที่เติบโตเร็วมีงานศึกษาเพิ่มขึ้น
• สถานะการอนุรักษ์ของภูมิภาคนิเวศ (Ecoregion Conservation Status) — พื้นที่เสี่ยงสูญเสียธรรมชาติมักได้รับความสนใจ
• การกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ของงานศึกษา (Geographic Distribution) — งานวิจัยกระจุกตัวในบางประเทศหรือบางเมือง
ในทางตรงกันข้าม ไม่มีหลักฐานว่า “ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี” (Technological Advancements) เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความถี่หรือความเข้มข้นของการวิจัย
|
• GDP ของประเทศ (country GDP)
• ขนาดและสถานะอนุรักษ์ของภูมิภาคนิเวศ (size and conservation status of ecoregions)
เป็นปัจจัยที่ทำนายจำนวนบทความได้อย่างมีนัยสำคัญ — ซึ่งแปลว่า “Technological Advancements” ไม่ได้ถูกพบว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลใดๆ ต่อความพยายามในการวิจัยด้าน urban ecology ในแอฟริกา
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
Which method was used to gather data for the study?
|
Literature review and bibliographic searches |
|
จากบทความ “Status of urban ecology in Africa: A systematic review”
ระบุชัดเจนว่าใช้ ระเบียบวิธีแบบการทบทวนอย่างเป็นระบบ (systematic review) โดยเน้น:
• การค้นหางานวิจัยจากฐานข้อมูลทางวิชาการ
• การคัดเลือกบทความที่ตรงเกณฑ์
• การวิเคราะห์ข้อมูลจาก เอกสารตีพิมพ์และบรรณานุกรมต่าง ๆ
• ไม่ได้ใช้การสังเกตโดยตรง (observations) หรือ การทดลอง (experiments) และ ไม่มีการสัมภาษณ์หรือสำรวจ
|
“We conducted a systematic literature review using bibliographic databases…”
(หน้าแรกของบทความ)
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
What does the study suggest is needed for urban ecology research in Africa?
|
|
|
บทความ “Status of urban ecology in Africa: A systematic review” แนะนำว่าเพื่อพัฒนาการวิจัยด้านนิเวศวิทยาเมืองในแอฟริกา ควรปรับลำดับความสำคัญเน้นเมืองขนาดเล็ก ศึกษาระบบนิเวศหลากหลาย และส่งเสริมความร่วมมือทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ
|
• Research Agenda Setting Theory: กำหนดลำดับความสำคัญของงานวิจัยให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่
• Equity in Scientific Research: ส่งเสริมการกระจายโอกาสและทรัพยากรอย่างเท่าเทียม
• Sustainability Science Framework: สนับสนุนการวิจัยเพื่อความยั่งยืนของระบบนิเวศและชุมชนในเมืองที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
Which country was mentioned as having the majority of the studies?
|
South Africa |
|
บทความ “Status of urban ecology in Africa: A systematic review” ระบุว่า ประเทศแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีจำนวนงานวิจัยด้านนิเวศวิทยาเมืองมากที่สุดในทวีปแอฟริกา
|
• Research Capacity and Infrastructure Theory:ระบุว่าประเทศที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานจะมีงานวิจัยมากกว่า
• Science Production Inequality:
การกระจุกตัวของงานวิจัยในบางประเทศเป็นเรื่องปกติในบริบทของประเทศกำลังพัฒนา
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
How did the study categorize the geographic biases in research?
|
Unevenly distributed |
|
บทความระบุว่า งานวิจัยด้านนิเวศวิทยาเมืองในแอฟริกามีความ ไม่กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกัน โดย:
• มีงานวิจัยจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในบางประเทศหรือบางเมืองเท่านั้น
• เมืองขนาดเล็กหรือพื้นที่ภูมิภาคอื่น ๆ ได้รับความสนใจน้อยกว่า
• ทำให้เกิดอคติทางภูมิศาสตร์ในการศึกษา
|
• Spatial Bias in Research:
อธิบายถึงการที่งานวิจัยมักจะไม่กระจายตัวอย่างเท่าเทียมในทุกพื้นที่
• Geographic Inequality:การกระจุกตัวของงานวิจัยในพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายหรือมีทรัพยากรดีกว่า
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
What is a key recommendation from the study for improving urban ecology research in Africa?
|
Encourage transnational collaborations |
|
|
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
According to the study, what impacts the number of publications in African urban ecology?
|
The GDP of the countries |
|
จากบทความ “Status of urban ecology in Africa: A systematic review”
พบว่า GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อจำนวนงานวิจัยด้านนิเวศวิทยาเมืองในแอฟริกา
|
อ้างอิงจากบทความ: “Only country GDP and the size and conservation status of ecoregions significantly predicted the number of publications…”
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|