| 1 |
การเรียนรู้ประเภทใดที่มีการกล่าวถึงเกี่ยวกับทารกแรกเกิดในบริบทของ ลำดับเสียง (Sound sequences)
|
การเรียนรู้ทางสถิติ |
|
ทารกแรกเกิดสามารถตรวจจับรูปแบบของลำดับเสียงจากความถี่ของเสียงที่ได้ยิน
|
Saffran, Aslin และ Newport(1996) แสดงให้เห็นว่าทารกแรกเกิดใช้การเรียนรู้ทางสถิติเพื่อจับความถี่และรูปแบบของลำดับเสียง ซึ่งช่วยให้พวกเขาแยกแยะคำและเสียงในภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
ข้อใดใช้เป็นวิธีทดสอบทารก
|
การทดลอง EEG |
|
สามารถตรวจจับการทำงานของสมองได้โดยตรงและปลอดภัย
|
Cognitive Neuroscience Approach: ศึกษากระบวนการทางสมองควบคู่กับพฤติกรรม โดยใช้เครื่องมือเช่น EEG เพื่อเข้าใจการรับรู้ การเรียนรู้ และความจำในทารก
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
ข้อใดใช้ในการกระตุ้นจังหวะของเสียงในระหว่างการศึกษา
|
เสียงเรียกเข้าแบบต่อเนื่อง |
|
เสียงเรียกเข้าแบบต่อเนื่อง สามารถวัดได้ว่า สมองสามารถตรวจจับความสม่ำเสมอของจังหวะได้หรือไม่ และตอบสนองอย่างไร
|
Dynamic Attending Theory (Jones & Boltz, 1989): ระบุว่า มนุษย์มีระบบการให้ความสนใจแบบเป็นจังหวะ ที่สามารถ “ซิงค์” เข้ากับสิ่งเร้าที่มีจังหวะ เช่น เสียงที่เกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาสม่ำเสมอ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
ผลลัพธ์ที่สำคัญของการศึกษาการรับรู้จังหวะการเต้นของหัวใจใน ทารกแรกเกิดคืออะไร
|
การปรากฏตัวของการประมวลผลจังหวะ |
|
สมองของทารกสามารถตรวจจับและประมวลผลจังหวะการเต้นของหัวใจหรือจังหวะเสียงได้ตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ระบบรับรู้จังหวะมีอยู่ตั้งแต่ระยะแรกของชีวิต
|
Neural Entrainment Theory: สมองสามารถ “ซิงค์” กับจังหวะของเสียงหรือสัญญาณชีพ เช่น จังหวะการเต้นของหัวใจ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
การตอบสนองที่ไม่ตรงกัน (MMR) บ่งชี้อะไรใน ทารกแรกเกิด?
|
การตรวจจับการละเมิดความสม่ำเสมอ |
|
สมองสามารถสร้างแบบแผนความคาดหวัง (expectation) จากสิ่งเร้า และตรวจจับความผิดปกติจากสิ่งเร้าได้
|
งานวิจัยของ Winkler et al. (2009) และ Dehaene-Lambertz (2002) ยืนยันว่า ทารกมีความสามารถในการตรวจจับความผิดปกติของเสียงในรูปแบบที่สม่ำเสมอ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
ด้านใดของเสียงที่ได้รับการปรับเปลี่ยนเพื่อทดสอบการรับรู้จังหวะโดยแยกจาก การเรียนรู้ทางสถิติ
|
การกำหนดเวลา (ไม่ตรงเวลากับกระวนกระวายใจ) |
|
เพื่อดูว่าสมองสามารถตรวจจับความผิดปกติของจังหวะได้หรือไม่ โดยไม่ต้องพึ่งพาความน่าจะเป็นของเสียง
|
งานวิจัยโดย Honing et al. (2009) ใช้การปรับเปลี่ยนจังหวะเวลาเพื่อแยกแยะระหว่างความสามารถในการตรวจจับจังหวะ (beat) กับการเรียนรู้ความน่าจะเป็นของเสียง (statistical pattern)
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
จากการศึกษาวิจัย เหตุใดการตรวจพบจังหวะการเต้นของหัวใจจึงมีความสำคัญในทารกแรกเกิด
|
ทำนายทักษะทางภาษาในอนาคต |
|
การตรวจจับจังหวะการเต้นของหัวใจในทารกสะท้อนความสามารถสมองในการประมวลผลจังหวะเสียง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของพัฒนาทักษะภาษาในอนาคต
|
งานวิจัยโดย Goswami et al. (2002, 2011) พบว่า ความสามารถในการจับจังหวะเสียงสัมพันธ์กับความสำเร็จในการเรียนรู้ภาษาและการอ่าน
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
บทความนี้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้ทางสถิติกับการประมวลผลจังหวะใน ทารกแรกเกิดอย่างไร
|
การประมวลผลแบบ Beat ช่วยเพิ่มการเรียนรู้ทางสถิติ |
|
การประมวลผลจังหวะช่วยให้ทารกสามารถจับความสัมพันธ์และรูปแบบของเสียงได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ทางสถิติ
|
งานวิจัยของ Honing et al. (2009) ชี้ให้เห็นว่าการรับรู้จังหวะช่วยเสริมการเรียนรู้ทางสถิติในทารก
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
การวัดทางสรีรวิทยาใดที่ใช้เป็นหลักในการประเมินการตอบสนองต่อลำดับเสียงใน การศึกษานี้
|
การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) |
|
การศึกษาการตอบสนองต่อลำดับเสียงในทารกแรกเกิดใช้ EEG บันทึกกิจกรรมไฟฟ้าสมองแบบ Real Time ตรวจจับการตอบสนอง
|
งานวิจัยโดย Dehaene-Lambertz & Baillet (1998) ใช้ EEG ศึกษาการรับรู้เสียงในทารกแรกเกิด
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
การมีอยู่ของการตอบสนองที่ไม่ตรงกัน (MMR) ที่ชัดเจนเพื่อเอาชนะและตำแหน่งที่ผิดปกติในสภาวะที่ไม่ต่อเนื่องบ่งบอกถึง ความสามารถในการได้ยินของทารกแรกเกิดอย่างไร
|
การตอบสนองขั้นพื้นฐานต่อสิ่งกระตุ้นทางการได้ยิน |
|
การตรวจจับความผิดปกติของเสียงในสภาวะที่เสียงไม่ต่อเนื่อง แสดงว่าทารกมีความสามารถพื้นฐานในการรับรู้และแยกแยะเสียงได้ดี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเรียนรู้ภาษาและการพัฒนาการฟังในช่วงแรกเกิด
|
งานวิจัยในทารกโดย Dehaene-Lambertz & Baillet (1998) แสดงว่า MMR บ่งชี้ถึงความสามารถรับรู้เสียงพื้นฐานตั้งแต่แรกเกิด
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
ประเด็นหลักของ บทความ Cell and gene therapies คืออะไร
|
การบำบัดด้วยเซลล์และยีนตามหลักฐาน |
|
การบำบัดด้วยเซลล์และยีนตามหลักฐาน คือการใช้ข้อมูลและงานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือมาเป็นพื้นฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าวิธีรักษานั้นปลอดภัยและได้ผลจริง ๆ ในการดูแลผู้ป่วย
|
งานวิจัยและบทวิจารณ์ล่าสุดที่เน้นการพัฒนาและประเมินผลของเซลล์และยีนบำบัดในคลินิก
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
CGT ย่อมาจากอะไรในบริบทของ Cell and gene therapies
|
การบำบัดด้วยเซลล์และยีน |
|
การบำบัดด้วยเซลล์และยีน คือการใช้เซลล์หรือยีนที่ถูกปรับแต่งหรือแก้ไข เพื่อช่วยรักษาโรคหรือฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น
|
งานวิจัยและบทความวิชาการในวงการชีวการแพทย์ที่ใช้คำย่อนี้เป็นมาตรฐาน
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
บทความ Cell and gene therapies มีข้อควรระวังอะไรบ้าง
|
นโยบายด้านสาธารณสุขเรื่องการฉีดวัคซีน |
|
นโยบายสาธารณสุขย้ำเตือน เรื่อง การตลาดตรงสู่ผู้บริโภคของการบำบัดเซลล์และยีนที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์จริง เพราะอาจทำให้คนเข้าใจผิดและเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ป่วย
|
งานวิจัยและบทวิจารณ์เกี่ยวกับความเสี่ยงของการตลาด CGT ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
ตามบทความ อะไรคือความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ CGT ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์?
|
ทั้งหมดข้างต้น |
|
ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น
การใช้ CGT ที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนอาจทำให้ผู้ป่วยเสียค่าใช้จ่ายสูงโดยไม่เกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่า (ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ)
การโฆษณาที่ทำให้เข้าใจผิด
การตลาดแบบตรงสู่ผู้บริโภคที่เกินจริงหรือผิดพลาดอาจสร้างความคาดหวังที่ไม่สมจริง ทำให้ผู้ป่วยตัดสินใจใช้การบำบัดที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่มีประสิทธิภาพ
ลดประสิทธิภาพของยาแผนโบราณ
การหันไปใช้ CGT ที่ยังไม่ได้พิสูจน์ อาจทำให้ผู้ป่วยละเลยหรือเลื่อนการใช้ยาและการรักษาที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งส่งผลต่อผลลัพธ์การรักษาโดยรวม
|
งานวิจัยเกี่ยวกับความเสี่ยงและการกำกับดูแล CGT โดย FDA และ EMA
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
แพลตฟอร์มใดที่กล่าวถึงการลงทะเบียนงานวิจัยที่อาจไม่น่าเชื่อถือ
|
ClinicalTrials.gov |
|
ClinicalTrials.Gov เป็น Platform ที่ให้นักวิจัยลงทะเบียนทดลองทางคลินิก แต่งานวิจัยในนี้บางส่วนอาจยังไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ทำให้บางงานมีความน่าเชื่อถือต่างกัน
|
Hartung et al. (2014) พบความไม่สอดคล้องระหว่างข้อมูลใน ClinicalTrials.gov และวารสารวิชาการ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
คำใดที่ใช้อธิบายรายการที่ทำให้ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ปรากฏว่าถูกต้อง
|
สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรม |
|
“สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรม” เป็น ภาพลักษณ์ที่สร้างความเชื่อมั่นเกินจริง โดยไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์รองรับ
|
อ้างอิงจากแนวคิด bioethics และการควบคุมการสื่อสารด้านสุขภาพ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
ISCT คัดค้านอะไรตามบทความ
|
การจำหน่าย CGT ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ในเชิงพาณิชย์ก่อนกำหนด |
|
ISCT คัดค้านการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ของ CGT ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างเหมาะสม เพื่อปกป้องความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือในวงการ
|
Ethical Principles in Biomedical Research: การคุ้มครองผู้ป่วยและความปลอดภัยต้องมาก่อนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ (Belmont Report, 1979)
Regulatory Science: การควบคุมผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพ (FDA, EMA guidelines)
งานตำแหน่งของ ISCT ในการส่งเสริมมาตรฐานและจริยธรรมในการพัฒนา CGT (ISCT Policy Statements)
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
หน่วยงานกำกับดูแลใดที่ไม่ได้กล่าวถึงในบทความว่าเป็นผู้เล่นหลักใน การกำกับดูแล CGT
|
ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา (CDC) |
|
FDA, EMA, และ Health Canada เป็นหน่วยงานกำกับดูแลการอนุมัติและความปลอดภัยของ CGT โดยตรง แต่ CDC มีบทบาทหลักในด้านโรคติดเชื้อ เน้นการควบคุมและเฝ้าระวังโรค ไม่ได้เป็นผู้ตรวจสอบหรืออนุมัติ CGT
|
Regulatory Frameworks for Biotherapeutics (FDA, EMA, Health Canada)
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
'สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรม' มีบทบาทเฉพาะอย่างไรตามบทความ?
|
ชักชวนผู้ป่วยถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพของ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ |
|
“สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรม” คือสิ่งที่ทำให้ CGT ที่ยังไม่พิสูจน์ดูน่าเชื่อถือ ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานจริง เป็นการสร้างภาพให้ผู้ป่วยเชื่อใจผิด ๆ โดยไม่ใช่การรับรองทางการแพทย์
|
งานวิจัยเกี่ยวกับการตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้รับการพิสูจน์
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
อ้างอิงจากบทความ อะไรคือมาตรการสำคัญในการแยกแยะ CGT ตามหลักฐานเชิงประจักษ์?
|
การอนุญาตก่อนการตลาดโดยหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติ |
|
วิธีสำคัญในการแยก CGT ที่มีหลักฐานชัดเจน คือ การได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA หรือ EMA ซึ่งใช้ข้อมูลวิจัยและผลคลินิกที่น่าเชื่อถือตรวจสอบก่อนนำออกสู่ตลาด ส่วนความคุ้มทุน ความนิยม หรือคำแนะนำจากแพทย์ไม่ใช่เกณฑ์หลัก และจำนวนการทดลองทางคลินิกเป็นแค่ส่วนหนึ่งของขั้นตอนขออนุญาตเท่านั้น ไม่ใช่เกณฑ์แยกแยะโดยตรง
|
งานวิจัยเกี่ยวกับการประเมินและควบคุมผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|