| 1 |
ข้อใดต่อไปนี้อธิบายแนวคิด การรับรู้จังหวะ (Beat Perception) ได้ดีที่สุดเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสามารถในการได้ยินของทารกแรกเกิด
|
การแยกจังหวะที่สม่ำเสมอจากลำดับเสียง |
|
การรับรู้จังหวะคือการที่เราสามารถฟังแล้วจับจังหวะของเสียงที่มันมาเป็นช่วง ๆ ได้ค่ะ อย่างเช่น เสียงกลองหรือเสียงเพลงที่มีจังหวะตึ๊ก ๆ ๆ ถ้าเรารู้ว่าเสียงมันจะมาตอนไหน นั่นแปลว่าเรารับรู้จังหวะได้ หนูเลยคิดว่าคำตอบที่บอกว่า การแยกจังหวะที่สม่ำเสมอจากลำดับเสียง น่าจะตรงที่สุด เพราะมันหมายถึงการที่เราฟังแล้วรู้ว่าเสียงไหนเป็นจังหวะ แล้วจังหวะมันมากี่ครั้ง มาห่างกันแค่ไหน ทารกก็รับรู้จังหวะได้ตั้งแต่เกิดด้วยค่ะ
|
Innate Beat Perception (การรับรู้จังหวะที่มีมาแต่กำเนิด)
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
จากการวิจัย ทารกแรกเกิดใช้วิธีทดลองตามข้อใดในการแยกแยะการรับรู้จังหวะจากการเรียนรู้ทางสถิติในทารกแรกเกิด
|
การติดตามการทำงานของสมองโดยใช้ EEG ในระหว่างการกระตุ้นการได้ยิน |
|
ทารกแรกเกิดไม่สามารถพูดหรือแสดงออกได้ชัดเจน นักวิจัยจึงใช้เครื่อง EEG ตรวจจับคลื่นสมองเพื่อตรวจดูว่าทารกรับรู้จังหวะจากเสียงได้หรือไม่ วิธีนี้จึงดีที่สุดในการแยกแยะการรับรู้จังหวะจากการเรียนรู้ทางสถิติค่ะ
|
Beat Perception Theory (ทฤษฎีการรับรู้จังหวะ)
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
การตอบสนองที่ไม่ตรงกัน (MMR) ในการศึกษา EEG บ่งชี้อะไรเกี่ยวกับการประมวลผลการได้ยินของทารกแรกเกิด
|
ความไวต่อการละเมิดความสม่ำเสมอในลำดับเสียง |
|
เพราะว่าเวลาเปิดเสียงที่มีจังหวะซ้ำ ๆ ให้ทารกฟัง แล้วอยู่ ๆ มีเสียงแปลกหรือเสียงผิดจังหวะแทรกเข้ามา สมองของทารกจะมีการตอบสนองที่เปลี่ยนไป ซึ่งตรวจได้จาก EEG ค่ะ หนูเคยอ่านว่าการตอบสนองแบบนี้เรียกว่า MMR เหมือนสมองของทารกจับได้ว่าเสียงนี้มันไม่เหมือนเสียงก่อนหน้านี้ แล้วส่งสัญญาณออกมาโดยที่ทารกยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ แสดงว่าสมองของเขารู้ว่าเสียงมันผิดจากที่เคยได้ยิน แปลว่าเขาไวต่อเสียงที่ผิดปกติหรือไม่สม่ำเสมอค่ะ
|
Mismatch Negativity Theory และ Predictive Coding Theory ที่บอกว่าสมองเราจะคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้น แล้วตอบสนองเมื่อมันไม่ตรงกับที่คิดไว้ค่ะ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
คำว่า "การเรียนรู้ทางสถิติ (Statistical Learning)" หมายถึงอะไรในบริบทของการประมวลผลการได้ยินในทารกแรกเกิด?
|
การจดจำความถี่และระยะเวลาของเสียง |
|
การเรียนรู้ทางสถิติ หมายถึงการที่ทารกฟังเสียงแล้วจดจำว่าเสียงไหนเกิดบ่อย หรือมักจะเกิดตามกันเป็นคู่ ๆ โดยไม่ต้องมีใครบอก เขาแค่ฟังแล้วค่อย ๆ จำความถี่กับระยะเวลาของเสียงพวกนั้นเองค่ะ
|
Statistical Learning ที่เสนอโดย Saffran และคณะ ซึ่งศึกษาว่าทารกสามารถเรียนรู้รูปแบบในข้อมูลเสียงหรือภาษาจากการสังเกตความถี่และการเรียงลำดับของเสียงได้อย่างไร
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
สภาวะใดในการศึกษา EEG ไม่ได้ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างการตอบสนองแบบจังหวะและการตอบสนองที่ผิดปกติในทารกแรกเกิด
|
สภาพกระวนกระวายใจ |
|
สภาพกระวนกระวายใจไม่ได้ส่งผลต่อความแตกต่างในการตอบสนองของสมองแบบจังหวะกับเสียงผิดปกติ เพราะว่ามันเป็นเรื่องของความรู้สึกหรืออารมณ์ของทารก ไม่ใช่เสียงที่ใช้กระตุ้นสมองโดยตรง ส่วนเสียงแบบไอโซโครนัสหรือเสียงไพเราะเป็นเสียงที่มีรูปแบบชัดเจน ทำให้สมองตอบสนองต่างกันได้ แต่ถ้าทารกกระวนกระวาย แค่รู้สึกไม่สบายหรือเคลื่อนไหวบ่อย ๆ สมองก็ยังตอบสนองตามเสียงเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบจังหวะหรือเสียงผิดปกติค่ะ
|
ทฤษฎีการประมวลผลทางประสาท อธิบายว่าการตอบสนองของสมองต่อเสียงแบบจังหวะและเสียงผิดปกติเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นโดยตรงในระบบประสาทรับรู้เสียง ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของเสียงที่ถูกกระตุ้น
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
กลไกทางประสาทใดที่คิดว่ารองรับการเคลื่อนไหวให้ตรงกันกับจังหวะ
|
การเปิดใช้งานกระจกเซลล์ประสาท |
|
การเปิดใช้งานกระจกเซลล์ประสาทเป็นคำตอบเพราะว่าเวลาเราฟังเพลงหรือดูคนเต้น สมองเราจะมีเซลล์ประสาทชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เราจำลองการเคลื่อนไหวหรือจังหวะนั้นในหัว และทำให้เราสามารถขยับตามจังหวะได้ตรงกันเหมือนกับว่าเซลล์พวกนี้กำลัง เลียนแบบการเคลื่อนไหวที่เห็นหรือได้ยินอยู่ในสมองค่ะ
|
Mirror Neuron Theory เช่น การค้นพบกระจกเซลล์ประสาท โดยเซลล์ประสาทเหล่านี้จะทำงานทั้งเมื่อเรา ทำการเคลื่อนไหว และเมื่อเรา เห็นคนอื่นทำการเคลื่อนไหวเดียวกัน
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
การรับรู้จังหวะในทารกแรกเกิดสัมพันธ์กับความสามารถทางดนตรีในภายหลังอย่างไร
|
เป็นพื้นฐานในการพัฒนาการประสานงานจังหวะและเวลา |
|
การรับรู้จังหวะตอนเป็นทารกเป็นเหมือนพื้นฐานที่ช่วยให้เราสามารถจับจังหวะและเวลาได้ดีขึ้น ซึ่งสำคัญกับการประสานงาน เช่น การเต้นหรือเล่นดนตรีในอนาคตค่ะ
|
Rhythm Perception Theory ระบุว่าการรับรู้จังหวะเป็นพื้นฐานสำคัญของการเข้าใจและปฏิบัติในกิจกรรมดนตรี เช่น การเล่นเครื่องดนตรีและการร้องเพลง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
ภาวะที่ไม่ต่อเนื่องในการศึกษาทางการได้ยินมักเกี่ยวข้องกับอะไร?
|
ช่วงเวลาสุ่มระหว่างเสียง |
|
ภาวะที่ไม่ต่อเนื่องหมายถึงเวลาที่เสียงมาห่างกันแบบไม่แน่นอนหรือสุ่ม ทำให้สมองจับจังหวะหรือคาดการณ์เสียงต่อไปได้ยากกว่าช่วงเวลาที่เสียงมาห่างกันแบบสม่ำเสมอค่ะ
|
Temporal Processing Theory โดยการมีช่วงเวลาสุ่มหรือไม่ต่อเนื่องระหว่างเสียงทำให้สมองมีความยากลำบากในการประมวลผลข้อมูลเสียงอย่างต่อเนื่องและแม่นยำ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
จุดประสงค์หลักของการใช้ EEG ในการศึกษาการประมวลผลการได้ยินในทารกแรกเกิดคืออะไร
|
บันทึกการตอบสนองของสมองต่อเสียง |
|
EEG ใช้บันทึกการตอบสนองของสมองเวลาทารกได้ยินเสียง เพราะมันช่วยให้รู้ว่าสมองทารกรับรู้เสียงยังไงและตอบสนองอย่างไรค่ะ
|
Auditory Neural Processing Theory โดย EEG เป็นเครื่องมือที่สามารถบันทึกสัญญาณไฟฟ้าเหล่านี้จากพื้นผิวหนังศีรษะแบบเรียลไทม์ ทำให้เห็นว่าทารกตอบสนองต่อเสียงอย่างไร
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
คุณลักษณะการได้ยินใดที่ไม่ได้รับการศึกษาโดยตรงในการวิจัยการประมวลผลการได้ยินของทารกแรกเกิด
|
ความเข้าใจภาษา |
|
ความเข้าใจภาษายังไม่ใช่สิ่งที่ศึกษาตอนทารกแรกเกิด เพราะทารกยังฟังและจำเสียงได้ แต่ยังไม่เข้าใจความหมายของคำหรือประโยคเหมือนคนโตค่ะ
|
Basic Auditory Processing Development Theory โดยทักษะเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาทักษะภาษาในอนาคต แต่ในวัยนี้ทารกยังไม่สามารถเข้าใจความหมายของภาษาได้
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
คำใดที่ใช้อธิบายลักษณะที่ปรากฏของความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ซึ่งใช้ในการตลาดการบำบัดด้วยเซลล์ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์
|
สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรมทางวิทยาศาสตร์ |
|
สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรมทางวิทยาศาสตร์ คือคำที่ใช้บอกว่าบางอย่างดูเหมือนมีความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ แต่จริงๆ อาจยังไม่ได้พิสูจน์ เพราะเวลาเอามาใช้ขายหรือโปรโมต มันดูเหมือนเป็นวิทยาศาสตร์แต่ไม่แน่ใจว่าจริงหรือไม่ค่ะ
|
Legitimacy Theory เช่น ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การแสดงออกถึงความน่าเชื่อถือมักใช้สัญลักษณ์หรือภาษาทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ดูเหมือนว่ามีการพิสูจน์หรือการรับรองจากแหล่งที่เชื่อถือได้ แม้ในความจริงอาจยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
จากบทความ ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่กลไกการรายงานที่ได้รับการยอมรับสำหรับผลข้างเคียงจากการบำบัดด้วยเซลล์และยีน
|
หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค |
|
หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคไม่ได้เป็นที่รายงานผลข้างเคียงทางการแพทย์โดยตรง เพราะพวกเขาดูแลเรื่องสิทธิและปกป้องผู้บริโภคในเรื่องทั่วไป ส่วนที่อื่น ๆ อย่าง MedWatch จะเป็นที่สำหรับรายงานผลข้างเคียงจริง ๆ ค่ะ
|
Consumer Protection Agencies แม้จะมีบทบาทสำคัญในการปกป้องสิทธิผู้บริโภคและตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้าและบริการทั่วไป แต่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกรายงานผลข้างเคียงทางการแพทย์โดยตรง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
การพิจารณาด้านจริยธรรมประการใดที่ถูกท้าทายโดยการตลาดโดยตรงสู่ผู้บริโภคสำหรับการบำบัดด้วยเซลล์และยีนที่ไม่ได้รับการพิสูจน์
|
กระบวนการแจ้งความยินยอม |
|
การตลาดแบบนี้ทำให้คนที่อยากรักษาอาจไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วน จึงไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเต็มที่ คือกระบวนการแจ้งความยินยอมเลยถูกท้าทายค่ะ
|
ทฤษฎีจริยธรรมทางการแพทย์โดยเฉพาะในส่วนของหลัก ความเคารพต่อความเป็นอิสระ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
คุณลักษณะหลักใดที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ตามมาตรฐานกฎระเบียบ
|
การอนุญาตก่อนการตลาดโดยหน่วยงานกำกับดูแล |
|
ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพิสูจน์จริง ๆ ต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลก่อนขาย เพราะจะช่วยยืนยันว่าปลอดภัยและมีคุณภาพที่ดีค่ะ
|
ทฤษฎีการกำกับดูแลและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ โดยการอนุญาตก่อนการตลาด (Pre-Market Approval) เป็นกระบวนการที่สำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
ข้อใดต่อไปนี้เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ซึ่งเน้นไว้ในบทความ
|
ศักยภาพของความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ร้ายแรง |
|
ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์มีความเสี่ยงที่จะทำให้สุขภาพแย่ลง หรือเกิดอันตรายร้ายแรงได้ เพราะยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าปลอดภัยค่ะ
|
ทฤษฎีความปลอดภัยทางชีวภาพ เน้นความสำคัญของการประเมินและควบคุมความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เช่น การบำบัดด้วยเซลล์และยีน เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ลักษณะทั่วไปของผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ตามที่กล่าวไว้ในบทความ
|
การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่สำคัญ |
|
ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ส่วนใหญ่จะยังไม่ได้รับการอนุมัติหรือรับรองจากหน่วยงานที่ดูแลเรื่องความปลอดภัย เช่น อย. หรือ EMA เพราะผลิตภัณฑ์พวกนี้มักจะขาดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน ไม่ได้ผ่านการทดลองหรือทดสอบที่เพียงพอในห้องปฏิบัติการหรือกับคนไข้จริง และบางครั้งก็มีการตลาดที่เน้นการใช้คำรับรองจากผู้ป่วยมากกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ผู้บริโภคอาจเข้าใจผิดว่าปลอดภัยและได้ผลดี ทั้งที่จริงแล้วยังมีความเสี่ยงอยู่มากค่ะ
|
1.ทฤษฎีการกำกับดูแล เน้นบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล เช่น อย. หรือ EMA ในการตรวจสอบและอนุมัติผลิตภัณฑ์ก่อนวางตลาด เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์นั้นปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
2.ทฤษฎีความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ อธิบายว่าการมีหลักฐานและการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์และผู้บริโภค
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
หน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA และ EMA จะรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ CGT ได้อย่างไร
|
โดยต้องมีการทดลองทางคลินิกก่อนการตลาดอย่างเข้มงวด |
|
FDA หรือ EMA จะรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์การบำบัดด้วยเซลล์และยีนได้ก็ต่อเมื่อผ่านการทดลองทางคลินิกอย่างเข้มงวดก่อนวางขาย เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพจริง ๆ ต่างจากการอนุมัติโฆษณาหรือขายในโซเชียลมีเดียที่ไม่ได้มีการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ค่ะ
|
ทฤษฎีการประกันคุณภาพและการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ โดยทฤษฎีนี้เน้นบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA และ EMA ในการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ผ่านกระบวนการทดลองทางคลินิกที่เข้มงวด
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
เป้าหมายหลักของ ISCT ในด้านการบำบัดด้วยเซลล์และยีนตามที่กล่าวไว้ในบทความคืออะไร
|
เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์และต่อต้านผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ |
|
เป้าหมายหลักของ ISCT คือการสนับสนุนผลิตภัณฑ์การบำบัดด้วยเซลล์และยีนที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือค่ะ เพราะการมีหลักฐานเชิงประจักษ์ช่วยยืนยันว่าการรักษานั้นปลอดภัยและได้ผลจริง นอกจากนี้ ISCT ยังต่อต้านผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์หรือมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไม่เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้คนไข้ได้รับการรักษาที่อาจไม่ปลอดภัยหรือไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการช่วยรักษามาตรฐานทางการแพทย์และความปลอดภัยของผู้ป่วยค่ะ
|
ทฤษฎีการแพทย์เชิงประจักษ์ เน้นการใช้ข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มั่นคง เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกและพัฒนาการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
อะไรคือผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์?
|
ความเสี่ยงต่อผลกระทบร้ายแรง |
|
การใช้ผลิตภัณฑ์การบำบัดด้วยเซลล์และยีนที่ไม่ได้รับการพิสูจน์นั้นมีความเสี่ยงมากค่ะ เพราะผลิตภัณฑ์พวกนี้มักจะขาดข้อมูลหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ป่วยอาจได้รับผลกระทบร้ายแรงที่ไม่คาดคิด เช่น ภาวะแทรกซ้อน หรือผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพิสูจน์และอนุมัติแล้วที่มีการทดสอบอย่างละเอียดก่อนนำมาใช้จริงค่ะ
|
ทฤษฎีการประเมินความเสี่ยง มุ่งเน้นการวิเคราะห์และประเมินความเป็นไปได้ของผลเสียหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลความปลอดภัยยังไม่ครบถ้วน
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
ISCT มีบทบาทอย่างไรในบริบทของการบำบัดเซลล์และยีน
|
ต่อต้านการค้าขายก่อนกำหนดของการรักษาที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ |
|
ISCT มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการขายหรือการใช้การบำบัดด้วยเซลล์และยีนที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างครบถ้วนค่ะ เพราะถ้าการรักษาพวกนี้ถูกนำมาใช้ก่อนที่จะมีข้อมูลที่ชัดเจนและผ่านการทดสอบอย่างเหมาะสม อาจทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่ออันตรายหรือไม่ได้รับการรักษาที่ได้ผลจริง ISCT จึงช่วยสนับสนุนให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อคุ้มครองผู้ป่วยและรักษามาตรฐานทางการแพทย์ค่ะ
|
1.ทฤษฎีจริยธรรมทางการแพทย์ เน้นความสำคัญของการปกป้องผู้ป่วยจากความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมการรักษาที่มีหลักฐานชัดเจนและปลอดภัย
2.ทฤษฎีการควบคุมคุณภาพทางคลินิก สนับสนุนการกำกับดูแลและมาตรฐานที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการใช้เทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|