| 1 |
การเรียนรู้ประเภทใดที่มีการกล่าวถึงเกี่ยวกับทารกแรกเกิดในบริบทของ ลำดับเสียง (Sound sequences)
|
การเรียนรู้ทางสถิติ |
|
หนึ่งในงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า:
ทารกอายุเพียง 8 เดือน สามารถแยกคำในภาษาที่สร้างขึ้น ได้ โดยอาศัยการเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวและความน่าจะเป็นของพยางค์ที่มักปรากฏติดกัน
|
งานวิจัยของ Saffran, Aslin & Newport (1996)
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
ข้อใดใช้เป็นวิธีทดสอบทารก
|
การสังเกตพฤติกรรม |
|
เป็นวิธีพื้นฐานที่ใช้ทดสอบการเรียนรู้หรือการตอบสนองของเด็กทารกแรกเกิด และ ทารกวัยไม่สามารถสื่อสารด้วยคำพูดได้
|
ทฤษฎีการเรียนรู้โดยการสังเกต (Observational Learning)ผู้เสนอคือ Albert Bandura
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
ข้อใดใช้ในการกระตุ้นจังหวะของเสียงในระหว่างการศึกษา
|
เสียงเรียกเข้าแบบต่อเนื่อง |
|
ในการศึกษาวิจัยด้านพัฒนาการในทารกและเด็กเล็ก นักวิจัยมักใช้ เสียงที่มีจังหวะสม่ำเสมอ หรือที่เรียกว่า เสียงเรียกเข้าแบบต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรับรู้จังหวะในระบบประสาทการฟังของผู้ทดลอง
|
งานวิจัยของ Winkler et al. (2009) แสดงให้เห็นว่า ทารกแรกเกิดสามารถแยกแยะรูปแบบจังหวะในเสียงได้ แม้ยังไม่มีประสบการณ์ภาษาเต็มรูปแบบ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
ผลลัพธ์ที่สำคัญของการศึกษาการรับรู้จังหวะการเต้นของหัวใจใน ทารกแรกเกิดคืออะไร
|
การปรากฏตัวของการประมวลผลจังหวะ |
|
ทารกมีความสามารถในการประมวลผลจังหวะของเสียงที่ได้ยิน แม้แต่ในช่วงวัยที่ยังไม่สามารถพูดสื่อสารหรือเคลื่อนไหวตอบสนองได้อย่างเต็มที่
|
การศึกษาและการทดลองของ Winkler et al. (2009) ซึ่งใช้เทคนิค EEG (Electroencephalography) ทำให้พบว่าทารกหรือเด็กแรกเกิดสามารถ ตรวจจับการเบี่ยงเบนจากจังหวะที่สม่ำเสมอได้
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
การตอบสนองที่ไม่ตรงกัน (MMR) บ่งชี้อะไรใน ทารกแรกเกิด?
|
การตรวจจับการละเมิดความสม่ำเสมอ |
|
สมองของทารกสามารถตรวจจับความผิดปกติ (deviance) จากสิ่งเร้าที่มีรูปแบบปกติได้โดยอัตโนมัติ
|
ในการศึกษาค้นคว้า ของWinkler et al. (2003, 2009) ใช้ EEG เพื่อตรวจสอบว่า ทารกแรกเกิด แสดง MMR เมื่อได้ยินเสียงที่ผิดไปจากลำดับที่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญว่า ระบบประสาทของทารกสามารถตรวจจับการละเมิดรูปแบบกฎทางเสียงได้
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
ด้านใดของเสียงที่ได้รับการปรับเปลี่ยนเพื่อทดสอบการรับรู้จังหวะโดยแยกจาก การเรียนรู้ทางสถิติ
|
การกำหนดเวลา (ไม่ตรงเวลากับกระวนกระวายใจ) |
|
นักวิจัยจึงเลือกปรับเปลี่ยน "จังหวะเวลาที่ไม่สม่ำเสมอ" (temporal irregularity) ซึ่งส่งผลต่อ การรับรู้จังหวะโดยตรง แต่ไม่ส่งผลต่อการเรียนรู้ความถี่ของเสีย
|
การศึกษาทฤษฎีของ Winkler et al. (2009) ออกแบบให้ทารกได้ยินลำดับเสียงที่มี โครงสร้างทางสถิติเท่าเดิม แต่มีบางเงื่อนไขที่จังหวะเวลาไม่ตรงหรือเรียกว่า (off-beat)
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
จากการศึกษาวิจัย เหตุใดการตรวจพบจังหวะการเต้นของหัวใจจึงมีความสำคัญในทารกแรกเกิด
|
ทำนายทักษะทางภาษาในอนาคต |
|
การตรวจจับจังหวะในทารกแรกเกิดไม่ได้เป็นเพียงปฏิกิริยาอัตโนมัติ แต่สะท้อนถึงการประมวลผลโครงสร้างเวลาในเสียง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของ การเรียนรู้ภาษา
|
การศึกษาค้นคว้าของ Francois et al. (2017) ทำให้พบว่า การรับรู้จังหวะในวัยของทารกมีความสัมพันธ์กับทักษะทางภาษาที่ดีขึ้นในวัย 5 ขวบ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
บทความนี้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้ทางสถิติกับการประมวลผลจังหวะใน ทารกแรกเกิดอย่างไร
|
|
|
การประมวลผลจังหวะ และ การเรียนรู้ทางสถิติ ชี้ให้เห็นว่า ทั้งสองกระบวนการสัมพันธ์กัน โดยที่ การประมวลผลจังหวะมีบทบาทในการเสริมการเรียนรู้ทางสถิติ
|
การเรียนรู้ทางสถิติ คือ ความสามารถในการจับความน่าจะเป็นของการเกิดลำดับเสียง และ
การประมวลผลแบบ Beat คือ ความสามารถในการรับรู้และคาดการณ์จังหวะเวลาที่สม่ำเสมอในลำดับของเสียง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
การวัดทางสรีรวิทยาใดที่ใช้เป็นหลักในการประเมินการตอบสนองต่อลำดับเสียงใน การศึกษานี้
|
การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) |
|
การใช้ EEG เป็นมาตรการหลักในการประเมินการตอบสนองของทารกต่อ ลำดับเสียง ช่วยให้นักวิจัยสามารถตรวจจับกิจกรรมที่สมองสั่งการได้
|
การวัดทางสรีรวิทยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดคือ การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง หรือEEGเนื่องจาก
EEG สามารถบันทึกกิจกรรมไฟฟ้าของสมองแบบเรียลไทม์และมีความละเอียดสูงในเชิงเวลา
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
การมีอยู่ของการตอบสนองที่ไม่ตรงกัน (MMR) ที่ชัดเจนเพื่อเอาชนะและตำแหน่งที่ผิดปกติในสภาวะที่ไม่ต่อเนื่องบ่งบอกถึง ความสามารถในการได้ยินของทารกแรกเกิดอย่างไร
|
การตอบสนองขั้นพื้นฐานต่อสิ่งกระตุ้นทางการได้ยิน |
|
การตอบสนองที่ไม่ตรงกัน (Mismatch Response, MMR) เป็นสัญญาณทางสมองที่บ่งชี้ว่า ทารกแรกเกิดสามารถตรวจจับความแตกต่างหรือความผิดปกติในลำดับเสียงที่ได้ยินได้
|
ทฤษฎีการประมวลผลเสียงและการตรวจจับความผิดปกติ (Auditory Mismatch Detection Theory)
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
ประเด็นหลักของ บทความ Cell and gene therapies คืออะไร
|
การบำบัดด้วยเซลล์และยีนตามหลักฐาน |
|
บทความเกี่ยวกับ Cell and Gene Therapies (CGT) เน้นที่การศึกษาและการพัฒนา การรักษาด้วยเซลล์และยีน โดยยึดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อประเมินประสิทธิภาพความปลอดภัยของวิธีการบำบัด
|
การตอบสนองที่ไม่ตรงกันในทารกแรกเกิด: การประมวลผลเสียงและการเปลี่ยนแปลงลำดับเสียง
งานวิจัยนี้ศึกษาการตอบสนองของทารกแรกเกิดต่อการเปลี่ยนแปลงในลำดับเสียง โดยใช้ EEG เพื่อวัด MMR พบว่าทารกสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในลำดับเสียงได้ แม้ในระหว่างการนอนหลับ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
CGT ย่อมาจากอะไรในบริบทของ Cell and gene therapies
|
การบำบัดด้วยเซลล์และยีน |
|
Cell and Gene Therapy ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีและวิธีการรักษาที่ใช้เซลล์หรือยีนเพื่อรักษาหรือบำบัดโรคต่าง ๆ ที่อาจเกิดจากการสืบทอดต่อจากกันทางพันธุกรรม
|
EBMคือ การนำหลักฐานวิทยาศาสตร์มาใช้ในการพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของ CGT เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและผลลัพธ์ของการรักษาหรือการบำบัด
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
บทความ Cell and gene therapies มีข้อควรระวังอะไรบ้าง
|
การตลาดแบบตรงสู่ผู้บริโภคของ CGT ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ |
|
การตลาดของcgtอาจทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าใจผิด คาดหวังเกินจริง หรือเสี่ยงต่อการได้รับการรักษาที่ไม่ปลอดภัย
|
บางผลิตภัณฑ์ CGT ยังอยู่ในขั้นตอนวิจัยหรือทดลองทางคลินิก ยังไม่มีการรับรองความปลอดภัยและประสิทธิภาพเต็มที่
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
ตามบทความ อะไรคือความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ CGT ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์?
|
การโฆษณาที่ทำให้เข้าใจผิด |
|
CGT เป็นการรักษาแบบใหม่อาจทำให้ผู้คนปักใจเชื่อและคาดหวังกับการรักษามากเกินไปทำให้อาจเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับCGTได้
|
การใช้ CGT ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์อาจทำให้เกิดการหลอกลวงผู้บริโภค เกิดการใช้้งบประมาณทางการแพทย์มากเกินไป
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
แพลตฟอร์มใดที่กล่าวถึงการลงทะเบียนงานวิจัยที่อาจไม่น่าเชื่อถือ
|
Google Scholar |
|
เป็นเครื่องมือค้นหางานวิจัยที่ครอบคลุมแหล่งข้อมูลหลากหลาย ไม่ใช่แพลตฟอร์มสำหรับลงทะเบียนงานวิจัยโดยตรง
|
แพลตฟอร์มที่กล่าวถึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ "การลงทะเบียนงานวิจัยที่อาจไม่น่าเชื่อถือ" เนื่องจากเป็นเพียงเครื่องมือค้นหาหรือฐานข้อมูลบทความทางงานวิชาการต่างๆ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
คำใดที่ใช้อธิบายรายการที่ทำให้ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ปรากฏว่าถูกต้อง
|
สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรม |
|
สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรม เป็นสัญลักษณ์ที่ใช่เพื่อแสดงความน่าเชื่อถือ เหมาะแก่การไว้วางใจแต่ในกรณีของCGTเป็นการใช้เพื่อโฆษณาเท่านั้น และไม่ได้รับการพิสูจน์แต่ทำให้เหมือนถูกนำเสนออย่างถูกต้อง
|
"สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรม" (A veneer of legitimacy)การสร้างภาพภายนอกที่ดูน่าเชื่อถือ ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งที่ความจริงแล้วอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น ซึ่งในกรณ๊ของCGTก็เป็นหนึ่งในงานวิจัยที่อาจยังไม่เสร็จถูกต้องอย่างสมบูรณ์แต่ได้รับสัญลักษณ์แห่งความชอบธรรม
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
ISCT คัดค้านอะไรตามบทความ
|
การจำหน่าย CGT ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ในเชิงพาณิชย์ก่อนกำหนด |
|
ISCT เป็นกังวลเกี่ยวกับการที่มีธุรกิจเพิ่มมากขึ้นและCGTก็เป็นหนึ่งในนั้นโดยเฉพาะการหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับงานวิจัยได้เพียงเล็กน้อย
|
ความเสี่ยงต่อผู้ป่วยการใช้ CGT ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อาจเป็นอันตรายต่อบุคคลที่ได้รับผลิตภัณฑ์ และอาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อครอบครัวและผู้ดูแลรักษาด้วยในการยื่นข้อเสนอของงานวิจับชิ้นนี้ISCTจึงขอคัดค้านการจำหน่าย CGT เป็นต้น
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
หน่วยงานกำกับดูแลใดที่ไม่ได้กล่าวถึงในบทความว่าเป็นผู้เล่นหลักใน การกำกับดูแล CGT
|
ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา (CDC) |
|
ป็นหน่วยงานที่ไม่ได้มีบทบาทหลักในการกำกับดูแลหรืออนุมัติผลิตภัณฑ์ CGT โดยตรงเหมือนกับ FDA, EMA หรือ Health Canada ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลยาและชีววัตถุ
|
หน้าที่ของหน่วยงานสาธารณสุขและหน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ การกำกับดูแล CGT เกี่ยวข้องกับการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของหน่วยงานกำกับดูแลยาและชีววัตถุระดับประเทศ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
'สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรม' มีบทบาทเฉพาะอย่างไรตามบทความ?
|
ชักชวนผู้ป่วยถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพของ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ |
|
สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรมหมายถึงเครื่องหมายบางอย่างที่ใช้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือหรือความมั่นใจให้กับผู้ป่วยและสาธารณะชน
|
สร้างความเชื่อมั่นและชักชวน ให้ผู้ป่วยยอมรับการรักษา CGT โดยอาศัยสัญลักษณ์หรือข้อความที่ดูเหมือนถูกต้องและมีการรับรองหรือ
อาจเป็นการใช้คำพูด ภาพ หรือโลโก้ ที่ทำให้ดูเหมือนว่า CGT ได้รับการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพแล้ว
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
อ้างอิงจากบทความ อะไรคือมาตรการสำคัญในการแยกแยะ CGT ตามหลักฐานเชิงประจักษ์?
|
ความคุ้มทุน |
|
ความคุ้มทุน คือ การประเมินผลทางสุขภาพที่ได้เมื่อเทียบกับต้นทุนที่ใช้ไปในการรักษาผลลัพธ์สุขภาพที่ได้รับต่อเงินที่จ่ายไป
|
ในการประเมินและแยกแยะการใช้ Cell and Gene Therapy (CGT) ในทางการแพทย์ หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ถูกใช้บ่อยครั้งในงานวิจัยและการตัดสินใจเชิงนโยบาย คือ การประเมินความคุ้มทุน (cost-effectiveness analysis) ซึ่งหมายถึงการวัดประสิทธิภาพทางสุขภาพที่ได้เทียบกับต้นทุนที่เกิดขึ้น
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|