ตรวจข้อสอบ > ธัญณิชา หลีหลัง > การแข่งขันและทดสอบความถนัดทางการแพทย์ | ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 18 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


การเรียนรู้ประเภทใดที่มีการกล่าวถึงเกี่ยวกับทารกแรกเกิดในบริบทของ ลำดับเสียง (Sound sequences)

การเรียนรู้ทางสถิติ

เพราะผู้จัดทำกล่าววว่า ได้ใช้การปรับเปลี่ยนจังหวะของลำดับเสียงเพื่อแยก"การเรียนรู้เชิงสถิติ"ออกจากรรับรู้จังหวะในทารกแรกเกิดที่กำลังหลับ

มีการเรียนรู้เชิงสถิติ โดยในงานวิจัยได้กล่าวถึงส่วนนี้ไว้อย่างชัดเจน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


ข้อใดใช้เป็นวิธีทดสอบทารก

การทดลอง EEG

ในรายงาน ผู้จัดทำกล่าวว่า ได้ใ้ช้การทดลอง EEG เช่นเดียวกับที่เคยทำในผู้ใหญ่และลิงมาแคค

ในงายวิจัยได้กล่าวถึงส่วนนี้ไว้อย่างชัดเจน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


ข้อใดใช้ในการกระตุ้นจังหวะของเสียงในระหว่างการศึกษา

เสียงเรียกเข้าแบบต่อเนื่อง

หรือหมายถึง isochronous (regular beat)

รายงานกล่าวถึงส่วนนี้ไว้อย่างชัดเจน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


ผลลัพธ์ที่สำคัญของการศึกษาการรับรู้จังหวะการเต้นของหัวใจใน ทารกแรกเกิดคืออะไร

การปรากฏตัวของการประมวลผลจังหวะ

จากผลลัพธ์ที่ได้ในรายงาน พบว่า ทารกแรกเกิดสามารถเรับรู้ความสม่ำเสมอของจังหวะในลำดับเสียงได้ แต่ความสามารถนี้ไม่สามารถอธิบายได้อย่างสมบูรณ์ด้วยการเรียนรู้เชิงสถิติตามความน่าจะเป็นของการเปลี่ยนผ่าน

ในงายวิจัยได้กล่าวถึงส่วนนี้ไว้อย่างชัดเจน (ในตอนสรุปงานวิจัย)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


การตอบสนองที่ไม่ตรงกัน (MMR) บ่งชี้อะไรใน ทารกแรกเกิด?

การตรวจจับการละเมิดความสม่ำเสมอ

MMR บ่งชี้การสร้างแบบจำลองของสมองโดยใช้วัดความสามารถในการตรวจจับการเบี่ยงเบนจากรูปแบบความสม่ำเสมอของเสียงที่นำเสนอ และเนื่องจากทารกแรกเกิดไม่สามารถสื่อสารด้วยวาจาได้ วิธีนี้จึงเป็นวิธีการที่ไม่ต้องอาศัยการตอบสนองเชิงพฤติกรรมที่มีประโยชน์มาก

พบว่าการทดลองนี้ ตรงกับทฤษฎีทางประสาทวิทยาของการประมวลผลการคาดการณ์ และหลักการของการตอบสนองที่ไม่ตรงกัน มีการกล่าวถึงส่วนนี้ไว้บ้างในงานวิจัยด้วย

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


ด้านใดของเสียงที่ได้รับการปรับเปลี่ยนเพื่อทดสอบการรับรู้จังหวะโดยแยกจาก การเรียนรู้ทางสถิติ

การกำหนดเวลา (ไม่ตรงเวลากับกระวนกระวายใจ)

ในรายงานกล่าวว่า มีการใช้ลำดับเสียงแบบ isochronous ซึ่งมีจังหวะเวลาสม่ำเสมอ และลำดับเสียงแบบ jittered ซึ่งมีจังหวะเวลาไม่สม่ำเสมอ เพื่อเปรียบเทียบและแยกแยะความสามารถทั้งสองนี้ออกจากกันโดยใช้ความสามารถของทารกแรกเกิด

- การออกแบบการทดลองแบบเปรียบเทียบ ในกรณีนี้คือการแยกระหว่างการรับรู้จังหวะกับการเรียนรู้เชิงสถิติ โดยการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติเฉพาะของเสียง - การจัดการเวลาของสิ่งเร้า เพื่อศึกษาผลกระทบของการจัดเรียงเวลาของเสียงต่อการรับรู้จังหวะจากทารก ในขณะที่ควบคุมปัจจัยด้านการเรียนรู้เชิงสถิติให้คงที่

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


จากการศึกษาวิจัย เหตุใดการตรวจพบจังหวะการเต้นของหัวใจจึงมีความสำคัญในทารกแรกเกิด

แสดงให้เห็นถึงบูรณาการการได้ยินและการได้ยิน

ทารกแรกเกิดสามารถตรวจจับจังหวะได้ (Beat perception at birth) งานวิจัยนี้แสดงว่าแม้ทารกจะหลับอยู่ สมองยังสามารถ ตอบสนองต่อจังหวะเสียงที่มีความสม่ำเสมอ (isochronous) ได้โดยแสดงคลื่นสมองที่แตกต่างกันเมื่อเจอเสียงที่ผิดปกติ (deviant) ในตำแหน่ง “จังหวะหลัก” (beat) กับ “นอกจังหวะ” (offbeat) สิ่งนี้สะท้อนถึงความสามารถของสมองในการรับรู้และ แยกแยะโครงสร้างเวลาในเสียงดนตรี ซึ่งต้องอาศัยการประสานงานของระบบประสาทการได้ยินขั้นสูง ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแค่ Statistical Learning นักวิจัยได้ควบคุมปัจจัยด้านลำดับเสียง (order-based learning) โดยใช้เงื่อนไขเสียงแบบ “jittered” ที่ไม่สม่ำเสมอ เพื่อทดสอบว่า สมองตอบสนองเพราะจังหวะหรือแค่ลำดับ จากรายงาน พบว่า จังหวะกระตุ้นการตอบสนองทางสมองที่ชัดเจนในเงื่อนไข isochronous (สม่ำเสมอ) ในขณะที่แบบ jittered กลับไม่มีคาวมแตกต่างที่เห็นได้ชัด และ ความสามารถในการรับรู้จังหวะไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการเรียนรู้แบบสถิติได้อย่างเดียว อีกทั้งจังหวะยังเป็นรากฐานของการพัฒนาการทางดนตรีและภาษาด้วย

1. Neural Entrainment Theory สมองสามารถจับจังหวะโดยคลื่นสมองจะซิงค์กับจังหวะเสียงภายนอก Large et al. (2015) 2. Mismatch Negativity (MMN) การตอบสนองของสมองต่อสิ่งผิดปกติในเสียงแสดงให้เห็นสมองคาดเดาล่วงหน้าได้ Näätänen et al. 3. Dynamic Attending Theory สมองให้ความสนใจกับสิ่งเร้าในจังหวะเวลาที่สามารถคาดการณ์ได้ Jones (1976) 4. Statistical Learning Theory การเรียนรู้ลำดับเสียงจากความน่าจะเป็นการเกิดของเสียง โดยไม่ต้องมีการสอน Saffran et al. (1996)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


บทความนี้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้ทางสถิติกับการประมวลผลจังหวะใน ทารกแรกเกิดอย่างไร

เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์

จากบทคัดย่อและข้อสรุปของบทความระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "การประมวลผลจังหวะในทารกแรกเกิดไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการเรียนรู้เชิงสถิติโดยอ้างอิงจากความน่าจะเป็นในการเปลี่ยนผ่าน" นั่นคือ แม้ว่าทารกจะมีความสามารถทั้งสองอย่าง แต่การประมวลผลจังหวะมีกลไกที่เป็นอิสระที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของการเรียนรู้เชิงสถิติเพียงอย่างเดียว

1. ความเป็นเอกเทศของกระบวนการ โดยรายงานสนับสนุนแนวคิดที่ว่าการประมวลผลจังหวะและการเรียนรู้เชิงสถิติเป็นกระบวนการรับรู้ที่แยกจากกัน และมีกลไกพื้นฐานที่แตกต่างกัน 2. การศึกษาพัฒนาการ ทำให้เข้าใจเกี่ยวกับการรับรู้ของทารกแรกเกิด โดยแสดงว่าทารกเกิดมาพร้อมกับความสามารถที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการรับรู้จังหวะ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาความสามารถทางการได้ยินใน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


การวัดทางสรีรวิทยาใดที่ใช้เป็นหลักในการประเมินการตอบสนองต่อลำดับเสียงใน การศึกษานี้

การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG)

ในงานวิจัยดังกล่าวระบุชัดในบทความว่า ใช้ EEG เป็นวิธีหลักเพื่อใช้วัดสัญญาณเฉพาะที่เรียกว่า MMR (Mismatch Response) อีกทั้งตัวเลือกอื่นไม่สอดคล้องกับการทดลองในบทความเลย

1. Mismatch Negativity ดัชนีคลื่นไฟฟ้าสมองตอบสนองต่อการละเมิดรูปแบบเสียงโดยอัตโนมัติ Näätänen et al. 2. Mismatch Response รูปแบบของ MMR ที่พบในทารกแรกเกิด ซึ่งใช้ EEG ตรวจวัด แม้ในขณะหลับ Kushnerenko et al., 2002; Haden et al., 2015 3. Neural Entrainment สมองสามารถซิงค์กับจังหวะของเสียงเพื่อช่วยในการประมวลผลได้ Large et al., 2015 4. EEG (Electroencephalography) เครื่องมือวัดกิจกรรมสมองแบบไม่รุกล้ำ วัดได้ต่อเนื่องและเหมาะกับทารก Delorme & Makeig, 2004 (EEGLAB)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


การมีอยู่ของการตอบสนองที่ไม่ตรงกัน (MMR) ที่ชัดเจนเพื่อเอาชนะและตำแหน่งที่ผิดปกติในสภาวะที่ไม่ต่อเนื่องบ่งบอกถึง ความสามารถในการได้ยินของทารกแรกเกิดอย่างไร

ความสามารถขั้นสูงในการตรวจจับจังหวะ

ในรายงานระบุว่าพบ MMR ที่ชัดเจนเมื่อมีการเว้นจังหวะ และเมื่อจังหวะถูกเลื่อนตำแหน่ง ในลำดับเสียง แปลว่า ทารกสามารถตรวจจับการละเมิดความสม่ำเสมอของจังหวะ ซึ่งเป็นความสามารถในการประมวลผลทางเวลาที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนได้

Mismatch Response (MMR) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ทางไฟฟ้าสรีรวิทยาของสมองที่แสดงถึงการตรวจจับการเบี่ยงเบนจากความสม่ำเสมอของรูปแบบเสียง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


ประเด็นหลักของ บทความ Cell and gene therapies คืออะไร

การบำบัดด้วยเซลล์และยีนตามหลักฐาน

บทความระบุชัดเจนว่า สนับสนุนการพัฒนาและใช้ การบำบัดด้วยเซลล์และยีนอย่างมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ แม้ว่าผลิตภัณฑ์เซลล์และยีนที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ หรือได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลก็ตาม ทั้งยังมีการเตือนถึงอันตรายจากการโฆษณา โดยใช้คำที่ดูมีความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์เพื่อหลอกลวงผู้ป่วยอีกด้วย

บทความได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนทั้งในหัวข้อและเนื้อหา

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


CGT ย่อมาจากอะไรในบริบทของ Cell and gene therapies

การบำบัดด้วยเซลล์และยีน

c -cell, g - Gene, t- Therapies

มีข้อความในบทความที่ยืนยันคำตอบ อยู่ในหน้าที่ 2

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


บทความ Cell and gene therapies มีข้อควรระวังอะไรบ้าง

การตลาดแบบตรงสู่ผู้บริโภคของ CGT ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์

บทความกล่าวว่า ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ CGT จำนวนมากในตลาดที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับด้านความปลอดภัยหรือประสิทธิภาพ และผู้ให้บริการบางรายข้ามขั้นตอนทางคลินิกและกฎหมาย แล้วนำเสนอการรักษาให้กับผู้ป่วยโดยตรงเลย

มีการกล่าวไว้ในบทความหน้าที่ 2-4

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


ตามบทความ อะไรคือความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ CGT ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์?

การโฆษณาที่ทำให้เข้าใจผิด

กล่าวไว้อย่างชัดเจนในบทความ

อยู่ในบทความหน้า 2-4

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


แพลตฟอร์มใดที่กล่าวถึงการลงทะเบียนงานวิจัยที่อาจไม่น่าเชื่อถือ

ClinicalTrials.gov

จากการสืบค้น เมื่อเข้าเว็บไซต์ clinicaltrials.gov ขึ้นข้อความว่า รัฐบาลของสหรัฐฯไม่รับรองหรืออนุญาตความปลอดภัยและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ของเนื้อหาในเว็บไซต์ดังกล่าว

https://clinicaltrials.gov/

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


คำใดที่ใช้อธิบายรายการที่ทำให้ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ปรากฏว่าถูกต้อง

สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรม

ในคำถามหมายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ผู้ให้บริการ CGT ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์นำมาใช้ เพื่อทำให้การบำบัดของตนดูน่าเชื่อถือและถูกต้องตามหลักวิชาการ

การตลาดที่บิดเบือน/การบิดเบือนข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


ISCT คัดค้านอะไรตามบทความ

การจำหน่าย CGT ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ในเชิงพาณิชย์ก่อนกำหนด

มีการกล่าวถึงอย่างชัดเจนในบทความ

บทความหน้า 2-4

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


หน่วยงานกำกับดูแลใดที่ไม่ได้กล่าวถึงในบทความว่าเป็นผู้เล่นหลักใน การกำกับดูแล CGT

ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา (CDC)

ตัวเลือกอื่นๆมีการกล่าวถึงในบทความ และมีความเกี่ยวข้องกับเซลล์และยีนบำบัด

เนื้อหาในบทความไม่มีการกล่าวถึงตัวเลือกดังกล่าว

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


'สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรม' มีบทบาทเฉพาะอย่างไรตามบทความ?

ชักชวนผู้ป่วยถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพของ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์

เป็นการหลอกลวงผู้บริโภค โดยใช้คำพูดที่น่าเชื่อถือ ทำให้ผู้คนเชื่อแม้จะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสร์ที่ถูกต้อง

ปรากฏในบทความหน้า 2-4

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


อ้างอิงจากบทความ อะไรคือมาตรการสำคัญในการแยกแยะ CGT ตามหลักฐานเชิงประจักษ์?

การอนุญาตก่อนการตลาดโดยหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติ

แสดงให้เห็นว่ามีการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพอย่างเข้มงวดแล้ว

ปรากฏในบทความอย่างชัดเจน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 90.35 เต็ม 140

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา