| 1 |
ข้อใดต่อไปนี้อธิบายแนวคิด การรับรู้จังหวะ (Beat Perception) ได้ดีที่สุดเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสามารถในการได้ยินของทารกแรกเกิด
|
การแยกจังหวะที่สม่ำเสมอจากลำดับเสียง |
|
เพราะการรับรู้จังหวะเป็นความสามารถพื้นฐานที่เกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรกเกิด โดยอาศัยการจับรูปแบบของเสียงที่เกิดซ้ำอย่างสม่ำเสมอ จึงตรงกับการแยกจังหวะที่สม่ำเสมอจากลำดับเสียงมากที่สุด
|
อ้างอิงจากงานวิจัยของ Winkler และคณะ (2009) ที่พบว่าทารกแรกเกิดสามารถรับรู้จังหวะได้จากเสียงที่มีความสม่ำเสมอ แม้ขณะนอนหลับ แสดงว่า beat perception เกิดจากการจับจังหวะซ้ำในลำดับเสียง ไม่จำเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
จากการวิจัย ทารกแรกเกิดใช้วิธีทดลองตามข้อใดในการแยกแยะการรับรู้จังหวะจากการเรียนรู้ทางสถิติในทารกแรกเกิด
|
การติดตามการทำงานของสมองโดยใช้ EEG ในระหว่างการกระตุ้นการได้ยิน |
|
เพราะเขาใช้ EEG จับคลื่นสมองของเด็กตอนฟังเสียงที่จัดรูปแบบไว้ให้มีหรือไม่มีจังหวะชัด ๆ แล้วดูว่ามีการตอบสนองต่างกันไหม แบบนี้ช่วยแยกได้ว่าทารกรับรู้ “จังหวะ” จริง ๆ หรือแค่เรียนรู้จากความถี่ของเสียง
|
หลัก ๆ คือใช้ EEG ตรวจคลื่นสมองแทนการสังเกตพฤติกรรม เพราะเด็กแรกเกิดยังตอบสนองทางร่างกายไม่ได้ชัด แล้วใช้เสียงแบบ isochronous กับ jittered เพื่อควบคุมตัวแปรให้แยกจังหวะกับการเรียนรู้ทางสถิติออกจากกัน
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
การตอบสนองที่ไม่ตรงกัน (MMR) ในการศึกษา EEG บ่งชี้อะไรเกี่ยวกับการประมวลผลการได้ยินของทารกแรกเกิด
|
ความไวต่อการละเมิดความสม่ำเสมอในลำดับเสียง |
|
เพราะ MMR เป็นสัญญาณจากสมองที่เกิดขึ้นเมื่อได้ยินเสียงที่ไม่เข้าพวก หรือเบี่ยงเบนจากที่คาดไว้ อย่างในงานนี้ ถ้าเสียงผิดจังหวะ ทารกก็ยังมีการตอบสนองทางสมอง แปลว่ารับรู้ได้ว่ามีอะไรผิดปกติในลำดับเสียง
|
MMR ใช้บ่งชี้ว่าทารกสามารถ ตรวจจับความเปลี่ยนแปลง ในเสียงได้แม้ตอนหลับ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญว่าทารกรับรู้รูปแบบหรือจังหวะของเสียง และรู้ว่าเมื่อไรสิ่งนั้นผิดไป เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ด้านภาษาและดนตรีเลย
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
คำว่า "การเรียนรู้ทางสถิติ (Statistical Learning)" หมายถึงอะไรในบริบทของการประมวลผลการได้ยินในทารกแรกเกิด?
|
การแยกความสม่ำเสมอออกจากลำดับของเสียงโดยไม่มีการตอบรับที่ชัดเจน |
|
เพราะในบทความนี้ statistical learning หมายถึงการที่ทารกจับรูปแบบของเสียงซ้ำ ๆ ที่เกิดขึ้นในลำดับ เช่น เสียง A มักตามด้วยเสียง B โดยไม่ต้องมีการตอบสนองออกมาชัด ๆ ก็ยังเรียนรู้ได้ผ่านสมอง
|
หลักนี้มาจากงานวิจัยของ Saffran และคนอื่น ๆ ที่ชี้ว่าแม้เด็กเล็กหรือทารกจะยังพูดไม่ได้ แต่สมองสามารถคาดเดาความน่าจะเป็นของเสียงถัดไปจากสิ่งที่ได้ยินบ่อย ๆ ได้ เป็นกระบวนการเรียนรู้แบบอัตโนมัติผ่านการรับรู้ซ้ำ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
สภาวะใดในการศึกษา EEG ไม่ได้ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างการตอบสนองแบบจังหวะและการตอบสนองที่ผิดปกติในทารกแรกเกิด
|
ภาวะไอโซโครนัส |
|
เพราะในสภาวะไอโซโครนัส ซึ่งเสียงมาแบบสม่ำเสมอ เด็กทารกมีการจับจังหวะได้ชัด ทำให้ตอบสนองต่อจังหวะกับเสียงที่ผิดจังหวะต่างกันชัดเจน
|
จากผล EEG ในบทความ Háden et al. (2023) พบว่า MMR แสดงความแตกต่างระหว่าง beat กับ offbeat เฉพาะใน isochronous เท่านั้น
แต่ใน jittered ไม่มีความแตกต่าง แสดงว่า การประมวลผลจังหวะไม่เกิดในสภาวะ jittered และ เกิดในสภาวะไอโซโครนัส
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
กลไกทางประสาทใดที่คิดว่ารองรับการเคลื่อนไหวให้ตรงกันกับจังหวะ
|
การเปิดใช้งานกระจกเซลล์ประสาท |
|
เพราะเซลล์ประสาทกระจกมันทำงานเวลาที่เราเห็นหรือได้ยินการเคลื่อนไหว แล้วสมองเราก็เหมือนจำลองการขยับนั้นในตัวเอง
เวลาเราได้ยินจังหวะดนตรี สมองก็เลยเตรียมการเคลื่อนไหวตามทันทีโดยอัตโนมัติ
|
กระจกเซลล์ประสาท (mirror neurons) เกี่ยวข้องกับการ จับจังหวะ + ตอบสนองโดยไม่ต้องคิดเยอะ เช่น การเต้น การเคาะเท้าตามดนตรี หรือแม้แต่การเลียนแบบ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
การรับรู้จังหวะในทารกแรกเกิดสัมพันธ์กับความสามารถทางดนตรีในภายหลังอย่างไร
|
เป็นพื้นฐานในการพัฒนาการประสานงานจังหวะและเวลา |
|
เพราะการที่ทารกจับจังหวะได้ตั้งแต่ยังไม่รู้ภาษา แปลว่าสมองเริ่มจัดระบบ เวลากับเสียงได้ตั้งแต่ต้น ซึ่งทักษะนี้คือรากฐานของการเล่นดนตรี เต้น หรือแม้แต่พูดให้คล้องจองในภายหลัง
|
ทฤษฎีของ Honing และงานวิจัยด้านดนตรีพัฒนาการมองว่าการรับรู้จังหวะ (beat perception) เป็น กลไกพื้นฐานด้านดนตรี และเชื่อมโยงกับ audiomotor synchronization ซึ่งจำเป็นต่อการเล่นดนตรีร่วมกับคนอื่นในอนาคต
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
ภาวะที่ไม่ต่อเนื่องในการศึกษาทางการได้ยินมักเกี่ยวข้องกับอะไร?
|
ช่วงเวลาสุ่มระหว่างเสียง |
|
เพราะในงานวิจัยพวกนี้ เวลาเขาพูดถึงภาวะไม่ต่อเนื่อง เช่น jittered condition เขาหมายถึงการที่เสียงไม่ได้มาแบบตรงเวลาเป๊ะ ๆ แต่มีการสลับจังหวะ หรือเว้นช่วงแบบสุ่ม ซึ่งทำให้ฟังดู ไม่มีจังหวะและสมองก็จับจังหวะได้ยาก
|
ในบทความของ Háden et al. (2023) มีการใช้ isochronous vs. jittered timing เพื่อแยกการรับรู้จังหวะออกจากการเรียนรู้ทางสถิติ
โดย jittered คือภาวะที่ ช่วงเวลาเริ่มต้นของเสียง (IOI) ถูกสุ่ม (150–300 มิลลิวินาที) → ทำให้เกิดภาวะไม่ต่อเนื่อง (temporal irregularity)
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
จุดประสงค์หลักของการใช้ EEG ในการศึกษาการประมวลผลการได้ยินในทารกแรกเกิดคืออะไร
|
บันทึกการตอบสนองของสมองต่อเสียง |
|
เพราะเด็กแรกเกิดยังพูดหรือแสดงพฤติกรรมชัด ๆ ไม่ได้ นักวิจัยเลยใช้ EEG เพื่อตรวจจับคลื่นสมองว่าเด็กตอบสนองต่อเสียงยังไง โดยเฉพาะดูว่ารับรู้ ความสม่ำเสมอ หรือจังหวะ ได้ไหมจากการเปลี่ยนแปลงของเสียง
|
EEG ใช้วัด event-related potentials (ERPs) อย่าง MMR (Mismatch Response) ซึ่งบ่งบอกว่า สมองรับรู้ความแตกต่างของเสียง ได้แม้ในขณะหลับ เช่น เสียงอยู่ในหรือนอกจังหวะ
ในบทความของ Háden et al. (2023) ก็ใช้ EEG เป็นเครื่องมือหลักในการดูว่าเด็กตอบสนองต่อเสียงที่มีหรือละเมิดจังหวะยังไง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
คุณลักษณะการได้ยินใดที่ไม่ได้รับการศึกษาโดยตรงในการวิจัยการประมวลผลการได้ยินของทารกแรกเกิด
|
ความเข้าใจภาษา |
|
เพราะงานวิจัยนี้เน้นดูว่าเด็กจับจังหวะกับรูปแบบเสียงซ้ำ ๆ ได้ไหม ไม่ได้ดูว่าเขาเข้าใจคำพูดหรือความหมายของภาษา ซึ่งเป็นทักษะที่ซับซ้อนเกินไปสำหรับทารกแรกเกิด
|
ในบทความของ Háden et al. (2023) ใช้ EEG วัดว่าเด็กตอบสนองยังไงต่อเสียงที่มีจังหวะหรือไม่ แต่ ไม่ได้ทดสอบการเข้าใจความหมายของคำหรือประโยคเพราะความเข้าใจภาษาต้องใช้ความสามารถด้านสัญลักษณ์และความหมาย ซึ่งยังไม่พัฒนาในวัยนี้
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
คำใดที่ใช้อธิบายลักษณะที่ปรากฏของความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ซึ่งใช้ในการตลาดการบำบัดด้วยเซลล์ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์
|
สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรมทางวิทยาศาสตร์ |
|
เพราะแม้การบำบัดจะยังไม่ผ่านการพิสูจน์หรือไม่ได้รับอนุมัติจริง ๆ แต่บางบริษัทก็ใช้ภาพ เช่น ใส่คำว่า วิจัย แล็บ นักวิทยาศาสตร์ หรือโชว์กราฟสมอง เพื่อให้มันดูเหมือนผ่านวิทยาศาสตร์ทั้งที่ยังไม่ได้รับการรับรอง
|
นี่คือการใช้ scientific legitimacy cues หรือ สัญลักษณ์ของความชอบธรรมทางวิทยาศาสตร์ตามที่มีการพูดถึงในงานวิจัยด้าน bioethics และการตลาดด้านการแพทย์ เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ดูน่าเชื่อถือ ทั้งที่ยังขาดหลักฐานหรือการอนุมัติตามมาตรฐาน
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
จากบทความ ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่กลไกการรายงานที่ได้รับการยอมรับสำหรับผลข้างเคียงจากการบำบัดด้วยเซลล์และยีน
|
หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค |
|
หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคอาจรับเรื่องร้องเรียนทั่วไป แต่ ไม่ได้เป็นกลไกเฉพาะด้านการเฝ้าระวังผลข้างเคียงทางการแพทย์ เหมือนระบบอย่าง MedWatch (FDA), EudraVigilance (EMA), หรือพอร์ทัลของ TGA
ส่วน ClinicalTrials.gov ก็ใช้ในการติดตามและเผยแพร่ข้อมูลการทดลองทางคลินิก ไม่ใช่ช่องทางหลักสำหรับรายงานอาการไม่พึงประสงค์แต่ก็ถือว่าอยู่ในระบบการติดตาม
|
บทความระบุถึงระบบรายงานผลข้างเคียงที่เป็นทางการ เช่น MedWatch (FDA), EudraVigilance (EMA), และระบบของ TGA ซึ่งใช้ในประเทศต่าง ๆ สำหรับติดตามความปลอดภัยจากการรักษา
แต่ “หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค” ไม่ได้เป็นระบบเฉพาะสำหรับรายงานผลข้างเคียงทางการแพทย์ จึงไม่ใช่กลไกที่ได้รับการยอมรับในบริบทนี้
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
การพิจารณาด้านจริยธรรมประการใดที่ถูกท้าทายโดยการตลาดโดยตรงสู่ผู้บริโภคสำหรับการบำบัดด้วยเซลล์และยีนที่ไม่ได้รับการพิสูจน์
|
กระบวนการแจ้งความยินยอม |
|
การตลาดโดยตรงมักใช้คำที่ชวนเชื่อหรือเน้นประสิทธิภาพเกินจริง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจคลาดเคลื่อนและตัดสินใจเข้ารับการบำบัดโดยไม่รู้ข้อมูลครบถ้วน ซึ่งขัดกับหลักการของการแจ้งความยินยอมที่ต้องอาศัยความเข้าใจอย่างแท้จริงก่อนตัดสินใจ
|
จากบทความของ Horner et al. (2023) ชี้ว่าการตลาดลักษณะนี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการรักษาที่ปลอดภัยและได้รับการรับรอง ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ จึงกระทบโดยตรงต่อคุณภาพของ informed consent
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
คุณลักษณะหลักใดที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ตามมาตรฐานกฎระเบียบ
|
การอนุญาตก่อนการตลาดโดยหน่วยงานกำกับดูแล |
|
สิ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วแตกต่างจริง ๆ คือกระบวนการที่มันต้องผ่านการประเมินอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแลก่อนจะวางขายได้ ไม่ใช่แค่การมีชื่อเสียงหรือจำหน่ายในหลายประเทศ เพราะต่อให้ขายหลายที่ ถ้าไม่ผ่านการประเมิน ก็ยังถือว่าไม่มีหลักฐานเพียงพออยู่ดี
|
อ้างจากบทความของ Horner et al. (2023) ที่อธิบายว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติโดยหน่วยงาน เช่น FDA หรือ EMA จะต้องมีข้อมูลทางคลินิกรองรับ ทั้งเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเกณฑ์หลักในการแยกของแท้ออกจากของที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
ข้อใดต่อไปนี้เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ซึ่งเน้นไว้ในบทความ
|
ศักยภาพของความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ร้ายแรง |
|
บทความเน้นว่าผลิตภัณฑ์ CGT ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรง เพราะยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนเรื่องความปลอดภัยหรือประสิทธิภาพอย่างชัดเจน บางกรณีอาจถึงขั้นเกิดอันตรายกับผู้ป่วยได้จริง ๆ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่สุดที่ต้องระวัง
|
ใน Horner et al., 2023 ผู้เขียนกล่าวถึงกรณีการใช้ CGT ที่ไม่ผ่านการทดลองทางคลินิก อาจนำไปสู่ serious health risksเพราะไม่มีการควบคุมคุณภาพหรือการทดสอบที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์กำกับดูแล
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ลักษณะทั่วไปของผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ตามที่กล่าวไว้ในบทความ
|
การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่สำคัญ |
|
ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ยังไม่มีการอนุมัติจากหน่วยงานอย่าง FDA หรือ EMA ซึ่งเป็นจุดที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐานจริง ๆ ข้อนี้เลยไม่ใช่ลักษณะทั่วไปของของที่ยังไม่ได้พิสูจน์ เพราะถ้ามีการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลแล้ว มันก็ถือว่าผ่านการพิสูจน์ไปแล้ว
|
บทความพูดชัดว่าผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์มักไม่มีการทดลองก่อนคลินิก ไม่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์แน่นพอ และใช้กลยุทธ์การตลาดแบบอิงคำบอกเล่าจากผู้ป่วยแทนหลักฐานเชิงวิจัย อีกทั้งยังมีราคาสูง แต่ไม่มีการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่สำคัญ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
หน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA และ EMA จะรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ CGT ได้อย่างไร
|
โดยต้องมีการทดลองทางคลินิกก่อนการตลาดอย่างเข้มงวด |
|
หน่วยงานอย่าง FDA หรือ EMA จะไม่อนุมัติผลิตภัณฑ์ CGT ถ้าไม่มีข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกที่แสดงถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพอย่างชัดเจน การทดลองพวกนี้ต้องทำก่อนวางขาย และต้องทำตามมาตรฐานที่เข้มงวดมาก เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้
|
บทความระบุว่าการควบคุมของหน่วยงานกำกับดูแลจะเน้นที่การมีหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์จาก rigorous pre-market clinical trials ก่อนให้การอนุมัติ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์มักหลีกเลี่ยง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
เป้าหมายหลักของ ISCT ในด้านการบำบัดด้วยเซลล์และยีนตามที่กล่าวไว้ในบทความคืออะไร
|
เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์และต่อต้านผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ |
|
เป้าหมายหลักของ ISCT คือการส่งเสริมการใช้ CGT ที่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับจริง ๆ และคัดค้านการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน เพราะอาจเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย และทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงการแพทย์
|
บทความกล่าวว่า ISCT มีจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนการใช้ CGT ที่ผ่านการทดสอบและมีข้อมูลสนับสนุนเท่านั้น พร้อมทั้งต่อต้านการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์หรือยังไม่ได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
อะไรคือผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์?
|
ความเสี่ยงต่อผลกระทบร้ายแรง |
|
การใช้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ อาจทำให้ผู้ป่วยเจอกับผลข้างเคียงที่อันตราย เพราะยังไม่มีข้อมูลยืนยันเรื่องความปลอดภัยหรือประสิทธิภาพที่ชัดเจน ซึ่งเสี่ยงต่อสุขภาพมากกว่าการรักษาที่ผ่านมาตรฐานแล้ว
|
บทความพูดถึงกรณีที่ผู้ป่วยได้รับผลกระทบรุนแรงจากการใช้ CGT ที่ยังไม่ได้ผ่านการทดลองหรือการรับรอง เช่น อาการแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากเซลล์หรือยีนที่ไม่ได้ควบคุมอย่างเหมาะสม
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
ISCT มีบทบาทอย่างไรในบริบทของการบำบัดเซลล์และยีน
|
ต่อต้านการค้าขายก่อนกำหนดของการรักษาที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ |
|
ISCT ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแล แต่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพ และออกมาเตือนหรือคัดค้านการขายผลิตภัณฑ์ CGT ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์หรือผ่านการประเมินความปลอดภัย ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย
|
บทความกล่าวว่า ISCT สนับสนุนเฉพาะการรักษาที่มีหลักฐานรองรับเท่านั้น และมีจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านการใช้หรือโฆษณาผลิตภัณฑ์ CGT ที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติหรือพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการขายตรงสู่ผู้บริโภคก่อนเวลาอันควร
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|