| 1 |
ข้อใดต่อไปนี้อธิบายแนวคิด การรับรู้จังหวะ (Beat Perception) ได้ดีที่สุดเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสามารถในการได้ยินของทารกแรกเกิด
|
การรับรู้ทำนองและความกลมกลืนในดนตรี |
|
การรับรู้จังหวะ เกิดจากความสามารถของสมองในการประมวลผลเสียงที่มีรูปแบบซ้ำ ๆ และมีจังหวะ เช่น เสียงกลองหรือจังหวะดนตรี ซึ่งสอดคล้องกับการรับรู้ความคมกลืนและโครงสร้างของเสียงในดนตรีมากกว่าการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างอื่น
|
แนวคิดจากงานวิจัยด้านดนตรีวิทยาและประสาทวิทยาศาสตร์ทางดนตรี (เช่น Honing, 2012) ระบุว่าการรับรู้จังหวะเกี่ยวข้องกับความสามารถของสมองในการตรวจจับรูปแบบจังหวะซ้ำ ๆ และความสัมพันธ์ของเสียงในระดับองค์รวมของดนตรี ไม่ใช่แค่เสียงเดี่ยวหรือเสียงในสิ่งแวดล้อมทั่วไป
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
จากการวิจัย ทารกแรกเกิดใช้วิธีทดลองตามข้อใดในการแยกแยะการรับรู้จังหวะจากการเรียนรู้ทางสถิติในทารกแรกเกิด
|
การติดตามการทำงานของสมองโดยใช้ EEG ในระหว่างการกระตุ้นการได้ยิน |
|
ะในทารกแรกเกิดมักใช้การวัดการทำงานของสมองโดยตรง เช่น EEG (electroencephalography) เพื่อดูว่าทารกสามารถแยกแยะการเปลี่ยนแปลงของเสียงหรือจังหวะที่มีรูปแบบได้หรือไม่ แม้จะยังไม่สามารถแสดงพฤติกรรมโต้ตอบได้เหมือนผู้ใหญ่
|
Cognitive Neuroscience ใช้เทคนิค EEG เพื่อศึกษา brain response ต่อเสียงซ้ำ ๆ และการละเมิดรูปแบบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเรียนรู้แบบสถิติ (statistical learning) และการรับรู้จังหวะในระยะเริ่มต้นของพัฒนาการ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
การตอบสนองที่ไม่ตรงกัน (MMR) ในการศึกษา EEG บ่งชี้อะไรเกี่ยวกับการประมวลผลการได้ยินของทารกแรกเกิด
|
ความยากในการแยกแยะระหว่างความถี่เสียงต่างๆ |
|
Mismatch Response (MMR) เป็นการตอบสนองทางสมองที่เกิดขึ้นเมื่อมีการนำเสนอเสียงที่เบี่ยงเบนจากเสียงที่ซ้ำ ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบประมวลผลการได้ยินของทารกสามารถรับรู้ความแตกต่างของเสียงได้ การมีหรือไม่มี MMR บ่งชี้ถึงระดับความสามารถในการแยกแยะเสียง
|
อิงจากหลักการด้านน Auditory Cognitive Neuroscience และการศึกษาด้วย EEG ซึ่งพบว่า MMR เป็นตัวบ่งชี้การตรวจจับความแตกต่างของเสียงในทารกแม้จะยังพูดไม่ได้ และเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดพัฒนาการของระบบประสาทในช่วงแรกเกิด
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
คำว่า "การเรียนรู้ทางสถิติ (Statistical Learning)" หมายถึงอะไรในบริบทของการประมวลผลการได้ยินในทารกแรกเกิด?
|
การแยกความสม่ำเสมอออกจากลำดับของเสียงโดยไม่มีการตอบรับที่ชัดเจน |
|
Statistical Learning คือกระบวนการที่ทารกสามารถตรวจจับความถี่หรือรูปแบบซ้ำๆ ของสิ่งเร้า เช่น เสียงหรือคำพูด โดยไม่ต้องมีการเสริมแรงหรือการตอบสนองอย่างชัดเจน เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ภาษาและการแยกแยะเสียงพูดในช่วงแรกเกิด
|
อิงจากงานวิจัยด้านพัฒนาการรับรู้เสียงในทารก เช่น งานของ Saffran et al. (1996) ที่พบว่าทารกสามารถเรียนรู้ลำดับเสียงจากการได้ยินเสียงซ้ำๆ โดยไม่มีคำสั่งหรือการเสริมแรงอย่างเป็นระบบ นับเป็นกระบวนการเรียนรู้โดยอัตโนมัติที่สำคัญต่อพัฒนาการด้านภาษา
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
สภาวะใดในการศึกษา EEG ไม่ได้ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างการตอบสนองแบบจังหวะและการตอบสนองที่ผิดปกติในทารกแรกเกิด
|
สภาพไพเราะ (Melodic condition) |
|
สภาพแวดล้อมที่มีเสียงดนตรีหรือเสียงไพเราะ (Melodic Condition) อาจไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสามารถของทารกในการแยกแยะระหว่างการตอบสนองต่อจังหวะกับเสียงอื่น ๆ ตามที่วัดด้วย EEG การศึกษาพบว่าสภาพแวดล้อมลักษณะนี้ไม่ได้แทรกแซงการประมวลผลพื้นฐานของการได้ยินในการแยกจังหวะ
|
จากงานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์พัฒนาการ เช่น งานที่ตีพิมพ์ใน Developmental Cognitive Neuroscience ระบุว่าแม้สิ่งแวดล้อมจะมีผลต่อพฤติกรรมการฟัง แต่บางเงื่อนไข เช่น "melodic condition" อาจไม่มีอิทธิพลต่อคลื่นสมองที่บ่งชี้การแยกแยะเสียงในทารกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
กลไกทางประสาทใดที่คิดว่ารองรับการเคลื่อนไหวให้ตรงกันกับจังหวะ
|
ประตูทางประสาทสัมผัส |
|
การตอบสนองต่อจังหวะอย่างแม่นยำต้องอาศัยการรับรู้และประมวลผลสัญญาณ temporal precision กลไก ประตูทางประสาทสัมผัส ช่วยกรองข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออก และเปิดทางให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับจังหวะเข้าสู่ระบบประสาทได้ชัดเจน จึงทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ตรงกับจังหวะอย่างมีประสิทธิภาพ
|
จากหลักการด้านประสาทวิทยาศาสตร์ที่ว่า sensory gating มีบทบาทในการควบคุมการไหลของข้อมูลสู่ระบบประสาทกลาง โดยเฉพาะในการประสานการรับรู้กับการเคลื่อนไหวตามจังหวะ เช่นเดียวกับงานวิจัยด้าน perception-action coupling ในทารกและเด็กอ่อน
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
การรับรู้จังหวะในทารกแรกเกิดสัมพันธ์กับความสามารถทางดนตรีในภายหลังอย่างไร
|
เป็นพื้นฐานในการพัฒนาการประสานงานจังหวะและเวลา |
|
การรับรู้จังหวะในช่วงแรกเกิดช่วยปูพื้นฐานด้านเวลาและการเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กับเสียงหรือสัญญาณภายนอก ซึ่งเป็นทักษะสำคัญต่อการเรียนรู้ดนตรีในอนาคต เช่น การเล่นเครื่องดนตรีให้ตรงจังหวะ หรือการประสานจังหวะในวงดนตรี
|
ทางร neurodevelopment และงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ทักษะการรับรู้จังหวะในวัยทารกเชื่อมโยงกับความสามารถในการประสานงานด้านจังหวะและเวลาในภายหลัง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสามารถทางดนตรีในวัยเด็กและผู้ใหญ่
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
ภาวะที่ไม่ต่อเนื่องในการศึกษาทางการได้ยินมักเกี่ยวข้องกับอะไร?
|
การเพิ่มระดับเสียง |
|
การได้ยินมักเน้นที่การรับรู้จังหวะ ความต่างของเสียง และช่วงเวลาระหว่างเสียง ไม่ได้เน้นที่การ "เพิ่มระดับเสียง" เพราะการรับรู้ระดับเสียง (loudness) ไม่ใช่ประเด็นหลักในการประมวลผลจังหวะหรือรูปแบบเสียงในช่วงแรกเกิด
|
การประมวลผลเสียงในทารกแรกเกิด งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ temporal processing และการรับรู้ความต่างของเสียง frequency/discrimination มากกว่าการเปลี่ยนแปลงในระดับความดังของเสียง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
จุดประสงค์หลักของการใช้ EEG ในการศึกษาการประมวลผลการได้ยินในทารกแรกเกิดคืออะไร
|
บันทึกการตอบสนองของสมองต่อเสียง |
|
EEG ใช้บันทึกกิจกรรมสมองเพื่อตรวจจับการตอบสนองต่อสิ่งเร้า เช่น เสียง โดยเฉพาะในการศึกษาทารกแรกเกิด เพื่อประเมินการเรียนรู้เบื้องต้นของสมอง
|
EEG เป็นเครื่องมือไม่รุกรานที่ใช้ตรวจจับการตอบสนองของสมองต่อเสียง เช่น MMN ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทารกมีความสามารถแยกแยะเสียงตั้งแต่แรกเกิด
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
คุณลักษณะการได้ยินใดที่ไม่ได้รับการศึกษาโดยตรงในการวิจัยการประมวลผลการได้ยินของทารกแรกเกิด
|
การเรียนรู้ทางสถิติ |
|
แม้ทารกแรกเกิดยังไม่ได้รับการสอนโดยตรง แต่สามารถเรียนรู้จากรูปแบบของเสียงที่ได้ยินซ้ำ ๆ ซึ่งสะท้อนถึงการเรียนรู้เชิงสถิติที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
|
การศึกษาด้วย EEG เช่น งานของ Saffran et al. (1996) พบว่าเด็กสามารถเรียนรู้การแบ่งเสียงตามความถี่ของรูปแบบที่เกิดซ้ำ (Statistical Learning) ได้โดยไม่ต้องสอนโดยตรง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
คำใดที่ใช้อธิบายลักษณะที่ปรากฏของความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ซึ่งใช้ในการตลาดการบำบัดด้วยเซลล์ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์
|
สัญลักษณ์แห่งความชอบธรรมทางวิทยาศาสตร์ |
|
การใช้ถ้อยคำทางวิทยาศาสตร์กับผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีหลักฐานรองรับ เช่น การบำบัดเซลล์โดยไม่ผ่านการพิสูจน์ ถือเป็นการใช้ สัญลักษณ์แห่งธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แม้ไม่มีงานวิจัยรองรับจริง
|
"pseudo-science" หรือ "วิทยาศาสตร์เทียม" ที่มักอ้างคำศัพท์วิทยาศาสตร์เพื่อจูงใจผู้บริโภค เช่นในงานของ Shermer (2002) ที่กล่าวถึงการใช้คำทางวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของความถูกต้องและความน่าเชื่อถือ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
จากบทความ ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่กลไกการรายงานที่ได้รับการยอมรับสำหรับผลข้างเคียงจากการบำบัดด้วยเซลล์และยีน
|
ClinicalTrials.gov |
|
ข้อมูลการทดลองทางคลินิก ไม่ได้เป็นกลไกการรายงานผลข้างเคียง จากการใช้เซลล์และยีนอย่างเป็นทางการตามกฎหมายของแต่ละประเทศ ในขณะที่ MedWatch (FDA), EudraVigilance (EMA), TGA (ออสเตรเลีย) และหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค มีบทบาทโดยตรงในการเฝ้าระวังและรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์
|
กลไกที่ยอมรับในการรายงานผลข้างเคียงได้แก่ระบบอย่าง MedWatch, EudraVigilance และ TGA ซึ่งมีโครงสร้างรองรับการแจ้งเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์เซลล์บำบัดและยีนบำบัด โดย ClinicalTrials.Gov ไม่มีหน้าที่นี้โดยตรง.
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
การพิจารณาด้านจริยธรรมประการใดที่ถูกท้าทายโดยการตลาดโดยตรงสู่ผู้บริโภคสำหรับการบำบัดด้วยเซลล์และยีนที่ไม่ได้รับการพิสูจน์
|
กระบวนการแจ้งความยินยอม |
|
การทำการตลาดโดยตรงสู่ผู้บริโภคสำหรับการบำบัดด้วยเซลล์และยีนที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ มักละเลย กระบวนการ Informed Consent ซึ่งเป็นหลักจริยธรรมสำคัญในการแพทย์และงานวิจัย ผู้ป่วยจำนวนมากอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับประสิทธิภาพ ความเสี่ยง และสถานะทางวิทยาศาสตร์ของการรักษา
|
การโฆษณาโดยตรงต่อผู้บริโภคที่ขาดการควบคุม ส่งผลต่อการบิดเบือนความเข้าใจของผู้ป่วย และละเมิดหลัก “การแจ้งความยินยอมโดยสมบูรณ์ fully informed consent ซึ่งเป็นหลักจริยธรรมสำคัญในการแพทย์และชีวจริยศาสตร์
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
คุณลักษณะหลักใดที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ตามมาตรฐานกฎระเบียบ
|
|
|
CGT (Cell and Gene Therapy) ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ต้องผ่านการ อนุญาตก่อนการวางตลาด (pre-market approval) จากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA, EMA หรือ TGA ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่แยกออกจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผ่านการพิสูจน์และอาจมีความเสี่ยงสูง
|
ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐาน จะต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลก่อนสู่ตลาด เพื่อป้องกันอันตรายต่อผู้ป่วยและรักษาจริยธรรมทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
ข้อใดต่อไปนี้เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ซึ่งเน้นไว้ในบทความ
|
ศักยภาพของความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ร้ายแรง |
|
ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้ผ่านการพิสูจน์และรับรองความปลอดภัยตามมาตรฐาน อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงทางสุขภาพที่ร้ายแรง เช่น การกระตุ้นภูมิคุ้มกันเกิน, การกลายพันธุ์ของเซลล์ หรือผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึง ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของบทความที่ชี้ให้เห็นถึงอันตรายหากไม่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด
|
CGT ที่ไม่ได้ผ่านการประเมินและควบคุมอาจนำไปสู่ผลเสียต่อสุขภาพผู้ป่วยในระดับรุนแรง โดยเฉพาะหากถูกเผยแพร่สู่ตลาดอย่างไม่เหมาะสม
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ลักษณะทั่วไปของผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ตามที่กล่าวไว้ในบทความ
|
การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่สำคัญ |
|
ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์มักไม่มีการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล (เช่น FDA หรือ EMA) จึงไม่สามารถกล่าวได้ว่ามี "การอนุมัติจากหน่วยงานที่สำคัญ" ซึ่งเป็นคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการประเมินแล้ว
|
ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์มักมีความเสี่ยงทั้งด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย และไม่ผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วที่ต้องผ่านมาตรฐานอย่างเข้มงวดจาก FDA หรือ EMA ก่อนเข้าสู่ตลาด
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
หน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA และ EMA จะรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ CGT ได้อย่างไร
|
โดยต้องมีการทดลองทางคลินิกก่อนการตลาดอย่างเข้มงวด |
|
หน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA และ EMA กำหนดให้ผลิตภัณฑ์ CGT ต้องผ่านการทดลองทางคลินิกที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดในหลายระยะ เพื่อประเมินความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความเสี่ยง ก่อนที่จะได้รับการอนุมัติให้นำเข้าสู่ตลาดเพื่อใช้กับผู้ป่วย
|
ระบุว่าการทดลองทางคลินิกในมนุษย์เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ในการประเมินผลิตภัณฑ์ CGT ก่อนการอนุมัติ โดยต้องครอบคลุมทั้งด้านผลข้างเคียง ความทนทาน และกลไกของการออกฤทธิ์ เพื่อคุ้มครองผู้ป่วยจากความเสี่ยงของการรักษาที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์แน่ชัด
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
เป้าหมายหลักของ ISCT ในด้านการบำบัดด้วยเซลล์และยีนตามที่กล่าวไว้ในบทความคืออะไร
|
เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์และต่อต้านผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ |
|
ISCT (International Society for Cell & Gene Therapy) มีเป้าหมายหลักในการกำกับทิศทางการบำบัดด้วยเซลล์และยีนให้มีมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยเน้นให้การสนับสนุนเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานการวิจัยชัดเจน ทั้งด้านความปลอดภัยและประสิทธิผล และในขณะเดียวกันก็มีบทบาทในการวิพากษ์และเตือนต่อผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอหรือหลีกเลี่ยงการรับรอง
|
ISCT มีจุดยืนในการสนับสนุนแนวปฏิบัติที่อิงหลักฐาน และต้านการใช้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการประเมินทางคลินิกอย่างเหมาะสม เพื่อปกป้องผู้ป่วยและความน่าเชื่อถือของวงการแพทย์
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
อะไรคือผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์?
|
ความเสี่ยงต่อผลกระทบร้ายแรง |
|
ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรง เช่น ภูมิคุ้มกันผิดปกติ เซลล์กลายพันธุ์ หรือถึงขั้นเสียชีวิต โดยเฉพาะเมื่อมีการตลาดที่ไม่อิงหลักวิทยาศาสตร์ ผู้ป่วยอาจตกเป็นเหยื่อของการรักษาที่ไม่ปลอดภัย
|
ผลิตภัณฑ์ CGT ที่ยังไม่มีการพิสูจน์อาจทำให้เกิดความเสี่ยงรุนแรงทางสุขภาพ เช่น การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันอย่างไม่คาดคิด หรือการแพร่กระจายของยีนที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ ISCT และหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกให้ความสำคัญ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
ISCT มีบทบาทอย่างไรในบริบทของการบำบัดเซลล์และยีน
|
|
|
ISCT (International Society for Cell & Gene Therapy) มีบทบาทสำคัญในการควบคุมจริยธรรมและความปลอดภัย โดยคัดค้านการจำหน่าย CGT ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย และบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของศาสตร์การบำบัดด้วยเซลล์
|
ความจำเป็นของการควบคุมการตลาด CGT ที่ไม่มีหลักฐานทางคลินิกรองรับ โดย ISCT ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำหนดมาตรฐานและคัดค้านการใช้ CGT ที่ยังไม่ผ่านการประเมินอย่างถูกต้อง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|