| 1 |
|
ง. ไกลโคโปรตีน |
|
เนื่องจากสังเกตแบบโครงสร้างพบว่าเป็นไกลโคโปรตีนและมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมา
|
Glycoprotein เป็นองค์ประกอบหลักของโปรตีนที่หลั่งออกนอกเซลล์ และโปรตีนที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ โดยเป็นโปรตีนที่เชื่อมต่อกับโอลิโกแซคคาไรด์ มีหน้าที่ที่หลากหลายในสิ่งมีชีวิต พบในโมเลกุลที่เป็นโครงสร้าง เช่น คอลลาเจน ไฟบริน โมเลกุลสำหรับขนส่งวิตามิน ไขมัน แร่ธาตุต่างๆ ตัวรับสัญญาณจากฮอร์โมน ส่วนที่จดจำระหว่างเซลล์ข้างเคียงหรือระหว่างไวรัสกับเซลล์เจ้าบ้าน โมเลกุลที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน เช่น อิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulin) เอนไซม์บางชนิดเช่น โปรตีเอส (Protease) ไฮโดรเลส (Hydrolase) สารคัดหลั่งต่างๆ เช่น มูซิน (Mucin) เลกทิน (Lectin) หรือซีเลกทิน (Selectin) ซึ่งมีบทบาทในการจดจำเซลล์เป้าหมายของเชื้อก่อโรค
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
|
ง. 2 และ 3 |
|
วิเคราะห์ตัวเลือกและคิดอย่างมีระบบเพื่อตัดตัวเลือกที่ผิดออกไป
|
อินซูลิน เป็นฮอร์โมนที่ตับอ่อนสร้างขึ้น และมีหน้าที่สำคัญคือนำน้ำตาลในเลือดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกายเพื่อสร้างเป็นพลังงาน แต่สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้เต็มที่ เนื่องจากขาดฮอร์โมนอินซูลินมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
|
ข. เอนไซม์เป็นสารประเภทโปรตีน |
|
Enzyme มีคุณสมบัติเป็นโปรตีน
|
Enzyme เป็นโปรตีน 99 เปอร์เซนต์ เป็น ส่วนใหญ่ ที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
|
ง. เพปไทด์ท่ีประกอบด้วยกรดอะมิโนท้ัง 3 ชนิดข้างต้นโดยไม่มีกรดอะมิโนที่ซ้ํากันมีทั้งหมด3ชนิด |
|
X คือ ไอโซลิวซีน (Isoleucine) Y คือ ลิวซีน (Leucine) Z คือ เซอรีน (Serine)
|
กรดอะมิโน (Amino acid) คือ หน่วยเล็ก ๆ ของ โปรตีน ถ้าไม่มีกรดอะมิโนก็จะไม่มีโปรตีน โดยกรดอะมิโนที่เรารู้จักคุ้นเคยกันจะมีอยู่ด้วยกันประมาณ 20 ชนิด ซึ่งเป็นกรดอะมิโนมาตรฐาน แต่ในความเป็นจริงแล้วกรดอะมิโนจะมีมากกว่านั้น โดยกรดอะมิโนจะแบ่งออกเป็นกรดอะมิโนจำเป็นและกรดอะมิโนไม่จำเป็น เมื่อเรารับประทานโปรตีนเข้าไป ร่างกายก็จะย่อยโปรตีนเหล่านั้นให้เป็นกรดอะมิโนก่อนที่จะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดแล้วนำไปใช้ประโยชน์ แต่ถ้าร่างกายได้รับกรดอะมิโนมากเกินไป ก็จะขับออกมาทางเหงื่อหรือปัสสาวะจนหมด กรดอะมิโนจำเป็นและกรดอะมิโนจำเป็น
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
|
คและง. |
|
เนื่องจากมีคุณสมบัติตรงตามที่โจทย์ต้องการ
|
1. โครงสร้างปฐมภูมิ (primary sturcture)
เป็นโครงสร้างหลักพื้นฐานของโปรตีน เกิดจากการเชื่อมต่อกันของกรดแอมิโน (amino acid) เป็นสายยาว ระหว่างกรดแอมิโนเชื่อมต่อกันด้วยพันธะเพปไทด์ (peptide) เกิดเป็นพอลิเพปไทด์ โดยมีปลายด้านหนึ่งของสาย เป็นปลายแอมิโน (amino end) และปลายอีกด้านหนึ่งเป็น ปลายคาร์บอกซิล (carboxyl end) ชนิดและการเรียงลำดับของกรดแอมิโนในสายของพอลิเพปไทด์มีความเฉพาะเจาะจง ทำให้เกิดเป็นโปรตีนชนิดต่างๆ มากมาย
2. โครงสร้างลำดับที่สอง หรือโครงสร้างทุติยภูมิ (secondary structure)
เป็นโครงสร้างที่เกิดจากกรดแอมิโน (amino acid) ที่อยู่ภายในสายพอลิเพปไทด์เดียวกัน ทำปฎิกิริยากันด้วยพันธะไฮโดรเจน ซึ่งเกิดขึ้นในตำแหน่งที่เว้นระยะห่างสม่ำเสมอกัน ทำให้เกิดโครงสร้างสามมิติของโปรตีนที่ มี 2 รูปแบบหลักคือ
แบบเกลียวแอลฟา (alpha-helix) ซึ่งมีลักษณะเป็นเป็นเกลียวขดคล้ายสปริง เกลียวแอลฟาเป็นโครงสร้างพื้นฐานทั้งในโปรตีนเส้นใย (fibrous protein) และในโปรตีนก้อนกลม (globular protein)
3. โครงสร้างลำดับที่สาม (tertiary structure) เป็นโครงสร้างที่เกิดขี้นภายหลังจากที่เกิดโครงสร้างลำดับสองแล้ว เป็นโครงสร้างที่เกิดเนื่องจากพันธะต่างๆ ระหว่าง หมู่ R (side chain ) ต่างๆ ของกรดแอมิโนสายของเดียวกัน เช่น
พันธะไอออนิกเกิดระหว่างหมู่ R ของกรดแอมิโนที่มีประจุบวกและประจุลบ
พันธะไฮโดรเจน
พันธะไดซัลไฟด์ (disulfide bond) เป็นพันธะโควาเลนท์ที่เกิดจากหมู่ไทออล (thiol group) ของ กรดแอมิโน ซิสเตอีน (cysteine)
2 โมเลกุล
แรงดึงดูดระหว่างหมู่ที่ไม่ชอบน้ำ และแรงแวนเดอร์วาล (hydrophobic and van der waal interaction)
แบบ beta sheetsหรือ pleated sheet ซึ่งป็นแผ่นพับซ้อนกันไปมา
4. โครงสร้างลำดับที่สี่ (quaternary structure) เกิดจากการรวมกันของสายพอลิเพปไทด์มากกว่า 1 สาย ด้วยแรงดึงดูดอย่างอ่อน
ระหว่างหมู่ R ระหว่างสายพอลิเพปไทด์ ที่ยังไม่เกิดพันธะ ซึ่งอยู่บริเวณผิวด้านนอกของโครงสร้าง โครงสร้างลำดับท่ีสี่นี้พบในโมเลกุลของเอนไซม์ (enzyme)
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
|
Aคือ กลีเซอรอล ฺBคือ กรดไขมัน Cคือ ไตรกลีเซอไรด์ |
|
เนื่องจากปฎิกิริยาเคมีในการเกิดไขมันเป็นดังสมการข้างต้น
|
ไขมันประกอบด้วย คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน โมเลกุลของไขมัน ประกอบด้วยกรีเซอรีน 1 โมเลกุล และกรดไขมัน 3 โมเลกุล ซึ่งอาจเป็นกรดไขมันชนิดเดียวกันหรือต่างกันได้ ไขมันมีหลายชนิด แล้วแต่ชนิดของกรดไขมันที่เป็นส่วนประกอบ ไขมันในอาหาร ประกอบด้วย ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) เป็นส่วนใหญ่ และ โคเลสเตอรอล (Cholesterol) เป็นส่วนน้อย ไตรกลีเซอไรด์เมื่ออยู่ในรูปของแข็งที่อุณหภูมิห้องปกติจะเรียกว่าไขมัน (Fat)หากเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้องปกติจะเรียกว่าน้ำมัน (Oil)
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
|
ก. |
|
คิดตามการเป็ไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว
|
1.กรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acids) เป็นกรดไขมันที่มีพันธะระหว่างคาร์บอนเป็นพันธะเดี่ยวทุกพันธะ กรดไขมันอิ่มตัวที่พบมากที่สุด ได้แก่ กรดสเตียริก กรดไขมันอิ่มตัวพบมากในไขมันสัตว์และน้ำมันมะพร้าว
2. กรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acids) เป็นกรดไขมันที่มีพันธะระหว่างคาร์บอนอย่างน้อย 1 ตำแหน่งที่เป็นพันธะคู่ กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่พบมากที่สุด ได้แก่ กรดโอเลอิก กรดไขมันไม่อิ่มตัวพบมากในน้ำมันจากพืช สามารถใช้ไอโอดีนทดสอบได้
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
|
จ. |
|
X เป็นไขมันอิ่มตัว Y เป็นไขมันไม่อิ่มตัว
|
ไขมันอิ่มตัว
กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated fatty acid) คือ ไขมันที่เป็นไขมันเต็มตัว เช่น ไขมันโคเลสเตอรอล ไขมันไตรกลีเซอไรด์ ไขมันอิ่มตัว พบได้ในอาหารชนิดใดบ้าง เช่น
ไขมันสัตว์ เนื้อหมู เนื้อวัว ไขมันจากกะทิ มะพร้าว เนย ไข่แดง มีสถานะเป็นของแข็งได้ เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เหม็นหืนยากกว่ามาก
กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated fatty acid) เป็นไขมันที่ได้จากพืช (ยกเว้นจากพืชบางชนิด เช่น กะทิ และน้ำมันปาล์ม ที่เป็นไขมันอิ่มตัว) ไขมันไม่อิ่มตัว มีผลต่อโรคอ้วนและโรคหลอดเลือดน้อยกว่าไขมันอิ่มตัว
ไขมันไม่อิ่มตัว แบ่งแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ
ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว พบได้ในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันงา น้ำมันดอกคำฝอย อะโวคาโด ปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ถั่ว เมล็ดธัญพืชต่างๆ
ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน พบได้ในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันทานตะวัน ถั่ว และเมล็ดธัญพืชต่างๆ
มีสถานะเป็นของเหลว เช่นน้ำมันพืช เหม็นหืนง่ายกว่า
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
|
ก. น้ำมันหมูประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าไขวัว |
|
เนื่องจากการวิเคระห์สารข้างต้นเป้นคำตอบที่ดีที่สุด
|
ประเภทของไขมัน
1. ไขมันหรือน้ำมันจากสัตว์ ได้แก่ : น้ำมันหมู น้ำมันไก่ น้ำมันจากวัว ครีม นมสด เนย ไข่แดง เบคอน และหนังสัตว์ /มันสัตว์
- มีคอเลสเตอรอลและกรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่จำเป็นต่อร่างกาย
- ถ้ากินมากเกินไปจะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง อาจทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบ
2. ไขมันหรือน้ำมันจากพืช แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ
2.1 ชนิดที่ให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ได้แก่ : น้ำมันมะกอก น้ำมันงา น้ำมันคาโนล่า น้ำมันรำข้าว งา ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ และเมล็ดมะม่วงหิมพานต์
- เพิ่มระดับไขมันตัวดี (เอชดีแอล—คอเลสเตอรอล)
- ลดระดับไขมันตัวร้าย (แอลดีแอล—คอเลสเตอรอล) และลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์
- ช่วยให้ร่างกายนำน้ำตาลกลูโคสไปใช้ได้ดีขึ้น และช่วยลดภาวะดื้ออินซูลินในผู้เป็นเบาหวาน
2.2 ชนิดที่ให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ได้แก่ : น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด และน้ำสลัดต่างๆ
- ลดระดับไขมันตัวร้าย (แอลดีแอล—คอเลสเตอรอล)
- ถ้ากินในปริมาณที่มากเกินไปจะลดระดับไขมันตัวดี (เอชดีแอล—คอเลสเตอรอล)
2.3 ชนิดที่ให้กรดไขมันอิ่มตัว ได้แก่ : น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว และกะทิ
-ให้กรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งไม่ควรบริโภคมากเกินไป เพราะทำให้มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
ข้อสำคัญ น้ำมันมะกอกประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ( Polyunsaturated Fat ) กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fat) อยู่ประมาณ 70-90% กรดไขมันอิ่มตัวอยู่ประมาณ 10-30%
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
|
ก. ไข่ขาว , น้ำตาลทราย , เอทิลแอซิเตต |
|
คุณสมบัติในการทดสอบด้วยสารต่างๆ
|
สารละลายไอโอดีน แป้ง หยดสารละลายไอโอดีนลงในสารอาหารที่ต้องการทดสอบ เปลี่ยนเป็นสีม่วงแกมน้ำเงินถ้ามีแป้ง
สารละลายเบเนดิกต์ น้ำตาล หยดสารละลายเบเนดิกต์ลงในสารอาหารที่ต้องการทดสอบนำไปต้ม 3-5 นาที เปลี่ยนเป็นสีส้มตะกอนอิฐถ้ามีน้ำตาล
สารละลายไบยูเรต โปรตีน
วิธีที่ 1หยดสาระลายไบยูเรตลงในสารอาหารที่ต้องการทดสอบ
วิธีที่ 2 หยดสารคอปเปอร์ซัลเฟต จากนั้นหยดโซเดียมไฮดรอกไซด์
เปลี่ยนเป็นสีม่วงถ้ามีโปรตีน
สารละลายซูดาน III ไขมัน
วิธีที่ 1หยดสาระลายซูดาน III ลงในสารอาหารที่ต้องการทดสอบ
วิธีที่ 2 นำอาหารไปถูกับกระดาษ
ถ้ามีไขมัน สารละลายซูดานจะย้อมติดสีแดงเฉพาะส่วนไขมัน
ถ้าใช้กระดาษถูอาหารที่มีส่วนผสมไขมันจะทำให้กระดาษโปร่งแสง
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
|
ก. ข้อ 1 ถูกเพียงข้อเดียว |
|
เซลลูโลสเป็น เบต้า ไม่ใช่แอลฟา และไคติน มีหน่วยย่อยเป็น N-acetyl-D-glucosamine จริง
|
เซลลูโลส (C6H10O5) n เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่เกิดจากกลูโคสประมาณ 50,000 โมเลกุลมาเชื่อมต่อกันเป็นสายยาว แต่ละสายของสายของเซลลูโลสเรียงขนานกันไป มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างสาย ทำให้มีลักษณะเป็นเส้นใย สะสมไว้ในพืช[1] ไม่พบในเซลล์สัตว์ เซลลูโลสไม่ละลายน้ำและร่างกายของมนุษย์ไม่สามารถย่อยสลายได้ แต่ในกระเพาะของวัว ควาย ม้า และสัตว์ที่เท้ามีกีบ มีแบคทีเรียที่สามารถย่อยสลายเซลลูโลสให้เป็นกลูโคสได้ ถึงแม้ว่าร่างกายของมนุษย์จะย่อยเซลลูโลสไม่ได้ แต่เซลลูโลสจะช่วยในการกระตุ้นลำไส้ใหญ่ให้เคลื่อนไหว เส้นใยบางชนิดสามารถดูดซับน้ำได้ดี จึงทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม ขับถ่ายง่าย ท้องไม่ผูก ลดโอกาสการการเกิดโรคริดสีดวงทวาร เซลลูโลสเมื่อถูกย่อยจะแตกตัวออก ให้น้ำตาลกลูโคสจำนวนมาก
ไคทิน (chitin) เป็นคาร์โบไฮเดรต (carbohydrate) ประเภทพอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) ท่ีมีสายยาว มีโครงสร้างคล้ายกับเซลลูโลส (cellulose) โมเลกุลของไคทิน เป็นพอลิเมอร์ของ N-acetyl-D-glucosamine ต่อกับด้วยพันธะไกลโคไซด์ (glycosidic bond) แบบ β-1,4 แต่หมู่ hydroxyl (-OH) ที่ตำแหน่ง C2 จะถูกแทนที่ด้วยกลุ่ม acetyl amino (-NHCOCH3)
ไคทิน เป็นส่วนประกอบผนังเซลล์ของสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น เปลือกกุ้ง กระดองปู แกนปลาหมึก แมลง ตัวไหม และผนังเซลล์ของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรฟังไจ (fungi) ได้แก่ รา (mold) และยีสต์ (yeast)
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
|
ค. มีข้อถูก 3 ข้อ |
|
วิเคราะห์ตามคุณสมัติของสารได้ดังนี้
|
ฮีโมโกลบินหรือเฮโมโกลบิน ( Hemoglobin ) เป็นส่วนหนึ่งของระบบไหลเวียนเลือด มีโมเลกุลโปรตีนภายในเซลล์เม็ดเลือดแดง ฮีโมโกลบิน หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ฮีม ( Heme ) ฮีมนี้ทำหน้าที่ดักจับและขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและจับธาตุกับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด ฮีมมีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบเกิดจากโมเลกุลโปรตีน 4 ตัวที่เชื่อมต่อกันเรียกว่าสายโกลบูลิน ( Globulin Chains ) โดยปกติโครงสร้างของฮีโมโกลบินในผู้ใหญ่จะประกอบไปด้วยสายโกลบูลินชนิดอัลฟา 2 ตัว และสายโกลบูลินชนิดเบต้า 2 ตัว ส่วนในทารกพบเพียงสายโกลบูลินชนิดอัลฟา 2 ตัว และสายโกลบูลินชนิดแกมมา 2 ตัว ไม่พบสายโกลบูลินชนิดเบต้า แต่เมื่อทารกเริ่มโตขึ้น สายโกลบูลินชนิดแกมมาจะค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยสายโกลบูลินชนิดเบต้า และกลายเป็นโครงสร้างของฮีโมโกลบินแบบผู้ใหญ่ต่อไป
คอเลสเตอรอล คือไขมันชนิดหนึ่งที่พบได้ในส่วนของผนังเซลล์ทุกเซลล์ของคนเรา เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์น้ำดี ฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนจากต่อมหมากไต และยังเป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์และปลอกประสาท ร่างกายของเราจะได้รับคอเลสเตอรอลทั้งจาก อาหารที่รับประทานเข้าไปจากภายนอกโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ จากสัตว์ที่มีกรดไขมันอิ่มตัวในปริมาณที่สูง แต่ตับของเราก็สามารถสังเคราะห์คอเลสเตอรอลขึ้นเองได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นคอเลสเตอรอลที่รับประทานเข้าไปมากเกินพอจึงกลายเป็นส่วนเกินของร่างกาย และจะไปเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือดแดง และพอกพูนหนาขึ้นจนโพรงหลอดเหลือดแดงแคบลง เกิดการตีบตันจนเลือดเดินทางไปเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญๆ ไม่เพียงพอ จึงเกิดอาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด เป็นสาเหตุการเกิด โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) อัมพฤกษ์ อัมพาตจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ
อิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulin) เป็นแอนติบอดี (Antibody) หรือภูมิคุ้มกันที่ร่างกายผลิตจากพลาสมาในโลหิต
ไตรกลีเซอไรด์คือไขมันชนิดหนึ่ง ซึ่งร่างกายได้รับจากอาหารประเภทไขมันโดยตรง หรือ ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป โดยพลังงานส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ และสะสมเป็นเนื้อเยื่อไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
|
X คือ ปฏิกิริยาการเกิดอะมิโน
Yคือปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส
Z คือ ปฏิกิริยาเอสเทอร์ |
|
ตามปฏิกิรยาข้างต้นดังนี้
|
ไดแซ็กคาไรด์ หรือน้ำตาลโมเลกุลคู่ (disacchaide) หมายถึงน้ำตาลที่ประกอบด้วยน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (monosaccharide) 2 โมเลกุล ซึ่งอาจเป็นชนิดเดียวกัน หรือต่างชนิดกันก็ได้เชื่อมต่อกันด้วยพันธะไกลโคไซด์ (glycosidic bond) เมื่อผ่านการไฮโดรไลซ์ (hydrolysis) จะให้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 โมเลกุล
น้ำตาลโมเลกุลคู่ที่พบในอาหาร ได้แก่
น้ำตาลซูโครส (sucrose)
น้ำตาลมอลโทส (maltose)
น้ำตาลแล็กโทส (lactose)
โปรตีน เป็นสารชีวโมเลกุลขนาดใหญ่ประกอบขึ้นจากหน่วยย่อยๆ ที่เรียกว่า กรดอะมิโน (amino acid) ซึ่งประกอบด้วยอะตอมของธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจนและไนโตรเจน นอกจากนี้ โปรตีนบางชนิดอาจประกอบด้วยอะตอมของธาตุอื่นๆ อีกเช่น ฟอสฟอรัส เหล็กและกำมะถัน เป็นต้น
กรดอะมิโน หมายถึง สารอินทรีย์ที่มีหมู่คาร์บอนิล (- COOH) และหมู่อะมิโน (- NH2) รวมอยู่ในโมเลกุลเดียวกัน
ปฏิกิริยาการเกิดไขมันเป็นปฏิกิริยาการเกิดเอสเทอร์ (esterification) นั่นเอง เช่น ปฏิกิริยาการเกิดไตรกลีเซอไรด์จากกลีเซอรอล 1 โมเลกุลรวมกับกรดไขมัน 3 โมเลกุล จะได้ไตรกลีเซอไรด์ (หรือไตรเอซิลกลีเซอรอล) 1 โมเลกุล
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
|
3 ชนิด |
|
ดูจากปฏิกิริยาสารข้างต้น
|
สเตรปโตมัยซิน (อังกฤษ: Streptomycin) เป็นยาปฏิชีวนะชนิดหนึ่งในกลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ ซึ่งมีข้อบ่งใช้สำหรับรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด[2] รวมถึง วัณโรค, การติดเชื้อ Mycobacterium avium complex, เยื่อบุหัวใจอักเสบ, บรูเซลโลสิส, การติดเชื้อแบคทีเรียสกุลเบอโคเดอเรีย, กาฬโรค, ไข้กระต่าย, และไข้หนูกัด[2] กรณีวัณโรคระยะแสดงอาการนั้นมักจะใช้สเตรปโตมัยซินร่วมกับไอโซไนอะซิด, ไรแฟมพิซิน, และไพราซินาไมด์[3] ยานี้สามารถบริหารยาได้โดยการฉีดเข้าหลอดเลือดดำและการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ[2]
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
|
ค. มีข้อถูก 3 ข้อ |
|
จากการวิเคราะห์การเกิดปฏิกิริยา
|
ไดแซ็กคาไรด์ หรือน้ำตาลโมเลกุลคู่ (disacchaide) หมายถึงน้ำตาลที่ประกอบด้วยน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (monosaccharide) 2 โมเลกุล ซึ่งอาจเป็นชนิดเดียวกัน หรือต่างชนิดกันก็ได้เชื่อมต่อกันด้วยพันธะไกลโคไซด์ (glycosidic bond) เมื่อผ่านการไฮโดรไลซ์ (hydrolysis) จะให้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 โมเลกุล
พันธะไดซัลไฟด์ (disulfide bond) คือ พันธะโควาเลนท์ที่แข็งแรงระหว่าง กรดแอมิโนซิสเตอีน (cysteine) ที่อยู่ในโครงสร้างระดับปฐมภูมิ ทำให้เกิดม้วนพับของโปรตีน โดยการสร้างเป็นพันธะที่อยู่ห่างกันในโครงสร้าง เช่น ในโมเลกุลของไลโซไซม์ ชนิดที่พบในไข่ขาวของไข่ไก่
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
|
ง. นมถั่วเหลือง กลูโคส น้ำตาลทราย |
|
เนื่องจากครบองค์ประกอบของการทดสอบ
|
สารละลายไอโอดีน แป้ง หยดสารละลายไอโอดีนลงในสารอาหารที่ต้องการทดสอบ เปลี่ยนเป็นสีม่วงแกมน้ำเงินถ้ามีแป้ง
สารละลายเบเนดิกต์ น้ำตาล หยดสารละลายเบเนดิกต์ลงในสารอาหารที่ต้องการทดสอบนำไปต้ม 3-5 นาที เปลี่ยนเป็นสีส้มตะกอนอิฐถ้ามีน้ำตาล
สารละลายไบยูเรต โปรตีน
วิธีที่ 1หยดสาระลายไบยูเรตลงในสารอาหารที่ต้องการทดสอบ
วิธีที่ 2 หยดสารคอปเปอร์ซัลเฟต จากนั้นหยดโซเดียมไฮดรอกไซด์
เปลี่ยนเป็นสีม่วงถ้ามีโปรตีน
สารละลายซูดาน III ไขมัน
วิธีที่ 1หยดสาระลายซูดาน III ลงในสารอาหารที่ต้
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
|
ก. ไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว ไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว กรดไขมันอิ่มตัว กลูโคส |
|
การเกิดปฏิกริยาเ็นไปดังนี้
|
สารละลายไอโอดีน แป้ง หยดสารละลายไอโอดีนลงในสารอาหารที่ต้องการทดสอบ เปลี่ยนเป็นสีม่วงแกมน้ำเงินถ้ามีแป้ง
สารละลายเบเนดิกต์ น้ำตาล หยดสารละลายเบเนดิกต์ลงในสารอาหารที่ต้องการทดสอบนำไปต้ม 3-5 นาที เปลี่ยนเป็นสีส้มตะกอนอิฐถ้ามีน้ำตาล
สารละลายไบยูเรต โปรตีน
วิธีที่ 1หยดสาระลายไบยูเรตลงในสารอาหารที่ต้องการทดสอบ
วิธีที่ 2 หยดสารคอปเปอร์ซัลเฟต จากนั้นหยดโซเดียมไฮดรอกไซด์
เปลี่ยนเป็นสีม่วงถ้ามีโปรตีน
สารละลายซูดาน III ไขมัน
วิธีที่ 1หยดสาระลายซูดาน III ลงในสารอาหารที่ต้
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
|
ก. W, X และ Y |
|
คิดแบบมีเหตุผลในการวิเคราะห์
|
สารละลายไอโอดีน แป้ง หยดสารละลายไอโอดีนลงในสารอาหารที่ต้องการทดสอบ เปลี่ยนเป็นสีม่วงแกมน้ำเงินถ้ามีแป้ง
สารละลายเบเนดิกต์ น้ำตาล หยดสารละลายเบเนดิกต์ลงในสารอาหารที่ต้องการทดสอบนำไปต้ม 3-5 นาที เปลี่ยนเป็นสีส้มตะกอนอิฐถ้ามีน้ำตาล
สารละลายไบยูเรต โปรตีน
วิธีที่ 1หยดสาระลายไบยูเรตลงในสารอาหารที่ต้องการทดสอบ
วิธีที่ 2 หยดสารคอปเปอร์ซัลเฟต จากนั้นหยดโซเดียมไฮดรอกไซด์
เปลี่ยนเป็นสีม่วงถ้ามีโปรตีน
สารละลายซูดาน III ไขมัน
วิธีที่ 1หยดสาระลายซูดาน III ลงในสารอาหารที่ต้
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
|
จ. กรดอะมิโน |
|
โปรตีนมีคุณสมบัติเป็น Buffer
|
ในระบบโปรตีน (Protein Buffering System) ซึ่งก็คือการทำหน้าที่รักษาระดับ pH ของเฮโมโกลบินและเซลล์ต่างๆนั้นเอง เซลล์ต่างๆ ดังนั้น Protein Buffering กับ Cellular Buffering จึงหมายถึงสิ่งเดียวกัน ในร่างกายนั้นประกอบด้วยโปรตีนจำนวนมากซึ่งสามารถบัฟเฟอร์กรดต่างๆได้ ตามผนังของเซลล์นั้นจะมีเปลี่ยนแปลง H+ ไปมาผ่านกระบวนการ acidosis ^_^ ทีนี้เราต้องอ้างอิงถึงความรู้ที่ว่าผนังของเซลล์นั้นประกอบด้วยโปรตีนคิดเป็นร้อยละ 50 โดยมวล และ เม็ดเลือดแดงประกอบด้วยเฮโมโกลบินคิดเป็นร้อยละ 33 โดยมวล ซึ่งเฮโมโกลบินนี้ก็คือโมเลกุลโปรตีนที่ขดเป็นเหมือนทรงกลมและหมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือดนั้นเอง เหตุผลที่ทำให้เฮโมโกลบิน (Hb) สามารถบัฟเฟอร์กรดต่างๆได้ดี
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
|
4. ระบบแสง I (PSI) และ ระบบแสง II (PSII) ถูกกระตุ้นการทำงานมากขึ้น ทำให้มีการหลุดของอิเล็กตรอน ในระบบแสงเพิ่มมากขึ้น |
|
ใช้เหตุผลในเรื่องของการสังเคราะห์แสง
|
สารกำจัดวัชพืชอื่นๆ จะมีผลต่อกระบวนการสังเคราะห์แสงในลักษณะที่จำเพาะ เช่น แอมิโทรล (amitrole) พบว่ามีผลยับยั้งการสร้างคลอโรฟิลล์และแคโรทีนอยด์ต่างๆ ซึ่งพืชที่ได้รับสารดังกล่าวจะมี สีขาวก่อนที่จะตาย เนื่องจากขาดหน่วยสำคัญในการสังเคราะห์แสง สารอีกชนิดหนึ่งคือ แอทราซีน (atrazine) มีผลยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชันของน้ำให้กลายเป็นไฮโดรเจนไอออนและออกซิเจน นอกจากนี้ ยังพบสารกำจัดวัชพืชที่ยับยั้งการขนส่งอิเล็กตรอนในระบบแสงของกระบวนการสังเคราะห์แสง โดยไดยูรอน (diuron) สามารถยังยั้งการขนส่งอิเล็กตรอนจากระบบแสงที่ 2 ไปยังพลาสโตควิโนน ในขณะที่บิไจริไดเลียม (bigyridylium) สามารถรับอิเล็กตรอนโดยจะแข่งขันกับตัวรับอิเล็กตรอนในระบบ แสงที่ 1 ในระบบแสงนี้ยังมีตัวยับยั้งอื่นๆ อีกได้แก่ ไดควอต (diquat) และพาราควอต (paraquat) อีกด้วย โดยสารตัวหลังถูกนำมาใช้ในการกำจัดวัชพืชของการปลูกพืชผิดกฎหมาย นั่นคือนำมาใช้ฉีดกำจัด วัชพืชในสวนกัญชา
|
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 21 |
|
2. สามารถพบลักษณะของ cell membrane แบบ phospholipid bilayer ได้ |
|
มีเหตุผลมาจากความรู้ไวรัสต่างๆ
|
ไวรัส (Virus) คือ อนุภาคขนาดเล็กมาก (20-300 นาโนเมตร) จนสามารถหลุดรอดผ่านเครื่องกรองที่ใช้กรองแบคทีเรียได้ เราสามารถมองเห็นไวรัสโดยผ่านทางกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนเท่านั้น ไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าหรือกล้องจุลทรรศน์ธรรมดาได้ ไวรัสเปรียบเหมือนเป็นกาฝากที่อยู่ในร่างของสิ่งมีชีวิตอื่น (obligate intracellular parasite) เนื่องจากไม่สามารถเติบโตหรือแพร่พันธุ์นอกเซลล์อื่นได้ เพราะตัวไวรัสนั้นมีโครงสร้างแบบง่ายๆ ประกอบด้วยสารพันธุกรรมเพียงแค่หนึ่งชนิด อาจเป็น DNA หรือ RNA ก็ได้ห่อหุ้มด้วยเปลือกโปรตีนที่เรียกว่าแคปซิด ไม่มีเมตาโบลิซึมที่เป็นกระบวนการทางเคมีที่ทำให้ร่างกายสิ่งมีชีวิตทำงานได้ปกติ อีกทั้งยังไม่มีโครงสร้างย่อยขนาดเล็กที่มีหน้าที่เฉพาะที่เรียกว่าออร์แกเนลล์เป็นของตัวเอง จึงจำเป็นต้องอาศัยการทำงานจากเซลล์โฮสต์หรือเซลล์เจ้าบ้านที่ไวรัสเข้าไปฝังตัว ดังนั้นถ้าไวรัสแพร่กระจายอยู่ในอากาศแต่บริเวณนั้นไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลย ไวรัสก็จะไม่สามารถเติบโตและแพร่พันธุ์ได้นั่นเอง
|
10 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 22 |
ข้อใด ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับอะไมโลสและอะไมเลส
|
ง. อะไมเลส เปลี่ยนสีสารละลายคอปเปอร์ซัลเฟตเป็นสีม่วงในสภาวะที่เป็นเบส |
|
เป็นคุณสมบัติเฉพาะสาร
|
อะไมเลสเทียบกับอะไมโลส
แป้งเป็นคาร์โบไฮเดรตซึ่งจัดอยู่ในประเภทโพลีแซคคาไรด์ เมื่อโมโนแซ็กคาไรด์จำนวนสิบหรือสูงกว่าถูกรวมเข้าด้วยกันด้วยพันธะไกลโคซิดิกพวกเขาจะเรียกว่าโพลีแซ็กคาไรด์ โพลีแซ็กคาไรด์เป็นโพลีเมอร์ดังนั้นจึงมีน้ำหนักโมเลกุลใหญ่กว่าโดยทั่วไปมากกว่า 10,000 โมโนแซ็กคาไรด์เป็นโมโนเมอร์ของพอลิเมอร์นี้ อาจมีพอลิแซ็กคาไรด์ที่สร้างจากโมโนแซ็กคาไรด์เดียวและเรียกว่าโฮโมโพลีแซ็กคาไรด์ สิ่งเหล่านี้สามารถจำแนกได้ตามประเภทของโมโนแซ็กคาไรด์ ตัวอย่างเช่นถ้าโมโนแซคคาไรด์เป็นกลูโคสหน่วยโมโนเมอริกเรียกว่ากลูแคน แป้งเป็นกลูแคนแบบนั้น ขึ้นอยู่กับวิธีที่โมเลกุลของกลูโคสยึดติดกันมีส่วนที่แตกแขนงและไม่แตกแขนงในแป้ง แป้งกว้างกล่าวกันว่าทำจากอะไมโลสและอะไมโลเพคตินซึ่งเป็นกลุ่มน้ำตาลกลูโคสที่ใหญ่กว่า
|
6 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 23 |
|
3. Gene นี้พบใน prokaryote |
|
เป็นคำตอบบที่สมเหตุสมผล
|
แบคทีเรีย เป็นเซลล์ประเภทหนึ่ง ประกอบขึ้นจากโดเมนขนาดใหญ่ของจุลชีพที่เป็นโพรแคริโอต โดยมากมีความยาวไม่กี่ไมโครเมตร แบคทีเรียมีรูปร่างที่หลากหลาย ตั้งแต่ทรงกลมไปจนถึงแบบแท่งและแบบเกลียว แบคทีเรียเป็นหนึ่งในรูปแบบแรก ๆ ของชีวิตที่ปรากฏขึ้นบนโลก และพบได้ในสิ่งแวดล้อมเกือบทุกรูปแบบ แบคทีเรียอาศัยอยู่ในดิน, แหล่งน้ำ, น้ำพุร้อนที่มีความเป็นกรด, ขยะกัมมันตรังสี[4], และชีวมณฑลส่วนลึกของแผ่นเปลือกโลก นอกจากนี้ยังดำรงความสัมพันธ์แบบอยู่ร่วมกันและแบบปรสิตกับพืชและสัตว์ แบคทีเรียส่วนมากยังไม่ถูกอธิบายคุณลักษณะ และมีเพียงร้อยละ 27 จากไฟลัมแบคทีเรียทั้งหมดที่สามารถเติบโตในห้องปฏิบัติการณ์[5] สาขาวิชาที่ศึกษาแบคทีเรียรู้จักกันในชื่อ แบคทีเรียวิทยา (bacteriology) อันเป็นสาขาหนึ่งของจุลชีววิทยา
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 24 |
|
2. Operon |
|
เนื่องจากในวิดีโอไม่มีปรากฏ
|
การสังเคราะห์ DNA (DNA replication)
การสังเคราะห์ DNA เป็นปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นได้ทั้งภายในเซลล์และภายนอกเซลล์ ซึ่งพอสรุปไดัดังนี้
1. เมื่อจะมีการสังเคราะห์ DNA เกิดขึ้น สายพอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายของ DNA ต้นแบบจะแยกห่างออกจากกัน โดยพันธะไฮโดรเจน ซึ่งยึดสายทั้งสองสลายตัว เพราะเป็นพันธะที่ไม่แข็งแรง
2. การแยกออกจากกันนี้ก็เพื่อเปิดช่องให้นิวคลีโอไทด์ที่เป็นวัตถุดิบได้เข้าไปจับคู่กับเบสของนิวคลีโอไทด์ที่มีอยู่แล้วในสายเดิม โดย A คู่กับ T และ C คู่กับ G
3. นิวคลีโอไทด์ ที่เข้าไปใหม่นี้จะเชื่อมติดกัน โดยการทำงานของเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เชื่อมนิวคลีโอไทด์เข้าด้วยกัน ซึ่งจะเริ่มจากปลาย 5’ ไปยังปลาย 3’
4. ดังนั้นจาก DNA ที่เป็นต้นแบบ 1 โมเลกุลจะได้ DNA จากการสังเคราะห์ 2 โมเลกุลโดยแต่ละโมเลกุลประกอบด้วยสายพอลินิวคลีโอไทด์เดิม 1 สาย และสายนิวคลีโอไทด์ ใหม่ 1 สาย ซึ่งมีลำดับนิวคลีโอไทด์เหมือนเดิมทุกประการ
5. DNA แต่ละโมเลกุลที่เกิดขึ้น จะประกอบด้วยพอลินิวคลีโอไทด์เดิม 1 สายและสายพอลินิวคลีโอไทด์ใหม่ 1 สาย กระบวนการสังเคราะห์ DNA นี้เรียกว่า ดีเอ็นเอ เรพลิเคชัน (DNA replication)
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 25 |
|
5. Glucose |
|
เนื่องจากกลูโคสไม่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเบื้องต้น
|
สิ่งที่ใช้ในกระบวนการนี้มีดังนี้
1.DNA แม่แบบ (DNA Template)
2.DNA Helicase (DNA Helicase หรือ Helix-destabilizing protein) เป็นเอนไซม์ที่สลายพันธะไฮโดรเจน ทำให้โมเลกุลDNAมีการคลายเกลียวคู่ ออกจากกันเป็นสายเดี่ยว 2 สายโดยอาศัยพลังงานจากการสลาย ATP
3. โปรตีน SSB (single strand DNA binding protein: SSB หรือ DBP) จะจับกับDNA สายเดี่ยวที่แยกออกจากกันเป็นตัวป้องกันไม่ให้ DNAสายเดี่ยวกลับไปจับกันอีก และป้องกัน DNA สายเดี่ยวไม่ให้ถูกย่อยโดยเอนไซม์ Nuclease
4. DNA Gyrase หรือ Topoisomerase ทำหน้าที่คลายปมเหนือจุดแยก (replication fork) โดยการตัด DNA สายใดสายหนึ่งออก เพื่อให้คลายเกลียวได้แล้วจึงต่อกลับใหม่
5. DNA Primase ทำหน้าที่สร้าง RNA เริ่มต้น (RNA primer)
6. DNA polymerase ทำหน้าที่ในการต่อสายPolynucleotide ให้ยาวขึ้นและตรวจสอบลำดับเบสที่ผิดพลาด และกำจัดลำดับเบสที่ผิดพลาดออกไป รวมถึงการกำจัด RNA primer และยังเป็นเอนไซม์หลักในการจำลองตัวของ DNA
7. DNA Ligase ทำหน้าที่เชื่อมดีเอ็นเอเส้นสั้น ๆ เข้าด้วยกัน โดยการสร้างพันธะ Phosphodiesterเชื่อม
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|