| 1 |
What is the primary advantage of 3D food printing?
|
Precise and customized food creations |
|
การพิมพ์อาหารแบบ 3 มิติช่วยให้สามารถสร้างสรรค์อาหารได้ในรูปแบบเฉพาะตัวและแม่นยำตามความต้องการของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง ขนาด หรือส่วนผสมที่เหมาะสมกับบุคคล
|
โดยรวมแล้ว การพิมพ์อาหารแบบ 3 มิติ มีข้อดีเด่นในการสร้างสรรค์อาหารที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลและความต้องการที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้ง่ายในการปรุงอาหารด้วยวิธีดั้งเดิม
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
Which component is NOT part of a standard 3D food printer?
|
Mixing bowl |
|
เพราะว่า เครื่องพิมพ์อาหารแบบ 3 มิติมาตรฐานจะไม่มี ถ้วยผสม (Mixing Bowl) เป็นส่วนประกอบ เพราะส่วนใหญ่จะมีเพียงหัวพิมพ์ (สำหรับบีบส่วนผสม) มอเตอร์ในการเคลื่อนไหว คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์สำหรับควบคุมการพิมพ์ ส่วนการผสมส่วนผสมจะต้องทำให้เรียบร้อยก่อนนำไปใส่ในเครื่องพิมพ์
|
ว่าด้วยทฤษฎี Mixing Bowl ไม่ได้เป็นส่วนประกอบของเครื่องพิมพ์อาหาร 3 มิติเพราะเครื่องพิมพ์เหล่านี้ออกแบบมาให้ใช้ส่วนผสมที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว และเน้นการปล่อยวัสดุอย่างแม่นยำมากกว่าการผสม
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
If a 3D printer deposits a food layer with a thickness of 0.1 mm and builds up to a height of 20 mm, how many layers are required?
|
200 |
|
ในการหาจำนวนชั้นที่ต้องการให้เครื่องพิมพ์สร้างความสูงทั้งหมด 20 มม. ด้วยความหนาของแต่ละชั้น 0.1 มม. สามารถคำนวณได้โดยวิธี
จำนวนชั้น = 20 mm /0.1 mm = 200
|
หลักคิดสำหรับการคำนวณข้อนี้มาจากแนวคิด
เกี่ยวกับ ความหนาแน่นของชั้น และการสะสมชั้นในเชิงปริมาณในการพิมพ์ 3 มิติ โดยใช้การหารง่าย ๆ เพื่อหาจำนวนชั้นที่จำเป็นต้องใช้ให้ได้ความสูงที่กำหนด สรุปคือ การแบ่งความสูงที่ต้องการออกเป็นชั้น ๆ ตามความหนาของแต่ละชั้น จะทำให้ทราบจำนวนชั้นทั้งหมดที่จำเป็นในการสร้างความสูงนั้น
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
A printer uses an extrusion process where the food material flows at a rate of 5 mm³/s. How long will it take to print a food item of 1000 mm³
|
200 seconds |
|
ในการคำนวณเวลาที่ใช้ในการพิมพ์ชิ้นงานอาหารขนาด 1000 มม.³ โดยที่อัตราการไหลของวัสดุพิมพ์คือ 5 มม.³/วินาที สามารถคำนวญได้โดยใช้วิธี เวลา= 1000 มม.³/ 5 มม.³/วินาที = 200 s
|
หลักคิดสำหรับการคำนวณข้อนี้อาศัย แนวคิดเรื่องอัตราการไหลของปริมาตร และการคำนวณเวลาในการเติมเต็มปริมาตรที่ต้องการ ซึ่งในกรณีนี้ใช้การหารง่าย ๆ เพื่อตรวจสอบเวลาที่ต้องใช้ในการพิมพ์
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
What role does rheology play in 3D food printing?
|
It controls the viscosity and elasticity of food in the extrusion process. |
|
Rheology คือการศึกษาลักษณะการไหลและการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัสดุ ซึ่งในกรณีของการพิมพ์อาหาร 3 มิติ จะมีบทบาทสำคัญในการควบคุม ความหนืด (Viscosity) และ ความยืดหยุ่น (Elasticity) ของวัสดุอาหารที่ถูกพิมพ์ออกมา การควบคุมคุณสมบัติทั้งสองนี้ช่วยให้สามารถพิมพ์อาหารได้อย่างแม่นยำ โดยวัสดุจะต้องมีความหนืดที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ไหลออกจากหัวพิมพ์เร็วเกินไปหรือหยุดไหลไปในระหว่างกระบวนการพิมพ์
|
rheology จะช่วยควบคุมลักษณะการไหลและการเปลี่ยนแปลงของวัสดุในกระบวนการพิมพ์อาหาร 3 มิติ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการพิมพ์ที่แม่นยำและคุณภาพของอาหารที่ได้
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
If the surface tension of a food material affects its ability to form shapes, what physical property does it influence the most during printing?
|
Adhesion |
|
Surface tension ของวัสดุอาหารมีผลโดยตรงต่อ การยึดติด ของวัสดุระหว่างชั้นหรือระหว่างวัสดุกับพื้นผิวที่พิมพ์ออกมา ในกระบวนการพิมพ์ 3 มิติ, การยึดติดระหว่างวัสดุและพื้นผิวของวัสดุที่พิมพ์ออกมา หรือระหว่างชั้นที่พิมพ์ต่อกัน จะขึ้นอยู่กับแรงที่เกิดจาก surface tension หาก surface tension สูง อาจทำให้วัสดุยึดติดได้ดีขึ้น แต่หากต่ำก็อาจทำให้วัสดุไม่ยึดติดหรือแยกตัวจากกันได้ง่าย ส่งผลต่อความสามารถในการสร้างรูปร่างที่ต้องการ
|
surface tension มีผลต่อ adhesion ในกระบวนการพิมพ์ 3 มิติ โดยควบคุมการยึดติดระหว่างชั้นอาหารที่พิมพ์ออกมา ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการสร้างรูปร่างที่ต้องการ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
Heat transfer in 3D food printing affects the quality of the final product. Which heat transfer method is NOT typically involved in 3D food printing?
|
Sublimation |
|
Sublimation คือกระบวนการที่ของแข็งเปลี่ยนเป็นก๊าซโดยไม่ผ่านสถานะของเหลว ซึ่งไม่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการถ่ายเทความร้อนที่ใช้ใน การพิมพ์อาหาร 3 มิติ โดยปกติแล้วในกระบวนการพิมพ์อาหาร 3 มิติจะเกี่ยวข้องกับ Conduction, Convection, และ Radiation ที่ใช้ในการถ่ายเทความร้อนเพื่อควบคุมอุณหภูมิของวัสดุอาหารที่พิมพ์ออกมา
|
Sublimation ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการถ่ายเทความร้อนในพิมพ์อาหาร 3 มิติ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนสถานะของวัสดุจากของแข็งเป็นก๊าซโดยตรง ซึ่งไม่เกิดขึ้นในกระบวนการพิมพ์อาหาร 3 มิติ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
If a 3D printer uses a laser with a power of 10 W and the efficiency of converting electrical energy to thermal energy is 80%, what is the actual thermal energy used for printing?
|
8 W |
|
ในการคำนวณพลังงานความร้อนที่ใช้ในการพิมพ์ 3 มิติจากเลเซอร์ที่มีพลังงาน 10 W และมีประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อน 80% สามารถคำนวณได้ดังนี้
พลังงาน = 10 w * 0.80 = 8 w
|
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณพลังงานความร้อนจากประสิทธิภาพของเครื่องพิมพ์ 3 มิติในกรณีนี้ คือ กฎของการอนุรักษ์พลังงาน และ ประสิทธิภาพของเครื่องจักร
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
Assume the thermal conductivity of a food material is 0.2 W/mK. If the temperature gradient is 10 K/m, what is the heat flux through the material?
|
2 W/m² |
|
การคำนวณใช้สูตรสำหรับ Heat Flux (q) จาก Thermal Conductivity ดังนี้
q = k * \nabla T = 0.2W/mK * 10K/m=2W/m
|
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณ Heat Flux ในกรณีนี้คือ Fourier’s Law of Heat Conduction ซึ่งเป็นกฎที่อธิบายการถ่ายเทความร้อนผ่านวัสดุเมื่อมี temperature gradient (ความแตกต่างของอุณหภูมิ) และ thermal conductivity (การนำความร้อนของวัสดุ)
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
What is the significance of surface tension in the context of 3D food printing?
|
It governs the shape and appearance of the printed food surface. |
|
Surface tension ในการพิมพ์อาหาร 3 มิติมีบทบาทสำคัญในการควบคุมรูปร่างและลักษณะของพื้นผิวอาหารที่พิมพ์ออกมา เมื่อวัสดุอาหารถูกพิมพ์ออกมาเป็นชั้นๆ โดยใช้กระบวนการ extrusion หรือการบีบวัสดุออกมาเป็นเส้น ๆ surface tension จะมีผลในการกำหนดว่าอาหารจะมีการเกาะติดกันได้ดีแค่ไหน และจะสามารถสร้างรูปร่างที่ต้องการได้อย่างแม่นยำหรือไม่
โดยเฉพาะ surface tension ช่วยให้วัสดุสามารถควบคุมการไหลของวัสดุอาหารบนพื้นผิวและระหว่างชั้นที่พิมพ์ออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้พื้นผิวของอาหารมีลักษณะที่เรียบหรือมีรูปร่างตามที่ต้องการ
|
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับ surface tension ในการพิมพ์อาหาร 3 มิติ คือ ทฤษฎีเกี่ยวกับการยึดเกาะของของเหลว (Interfacial Tension) และ การไหลของของเหลว (Fluid Flow) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมรูปร่างและพื้นผิวของวัสดุอาหารที่พิมพ์ออกมา
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
What is the primary benefit of using electrostatic field-assisted freezing (EFAF) on gluten?
|
Improves functional properties of gluten |
|
การแช่แข็งด้วยสนามไฟฟ้าสถิตช่วยรักษาความสมบูรณ์ของโครงสร้างและคุณสมบัติการทำงานของกลูเตน โดยควบคุมการเกิดผลึกน้ำแข็งระหว่างกระบวนการแช่แข็ง ทำให้กลูเตนคงความยืดหยุ่น ความหนืด และคุณสมบัติสำคัญอื่น ๆ ได้ดี เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารที่ต้องพึ่งพาประสิทธิภาพของกลูเตนในการผลิต
|
ทฤษฎีการแช่แข็งและคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของอาหาร ซึ่งอธิบายผลกระทบของ สนามไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Field) ต่อกระบวนการแช่แข็ง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
Which functional property of gluten is NOT improved by EFAF according to the article?
|
Nutritional value |
|
การแช่แข็งด้วยสนามไฟฟ้าสถิต (EFAF) มีผลต่อการรักษาคุณสมบัติการทำงานของกลูเตน เช่น ความสามารถในการจับน้ำ (Water Holding Capacity) ความสามารถในการเป็นอิมัลซิไฟเออร์ (Emulsifying Properties) ความสามารถในการเกิดฟอง (Foaming Properties) และความยืดหยุ่นของกลูเตน (Gluten Elasticity) แต่กระบวนการนี้ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อ คุณค่าทางโภชนาการ ของกลูเตน เพราะไม่ได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของมัน
|
ทฤษฎีสำหรับคำตอบนี้อิงจาก หลักการแช่แข็งและการคงคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของโปรตีนในอาหาร
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
If the WHC (Water Holding Capacity) of gluten increased by 0.25% under 900 V electrostatic field compared to the control, what would be the new WHC if the original was 55%?
|
55.25% |
|
55% + 0.25% =55.25%
|
คำตอบนี้อิงจาก การคำนวณเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลง ซึ่งใช้หลักการของการเพิ่มค่าเปอร์เซ็นต์จากค่าเดิม
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
If a sample of gluten (50 mg) is added to 4 mL of water and centrifuged, resulting in a dry weight of 20 mg, what is the WHC?
|
1.5 |
|
WHC= 30/20 =1.5
|
ทฤษฎีสำหรับการคำนวณ Water Holding Capacity (WHC) ของกลูเตนอ้างอิงจากหลักการพื้นฐานในวิชาเคมีอาหารและวิทยาศาสตร์ของสาร
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
How does EFAF affect the α-helix content of gluten proteins?
|
Increases α-helix content |
|
การใช้ Electrostatic Field-Assisted Freezing (EFAF) สามารถช่วยเพิ่มเนื้อหาของ α-helix ในโปรตีนกลูเตนได้ เนื่องจากการประยุกต์ใช้สนามไฟฟ้าสถิตสามารถช่วยรักษาโครงสร้างทางชีวภาพของโปรตีนในขณะที่ลดความเสียหายจากการแช่แข็ง ซึ่งอาจส่งผลให้การจัดระเบียบโครงสร้างโปรตีนในรูปแบบของ α-helix เพิ่มขึ้น
|
EFAF เพิ่ม α-helix content ของโปรตีนกลูเตน เนื่องจากสามารถรักษาความสมบูรณ์ของโครงสร้าง α-helix ได้ดีกว่าการแช่แข็งแบบปกติ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
What is the effect of EFAF on the depolymerization degree of gluten macromolecules at 600 V?
|
ecreases to 5.71% |
|
การใช้ Electrostatic Field-Assisted Freezing (EFAF) ที่ระดับ 600 V สามารถทำให้ การย่อยโมเลกุลของกลูเตน (depolymerization degree) ลดลง โดยการลดความเสียหายของโครงสร้างโมเลกุลและการเปลี่ยนแปลงในระดับโมเลกุล ซึ่งส่งผลให้การย่อยตัวของโมเลกุลกลูเตนลดลงไปที่ประมาณ 5.71% โดยการควบคุมและลดผลกระทบจากกระบวนการแช่แข็ง
|
ทฤษฎีหลักที่อธิบายผลของ Electrostatic Field-Assisted Freezing (EFAF) ต่อ degree of depolymerization ของโมเลกุลกลูเตนอ้างอิงจากหลักการทางฟิสิกส์และเคมีอาหาร
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
Assuming the electrostatic field changes the orientation of water molecules, what physical property does this directly influence during freezing?
|
Thermal conductivity |
|
การใช้สนามไฟฟ้าสถิตในกระบวนการแช่แข็งสามารถเปลี่ยนการจัดเรียงของโมเลกุลน้ำ (orientation of water molecules) ซึ่งส่งผลต่อ ความสามารถในการนำความร้อน หรือ thermal conductivity ของน้ำและของระบบที่เกี่ยวข้อง. เมื่อสนามไฟฟ้าสถิตทำให้โมเลกุลน้ำมีการจัดเรียงใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้สามารถส่งผลต่ออัตราการถ่ายโอนความร้อนในระหว่างกระบวนการแช่แข็ง เนื่องจากโมเลกุลน้ำที่จัดเรียงใหม่อาจมีการนำความร้อนได้แตกต่างจากการจัดเรียงแบบเดิม
|
การที่สนามไฟฟ้าสถิต เปลี่ยนการจัดเรียงของโมเลกุลน้ำ จะส่งผลโดยตรงต่อ thermal conductivity ซึ่งคือความสามารถในการถ่ายโอนความร้อนในระหว่างกระบวนการแช่แข็ง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
Given that the electrostatic field is applied at 900 V and improves the water holding capacity by 0.25%, calculate the increase if the original water holding capacity was 2.5 g/g.
|
0.00625 g/g |
|
= WHC x 0.25/100 = 2.5g/g x 0.0025= 0.00625 g/g
|
1. Water Holding Capacity (WHC) คือ ความสามารถของวัสดุ (ในที่นี้คือกลูเตน) ในการดูดซับน้ำหรือการเก็บน้ำไว้ในโครงสร้างของมัน. การเพิ่มขึ้นของ WHC หมายถึงการที่วัสดุสามารถดูดซับน้ำได้มากขึ้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนหรือมีการใช้เทคนิคพิเศษ เช่น การใช้สนามไฟฟ้าสถิต.
2. การคำนวณการเพิ่มขึ้นจากเปอร์เซ็นต์:
การเพิ่มขึ้นของ WHC ในกรณีนี้คือ 0.25% ซึ่งหมายถึงการเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนของ WHC เดิม. เมื่อนำค่าเดิมของ WHC (2.5 g/g) มาคูณกับการเพิ่มขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ (0.25%) ซึ่งต้องแปลงเป็นเลขทศนิยม (0.0025) จะได้ค่าเพิ่มขึ้น
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
If the emulsification stability of gluten increased by 10% under EFAF and the original stability index was 50, what would be the new stability index?
|
55 |
|
Stability index = Stability index + 50 = 55
|
1. Stability Index เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการคงรูปของอิมัลชัน (emulsion) หรือการเก็บความเสถียรของน้ำและน้ำมันในระบบ ซึ่งมีผลต่อคุณสมบัติของกลูเตนในการเป็นอิมัลซิไฟเออร์ (emulsifier). ค่า Stability Index จะบ่งบอกถึงความเสถียรของอิมัลชัน โดยค่า Stability Index ที่สูงขึ้นหมายถึงอิมัลชันมีความเสถียรมากขึ้น.
2. การเพิ่มขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ (Percentage Increase):
เมื่อมีการเพิ่มขึ้นของความเสถียรในกระบวนการแช่แข็งที่ใช้สนามไฟฟ้าสถิต (EFAF) เช่น เพิ่มขึ้น 10% จะหมายถึงการเพิ่มขึ้นในระดับ stability index จากค่าเดิมตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด.
3. การคำนวณ:
การคำนวณค่า Stability Index ใหม่สามารถทำได้โดยการคูณค่า Stability Index เดิมกับเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้น (ในที่นี้คือ 10% หรือ 0.1) แล้วเพิ่มผลลัพธ์เข้าไปในค่า Stability Index เดิม
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
What is the significance of the g-g-g configuration of disulfide bonds in gluten proteins under EFAF?
|
Indicates increased gluten elasticity |
|
จัดเรียงของ disulfide bonds ในโปรตีนกลูเตนในรูปแบบ g-g-g configuration (ซึ่งหมายถึงการเชื่อมโยงกันของกรดอะมิโนที่มีกลุ่มซัลไฟด์) สามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น (elasticity) ของกลูเตนได้ การที่ disulfide bonds อยู่ในรูปแบบนี้ทำให้โครงสร้างของกลูเตนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับการทำขนมปังหรืออาหารที่ต้องการกลูเตนที่มีความยืดหยุ่นสูงภายใต้การใช้ Electrostatic Field-Assisted Freezing (EFAF), การจัดเรียงนี้สามารถช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางกลไกของกลูเตน เช่น ความยืดหยุ่น และเพิ่มคุณสมบัติการพองตัวที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ในกระบวนการผลิตอาหาร
|
1. Disulfide Bonds และคุณสมบัติของกลูเตน:
• Disulfide bonds คือพันธะระหว่างอะตอมของซัลเฟอร์ในกรดอะมิโนซีสเทอีน (cysteine) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างโครงสร้างสามมิติของโปรตีน. ในกรณีของกลูเตน, disulfide bonds ช่วยให้โปรตีนมีความยืดหยุ่นและเสถียรภาพที่สูงขึ้น, ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในกระบวนการทำขนมปังหรืออาหารที่ต้องการการยืดหยุ่นของกลูเตน.
2. g-g-g Configuration:
• การจัดเรียงของ disulfide bonds ในรูปแบบ g-g-g (หรือที่เรียกว่า γ-γ-γ configuration) จะทำให้โครงสร้างของโปรตีนมีความยืดหยุ่นสูงขึ้น เนื่องจากการจัดเรียงนี้ช่วยให้โปรตีนสามารถปรับตัวได้ดีขึ้นในกระบวนการทางกล. ซึ่งส่งผลให้กลูเตนมี elasticity หรือความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น.
3. ผลของ EFAF:
• เมื่อใช้ Electrostatic Field-Assisted Freezing (EFAF), สนามไฟฟ้าสถิตจะช่วยกระตุ้นหรือเพิ่มการเชื่อมโยง disulfide bonds ในโปรตีนกลูเตน. การจัดเรียงใหม่ของ disulfide bonds ภายใต้สนามไฟฟ้าสามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกลูเตนได้, ซึ่งทำให้คุณสมบัติของกลูเตนดีขึ้นในด้าน elasticity และความสามารถในการรองรับการพองตัวในกระบวนการทำขนมปัง.
4. บทสรุป:
ดังนั้นการที่ g-g-g configuration ของ disulfide bonds ในกลูเตนเพิ่มขึ้นภายใต้การใช้ EFAF จะส่งผลให้โปรตีนกลูเตนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อคุณสมบัติของกลูเตนในการนำมาใช้ในอาหารที่ต้องการความยืดหยุ่น เช่น ขนมปัง.
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|