ตรวจข้อสอบ > ภัทรวรรธน์ รุ่งวิไลเจริญ > ความถนัดฟิสิกส์ทางวิศวกรรมศาสตร์ | Engineering Physics Aptitude > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 0 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


What is the primary advantage of 3D food printing?

Precise and customized food creations

การพิมพ์อาหารแบบ 3 มิติช่วยให้สามารถสร้างสรรค์อาหารได้ในรูปแบบเฉพาะตัวและแม่นยำตามความต้องการของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง ขนาด หรือส่วนผสมที่เหมาะสมกับบุคคล

โดยรวมแล้ว การพิมพ์อาหารแบบ 3 มิติ มีข้อดีเด่นในการสร้างสรรค์อาหารที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลและความต้องการที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้ง่ายในการปรุงอาหารด้วยวิธีดั้งเดิม

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


Which component is NOT part of a standard 3D food printer?

Mixing bowl

เพราะว่า เครื่องพิมพ์อาหารแบบ 3 มิติมาตรฐานจะไม่มี ถ้วยผสม (Mixing Bowl) เป็นส่วนประกอบ เพราะส่วนใหญ่จะมีเพียงหัวพิมพ์ (สำหรับบีบส่วนผสม) มอเตอร์ในการเคลื่อนไหว คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์สำหรับควบคุมการพิมพ์ ส่วนการผสมส่วนผสมจะต้องทำให้เรียบร้อยก่อนนำไปใส่ในเครื่องพิมพ์

ว่าด้วยทฤษฎี Mixing Bowl ไม่ได้เป็นส่วนประกอบของเครื่องพิมพ์อาหาร 3 มิติเพราะเครื่องพิมพ์เหล่านี้ออกแบบมาให้ใช้ส่วนผสมที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว และเน้นการปล่อยวัสดุอย่างแม่นยำมากกว่าการผสม

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


If a 3D printer deposits a food layer with a thickness of 0.1 mm and builds up to a height of 20 mm, how many layers are required?

200

ในการหาจำนวนชั้นที่ต้องการให้เครื่องพิมพ์สร้างความสูงทั้งหมด 20 มม. ด้วยความหนาของแต่ละชั้น 0.1 มม. สามารถคำนวณได้โดยวิธี จำนวนชั้น = 20 mm /0.1 mm = 200

หลักคิดสำหรับการคำนวณข้อนี้มาจากแนวคิด เกี่ยวกับ ความหนาแน่นของชั้น และการสะสมชั้นในเชิงปริมาณในการพิมพ์ 3 มิติ โดยใช้การหารง่าย ๆ เพื่อหาจำนวนชั้นที่จำเป็นต้องใช้ให้ได้ความสูงที่กำหนด สรุปคือ การแบ่งความสูงที่ต้องการออกเป็นชั้น ๆ ตามความหนาของแต่ละชั้น จะทำให้ทราบจำนวนชั้นทั้งหมดที่จำเป็นในการสร้างความสูงนั้น

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


A printer uses an extrusion process where the food material flows at a rate of 5 mm³/s. How long will it take to print a food item of 1000 mm³

200 seconds

ในการคำนวณเวลาที่ใช้ในการพิมพ์ชิ้นงานอาหารขนาด 1000 มม.³ โดยที่อัตราการไหลของวัสดุพิมพ์คือ 5 มม.³/วินาที สามารถคำนวญได้โดยใช้วิธี เวลา= 1000 มม.³/ 5 มม.³/วินาที = 200 s

หลักคิดสำหรับการคำนวณข้อนี้อาศัย แนวคิดเรื่องอัตราการไหลของปริมาตร และการคำนวณเวลาในการเติมเต็มปริมาตรที่ต้องการ ซึ่งในกรณีนี้ใช้การหารง่าย ๆ เพื่อตรวจสอบเวลาที่ต้องใช้ในการพิมพ์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


What role does rheology play in 3D food printing?

It controls the viscosity and elasticity of food in the extrusion process.

Rheology คือการศึกษาลักษณะการไหลและการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัสดุ ซึ่งในกรณีของการพิมพ์อาหาร 3 มิติ จะมีบทบาทสำคัญในการควบคุม ความหนืด (Viscosity) และ ความยืดหยุ่น (Elasticity) ของวัสดุอาหารที่ถูกพิมพ์ออกมา การควบคุมคุณสมบัติทั้งสองนี้ช่วยให้สามารถพิมพ์อาหารได้อย่างแม่นยำ โดยวัสดุจะต้องมีความหนืดที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ไหลออกจากหัวพิมพ์เร็วเกินไปหรือหยุดไหลไปในระหว่างกระบวนการพิมพ์

rheology จะช่วยควบคุมลักษณะการไหลและการเปลี่ยนแปลงของวัสดุในกระบวนการพิมพ์อาหาร 3 มิติ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการพิมพ์ที่แม่นยำและคุณภาพของอาหารที่ได้

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


If the surface tension of a food material affects its ability to form shapes, what physical property does it influence the most during printing?

Adhesion

Surface tension ของวัสดุอาหารมีผลโดยตรงต่อ การยึดติด ของวัสดุระหว่างชั้นหรือระหว่างวัสดุกับพื้นผิวที่พิมพ์ออกมา ในกระบวนการพิมพ์ 3 มิติ, การยึดติดระหว่างวัสดุและพื้นผิวของวัสดุที่พิมพ์ออกมา หรือระหว่างชั้นที่พิมพ์ต่อกัน จะขึ้นอยู่กับแรงที่เกิดจาก surface tension หาก surface tension สูง อาจทำให้วัสดุยึดติดได้ดีขึ้น แต่หากต่ำก็อาจทำให้วัสดุไม่ยึดติดหรือแยกตัวจากกันได้ง่าย ส่งผลต่อความสามารถในการสร้างรูปร่างที่ต้องการ

surface tension มีผลต่อ adhesion ในกระบวนการพิมพ์ 3 มิติ โดยควบคุมการยึดติดระหว่างชั้นอาหารที่พิมพ์ออกมา ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการสร้างรูปร่างที่ต้องการ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


Heat transfer in 3D food printing affects the quality of the final product. Which heat transfer method is NOT typically involved in 3D food printing?

Sublimation

Sublimation คือกระบวนการที่ของแข็งเปลี่ยนเป็นก๊าซโดยไม่ผ่านสถานะของเหลว ซึ่งไม่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการถ่ายเทความร้อนที่ใช้ใน การพิมพ์อาหาร 3 มิติ โดยปกติแล้วในกระบวนการพิมพ์อาหาร 3 มิติจะเกี่ยวข้องกับ Conduction, Convection, และ Radiation ที่ใช้ในการถ่ายเทความร้อนเพื่อควบคุมอุณหภูมิของวัสดุอาหารที่พิมพ์ออกมา

Sublimation ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการถ่ายเทความร้อนในพิมพ์อาหาร 3 มิติ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนสถานะของวัสดุจากของแข็งเป็นก๊าซโดยตรง ซึ่งไม่เกิดขึ้นในกระบวนการพิมพ์อาหาร 3 มิติ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


If a 3D printer uses a laser with a power of 10 W and the efficiency of converting electrical energy to thermal energy is 80%, what is the actual thermal energy used for printing?

8 W

ในการคำนวณพลังงานความร้อนที่ใช้ในการพิมพ์ 3 มิติจากเลเซอร์ที่มีพลังงาน 10 W และมีประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อน 80% สามารถคำนวณได้ดังนี้ พลังงาน = 10 w * 0.80 = 8 w

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณพลังงานความร้อนจากประสิทธิภาพของเครื่องพิมพ์ 3 มิติในกรณีนี้ คือ กฎของการอนุรักษ์พลังงาน และ ประสิทธิภาพของเครื่องจักร

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


Assume the thermal conductivity of a food material is 0.2 W/mK. If the temperature gradient is 10 K/m, what is the heat flux through the material?

2 W/m²

การคำนวณใช้สูตรสำหรับ Heat Flux (q) จาก Thermal Conductivity ดังนี้ q = k * \nabla T = 0.2W/mK * 10K/m=2W/m

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณ Heat Flux ในกรณีนี้คือ Fourier’s Law of Heat Conduction ซึ่งเป็นกฎที่อธิบายการถ่ายเทความร้อนผ่านวัสดุเมื่อมี temperature gradient (ความแตกต่างของอุณหภูมิ) และ thermal conductivity (การนำความร้อนของวัสดุ)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


What is the significance of surface tension in the context of 3D food printing?

It governs the shape and appearance of the printed food surface.

Surface tension ในการพิมพ์อาหาร 3 มิติมีบทบาทสำคัญในการควบคุมรูปร่างและลักษณะของพื้นผิวอาหารที่พิมพ์ออกมา เมื่อวัสดุอาหารถูกพิมพ์ออกมาเป็นชั้นๆ โดยใช้กระบวนการ extrusion หรือการบีบวัสดุออกมาเป็นเส้น ๆ surface tension จะมีผลในการกำหนดว่าอาหารจะมีการเกาะติดกันได้ดีแค่ไหน และจะสามารถสร้างรูปร่างที่ต้องการได้อย่างแม่นยำหรือไม่ โดยเฉพาะ surface tension ช่วยให้วัสดุสามารถควบคุมการไหลของวัสดุอาหารบนพื้นผิวและระหว่างชั้นที่พิมพ์ออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้พื้นผิวของอาหารมีลักษณะที่เรียบหรือมีรูปร่างตามที่ต้องการ

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับ surface tension ในการพิมพ์อาหาร 3 มิติ คือ ทฤษฎีเกี่ยวกับการยึดเกาะของของเหลว (Interfacial Tension) และ การไหลของของเหลว (Fluid Flow) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมรูปร่างและพื้นผิวของวัสดุอาหารที่พิมพ์ออกมา

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


What is the primary benefit of using electrostatic field-assisted freezing (EFAF) on gluten?

Improves functional properties of gluten

การแช่แข็งด้วยสนามไฟฟ้าสถิตช่วยรักษาความสมบูรณ์ของโครงสร้างและคุณสมบัติการทำงานของกลูเตน โดยควบคุมการเกิดผลึกน้ำแข็งระหว่างกระบวนการแช่แข็ง ทำให้กลูเตนคงความยืดหยุ่น ความหนืด และคุณสมบัติสำคัญอื่น ๆ ได้ดี เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารที่ต้องพึ่งพาประสิทธิภาพของกลูเตนในการผลิต

ทฤษฎีการแช่แข็งและคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของอาหาร ซึ่งอธิบายผลกระทบของ สนามไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Field) ต่อกระบวนการแช่แข็ง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


Which functional property of gluten is NOT improved by EFAF according to the article?

Nutritional value

การแช่แข็งด้วยสนามไฟฟ้าสถิต (EFAF) มีผลต่อการรักษาคุณสมบัติการทำงานของกลูเตน เช่น ความสามารถในการจับน้ำ (Water Holding Capacity) ความสามารถในการเป็นอิมัลซิไฟเออร์ (Emulsifying Properties) ความสามารถในการเกิดฟอง (Foaming Properties) และความยืดหยุ่นของกลูเตน (Gluten Elasticity) แต่กระบวนการนี้ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อ คุณค่าทางโภชนาการ ของกลูเตน เพราะไม่ได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของมัน

ทฤษฎีสำหรับคำตอบนี้อิงจาก หลักการแช่แข็งและการคงคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของโปรตีนในอาหาร

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


If the WHC (Water Holding Capacity) of gluten increased by 0.25% under 900 V electrostatic field compared to the control, what would be the new WHC if the original was 55%?

55.25%

55% + 0.25% =55.25%

คำตอบนี้อิงจาก การคำนวณเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลง ซึ่งใช้หลักการของการเพิ่มค่าเปอร์เซ็นต์จากค่าเดิม

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


If a sample of gluten (50 mg) is added to 4 mL of water and centrifuged, resulting in a dry weight of 20 mg, what is the WHC?

1.5

WHC= 30/20 =1.5

ทฤษฎีสำหรับการคำนวณ Water Holding Capacity (WHC) ของกลูเตนอ้างอิงจากหลักการพื้นฐานในวิชาเคมีอาหารและวิทยาศาสตร์ของสาร

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


How does EFAF affect the α-helix content of gluten proteins?

Increases α-helix content

การใช้ Electrostatic Field-Assisted Freezing (EFAF) สามารถช่วยเพิ่มเนื้อหาของ α-helix ในโปรตีนกลูเตนได้ เนื่องจากการประยุกต์ใช้สนามไฟฟ้าสถิตสามารถช่วยรักษาโครงสร้างทางชีวภาพของโปรตีนในขณะที่ลดความเสียหายจากการแช่แข็ง ซึ่งอาจส่งผลให้การจัดระเบียบโครงสร้างโปรตีนในรูปแบบของ α-helix เพิ่มขึ้น

EFAF เพิ่ม α-helix content ของโปรตีนกลูเตน เนื่องจากสามารถรักษาความสมบูรณ์ของโครงสร้าง α-helix ได้ดีกว่าการแช่แข็งแบบปกติ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


What is the effect of EFAF on the depolymerization degree of gluten macromolecules at 600 V?

ecreases to 5.71%

การใช้ Electrostatic Field-Assisted Freezing (EFAF) ที่ระดับ 600 V สามารถทำให้ การย่อยโมเลกุลของกลูเตน (depolymerization degree) ลดลง โดยการลดความเสียหายของโครงสร้างโมเลกุลและการเปลี่ยนแปลงในระดับโมเลกุล ซึ่งส่งผลให้การย่อยตัวของโมเลกุลกลูเตนลดลงไปที่ประมาณ 5.71% โดยการควบคุมและลดผลกระทบจากกระบวนการแช่แข็ง

ทฤษฎีหลักที่อธิบายผลของ Electrostatic Field-Assisted Freezing (EFAF) ต่อ degree of depolymerization ของโมเลกุลกลูเตนอ้างอิงจากหลักการทางฟิสิกส์และเคมีอาหาร

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


Assuming the electrostatic field changes the orientation of water molecules, what physical property does this directly influence during freezing?

Thermal conductivity

การใช้สนามไฟฟ้าสถิตในกระบวนการแช่แข็งสามารถเปลี่ยนการจัดเรียงของโมเลกุลน้ำ (orientation of water molecules) ซึ่งส่งผลต่อ ความสามารถในการนำความร้อน หรือ thermal conductivity ของน้ำและของระบบที่เกี่ยวข้อง. เมื่อสนามไฟฟ้าสถิตทำให้โมเลกุลน้ำมีการจัดเรียงใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้สามารถส่งผลต่ออัตราการถ่ายโอนความร้อนในระหว่างกระบวนการแช่แข็ง เนื่องจากโมเลกุลน้ำที่จัดเรียงใหม่อาจมีการนำความร้อนได้แตกต่างจากการจัดเรียงแบบเดิม

การที่สนามไฟฟ้าสถิต เปลี่ยนการจัดเรียงของโมเลกุลน้ำ จะส่งผลโดยตรงต่อ thermal conductivity ซึ่งคือความสามารถในการถ่ายโอนความร้อนในระหว่างกระบวนการแช่แข็ง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


Given that the electrostatic field is applied at 900 V and improves the water holding capacity by 0.25%, calculate the increase if the original water holding capacity was 2.5 g/g.

0.00625 g/g

= WHC x 0.25/100 = 2.5g/g x 0.0025= 0.00625 g/g

1. Water Holding Capacity (WHC) คือ ความสามารถของวัสดุ (ในที่นี้คือกลูเตน) ในการดูดซับน้ำหรือการเก็บน้ำไว้ในโครงสร้างของมัน. การเพิ่มขึ้นของ WHC หมายถึงการที่วัสดุสามารถดูดซับน้ำได้มากขึ้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนหรือมีการใช้เทคนิคพิเศษ เช่น การใช้สนามไฟฟ้าสถิต. 2. การคำนวณการเพิ่มขึ้นจากเปอร์เซ็นต์: การเพิ่มขึ้นของ WHC ในกรณีนี้คือ 0.25% ซึ่งหมายถึงการเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนของ WHC เดิม. เมื่อนำค่าเดิมของ WHC (2.5 g/g) มาคูณกับการเพิ่มขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ (0.25%) ซึ่งต้องแปลงเป็นเลขทศนิยม (0.0025) จะได้ค่าเพิ่มขึ้น

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


If the emulsification stability of gluten increased by 10% under EFAF and the original stability index was 50, what would be the new stability index?

55

Stability index = Stability index + 50 = 55

1. Stability Index เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการคงรูปของอิมัลชัน (emulsion) หรือการเก็บความเสถียรของน้ำและน้ำมันในระบบ ซึ่งมีผลต่อคุณสมบัติของกลูเตนในการเป็นอิมัลซิไฟเออร์ (emulsifier). ค่า Stability Index จะบ่งบอกถึงความเสถียรของอิมัลชัน โดยค่า Stability Index ที่สูงขึ้นหมายถึงอิมัลชันมีความเสถียรมากขึ้น. 2. การเพิ่มขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ (Percentage Increase): เมื่อมีการเพิ่มขึ้นของความเสถียรในกระบวนการแช่แข็งที่ใช้สนามไฟฟ้าสถิต (EFAF) เช่น เพิ่มขึ้น 10% จะหมายถึงการเพิ่มขึ้นในระดับ stability index จากค่าเดิมตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด. 3. การคำนวณ: การคำนวณค่า Stability Index ใหม่สามารถทำได้โดยการคูณค่า Stability Index เดิมกับเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้น (ในที่นี้คือ 10% หรือ 0.1) แล้วเพิ่มผลลัพธ์เข้าไปในค่า Stability Index เดิม

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


What is the significance of the g-g-g configuration of disulfide bonds in gluten proteins under EFAF?

Indicates increased gluten elasticity

จัดเรียงของ disulfide bonds ในโปรตีนกลูเตนในรูปแบบ g-g-g configuration (ซึ่งหมายถึงการเชื่อมโยงกันของกรดอะมิโนที่มีกลุ่มซัลไฟด์) สามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น (elasticity) ของกลูเตนได้ การที่ disulfide bonds อยู่ในรูปแบบนี้ทำให้โครงสร้างของกลูเตนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับการทำขนมปังหรืออาหารที่ต้องการกลูเตนที่มีความยืดหยุ่นสูงภายใต้การใช้ Electrostatic Field-Assisted Freezing (EFAF), การจัดเรียงนี้สามารถช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางกลไกของกลูเตน เช่น ความยืดหยุ่น และเพิ่มคุณสมบัติการพองตัวที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ในกระบวนการผลิตอาหาร

1. Disulfide Bonds และคุณสมบัติของกลูเตน: • Disulfide bonds คือพันธะระหว่างอะตอมของซัลเฟอร์ในกรดอะมิโนซีสเทอีน (cysteine) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างโครงสร้างสามมิติของโปรตีน. ในกรณีของกลูเตน, disulfide bonds ช่วยให้โปรตีนมีความยืดหยุ่นและเสถียรภาพที่สูงขึ้น, ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในกระบวนการทำขนมปังหรืออาหารที่ต้องการการยืดหยุ่นของกลูเตน. 2. g-g-g Configuration: • การจัดเรียงของ disulfide bonds ในรูปแบบ g-g-g (หรือที่เรียกว่า γ-γ-γ configuration) จะทำให้โครงสร้างของโปรตีนมีความยืดหยุ่นสูงขึ้น เนื่องจากการจัดเรียงนี้ช่วยให้โปรตีนสามารถปรับตัวได้ดีขึ้นในกระบวนการทางกล. ซึ่งส่งผลให้กลูเตนมี elasticity หรือความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น. 3. ผลของ EFAF: • เมื่อใช้ Electrostatic Field-Assisted Freezing (EFAF), สนามไฟฟ้าสถิตจะช่วยกระตุ้นหรือเพิ่มการเชื่อมโยง disulfide bonds ในโปรตีนกลูเตน. การจัดเรียงใหม่ของ disulfide bonds ภายใต้สนามไฟฟ้าสามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกลูเตนได้, ซึ่งทำให้คุณสมบัติของกลูเตนดีขึ้นในด้าน elasticity และความสามารถในการรองรับการพองตัวในกระบวนการทำขนมปัง. 4. บทสรุป: ดังนั้นการที่ g-g-g configuration ของ disulfide bonds ในกลูเตนเพิ่มขึ้นภายใต้การใช้ EFAF จะส่งผลให้โปรตีนกลูเตนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อคุณสมบัติของกลูเตนในการนำมาใช้ในอาหารที่ต้องการความยืดหยุ่น เช่น ขนมปัง.

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 106.25 เต็ม 140

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา