| 1 |
โรคหัวใจและหลอดเลือดประเภทหลัก ๆ (CVD) ที่กล่าวถึงในบทความนี้มีอะไรบ้าง
|
หัวใจล้มเหลว |
|
|
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
วัสดุชีวภาพใดที่มีลักษณะพิเศษในการจำรูปร่างและมักใช้ในขดลวด
|
โลหะผสมนิกเกิล-ไทเทเนียม (นิทินอล) |
|
วัสดุชีวภาพที่มีลักษณะพิเศษในการจำรูปร่างและมักใช้ในขดลวดคือ นิกินอล (Nitinol) ซึ่งเป็นโลหะผสมของนิกเกิลและไทเทเนียม. นิกินอลมีคุณสมบัติพิเศษที่เรียกว่า “shape memory” หรือ “shape memory effect” หมายถึงการสามารถกลับคืนสู่รูปร่างเดิมได้เมื่อได้รับความร้อน
|
คุณสมบัตินี้ทำให้นิกินอลถูกนำมาใช้ในหลายแอปพลิเคชันทางการแพทย์ เช่น ขดลวด (stents) ที่ใช้ในหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดแดง เพื่อขยายและคงความเปิดของหลอดเลือดที่ตีบหรืออุดตัน. เมื่อขดลวดนิกินอลถูกใส่เข้าไปในหลอดเลือดที่มีอุณหภูมิร่างกาย ขดลวดจะขยายและคงรูปร่างตามที่กำหนดไว้ ทำให้การไหลเวียนของเลือดกลับมาเป็นปกติ
งานที่สนับสนุนแนวคิด :
• Nitinol Information
• Medtronic on Nitinol Stents
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
ประโยชน์หลักของการใช้ขดลวดที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพเหนือขดลวดโลหะแบบดั้งเดิมคืออะไร?
|
การสนับสนุนอย่างถาวร |
|
ขดลวดที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในการรักษาหัวใจและหลอดเลือด เป็นทางเลือกแทนขดลวดโลหะแบบดั้งเดิม ขดลวดเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา สนับสนุนกระบวนการสมานตามธรรมชาติของหลอดเลือดดำ และช่วยให้สามารถรักษาในอนาคตได้ การพัฒนาและการใช้งานของพวกเขานำเสนอวิธีการใหม่และมีแนวโน้มในการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด
|
งานที่สนับสนุนแนวคิด :
https://www.medikal.org/th/urolojik-cihazlar/urolojik-stentler/biyodegradabl-stentler/
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
ข้อเสียเปรียบหลักของขดลวดโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เช่น PLA/PGA คืออะไร
|
ความแข็งแรงทางกลมีจำกัด |
|
ขดลวดโพลีเมอร์มักมีความแข็งแรงต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับขดลวดโลหะ ซึ่งอาจทำให้มีความเสี่ยงในการแตกหักหรือยุบตัวภายในหลอดเลือดได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ยังไม่ได้ย่อยสลายหมด
|
ข้อเสียเปรียบหลักของขดลวดโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เช่น PLA (Polylactic Acid) และ PGA (Polyglycolic Acid) มีดังนี้:
1. ความแข็งแรงต่ำกว่า: ขดลวดโพลีเมอร์มักมีความแข็งแรงต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับขดลวดโลหะ ซึ่งอาจทำให้มีความเสี่ยงในการแตกหักหรือยุบตัวภายในหลอดเลือดได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ยังไม่ได้ย่อยสลายหมด
2. กระบวนการย่อยสลาย: การย่อยสามารถทำให้เกิดการอักเสบในหลอดเลือดได้ เพราะผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการย่อยสลายอาจกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
3. การควบคุมระยะเวลาย่อยสลาย: การย่อยสลายของขดลวดโพลีเมอร์อาจไม่สามารถดีเหมือนที่คาดหวัง บางครั้งอาจย่อยสลายเร็วเกินไปหรือช้ากว่าที่ต้องการ ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรักษาหลอดเลือด
4. ข้อจำกัดในการใช้งานในบางกรณี: ขดลวดโพลีเมอร์อาจไม่เหมาะสมสำหรับหลอดเลือดที่มีการโค้งงอหรือที่มีการเคลื่อนไหวมากและความแข็งแรงที่ต่ำกว่าโลหะ ทำให้มีความเสี่ยงในการไม่สามารถคงรูปร่างหรือทำงานได้ดีในสภาพแวดล้อมเช่นนี้
งานที่สนับสนุนแนวคิด :
• Challenges of Bioresorbable Stents
• Polylactic Acid and Polyglycolic Acid Stents
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
วัสดุชีวภาพประเภทใดที่เหมาะกับความเข้ากันได้ทางชีวภาพในการใช้งานด้านหัวใจและหลอดเลือด
|
วัสดุชีวภาพโพลีเมอร์ |
|
พอลีเมอร์ชีวภาพ PCL (Polycaprolactone): เป็นพอลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ช้าในร่างกาย มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถปรับแต่งคุณสมบัติได้ตามต้องการ
|
วัสดุชีวภาพที่เหมาะกับการใช้งานด้านหัวใจและหลอดเลือดจะต้องมีความเข้ากันได้ทางชีวภาพสูง ซึ่งหมายถึงวัสดุนั้นต้องไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันหรือการอักเสบในร่างกาย รวมถึงต้องมีคุณสมบัติทางกลไกที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด วัสดุชีวภาพหลัก ๆ ที่เหมาะสมในงานนี้มีดังนี้:
• ไฮโดรเจล (Hydrogels): เป็นวัสดุชีวภาพที่มีโครงสร้างคล้ายเจล ทำให้มีความยืดหยุ่นและเข้ากันได้ทางชีวภาพสูง ใช้ในการเคลือบขดลวดหรือใช้เป็นวัสดุในการรักษาบาดแผลในหลอดเลือด
• โปรตีน (Synthetic Proteins): เช่น โพลีเมอร์ที่ทำจากกรดอะมิโน ซึ่งสามารถปรับแต่งให้เข้ากับการใช้งานในร่างกายมนุษย์ได้ดี มีความเข้ากันได้ทางชีวภาพสูงและสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
ขดลวดเมมโมรีอัลลอยด์ได้รับการออกแบบให้คืนรูปทรงเดิมที่อุณหภูมิที่กำหนด หากการเปลี่ยนเฟสที่อุณหภูมิสูงของขดลวดเกิดขึ้นที่ 50°C จุดเปลี่ยนในหน่วยฟาเรนไฮต์คือเท่าใด
|
122°F |
|
สำหรับอุณหภูมิ 50°C:
F = 9/5(50) + 32
F = 90 + 32
F = 122
ดังนั้น จุดเปลี่ยนเฟสที่อุณหภูมิ 50°C ในหน่วยฟาเรนไฮต์คือ 122°F.
|
ในการแปลงอุณหภูมิจากเซลเซียส (Celsius) เป็นฟาเรนไฮต์ (Fahrenheit) ใช้สูตร:
F = 9/5C + 32
โดยที่ C คืออุณหภูมิในหน่วยเซลเซียส และ F คืออุณหภูมิในหน่วยฟาเรนไฮต์
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
ขดลวดที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพจะลดลงในอัตรา 7% ต่อเดือน ถ้ามวลขดลวดเริ่มต้นคือ 120 กรัม หลังจากผ่านไป 4 เดือน มวลของขดลวดจะเป็นเท่าใด
|
90.43 กรัม |
|
M = 120 \times (1 - 0.07)^4
M = 120 \times (0.93)^4
M = 120 \times*0.747
M = 90.43
ดังนั้น หลังจากผ่านไป 4 เดือน มวลของขดลวดจะเหลือประมาณ 90.43 กรัม
|
การคำนวณมวลของขดลวดที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพที่ลดลงในอัตรา 7% ต่อเดือนสามารถทำได้โดยการใช้สูตรของการลดลงแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล:
M = M0(1 - r)^t
โดยที่:
• M คือมวลที่เหลืออยู่หลังจาก t เดือน
• M0 คือมวลเริ่มต้น (120 กรัม)
• r คืออัตราการลดลงต่อเดือน (0.07 หรือ 7%)
• t คือจำนวนเดือน (4 เดือน)
แทนค่าลงในสูตร:
M = 120 \times (1 - 0.07)^4
M = 120 \times (0.93)^4
M = 120 \times*0.747
M = 90.43
ดังนั้น หลังจากผ่านไป 4 เดือน มวลของขดลวดจะเหลือประมาณ 90.43 กรัม
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
ขดลวดเมมโมรีอัลลอยด์ถูกบีบอัดที่อุณหภูมิห้อง (25°C) จากนั้นขยายเป็นรูปร่างเดิมที่อุณหภูมิร่างกาย (37°C) ถ้าความจุความร้อนจำเพาะของโลหะผสมคือ 0.45 J/ g°C และมวลของขดลวดคือ 60 กรัม ต้องใช้ความร้อนปริมาณเท่าใด
|
207 J |
|
|
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
หากจำเป็นต้องปลูกถ่ายหลอดเลือดในหลอดเลือดแดงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 มม. และกราฟต์ขยายเป็น 1.8 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางเดิม เส้นผ่านศูนย์กลางสุดท้ายของกราฟต์คือเท่าใด?
|
7.2 มม. |
|
เส้นผ่านศูนย์กลางสุดท้าย
= 4*1.8 = 7.2
ดังนั้น เส้นผ่านศูนย์กลางสุดท้ายของกราฟต์หลังจากการขยายจะเท่ากับ 7.2 มม.
|
ในการคำนวณเส้นผ่านศูนย์กลางสุดท้ายของกราฟต์เมื่อขยายเป็น 1.8 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางเดิม เราสามารถใช้สูตรการคูณตรงๆ ได้:
เส้นผ่านศูนย์กลางสุดท้าย
= เส้นผ่านศูนย์กลางเดิม*อัตราการขยาย
โดยที่:
• เส้นผ่านศูนย์กลางเดิม = 4 มม.
• อัตราการขยาย = 1.8
แทนค่าในสูตร:
เส้นผ่านศูนย์กลางสุดท้าย
= 4*1.8 = 7.2
ดังนั้น เส้นผ่านศูนย์กลางสุดท้ายของกราฟต์หลังจากการขยายจะเท่ากับ 7.2 มม.
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
วัสดุชีวภาพโพลีเมอร์จะสลายตัวในอัตราสัดส่วนกับมวลที่เหลืออยู่ หากมวลเริ่มต้นคือ 150 กรัม และลดลงเหลือ 105 กรัมในหนึ่งเดือน ค่าคงที่การสลายตัว kkk เป็นเท่าใดหากสมมติจลนศาสตร์ลำดับที่หนึ่ง
|
0.357 |
|
M/M0 = -kt
แทนค่าลงในสมการ:
M0 = 150
M = 105
t = 1
แทนค่า
105/150 = -k*1
7/10 = -k
-0.3567 = -k
k = 0.3567
ดังนั้น ค่าคงที่การสลายตัว k เท่ากับ 0.3567
|
สำหรับวัสดุชีวภาพโพลีเมอร์ที่สลายตัวในอัตราสัดส่วนกับมวลที่เหลืออยู่ เราสามารถใช้สมการของจลนศาสตร์ลำดับที่หนึ่ง (first-order kinetics) เพื่อหาค่าคงที่การสลายตัว k :
dM/dt = -kM
โดย M คือมวลที่เหลืออยู่ในเวลา t , k คือค่าคงที่การสลายตัว, และ dM/dt คืออัตราการเปลี่ยนแปลงของมวล
จากสมการนี้ เราสามารถเขียนในรูปของการแยกตัวแปรและอินทิเกรตได้ดังนี้:
dM/M = -kdt
ทำการอินทิเกรตทั้งสองข้าง:
1/M(dM) = -k (dt)
ได้ผลลัพธ์:
M = -kt + C
โดย C คือค่าคงที่การอินทิเกรต เมื่อ t = 0 , M = M0
M0 = C
ดังนั้น สมการจะเป็น:
M = -kt + M0
หรือ
M/M0 = -kt
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
ประโยชน์หลักของการใช้วัสดุนาโนในการรักษาบาดแผลคืออะไร?
|
จากทั้งหมดที่กล่าวมา |
|
การใช้วัสดุนาโนในการรักษาบาดแผลมีประโยชน์หลัก ๆ ดังนี้:
1. การเร่งการหายของบาดแผล: วัสดุนาโนสามารถช่วยในการเพิ่มอัตราการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ วัสดุนาโนบางชนิดสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์และเพิ่มความเร็วในการฟื้นฟูของเนื้อเยื่อที่เสียหาย
2. คุณสมบัติต้านจุลชีพ: วัสดุนาโนคุณสมบัติต้านจุลชีพที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถลดการติดเชื้อในบาดแผลและป้องกันการเกิดแผลเรื้อรังได้
3. การควบคุมการปลดปล่อยยา: วัสดุนาโนสามารถออกแบบให้ยาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความถี่ในการใช้ยาซึ่งเป็นประโยชน์ในการรักษาบาดแผลที่ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง
4. การปรับปรุงโครงสร้างและสมบัติทางกลไกของวัสดุ: วัสดุนาโนสามารถเสริมสร้างโครงสร้างของวัสดุปิดแผล เช่น ไฮโด ความแข็งแรงและยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้สามารถปกป้องบาดแผลได้ดีขึ้นและลดความเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บซ้ำ
5. การตรวจสอบและการติดตามการหายของบาดแผล: วัสดุนาโนบางชนิดสามารถรวมกับเซนเซอร์เพื่อตรวจสอบสภาวะของบาดแผลและการหายของบาดแผลได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยปรับเปลี่ยนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
|
งานที่สนับสนุนแนวคิด :
• https://www3.rdi.ku.ac.th
• NIH on Nanomaterials in Wound Healing
• Advanced Drug Delivery Reviews on Nanotechnology for Wound Care
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
วัสดุนาโนชนิดใดขึ้นชื่อในเรื่องฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีเยี่ยมและความสามารถในการส่งเสริมการสมานแผล
|
อนุภาคนาโนเงิน |
|
อนุภาคชิลเวอร์นาโนสามารถต่อต้านแบคทีเรียได้ดี คือ อนุภาคซิลเวอร์นาโนที่เกาะบริเวณผิวของเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรียและรบกวนการ ทํางานระดับเซลล์ของแบคทีเรีย เช่น การขนส่งสารเข้าออกจากเซลล์และการหายใจ
|
งานวิจัยที่สนับสนุนแนวคิด :
https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/download
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
อะไรคือความท้าทายหลักที่เกี่ยวข้องกับวัสดุนาโนในการรักษาบาดแผล?
|
กระบวนการผลิตที่มีต้นทุนสูงและซับซ้อน |
|
การผลิตวัสดุนาโนในปริมาณมากเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เนื่องจากกระบวนการผลิตวัสดุนาโนต้องมีความละเอียดอ่อนและมีมาตรฐานสูง การขาดมาตรฐานที่ชัดเจนอาจทำให้เกิดความแตกต่างในประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
|
งานที่สนับสนุนแนวคิด :
• Nano Today on Challenges in Wound Healing
• NIH on Nanomaterials in Wound Healing
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
บทบาทของอนุภาคนาโนทองคำในการรักษาบาดแผลดังที่กล่าวไว้ในบทความคืออะไร?
|
ลดการอักเสบและส่งเสริมการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ |
|
การส่งเสริมการสร้างหลอดเลือดใหม่ (Angiogenesis): อนุภาคนาโนทองคำช่วยในการสร้างหลอดเลือดในการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังบาดแผลและส่งเสริมการหายของบาดแผล
|
อนุภาคนาโนทองคำ (AuNPs) มีบทบาทสำคัญหลายประการในการรักษาบาดแผล ซึ่งรวมถึง:
1. ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและต้านอนุมูลอิสระ: อนุภาคนาโนทองคำมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีเยี่ยม ซึ่งสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อในบาดแผลได้ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเครียดออกซิเดชันในเนื้อเยื่อและส่งเสริมการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ
2. การกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและลดการอักเสบ: อนุภาคการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญในการฟื้นฟูบาดแผล และยังช่วยลดการอักเสบซึ่งทำให้กระบวนการหายของบาดแผลเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น
3. การส่งเสริมการสร้างหลอดเลือดใหม่ (Angiogenesis): อนุภาคนาโนทองคำช่วยในการสร้างหลอดเลือดในการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังบาดแผลและส่งเสริมการหายของบาดแผล
4. การปรับปรุงการปลดปล่อยยาและการทำงานร่วมกับชีวโมเลกุล: อนุภาคนาโนทองคำสามารถทำงานร่วมกับชีวโมเลกุลต่าง ๆ เช่น ปอลิ ติบโต, เปปไทด์, และโมเลกุลอื่น ๆ ซึ่งช่วยในการปรับปรุงประสิทธิภาพในการรักษาบาดแผล นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้ในการควบคุมการปลดปล่อยยาอย่างช้า ๆ และต่อเนื่อง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
คุณสมบัติใดของวัสดุนาโนที่ช่วยให้สามารถโต้ตอบกับกระบวนการทางชีววิทยาในระดับเซลล์และโมเลกุลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
|
ไม่มีข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น |
|
วัสดุนาโนมีขนาดเล็กมาก (ระดับนาโนเมตร) ทำให้มีพื้นที่ผิวมากเมื่อเทียบกับปริมาตร ซึ่งช่วยให้สามารถโต้ตอบกับเซลล์และโมเลกุลทางชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
|
วัสดุนาโนมีคุณสมบัติหลายประการที่ช่วยให้สามารถโต้ตอบกับกระบวนการทางชีววิทยาในระดับเซลล์และโมเลกุลได้อย่างมีประสิทธิภาพ:
1.ขนาดที่เล็กมาก: วัสดุนาโนมีขนาดเล็กมาก (ระดับนาโนเมตร) ทำให้มีพื้นที่ผิวมากเมื่อเทียบกับปริมาตร ซึ่งช่วยให้สามารถโต้ตอบกับเซลล์และโมเลกุลทางชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.ความสามารถในการปรับแต่งพื้นผิว: ปรับแต่งให้ติดตั้งกลุ่มฟังก์ชันหรือโมเลกุลเฉพาะที่สามารถเพิ่มความสามารถในการจับกับเซลล์หรือโปรตีนที่เฉพาะเจาะจงได้ ทำให้สามารถส่งยาไปยังเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ
3.คุณสมบัติทางกายภาพและเคมีที่หลากหลาย: วัสดุนาโนมีคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีที่หล ากความสามารถในการดูดซับแสง และการตอบสนองต่อสนามแม่เหล็ก ซึ่งทำให้สามารถใช้ในเทคนิคการถ่ายภาพ การวินิจฉัย และการรักษาที่หลากหลายได้
4.ความสามารถในการผ่านเข้าไปในเซลล์: วัสดุนาโนสามารถถูกนำเข้าสู่เซลล์ผ่านกระบวนการต่าง ๆ
5.คุณสมบัติต้านจุลชีพ: วัสดุนาโนบางชนิด เช่น นาโนซิลเวอร์ มีคุณสมบัติต้านจุลชีพที่ดีเยี่ยม ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและป้องกันการติดเชื้อในบาดแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
วัสดุปิดแผลที่มีอนุภาคนาโนเงิน ( AgNPs ) ถูกนำไปใช้กับบาดแผล หากอนุภาคนาโนเงินปล่อยไอออนในอัตรา 0.5 มก./วัน และมวลรวมของ AgNPs ในน้ำสลัดคือ 10 มก. น้ำสลัดจะมีประสิทธิภาพในการปล่อยไอออนเงินได้กี่วัน
|
20 วัน |
|
10/0.5 = 20 วัน
|
หากน้ำสลัดที่มีอนุภาคนาโนเงิน (AgNPs) ปล่อยไอออนเงินในอัตรา 0.5 มก./วัน และมวลรวมของ AgNPs ในน้ำสลัดคือ 10 มก. เราสามารถคำนวณระยะเวลาที่น้ำสลัดจะมีประสิทธิภาพในการปล่อยไอออนเงินได้ดังนี้:
ระยะเวลาที่มีประสิทธิภาพ = มวลรวมของ AgNPs/อัตราการปล่อยไอออนเงินต่อวัน
เมื่อแทนค่าลงในสมการ:
10/0.5 = 20
ดังนั้น น้ำสลัดจะมีประสิทธิภาพในการปล่อยไอออนเงินได้เป็นระยะเวลา 20 วัน
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
อนุภาคนาโนทองคำ (AuNPs) ถูกนำมาใช้ในการทำแผลเพื่อคุณสมบัติต้านการอักเสบ หากความจุความร้อนจำเพาะของ AuNPs เท่ากับ 0.129 J/ g°C และมวลของอนุภาคนาโนในน้ำสลัดคือ 5 กรัม จะต้องใช้ความร้อนเท่าใดในการเพิ่มอุณหภูมิของอนุภาคนาโนจาก 25°C เป็น 37°C
|
7.74 J |
|
Q = m•c•Delta T
Q = 5•0.129•12
Q = 7.74 J
ดังนั้น จะต้องใช้ความร้อนเท่ากับ 7.74 จูลในการเพิ่มอุณหภูมิของอนุภาคนาโนทองคำจาก 25°C เป็น 37°C
|
ในการคำนวณปริมาณความร้อนที่ต้องใช้ในการเพิ่มอุณหภูมิของอนุภาคนาโนทองคำ (AuNPs) จาก 25°C เป็น 37°C เราสามารถใช้สูตรสำหรับความร้อนที่ต้องการ (Q) ดังนี้:
Q = m•c•Delta T
โดยที่:
• Q = ความร้อนที่ต้องการ (J)
• m = มวลของอนุภาคนาโน (g)
• c = ความจุความร้อนจำเพาะ (J/g°C)
• \Delta T = การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ (°C)
เมื่อแทนค่าลงในสูตร:
• m = 5 g
• c = 0.129
• Delta T = 37°C - 25°C = 12°C
ดังนั้น:
Q = m•c•Delta T
Q = 5•0.129•12
Q = 7.74 J
ดังนั้น จะต้องใช้ความร้อนเท่ากับ 7.74 จูลในการเพิ่มอุณหภูมิของอนุภาคนาโนทองคำจาก 25°C เป็น 37°C
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
วัสดุนาโนโพลีเมอร์สลายตัวในอัตราสัดส่วนกับมวลที่เหลืออยู่ หากมวลเริ่มต้นคือ 50 กรัม และลดลงเหลือ 35 กรัมในหนึ่งเดือน ค่าคงที่การสลายตัว kkk เป็นเท่าใดหากสมมติจลนศาสตร์ลำดับที่หนึ่ง
|
0.300 |
|
แทนค่าในสมการ:
m(t)/m0 = e^{-kt}
35/50 = e^{-kt}
35/50 = 0.7
ดังนั้น
0.7 = e^{-k}
(0.7) = -k
k = In-0.7
k = 0.3
ค่าคงที่การสลายตัว k ประมาณ 0.3 เดือน^{-1}
|
เราสามารถคำนวณค่าคงที่การสลายตัว k ได้โดยใช้สมการการสลายตัวลำดับที่หนึ่ง:
m(t)/m0 = e^{-kt}
โดยที่:
• m(t) คือมวลที่เหลืออยู่หลังจากเวลาผ่านไป
• m0 คือมวลเริ่มต้น
• k คือค่าคงที่การสลายตัว
• t คือเวลา
จากข้อมูลที่ให้มา:
• มวลเริ่มต้น m0 = 50 กรัม
• มวลที่เหลืออยู่หลังจากหนึ่งเดือน m(t) = 35 กรัม
• เวลา t = 1 เดือน (เราใช้ t = 1 เดือนในหน่วยเดียวกัน)
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
หากไฮโดรเจลที่ใช้สมานแผลปล่อยยาในอัตราคงที่ 2 มก./ชั่วโมง. และปริมาณยาเริ่มต้นคือ 100 มก. ไฮโดรเจลจะปล่อยยาได้นานแค่ไหน?
|
50 ชั่วโมง |
|
ระยะเวลา = ปริมาณยาเริ่มต้น/อัตราการปล่อยยา
100/2 = 50
ดังนั้น ไฮโดรเจลจะปล่อยยาได้นาน 50 ชั่วโมง
|
เพื่อคำนวณระยะเวลาที่ไฮโดรเจลจะปล่อยยาได้ ใช้สูตร:
ระยะเวลา = ปริมาณยาเริ่มต้น/อัตราการปล่อยยา
โดยที่:
• ปริมาณยาเริ่มต้น = 100 มก.
• อัตราการปล่อยยา = 2 มก./ชั่วโมง
แทนค่าลงในสูตร:
ระยะเวลา = ปริมาณยาเริ่มต้น/อัตราการปล่อยยา
100/2 = 50
ดังนั้น ไฮโดรเจลจะปล่อยยาได้นาน 50 ชั่วโมง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
อนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ ( ZnO NP) มีความเข้มข้น 0.5 กรัม/ลิตร หากคุณมีสารละลายนี้ 2 ลิตร จะมี ZnO NP อยู่ในสารละลาย กี่กรัม
|
1.0 กรัม |
|
มวลของ ZnO NP = ความเข้มข้น/ปริมาณสารละลาย
มวลของ ZnO NP = 0.5*2 = 1 g
|
เพื่อหาปริมาณ ZnO NP ในสารละลายที่มีความเข้มข้น 0.5 กรัม/ลิตร และปริมาณสารละลาย 2 ลิตร คุณสามารถคำนวณได้โดยใช้สูตร:
มวลของ ZnO NP = ความเข้มข้น/ปริมาณสารละลาย
แทนค่าลงในสูตร:
มวลของ ZnO NP = 0.5*2 = 1 g
ดังนั้น จะมี ZnO NP อยู่ในสารละลาย 1 กรัม
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|