ตรวจข้อสอบ > สิรภัทร สิริเจิมจิตร > ความถนัดฟิสิกส์ทางวิศวกรรมศาสตร์ | Engineering Physics Aptitude > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 12 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


What is the primary advantage of 3D food printing?

Precise and customized food creations

ข้อดีหลักของการพิมพ์อาหาร 3D คือสามารถสร้างอาหารที่มีความแม่นยำและปรับแต่งตามความต้องการของผู้บริโภคได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง ขนาด หรือส่วนผสม ทำให้สามารถสร้างเมนูที่หลากหลายและเหมาะสมกับความต้องการเฉพาะบุคคล

การพิมพ์อาหาร 3D ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบ Additive Manufacturing ซึ่งเป็นการเพิ่มชั้นวัสดุทีละชั้นเพื่อสร้างวัตถุ ดังนั้น การพิมพ์อาหาร 3D สามารถควบคุมส่วนผสมและการจัดเรียงชั้นของวัตถุดิบได้อย่างแม่นยำ ทำให้สามารถสร้างสรรค์อาหารที่มีความเฉพาะตัวตามความต้องการของผู้บริโภคได้ (Liu et al., 2017; Lipton et al., 2015)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


Which component is NOT part of a standard 3D food printer?

ส่วนประกอบหลักของเครื่องพิมพ์อาหาร 3D มักจะรวมถึงคอมพิวเตอร์ (เพื่อควบคุมการพิมพ์), กล่องควบคุม (เพื่อจัดการการทำงานต่างๆ), มอเตอร์ของเครื่องพิมพ์ (เพื่อควบคุมการเคลื่อนที่) และซอฟต์แวร์ (เพื่อออกแบบและควบคุมการพิมพ์) แต่ "mixing bowl" หรือชามผสมไม่ใช่ส่วนประกอบของเครื่องพิมพ์อาหาร 3D มาตรฐาน เพราะการผสมวัตถุดิบมักจะทำในขั้นตอนก่อนการพิมพ์

เครื่องพิมพ์อาหาร 3D ทำงานโดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบ Additive Manufacturing ซึ่งต้องการส่วนประกอบที่สามารถควบคุมและจัดการการพิมพ์ได้อย่างละเอียดและแม่นยำ เช่น คอมพิวเตอร์ กล่องควบคุม มอเตอร์ และซอฟต์แวร์ ส่วนการผสมวัตถุดิบจะเกิดขึ้นก่อนการพิมพ์เพื่อให้เครื่องพิมพ์สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น (Liu et al., 2017; Lipton et al., 2015)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


If a 3D printer deposits a food layer with a thickness of 0.1 mm and builds up to a height of 20 mm, how many layers are required?

200

เพื่อหาจำนวนชั้นที่ต้องการ เราสามารถคำนวณได้โดยนำความสูงทั้งหมดที่ต้องการ (20 มม.) หารด้วยความหนาของแต่ละชั้น (0.1 มม.)

การคำนวณนี้เป็นการแบ่งความสูงทั้งหมดด้วยความหนาของแต่ละชั้น ดังนั้นจำนวนชั้น = ความสูงทั้งหมด / ความหนาของแต่ละชั้น = 20 มม. / 0.1 มม. = 200 (Liu et al., 2017; Lipton et al., 2015)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


A printer uses an extrusion process where the food material flows at a rate of 5 mm³/s. How long will it take to print a food item of 1000 mm³

200 seconds

เพื่อคำนวณเวลาที่ต้องใช้ในการพิมพ์อาหารที่มีปริมาตร 1000 mm³ โดยที่เครื่องพิมพ์มีอัตราการไหลของวัสดุ 5 mm³/s เราสามารถหารปริมาตรทั้งหมดด้วยอัตราการไหลของวัสดุ

การคำนวณนี้เป็นการหารปริมาตรทั้งหมดด้วยอัตราการไหลของวัสดุ ดังนั้นเวลา = ปริมาตร / อัตราการไหล = 1000 mm³ / 5 mm³/s = 200 seconds (Liu et al., 2017; Lipton et al., 2015)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


What role does rheology play in 3D food printing?

It controls the viscosity and elasticity of food in the extrusion process.

Rheology หรือวิทยาศาสตร์การไหลของวัสดุมีบทบาทสำคัญในกระบวนการพิมพ์อาหาร 3D เนื่องจากมันควบคุมความหนืดและความยืดหยุ่นของวัสดุอาหารในกระบวนการพิมพ์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างโครงสร้างที่ต้องการและการไหลของวัสดุผ่านหัวพิมพ์

Rheology ช่วยในการกำหนดพฤติกรรมการไหลของวัสดุ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการพิมพ์อาหาร 3D โดยการควบคุมความหนืดและความยืดหยุ่นของวัสดุ ช่วยให้การพิมพ์เป็นไปอย่างราบรื่นและได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ (Liu et al., 2017; Lipton et al., 2015)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


If the surface tension of a food material affects its ability to form shapes, what physical property does it influence the most during printing?

Adhesion

ความตึงผิวของวัสดุอาหารมีผลต่อความสามารถในการสร้างรูปร่างโดยการส่งผลต่อการยึดติดของวัสดุกับพื้นผิวและระหว่างชั้นวัสดุ ความตึงผิวสูงอาจทำให้วัสดุไม่ยึดติดกันดีและเกิดการไหลที่ไม่สม่ำเสมอ

ความตึงผิวเป็นแรงที่เกิดขึ้นที่พื้นผิวของวัสดุ ซึ่งมีผลต่อการยึดติดของวัสดุในกระบวนการพิมพ์ และสามารถส่งผลต่อความสามารถในการสร้างรูปทรงและการวางชั้นของวัสดุ (Liu et al., 2017; Lipton et al., 2015)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


Heat transfer in 3D food printing affects the quality of the final product. Which heat transfer method is NOT typically involved in 3D food printing?

Sublimation

ในการพิมพ์อาหาร 3D การถ่ายเทความร้อนมีบทบาทสำคัญในการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์สุดท้าย โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับการถ่ายเทความร้อนแบบการนำ (conduction), การพัดพา (convection), และการแผ่รังสี (radiation) แต่การระเหย (evaporation) และการระเหิด (sublimation) ไม่ใช่กระบวนการหลักที่ใช้ในกระบวนการพิมพ์อาหาร 3D

การพิมพ์อาหาร 3D มักใช้การถ่ายเทความร้อนแบบการนำและการพัดพาเพื่อควบคุมการปรับอุณหภูมิของวัสดุในระหว่างการพิมพ์ และการแผ่รังสีสามารถมีผลในบางกรณี การระเหยและการระเหิดไม่เป็นกระบวนการหลักที่เกี่ยวข้องในการพิมพ์อาหาร 3D (Liu et al., 2017; Lipton et al., 2015)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


If a 3D printer uses a laser with a power of 10 W and the efficiency of converting electrical energy to thermal energy is 80%, what is the actual thermal energy used for printing?

8 W

การคำนวณพลังงานความร้อนจริงที่ใช้ในการพิมพ์สามารถทำได้โดยการคูณพลังงานของเลเซอร์ (10 W) กับประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อน (80%)

การคำนวณพลังงานความร้อนจริง = พลังงานของเลเซอร์ × ประสิทธิภาพการแปลง = 10 W × 0.80 = 8 W (Liu et al., 2017; Lipton et al., 2015)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


Assume the thermal conductivity of a food material is 0.2 W/mK. If the temperature gradient is 10 K/m, what is the heat flux through the material?

2 W/m²

ารคำนวณความร้อนที่ไหลผ่านวัสดุ (heat flux) สามารถทำได้โดยใช้สูตร Heat flux = Thermal conductivity × Temperature gradient การคูณความนำความร้อน (0.2 W/mK) กับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ (10 K/m) จะให้ค่าความร้อนที่ไหลผ่านวัสดุ

การคำนวณความร้อนที่ไหลผ่านวัสดุใช้สูตร Fourier's law of heat conduction ซึ่งคือ heat flux = thermal conductivity × temperature gradient ดังนั้น heat flux = 0.2 W/mK × 10 K/m = 2 W/m²

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


What is the significance of surface tension in the context of 3D food printing?

It governs the shape and appearance of the printed food surface.

ความตึงผิวมีความสำคัญในกระบวนการพิมพ์อาหาร 3D เพราะมันส่งผลต่อการสร้างรูปทรงและรูปลักษณ์ของพื้นผิวอาหารที่พิมพ์ โดยความตึงผิวที่สูงอาจทำให้วัสดุไม่ยึดติดกันดีและทำให้พื้นผิวไม่เรียบ

ความตึงผิวมีผลต่อการจัดการและการยึดติดของวัสดุในระหว่างการพิมพ์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมรูปร่างและความเรียบของพื้นผิวอาหารที่พิมพ์ (Liu et al., 2017; Lipton et al., 2015)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


What is the primary benefit of using electrostatic field-assisted freezing (EFAF) on gluten?

Improves functional properties of gluten

การใช้การแช่แข็งที่ช่วยด้วยสนามไฟฟ้าสถิต (EFAF) สามารถปรับปรุงคุณสมบัติทางการทำงานของกลูเตน เช่น ความสามารถในการเก็บกักน้ำและความยืดหยุ่นของกลูเตน ซึ่งมีผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์สุดท้าย

EFAF ใช้สนามไฟฟ้าสถิตเพื่อส่งเสริมการก่อตัวของผลึกน้ำแข็งที่มีขนาดเล็กและสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยให้กลูเตนมีคุณสมบัติที่ดีขึ้นในด้านการจับตัวและการยืดหยุ่น (Liu et al., 2017; Lipton et al., 2015)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


Which functional property of gluten is NOT improved by EFAF according to the article?

Nutritional value

ตามบทความ EFAF (electrostatic field-assisted freezing) มุ่งเน้นที่การปรับปรุงคุณสมบัติทางการทำงานของกลูเตน เช่น ความสามารถในการเก็บกักน้ำ, คุณสมบัติในการอิมัลซิไฟร์, และความยืดหยุ่น แต่ไม่ส่งผลโดยตรงต่อคุณค่าทางโภชนาการของกลูเตน

EFAF ใช้สนามไฟฟ้าสถิตเพื่อส่งเสริมการจัดการและปรับปรุงคุณสมบัติของกลูเตนในด้านต่างๆ เช่น ความสามารถในการเก็บกักน้ำและความยืดหยุ่น แต่ไม่ได้มีผลต่อคุณค่าทางโภชนาการ (Liu et al., 2017; Lipton et al., 2015)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


If the WHC (Water Holding Capacity) of gluten increased by 0.25% under 900 V electrostatic field compared to the control, what would be the new WHC if the original was 55%?

55.25%

การคำนวณ WHC ใหม่ทำได้โดยการเพิ่มการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น (0.25%) ไปยัง WHC ดั้งเดิม (55%). ดังนั้น WHC ใหม่ = WHC ดั้งเดิม + การเปลี่ยนแปลง = 55% + 0.25% = 55.25%

การคำนวณนี้เป็นการใช้เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงในการปรับค่า WHC ของกลูเตน โดยการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงไปยังค่าเดิม (Liu et al., 2017; Lipton et al., 2015)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


If a sample of gluten (50 mg) is added to 4 mL of water and centrifuged, resulting in a dry weight of 20 mg, what is the WHC?

1.5

สามารถคำนวณได้จากปริมาณน้ำที่กลูเตนสามารถเก็บได้ ซึ่งคำนวณจากน้ำที่ดูดซึมได้ต่อมวลของกลูเตน โดยใช้สูตร: WHC = (น้ำที่ดูดซึมได้ / น้ำที่ใช้งาน) / มวลของกลูเตน

น้ำที่ดูดซึมได้ = มวลกลูเตนเริ่มต้น - มวลกลูเตนแห้ง = 50 mg - 20 mg = 30 mg WHC = น้ำที่ดูดซึมได้ / มวลกลูเตนแห้ง = 30 mg / 20 mg = 1.5

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


How does EFAF affect the α-helix content of gluten proteins?

Increases α-helix content

EFAF (electrostatic field-assisted freezing) สามารถเพิ่มปริมาณของ α-helix ในโปรตีนกลูเตนโดยการช่วยให้การจัดระเบียบของโครงสร้างโปรตีนเป็นระเบียบมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการปรับปรุงคุณสมบัติทางการทำงานของกลูเตน

การศึกษาแสดงว่า EFAF สามารถเพิ่มปริมาณ α-helix ในโปรตีน โดยการปรับปรุงการจัดระเบียบของโปรตีนในระดับโมเลกุล ทำให้โปรตีนมีโครงสร้างที่แข็งแรงขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อคุณสมบัติการใช้งานของกลูเตน (Liu et al., 2017; Lipton et al., 2015)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


What is the effect of EFAF on the depolymerization degree of gluten macromolecules at 600 V?

ecreases to 5.71%

EFAF (electrostatic field-assisted freezing) มีผลในการลดระดับการแตกตัว (depolymerization) ของแมคโครโมเลกุลกลูเตน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า EFAF ลดระดับการแตกตัวลงไปที่ 5.71% ที่แรงดัน 600 V

EFAF ช่วยในการควบคุมการจัดระเบียบของกลูเตน และมีผลในการลดระดับการแตกตัวของแมคโครโมเลกุลกลูเตน ซึ่งส่งผลให้คุณสมบัติของกลูเตนคงที่และดีขึ้น (Liu et al., 2017; Lipton et al., 2015)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


Assuming the electrostatic field changes the orientation of water molecules, what physical property does this directly influence during freezing?

Thermal conductivity

การเปลี่ยนแปลงทิศทางของโมเลกุลน้ำโดยสนามไฟฟ้าสถิตมีผลโดยตรงต่อการนำความร้อน (thermal conductivity) ในระหว่างการแช่แข็ง ซึ่งสามารถส่งผลต่ออัตราการแช่แข็งและคุณภาพของผลิตภัณฑ์สุดท้าย

การเปลี่ยนแปลงทิศทางของโมเลกุลน้ำสามารถมีผลต่อความสามารถในการนำความร้อนของวัสดุ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมกระบวนการแช่แข็งและผลลัพธ์ของผลิตภัณฑ์ (Liu et al., 2017; Lipton et al., 2015)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


Given that the electrostatic field is applied at 900 V and improves the water holding capacity by 0.25%, calculate the increase if the original water holding capacity was 2.5 g/g.

0.00625 g/g

การคำนวณการเพิ่มขึ้นของความสามารถในการเก็บน้ำ (WHC) ทำได้โดยการคูณเปอร์เซ็นต์การเพิ่มขึ้น (0.25%) กับค่าความสามารถในการเก็บน้ำเริ่มต้น (2.5 g/g)

การคำนวณการเพิ่มขึ้น = (เปอร์เซ็นต์การเพิ่มขึ้น / 100) × WHC ดั้งเดิม = (0.25 / 100) × 2.5 g/g = 0.0025 × 2.5 = 0.00625 g/g ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของ WHC คือ 0.00625 g/g.

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


If the emulsification stability of gluten increased by 10% under EFAF and the original stability index was 50, what would be the new stability index?

55

การคำนวณดัชนีความเสถียรของการอิมัลซิฟิเคชันใหม่สามารถทำได้โดยการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การเพิ่มขึ้น (10%) ไปยังดัชนีความเสถียรเดิม (50)

การคำนวณดัชนีความเสถียรใหม่ = ดัชนีความเสถียรเดิม + (เปอร์เซ็นต์การเพิ่มขึ้น × ดัชนีความเสถียรเดิม) = 50 + (0.10 × 50) = 50 + 5 = 55 ดังนั้น ดัชนีความเสถียรใหม่คือ 55.

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


What is the significance of the g-g-g configuration of disulfide bonds in gluten proteins under EFAF?

Represents the most stable energy configuration

การจัดเรียงของพันธะซัลไฟด์ในรูปแบบ g-g-g (หรือ "glycine-glycine-glycine" configuration) มีความสำคัญในการสร้างการจัดระเบียบที่มีเสถียรภาพสูงสุดในโปรตีนกลูเตน การใช้ EFAF (electrostatic field-assisted freezing) ช่วยให้พันธะซัลไฟด์ในกลูเตนจัดเรียงในลักษณะที่มีเสถียรภาพพลังงานสูงที่สุด

การจัดเรียงพันธะซัลไฟด์ในรูปแบบ g-g-g ช่วยให้การจัดระเบียบของโครงสร้างโปรตีนมีความเสถียรและแข็งแรงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความเสถียรของโปรตีนกลูเตน (Liu et al., 2017; Lipton et al., 2015)

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 106.25 เต็ม 140

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา