ตรวจข้อสอบ > ยศพัฒน์ ชาวยอง > ความถนัดฟิสิกส์ทางวิศวกรรมศาสตร์ | Engineering Physics Aptitude > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 3 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


What is the primary advantage of 3D food printing?

Precise and customized food creations

การพิมพ์อาหาร 3D (3D food printing) มีข้อดีหลักคือสามารถสร้างอาหารที่มีความแม่นยำสูงและสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของผู้ใช้ ด้วยเทคโนโลยีนี้ เราสามารถควบคุมรูปร่าง, ขนาด, และลักษณะของอาหารได้อย่างละเอียด ซึ่งทำให้เราสามารถสร้างสรรค์อาหารที่มีลักษณะเฉพาะตามความต้องการ เช่น อาหารที่มีการออกแบบให้ตรงตามความชอบของแต่ละบุคคล หรืออาหารที่มีการผสมผสานของสารอาหารที่ต้องการเพื่อให้เหมาะสมกับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม

การออกแบบที่เป็นส่วนตัว (Customization): การพิมพ์อาหาร 3D อิงจากหลักการของการออกแบบที่สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของแต่ละบุคคล ซึ่งตรงกับความต้องการในด้านความหลากหลายและความเป็นเอกลักษณ์ของอาหาร เทคโนโลยีการผลิตแบบเลเยอร์ (Layered Manufacturing): การพิมพ์อาหาร 3D ใช้เทคโนโลยีการสร้างแบบเลเยอร์ที่ช่วยให้สามารถสร้างอาหารที่มีความซับซ้อนและรายละเอียดสูง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของการผลิตที่ใช้การสร้างทีละชั้นเพื่อให้ได้รูปร่างและลักษณะที่ต้องการ การปรับปรุงประสบการณ์การบริโภค (Enhanced Consumer Experience): การสร้างอาหารที่สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการและความชอบส่วนบุคคลช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการบริโภค ซึ่งเป็นการตอบสนองความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของผู้บริโภค

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


Which component is NOT part of a standard 3D food printer?

Mixing bowl

เครื่องพิมพ์อาหาร 3D มักจะประกอบไปด้วยส่วนประกอบหลักที่ช่วยในการสร้างอาหารจากวัสดุที่เป็นของเหลวหรือวัสดุที่ใช้ในการพิมพ์อาหาร โดยปกติแล้ว ส่วนประกอบหลักของเครื่องพิมพ์อาหาร 3D ประกอบด้วย: Computer: ใช้ในการควบคุมและส่งข้อมูลการออกแบบอาหารไปยังเครื่องพิมพ์ Control box: จัดการการทำงานของเครื่องพิมพ์ เช่น การควบคุมการเคลื่อนไหวและการฉีดวัสดุ Food printer motors: ใช้ในการเคลื่อนที่และควบคุมตำแหน่งของหัวพิมพ์และวัสดุ Software: ใช้ในการออกแบบและควบคุมการพิมพ์อาหาร ส่วน Mixing bowl ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับผสมส่วนผสมในกระบวนการทำอาหารทั่วไปนั้นไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องพิมพ์อาหาร 3D เนื่องจากเครื่องพิมพ์อาหาร 3D ทำงานโดยการฉีดวัสดุอาหารที่เตรียมไว้แล้วในรูปแบบเฉพาะตามแบบที่ได้ออกแบบไว้ ไม่จำเป็นต้องมีการผสมส่วนผสมเพิ่มเติมในเครื่องพิมพ์เอง

เทคโนโลยีการพิมพ์ 3D (3D Printing Technology): เทคโนโลยีการพิมพ์ 3D ใช้การควบคุมการเคลื่อนที่ของหัวพิมพ์และการฉีดวัสดุตามแบบที่ออกแบบไว้ ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องใช้ Mixing bowl ในกระบวนการพิมพ์ กระบวนการเตรียมวัสดุอาหาร (Food Preparation Process): วัสดุที่ใช้ในการพิมพ์อาหาร 3D มักจะถูกเตรียมและผสมไว้ก่อนการพิมพ์ ดังนั้นการผสมส่วนผสมจะไม่เกิดขึ้นในเครื่องพิมพ์เอง แต่จะเกิดขึ้นในกระบวนการเตรียมวัสดุที่แยกต่างหาก การควบคุมการพิมพ์ (Printing Control): การควบคุมการพิมพ์ในเครื่องพิมพ์ 3D ใช้คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ในการจัดการการเคลื่อนไหวและการฉีดวัสดุ โดยไม่มีความจำเป็นต้องใช้ Mixing bowl ในการทำงานของเครื่องพิมพ์เอง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


If a 3D printer deposits a food layer with a thickness of 0.1 mm and builds up to a height of 20 mm, how many layers are required?

200

การคำนวณจำนวนชั้นที่ต้องการในการพิมพ์อาหาร 3D สามารถทำได้โดยการหารความสูงรวมของการพิมพ์ด้วยความหนาของแต่ละชั้น ดังนั้น เรามีข้อมูลดังนี้: ความหนาของแต่ละชั้น: 0.1 mm ความสูงรวมที่ต้องการ: 20 mm การคำนวณจำนวนชั้นทำได้โดยใช้สูตร: จำนวนชั้น = ความสูงรวม ความหนาของแต่ละชั้น จำนวนชั้น= ความหนาของแต่ละชั้น ความสูงรวม ​ แทนค่าลงในสูตร: จำนวนชั้น = 20  mm 0.1  mm = 200 จำนวนชั้น= 0.1 mm 20 mm ​ =200 ดังนั้น จำนวนชั้นที่ต้องการในการพิมพ์อาหาร 3D นี้คือ 200 ชั้น

หลักการพื้นฐานของการพิมพ์ 3D (3D Printing Basics): การพิมพ์ 3D โดยทั่วไปจะใช้การสร้างชั้นทีละชั้น (layer-by-layer) เพื่อสร้างวัตถุหรืออาหารตามความต้องการ ดังนั้น จำนวนชั้นที่ต้องการในการพิมพ์ขึ้นอยู่กับความหนาของแต่ละชั้นและความสูงรวมที่ต้องการ การคำนวณทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Calculation): การคำนวณจำนวนชั้นต้องการการหารเพื่อแบ่งความสูงรวมด้วยความหนาของแต่ละชั้น ซึ่งเป็นการใช้หลักการพื้นฐานของการหารในการคำนวณจำนวนชั้นที่ต้องใช้ การออกแบบและการควบคุมการพิมพ์ (Design and Print Control): การออกแบบการพิมพ์ในเครื่องพิมพ์ 3D ต้องคำนึงถึงความหนาของแต่ละชั้นและความสูงรวมเพื่อให้ได้จำนวนชั้นที่ถูกต้องตามที่ต้องการ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


A printer uses an extrusion process where the food material flows at a rate of 5 mm³/s. How long will it take to print a food item of 1000 mm³

200 seconds

การคำนวณเวลาที่ต้องใช้ในการพิมพ์อาหารสามารถทำได้โดยการหารปริมาตรของอาหารที่ต้องการพิมพ์ด้วยอัตราการไหลของวัสดุในเครื่องพิมพ์ ซึ่งจะให้เวลาที่ต้องใช้ในการพิมพ์อาหารทั้งหมด มีข้อมูลดังนี้: อัตราการไหลของวัสดุ: 5 mm³/s ปริมาตรของอาหารที่ต้องการพิมพ์: 1000 mm³ การคำนวณเวลาที่ต้องการใช้ทำได้ตามสูตร: เวลา = ปริมาตร อัตราการไหล เวลา= อัตราการไหล ปริมาตร ​ แทนค่าลงในสูตร: เวลา = 1000  mm 3 5  mm 3 / s = 200  s เวลา= 5 mm 3 /s 1000 mm 3 ​ =200 s ดังนั้น เวลาที่ต้องใช้ในการพิมพ์อาหารที่มีปริมาตร 1000 mm³ ด้วยอัตราการไหลของวัสดุที่ 5 mm³/s คือ 200 วินาที

หลักการของอัตราการไหล (Flow Rate Principle): การพิมพ์อาหาร 3D ใช้หลักการของอัตราการไหลเพื่อคำนวณเวลาที่ต้องใช้ในการพิมพ์อาหาร ปริมาตรของวัสดุที่ต้องการพิมพ์จะถูกหารด้วยอัตราการไหลเพื่อหาเวลาที่ใช้ การคำนวณทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Calculation): การคำนวณเวลาในการพิมพ์จะใช้หลักการพื้นฐานของการหารในการหาค่าที่ต้องการจากปริมาตรและอัตราการไหล กระบวนการพิมพ์ 3D (3D Printing Process): การพิมพ์ 3D โดยใช้กระบวนการการฉีดวัสดุต้องคำนึงถึงอัตราการไหลของวัสดุเพื่อให้สามารถคำนวณเวลาที่จะใช้ในการพิมพ์อาหารที่มีปริมาตรที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


What role does rheology play in 3D food printing?

It controls the viscosity and elasticity of food in the extrusion process.

Reology (รีโอโลยี) เป็นศาสตร์ที่ศึกษาพฤติกรรมการไหลและการเปลี่ยนรูปของวัสดุ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการพิมพ์อาหารแบบ 3 มิติ โดยเฉพาะในกระบวนการอัดขึ้นรูป (extrusion process) ซึ่งต้องควบคุมความหนืด (viscosity) และความยืดหยุ่น (elasticity) ของอาหารที่ใช้ในการพิมพ์ให้เหมาะสม ความหนืดและความยืดหยุ่นของวัสดุอาหารจะเป็นตัวกำหนดว่าพิมพ์อาหารนั้นจะสามารถไหลผ่านหัวฉีดของเครื่องพิมพ์ได้ดีแค่ไหน และยังส่งผลต่อการคงรูปของอาหารหลังจากพิมพ์เสร็จ ดังนั้น การควบคุมคุณสมบัติเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างอาหารพิมพ์สามมิติที่มีคุณภาพดี มีโครงสร้างที่แข็งแรง และรูปร่างตามที่ต้องการ

ทฤษฎีรีโอโลยี (Rheology): เป็นทฤษฎีที่ศึกษาพฤติกรรมการไหลและการเปลี่ยนรูปของวัสดุ ซึ่งครอบคลุมถึงการวัดและการควบคุมความหนืดและความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติหลักที่มีผลโดยตรงต่อกระบวนการพิมพ์อาหารแบบ 3 มิติ ของเหลวไม่เป็นนิวโตเนียน (Non-Newtonian Fluids): วัสดุอาหารหลายชนิดที่ใช้ในการพิมพ์ 3 มิติเป็นของเหลวไม่เป็นนิวโตเนียน ซึ่งหมายความว่าความหนืดของมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามแรงที่กระทำหรือเวลาที่ผ่านไป การเข้าใจคุณสมบัติเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการปรับพารามิเตอร์ในการพิมพ์ให้เหมาะสม การพิมพ์อาหารแบบ 3 มิติด้วยการอัดขึ้นรูป (Extrusion-Based 3D Printing): เป็นวิธีการพิมพ์ที่ใช้กันมากในกระบวนการพิมพ์อาหารแบบ 3 มิติ ซึ่งคุณสมบัติรีโอโลยีของวัสดุอาหารจะมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของกระบวนการนี้

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


If the surface tension of a food material affects its ability to form shapes, what physical property does it influence the most during printing?

Adhesion

แรงตึงผิว (surface tension) มีผลต่อการยึดเกาะ (adhesion) ระหว่างพื้นผิวของวัสดุอาหารกับพื้นผิวของเครื่องพิมพ์หรือชั้นวัสดุที่พิมพ์แล้ว ซึ่งการยึดเกาะนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษารูปทรงของอาหารในกระบวนการพิมพ์สามมิติ หากแรงตึงผิวของวัสดุอาหารเหมาะสม จะช่วยให้วัสดุสามารถยึดติดกันได้ดีและสามารถสร้างชั้นวัสดุที่มีความมั่นคงและรักษารูปทรงที่ต้องการได้ดีในขณะที่พิมพ์ อย่างไรก็ตาม ถ้าแรงตึงผิวต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป อาจทำให้วัสดุไม่สามารถยึดเกาะกันได้ดี ส่งผลให้รูปทรงของอาหารพิมพ์นั้นเสียหายหรือไม่เป็นไปตามที่ต้องการ

ทฤษฎีแรงตึงผิว (Surface Tension Theory): แรงตึงผิวเป็นแรงที่เกิดขึ้นที่พื้นผิวของของเหลวซึ่งทำให้ของเหลวนั้นสามารถยึดติดกับพื้นผิวอื่นหรือกับตัวมันเองได้ดี ความสามารถในการยึดเกาะนี้มีผลอย่างมากต่อการคงรูปและความมั่นคงของโครงสร้างในกระบวนการพิมพ์ 3 มิติ การยึดเกาะ (Adhesion): การยึดเกาะระหว่างวัสดุอาหารกับพื้นผิวเครื่องพิมพ์หรือชั้นวัสดุที่พิมพ์แล้วเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างโครงสร้างที่มั่นคงและคงทน การปรับแรงตึงผิวให้เหมาะสมสามารถเพิ่มความสามารถในการยึดเกาะและลดความเสี่ยงในการเสียรูปทรงของอาหารพิมพ์ได้

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


Heat transfer in 3D food printing affects the quality of the final product. Which heat transfer method is NOT typically involved in 3D food printing?

Sublimation

Sublimation (การระเหิด) คือกระบวนการที่สารเปลี่ยนสถานะจากของแข็งไปเป็นก๊าซโดยไม่ผ่านสถานะของเหลว ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพิมพ์อาหารแบบ 3 มิติ ในทางตรงกันข้าม การพิมพ์อาหารแบบ 3 มิติใช้การถ่ายโอนความร้อนผ่านการนำความร้อน (conduction) การพาความร้อน (convection) และการแผ่รังสีความร้อน (radiation) เพื่อควบคุมอุณหภูมิของวัสดุอาหารและรูปทรงที่พิมพ์ออกมา กระบวนการระเหิดไม่เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนความร้อนในรูปแบบที่ใช้ในกระบวนการพิมพ์อาหาร จึงถือว่าเป็นกระบวนการที่ไม่เกี่ยวข้อง

ทฤษฎีการนำความร้อน (Conduction Theory): การนำความร้อนเกิดขึ้นเมื่อความร้อนเคลื่อนที่ผ่านวัสดุที่มีการสัมผัสโดยตรง กระบวนการนี้มักใช้ในการพิมพ์อาหารเพื่อให้วัสดุที่พิมพ์ได้รับความร้อนที่สม่ำเสมอ ทฤษฎีการพาความร้อน (Convection Theory): การพาความร้อนเกิดขึ้นเมื่อความร้อนถูกส่งผ่านของเหลวหรือก๊าซ โดยเฉพาะในกระบวนการพิมพ์ที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิของวัสดุอาหาร ทฤษฎีการแผ่รังสีความร้อน (Radiation Theory): การแผ่รังสีความร้อนเป็นการส่งพลังงานในรูปแบบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งสามารถใช้ในการพิมพ์อาหารเพื่อให้ความร้อนโดยไม่ต้องสัมผัสโดยตรง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


If a 3D printer uses a laser with a power of 10 W and the efficiency of converting electrical energy to thermal energy is 80%, what is the actual thermal energy used for printing?

8 W

พลังงานความร้อนที่ใช้ในการพิมพ์นั้นสามารถคำนวณได้จากการคูณกำลังของเลเซอร์กับประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อน ซึ่งในกรณีนี้ กำลังของเลเซอร์คือ 10 วัตต์ และประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานคือ 80% หรือ 0.8 ดังนั้น พลังงานความร้อนที่ใช้จริงคือ: พลังงานความร้อน = กำลังของเลเซอร์ × ประสิทธิภาพ พลังงานความร้อน=กำลังของเลเซอร์×ประสิทธิภาพ พลังงานความร้อน = 10   W × 0.8 = 8   W พลังงานความร้อน=10W×0.8=8W ดังนั้น พลังงานความร้อนที่ถูกใช้จริงในการพิมพ์คือ 8 วัตต์

ทฤษฎีการอนุรักษ์พลังงาน (Law of Conservation of Energy): พลังงานไม่สามารถถูกสร้างขึ้นหรือทำลายได้ แต่สามารถแปลงรูปจากรูปแบบหนึ่งไปยังอีกรูปแบบหนึ่งได้ ในกรณีนี้ พลังงานไฟฟ้าได้ถูกแปลงเป็นพลังงานความร้อนผ่านเลเซอร์ ซึ่งประสิทธิภาพของกระบวนการนี้กำหนดปริมาณพลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นจริง ทฤษฎีประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency Theory): ประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานหมายถึงสัดส่วนของพลังงานที่สามารถใช้ได้จริงเมื่อเทียบกับพลังงานที่ป้อนเข้า ในกรณีนี้คือ 80% ของพลังงานไฟฟ้าที่ป้อนเข้าถูกแปลงเป็นพลังงานความร้อน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


Assume the thermal conductivity of a food material is 0.2 W/mK. If the temperature gradient is 10 K/m, what is the heat flux through the material?

2 W/m²

การคำนวณการไหลของความร้อน (heat flux) ผ่านวัสดุสามารถทำได้โดยใช้กฎของฟูริเยร์ (Fourier's Law of Heat Conduction) ซึ่งกล่าวว่าการไหลของความร้อนผ่านวัสดุจะสัมพันธ์กับค่าการนำความร้อน (thermal conductivity) และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่เกิดขึ้นตามระยะทาง (temperature gradient) ดังนั้น สูตรสำหรับคำนวณการไหลของความร้อนคือ: 𝑞 = − 𝑘 × 𝑑 𝑇 𝑑 𝑥 q=−k× dx dT ​ โดยที่: 𝑞 q คือ การไหลของความร้อน (heat flux) มีหน่วยเป็น W/m² 𝑘 k คือ ค่าการนำความร้อน (thermal conductivity) มีหน่วยเป็น W/mK 𝑑 𝑇 𝑑 𝑥 dx dT ​ คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิตามระยะทาง (temperature gradient) มีหน่วยเป็น K/m ในกรณีนี้: 𝑘 = 0.2   W/mK k=0.2W/mK 𝑑 𝑇 𝑑 𝑥 = 10   K/m dx dT ​ =10K/m ดังนั้น: 𝑞 = − ( 0.2   W/mK ) × ( 10   K/m ) = − 2   W/m 2 q=−(0.2W/mK)×(10K/m)=−2W/m 2 ค่าติดลบในกฎของฟูริเยร์แสดงถึงทิศทางของการไหลของความร้อน ซึ่งมักจะละเว้นเมื่อสนใจเฉพาะขนาดของการไหลของความร้อน ดังนั้นการไหลของความร้อนที่ผ่านวัสดุจึงเป็น 2 W/m²

กฎของฟูริเยร์ (Fourier's Law of Heat Conduction): กฎนี้ใช้ในการคำนวณการไหลของความร้อนผ่านวัสดุที่มีอุณหภูมิต่างกัน โดยค่าการนำความร้อนและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิจะเป็นตัวกำหนดปริมาณการไหลของความร้อน การนำความร้อน (Thermal Conductivity): ค่าการนำความร้อนเป็นสมบัติของวัสดุที่บอกถึงความสามารถของวัสดุนั้นในการถ่ายโอนความร้อน ยิ่งค่าการนำความร้อนสูง การถ่ายโอนความร้อนก็จะยิ่งมาก

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


What is the significance of surface tension in the context of 3D food printing?

It governs the shape and appearance of the printed food surface.

แรงตึงผิว (surface tension) มีบทบาทสำคัญในการควบคุมรูปร่างและลักษณะของพื้นผิวของอาหารที่พิมพ์ในกระบวนการพิมพ์อาหารแบบ 3 มิติ เมื่อวัสดุอาหารถูกพิมพ์ออกมาผ่านหัวฉีด แรงตึงผิวจะมีผลในการกำหนดว่าวัสดุนั้นจะคงรูปเป็นรูปร่างที่ต้องการหรือไม่ วัสดุที่มีแรงตึงผิวสูงมักจะคงรูปร่างได้ดีกว่าและสร้างพื้นผิวที่เรียบเนียน ในขณะที่วัสดุที่มีแรงตึงผิวต่ำอาจทำให้เกิดการแพร่กระจายหรือไม่สามารถรักษารูปร่างที่ต้องการได้

ทฤษฎีแรงตึงผิว (Surface Tension Theory): แรงตึงผิวเกิดขึ้นจากแรงระหว่างโมเลกุลที่ดึงดูดกันที่บริเวณผิวหน้าของของเหลว ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการก่อตัวของรูปทรงและลักษณะพื้นผิวของวัสดุที่ถูกพิมพ์ การควบคุมแรงตึงผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญในการพิมพ์อาหารให้มีรูปร่างและพื้นผิวที่เป็นไปตามที่ต้องการ การพิมพ์อาหารแบบ 3 มิติ (3D Food Printing): ในกระบวนการพิมพ์อาหารแบบ 3 มิติ การคงรูปร่างและการยึดเกาะของชั้นวัสดุต่างๆ ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของวัสดุและแรงตึงผิว การควบคุมแรงตึงผิวให้เหมาะสมจะช่วยให้การพิมพ์สามารถสร้างอาหารที่มีลักษณะตามต้องการได้ง่ายขึ้น

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


What is the primary benefit of using electrostatic field-assisted freezing (EFAF) on gluten?

Improves functional properties of gluten

การใช้เทคนิคการแช่แข็งด้วยสนามไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Field-Assisted Freezing, EFAF) มีประโยชน์หลักในการปรับปรุงคุณสมบัติทางหน้าที่ (functional properties) ของกลูเตน ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่มีบทบาทในการสร้างโครงสร้างและเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์อาหารโดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ที่มีแป้ง เช่น ขนมปัง และขนมอบต่างๆ EFAF ช่วยเพิ่มคุณภาพของกลูเตนโดยการควบคุมกระบวนการเกิดผลึกน้ำแข็งให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ลดการเกิดผลึกน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่ซึ่งอาจทำลายโครงสร้างของกลูเตนได้ ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างของกลูเตนมีความแข็งแรงมากขึ้นและมีความยืดหยุ่นที่ดีขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์สุดท้ายมีคุณภาพดีขึ้น

ทฤษฎีการเกิดผลึกน้ำแข็ง (Ice Crystal Formation Theory): เมื่อเกิดการแช่แข็ง น้ำในอาหารจะเปลี่ยนสถานะเป็นผลึกน้ำแข็ง ขนาดและการกระจายของผลึกน้ำแข็งมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของโปรตีน เช่น กลูเตน EFAF ช่วยควบคุมการเกิดผลึกน้ำแข็งให้มีขนาดเล็กและสม่ำเสมอ ลดความเสียหายต่อโครงสร้างโปรตีน คุณสมบัติทางหน้าที่ของโปรตีน (Functional Properties of Proteins): คุณสมบัติทางหน้าที่ของโปรตีน เช่น ความสามารถในการยืดหยุ่นและการสร้างโครงสร้าง มีผลต่อการพัฒนาลักษณะและเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ EFAF ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของคุณสมบัติเหล่านี้ในกลูเตน ทำให้ผลิตภัณฑ์สุดท้ายมีคุณภาพดีขึ้น

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


Which functional property of gluten is NOT improved by EFAF according to the article?

Nutritional value

การแช่แข็งด้วยความช่วยเหลือจากสนามไฟฟ้าสถิต (EFAF) มีผลต่อการปรับปรุงคุณสมบัติทางหน้าที่บางอย่างของกลูเตน เช่น ความสามารถในการกักเก็บน้ำ (Water holding capacity), คุณสมบัติในการเกิดอิมัลชัน (Emulsifying properties), และคุณสมบัติในการเกิดฟอง (Foaming properties) แต่ไม่มีผลโดยตรงในการปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการ (Nutritional value) ของกลูเตน.

ทฤษฎีการปรับปรุงสมบัติทางหน้าที่ของโปรตีน: การปรับปรุงคุณสมบัติทางหน้าที่ของโปรตีน เช่น กลูเตน สามารถทำได้โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและพฤติกรรมการรวมตัวของโปรตีนผ่านกระบวนการทางกายภาพหรือเคมี เช่น การแช่แข็งด้วยสนามไฟฟ้าสถิต อย่างไรก็ตาม คุณค่าทางโภชนาการของโปรตีนนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของกรดอะมิโนและสารอาหารอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถปรับปรุงได้โดยการใช้เทคนิคนี้ บทบาทของ EFAF ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร: การใช้ EFAF ในการแช่แข็งอาหารถูกพัฒนาขึ้นเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติเชิงกายภาพ เช่น การเกิดผลึกน้ำแข็งขนาดเล็กที่มีการกระจายตัวดี ทำให้โครงสร้างโปรตีนไม่ถูกทำลาย แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อองค์ประกอบทางโภชนาการโดยตรง【22†source】【23†source】.

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


If the WHC (Water Holding Capacity) of gluten increased by 0.25% under 900 V electrostatic field compared to the control, what would be the new WHC if the original was 55%?

55.25%

การเพิ่มขึ้น 0.25% หมายถึงการเพิ่มในเชิงเปอร์เซ็นต์จากค่าเดิม ซึ่งทำให้ค่า WHC ใหม่มีค่ามากกว่าค่าเดิมที่ 55% เพิ่มเติมอีก 0.25% การคำนวณนี้ง่ายและตรงไปตรงมาจากการบวกเปอร์เซ็นต์เข้าไปในค่าเดิม

ทฤษฎีเปอร์เซ็นต์: การคำนวณเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นเป็นวิธีการคำนวณที่ใช้กันทั่วไปในหลายสาขาเพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงในค่า หลักการของการคำนวณเพิ่มเติม: การเพิ่มเปอร์เซ็นต์ในค่าเดิมเป็นวิธีที่ถูกต้องในการคำนวณการเปลี่ยนแปลงเชิงเปอร์เซ็นต์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


If a sample of gluten (50 mg) is added to 4 mL of water and centrifuged, resulting in a dry weight of 20 mg, what is the WHC?

1.5

น้ำหนักของน้ำที่จับได้ คำนวณโดยการหักน้ำหนักกลูเตนแห้งจากน้ำหนักกลูเตนที่ใช้ ค่า WHC คำนวณโดยการหารน้ำหนักน้ำที่จับได้ด้วยน้ำหนักกลูเตนแห้ง

ทฤษฎีการคำนวณเปอร์เซ็นต์น้ำที่จับได้: WHC เป็นการวัดความสามารถของตัวอย่างในการจับน้ำ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในงานวิจัยด้านอาหารและวิทยาศาสตร์วัสดุ หลักการของการคำนวณน้ำหนักน้ำที่จับได้: การคำนวณนี้มีพื้นฐานจากความแตกต่างในน้ำหนักของตัวอย่างก่อนและหลังการแยกน้ำ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


How does EFAF affect the α-helix content of gluten proteins?

Decreases α-helix content

EFAF เป็นสารที่มีลักษณะของกรดไขมันเอทิลเลต ซึ่งสามารถส่งผลต่อโครงสร้างของโปรตีนโดยการสร้างปฏิกิริยากับกลุ่มฟังก์ชันของกรดอะมิโนในโปรตีน การมีสารเช่นนี้อาจทำให้โครงสร้างของ α-helix เปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งมักจะเกิดการลดลงในเนื้อหา α-helix และอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็น β-sheet หรือ random coils

ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโปรตีน: สารที่มีลักษณะของกรดไขมันสามารถมีปฏิกิริยากับโปรตีนและส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างที่เป็นระเบียบ เช่น α-helix หรือ β-sheet การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของ α-helix อาจเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ของสารที่มีคุณสมบัติเป็นสารเคมีหรือสารอัลคิลที่มีผลต่อพันธะไฮโดรเจนใน α-helix ทฤษฎีของการเกิด β-sheet และ random coils: สารที่ส่งผลต่อการลดลงของ α-helix อาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเป็น β-sheet หรือ random coils ซึ่งเป็นโครงสร้างที่มีความยืดหยุ่นและไม่เป็นระเบียบ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


What is the effect of EFAF on the depolymerization degree of gluten macromolecules at 600 V?

Increases to 15%

EFAF มีผลกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของโปรตีนกลูเตน โดยสามารถทำให้ระดับการย่อยสลายของโมเลกุลกลูเตนเพิ่มขึ้น ภายใต้สนามไฟฟ้า 600 โวลต์ ซึ่งหมายความว่าความสามารถในการย่อยสลายของกลูเตนจะเพิ่มขึ้นเมื่อ EFAF ถูกเพิ่มเข้าไป

ทฤษฎีของการกระตุ้นการย่อยสลาย: EFAF อาจมีผลกระทบต่อพันธะที่ยึดโมเลกุลกลูเตนไว้ด้วยกัน โดยการสร้างปฏิกิริยาหรือการทำให้โครงสร้างของโปรตีนเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลให้เกิดการย่อยสลายได้ง่ายขึ้น การใช้สนามไฟฟ้าอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของกลูเตน ซึ่งการกระตุ้นโดย EFAF จะทำให้การย่อยสลายเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นหรือมากขึ้น ทฤษฎีของผลกระทบของสารเคมีต่อโครงสร้างโปรตีน: สารเคมีเช่น EFAF สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างสามมิติของโปรตีน ซึ่งจะส่งผลให้การย่อยสลายของโปรตีนกลูเตนมีอัตราที่เพิ่มขึ้น

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


Assuming the electrostatic field changes the orientation of water molecules, what physical property does this directly influence during freezing?

Thermal conductivity

เมื่อสนามไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงการจัดเรียงทิศทางของโมเลกุลน้ำ, โมเลกุลน้ำจะมีการจัดเรียงที่แตกต่างออกไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อวิธีการที่น้ำถ่ายโอนความร้อนในขณะที่มันกำลังแช่แข็ง การเปลี่ยนแปลงในการจัดเรียงโมเลกุลจะทำให้โครงสร้างของน้ำมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถของน้ำในการนำความร้อน ซึ่งหมายความว่า thermal conductivity จะได้รับผลกระทบโดยตรง

ทฤษฎีการนำความร้อน: การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างโมเลกุลของน้ำอาจทำให้การเคลื่อนที่ของโมเลกุลในการถ่ายโอนความร้อนเปลี่ยนแปลงไป Thermal conductivity คือความสามารถในการนำพาความร้อนซึ่งเป็นฟังก์ชันของการจัดเรียงและการเคลื่อนที่ของโมเลกุล ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของน้ำ: สนามไฟฟ้าอาจเปลี่ยนการจัดเรียงของโมเลกุลในน้ำ ซึ่งจะส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงของน้ำเป็นน้ำแข็งมีลักษณะที่แตกต่างออกไป ซึ่งจะส่งผลต่อการนำความร้อนของน้ำแข็ง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


Given that the electrostatic field is applied at 900 V and improves the water holding capacity by 0.25%, calculate the increase if the original water holding capacity was 2.5 g/g.

0.00625 g/g

เปอร์เซ็นต์การเพิ่มขึ้น: การเพิ่มขึ้น 0.25% ของค่า WHC เดิมที่ 2.5 g/g คำนวณได้โดยการคูณเปอร์เซ็นต์ที่เปลี่ยนแปลงกับค่า WHC เดิม การแปลงเปอร์เซ็นต์เป็นค่า: ใช้การคำนวณเพื่อเปลี่ยนเปอร์เซ็นต์เป็นค่าเพิ่มจริงในหน่วย g/g

ทฤษฎีการคำนวณเปอร์เซ็นต์: การคำนวณเปอร์เซ็นต์เป็นค่าที่เพิ่มขึ้นมีพื้นฐานมาจากการคูณเปอร์เซ็นต์กับค่าเดิม ทฤษฎีการแปลงหน่วย: การแปลงเปอร์เซ็นต์การเพิ่มขึ้นเป็นค่าจริงช่วยให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหน่วยที่ใช้ในวิทยาศาสตร์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


If the emulsification stability of gluten increased by 10% under EFAF and the original stability index was 50, what would be the new stability index?

55

เปอร์เซ็นต์การเพิ่มขึ้น: การเพิ่มขึ้น 10% ของดัชนีเดิม 50 คำนวณได้โดยการคูณเปอร์เซ็นต์กับค่าเดิม การคำนวณดัชนีใหม่: การเพิ่มค่าดัชนีเดิมตามเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ได้ค่าดัชนีใหม่

ทฤษฎีการคำนวณเปอร์เซ็นต์การเพิ่มขึ้น: การคำนวณการเพิ่มขึ้นตามเปอร์เซ็นต์ใช้การคูณค่าเปอร์เซ็นต์กับค่าเดิม เพื่อหาค่าการเพิ่มขึ้น หลักการการเพิ่มค่าตัวเลข: การเพิ่มค่าดัชนีเดิมโดยการบวกค่าเพิ่มที่คำนวณได้จะให้ค่าดัชนีใหม่ตามเปอร์เซ็นต์ที่เปลี่ยนแปลง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


What is the significance of the g-g-g configuration of disulfide bonds in gluten proteins under EFAF?

Indicates increased gluten elasticity

พันธะซัลไฟด์ (disulfide bonds) เป็นพันธะเคมีที่มีความสำคัญในโครงสร้างของโปรตีนกลูเตน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างโครงสร้างที่เป็นระเบียบและเสถียร การจัดเรียงพันธะซัลไฟด์ในลักษณะ g-g-g อาจเป็นสัญญาณของความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้นในกลูเตน เพราะการจัดเรียงแบบนี้สามารถช่วยให้โครงสร้างของกลูเตนมีความยืดหยุ่นและสามารถยืดหยุ่นได้ดีขึ้น

ทฤษฎีของพันธะซัลไฟด์ในโปรตีน: พันธะซัลไฟด์มีบทบาทในการยึดโยงโครงสร้างสามมิติของโปรตีน ซึ่งสามารถทำให้โปรตีนมีความเสถียรหรือยืดหยุ่น การจัดเรียงพันธะซัลไฟด์ในรูปแบบที่เหมาะสมช่วยให้โปรตีนมีคุณสมบัติที่ต้องการ เช่น ความยืดหยุ่น ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโปรตีน: การเปลี่ยนแปลงในพันธะซัลไฟด์สามารถทำให้โครงสร้างของโปรตีนมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลต่อคุณสมบัติของโปรตีน เช่น ความยืดหยุ่น

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 92.75 เต็ม 140

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา