ตรวจข้อสอบ > วรวิทร์ ไวยกัญญา > ความถนัดฟิสิกส์ทางวิศวกรรมศาสตร์ | Engineering Physics Aptitude > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 0 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


What is the primary advantage of 3D food printing?

Precise and customized food creations

การปรับแต่งอาหารได้อย่างเฉพาะบุคคล: เทคโนโลยีการ พิมพ์อาหาร 3 มิติ ช่วยให้สามารถออกแบบและสร้างอาหาร ที่มีรูปร่าง รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการที่ตรงกับความ ต้องการของแต่ละบุคคลได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยที่ มีข้อจำกัดทางอาหาร ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก หรือผู้ที่ ต้องการอาหารที่มีสารอาหารเฉพาะ

การออกแบบเชิงพารามิเตอร์ (Parametric Design): เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ใช้หลักการของการออกแบบเชิง พารามิเตอร์ในการสร้างโมเดลอาหาร 3 มิติ ทำให้สามารถ ปรับเปลี่ยนและแก้ไขแบบได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว • วัสดุศาสตร์ (Materials Science): การพัฒนาหมึกพิมพ์ อาหาร (Food Ink) ที่มีความหลากหลายทั้งชนิดและ คุณสมบัติ ทำให้สามารถสร้างอาหารที่มีลักษณะทาง กายภาพและเคมีที่แตกต่างกันได้ วิศวกรรมอาหาร (Food Engineering): การประยุกต์ใช้ หลักการทางวิศวกรรมในการออกแบบกระบวนการผลิต อาหาร 3 มิติ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและปลอดภัย

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


Which component is NOT part of a standard 3D food printer?

Mixing bowl

กระบวนการผลิต: เครื่องพิมพ์อาหาร 3 มิติส่วนใหญ่ทำงาน โดยการ extrude (บีบออกมา) วัสดุอาหารที่เป็นของเหลว หรือกึ่งแข็งทีละชั้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีชามผสมภายในเครื่อง • วัตถุดิบ: วัตถุดิบอาหารมักจะบรรจุอยู่ในตลับหรือถุงที่ ออกแบบมาเฉพาะ เพื่อป้อนเข้าสู่หัวพิมพ์โดยตรง การทำความสะอาด: ชามผสมภายในเครื่องอาจเป็นแหล่ง สะสมของเศษอาหารและแบคทีเรีย ทำให้ยากต่อการ ทำความสะอาดและอาจส่งผลต่อคุณภาพของอาหารที่ผลิต ออกมา

Additive Manufacturing: เครื่องพิมพ์ 3 มิติทำงานบน หลักการของ Additive Manufacturing ซึ่งเป็นกระบวนการ สร้างวัตถุโดยการเพิ่มวัสดุทีละชั้น Material Extrusion: เทคโนโลยีที่ใช้ในการพิมพ์อาหาร 3 มิติส่วนใหญ่ โดยการบีบวัสดุออกมาจากหัวพิมพ์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


If a 3D printer deposits a food layer with a thickness of 0.1 mm and builds up to a height of 20 mm, how many layers are required?

200

การคำนวณ: หากแต่ละชั้นมีความหนา 0.1 มิลลิเมตร และ ต้องการความสูงทั้งหมด 20 มิลลิเมตร เราสามารถหา จำนวนชั้นได้โดยการนำความสูงทั้งหมดหารด้วยความหนา ของแต่ละชั้น: • จำนวนชั้น = ความสูงทั้งหมด / ความหนาของแต่ละชั้น จำนวนชั้น = 20 mm / 0.1 mm = 200 ชั้น

หลักการพื้นฐานของเรขาคณิต: ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับการ แบ่งส่วนของเส้นตรงออกเป็นส่วนย่อยที่มีความยาวเท่ากัน ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานทางเรขาคณิต • การแก้ปัญหาโดยใช้การหาร: การหารเป็นการดำเนินการ ทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการหาจำนวนครั้งที่จำนวนหนึ่ง (ตัว หาร) สามารถหารอีกจำนวนหนึ่ง (ตัวตั้ง) ได้ลงตัว ในกรณีนี้ เราใช้การหารเพื่อหาจำนวนชั้นที่จำเป็นในการสร้างความสูง ที่ต้องการ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


A printer uses an extrusion process where the food material flows at a rate of 5 mm³/s. How long will it take to print a food item of 1000 mm³

200 seconds

หลักการอนุรักษ์มวล: ปริมาณวัตถุดิบทั้งหมดที่ถูกอัดรีดออก มาจะเท่ากับปริมาตรของอาหารที่ได้ อัตราส่วน: ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตร เวลา และอัตรา การไหล สามารถนำมาใช้คำนวณหาค่าที่ต้องการได้ การวิเคราะห์หน่วย: การตรวจสอบหน่วยของค่าต่างๆ เพื่อ ให้แน่ใจว่าคำตอบที่ได้มีความถูกต้อง

อัตราการไหล (flow rate): ปริมาตรของวัตถุดิบที่ไหลผ่าน ในหนึ่งหน่วยเวลา (ในที่นี้คือ 5 mm³/s) ปริมาตร: ขนาดของวัตถุ (ในที่นี้คือ 1000 mm³) • เวลา: ระยะเวลาที่ใช้ในการพิมพ์ วิธีการหาคำตอบ: • เวลา = ปริมาตร / อัตราการไหล • เวลา = 1000 mm³ / 5 mm³/s = 200 s

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


What role does rheology play in 3D food printing?

It controls the viscosity and elasticity of food in the extrusion process.

กระบวนการ Extrusion: ในการพิมพ์อาหาร 3 มิติ กระบวนการ Extrusion คือการบีบอาหารออกมาเป็นเส้น ผ่านหัวพิมพ์ ซึ่งลักษณะทางรีโอโลยีของอาหาร เช่น ความ หนืดและความยืดหยุ่น จะมีผลต่อการบีบอาหารให้ออกมา เป็นรูปร่างที่ต้องการได้อย่างแม่นยำหรือไม่ ความหนืด: ถ้าอาหารมีความหนืดมากเกินไป การบีบอาหาร ก็จะยาก และอาจทำให้เกิดการอุดตันของหัวพิมพ์ได้ ในทาง กลับกัน ถ้าอาหารมีความหนืดน้อยเกินไป อาหารก็จะไหล ออกจากหัวพิมพ์เร็วเกินไป ควบคุมรูปร่างได้ยาก • ความยืดหยุ่น: ความยืดหยุ่นของอาหารจะส่งผลต่อรูปร่าง ของอาหารเมื่อออกมาจากหัวพิมพ์ อาหารที่มีความยืดหยุ่น สูง อาจจะทำให้เกิดการบิดเบี้ยวของรูปร่างได้เมื่อสัมผัสกับ อสัมผัสกับ อากาศ

ทฤษฎีการไหลของของไหล: ทฤษฎีนี้ใช้ในการอธิบาย พฤติกรรมของของไหลเมื่อถูกแรงกระทำ ซึ่งรวมถึงอาหาร ด้วย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างแรงเฉือนและอัตราการ เฉือน ซึ่งจะส่งผลต่อความหนืดของอาหาร

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


If the surface tension of a food material affects its ability to form shapes, what physical property does it influence the most during printing?

Viscosity

ความตึงผิวกับความหนืด: ความตึงผิวเป็นแรงที่ดึงโมเลกุล ของของเหลวเข้าหากัน ทำให้เกิดผิวหน้าที่ตึงและมีแรง ต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ความหนืดเป็นการวัด ความต้านทานการไหลของของเหลว เมื่อความตึงผิวสูง ของเหลวจะมีความหนืดเพิ่มขึ้น เนื่องจากโมเลกุลจะยึดเกาะ กันแน่น ทำให้ของเหลวไหลได้ยากขึ้น ผลกระทบต่อการพิมพ์: ในกระบวนการพิมพ์ ความหนืดมี บทบาทสำคัญในการควบคุมการไหลของหมึกหรือวัสดุ อาหารที่ใช้พิมพ์ หากความหนืดสูงเกินไป วัสดุจะไหลช้าและ อาจเกิดการอุดตันที่หัวพิมพ์ หรือทำให้รูปร่างที่พิมพ์ออกมา ไม่ชัดเจน หากความหนืดต่ำเกินไป วัสดุจะกระจายตัวเร็วเกิน ไป อาจทำให้เกิดการหยด หรือทำให้รูปร่างที่พิมพ์ออกมาไม่ เสถียร

กฎของนิวตันเกี่ยวกับความหนืด: กฎนี้ระบุความสัมพันธ์เชิง เส้นระหว่างความเค้นเฉือน (shear stress) และอัตราเฉือน (shear rate) ของของเหลว ความหนืดเป็นค่าคงที่ของ สัดส่วนในสมการนี้

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


Heat transfer in 3D food printing affects the quality of the final product. Which heat transfer method is NOT typically involved in 3D food printing?

Evaporation

กระบวนการพิมพ์อาหาร 3 มิติ: มักเกี่ยวข้องกับการสร้าง วัตถุแข็งจากวัสดุเหลวหรือกึ่งแข็ง โดยอาศัยการถ่ายเท ความร้อนแบบนำความร้อน (conduction) และการพา ความร้อน (convection) เพื่อทำให้วัสดุแข็งตัว • การระเหย: เป็นกระบวนการที่ของเหลวเปลี่ยนสถานะเป็นไอ ซึ่งไม่สอดคล้องกับกระบวนการสร้างวัตถุแข็งในงานพิมพ์ อาหาร 3 มิติ

การถ่ายเทความร้อน: เป็นการเคลื่อนที่ของพลังงานความ ร้อนจากวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงไปยังวัตถุที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า มี 3 วิธีหลักคือ นำความร้อน การพาความร้อน และการแผ่รังสี นำความร้อน: การถ่ายเทความร้อนผ่านการสั่นสะเทือน ของอนุภาคภายในวัตถุ การพาความร้อน: การถ่ายเทความร้อนผ่านการเคลื่อนที่ ของของเหลวหรือก๊าซ การแผ่รังสี: การถ่ายเทความร้อนผ่านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


If a 3D printer uses a laser with a power of 10 W and the efficiency of converting electrical energy to thermal energy is 80%, what is the actual thermal energy used for printing?

8 W

ประสิทธิภาพ 80% หมายความว่า: จากพลังงานไฟฟ้า 10 W ที่ป้อนเข้าไปในเลเซอร์ จะมีเพียง 80% หรือ 8 W เท่านั้น ที่ถูกแปลงเป็นพลังงานความร้อน ซึ่งเป็นพลังงานที่ใช้ในการ พิมพ์จริง ๆ พลังงานที่เหลือ: อีก 20% ที่เหลืออาจถูกแปลงเป็นพลังงาน รูปแบบอื่น เช่น แสงที่มองเห็นได้ หรือสูญเสียไปในรูปแบบ ของความร้อนที่กระจายออกไป ขยายความ: ในการคำนวณพลังงานความร้อนที่ใช้ในการพิมพ์จริง ๆ เราใช้ หลักการของประสิทธิภาพ (efficiency) ซึ่งเป็นอัตราส่วน ระหว่างพลังงานออก (พลังงานที่ได้ใช้ประโยชน์) ต่อพลังงาน เข้า (พลังงานที่ป้อนเข้าไป) คำนวณได้ดังนี้ พลังงานความร้อนที่ใช้ในการพิมพ์ = พลังงานไฟฟ้าเข้า x ประสิทธิภาพ พลังงานความร้อนที่ใช้ในการพิมพ์ = 10 W x 80% = 8 W

ในการคำนวณพลังงานความร้อนที่ใช้ในการพิมพ์จริง ๆ เราใช้ หลักการของประสิทธิภาพ (efficiency) ซึ่งเป็นอัตราส่วน ระหว่างพลังงานออก (พลังงานที่ได้ใช้ประโยชน์) ต่อพลังงาน เข้า (พลังงานที่ป้อนเข้าไป) คำนวณได้ดังนี้ พลังงานความร้อนที่ใช้ในการพิมพ์ = พลังงานไฟฟ้าเข้า x X ประสิทธิภาพ พลังงานความร้อนที่ใช้ในการพิมพ์ = 10 W x 80% = 8 W ทฤษฎีและแนวคิดที่ใช้ในการอ้างอิง: • กฎการอนุรักษ์พลังงาน: พลังงานไม่สามารถสร้างขึ้นหรือ ทำลายได้ แต่สามารถเปลี่ยนรูปจากรูปหนึ่งไปเป็นอีกรูปหนึ่ง ได้ ประสิทธิภาพ:

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


Assume the thermal conductivity of a food material is 0.2 W/mK. If the temperature gradient is 10 K/m, what is the heat flux through the material?

2 W/m²

กฎของฟูริเยร์ (Fourier's Law) เป็นกฎพื้นฐานที่ใช้ในการ อธิบายการนำความร้อน (thermal conduction) ในวัสดุ กฎนี้ ระบุว่า อัตราการไหลของความร้อน (หรือฟลักซ์ความร้อน, heat flux) ผ่านวัสดุหนึ่งหน่วยพื้นที่ในทิศทางตั้งฉากกับพื้นที่ นั้น เป็นสัดส่วนโดยตรงกับความชันของอุณหภูมิ (temperature gradient) ในทิศทางนั้น และสัดส่วนผกผันกับ ความหนาของวัสดุ สมการของกฎของฟูริเยร์: q = -k * (dT/dx) โดยที่: • q = ฟลักซ์ความร้อน (W/m²) • k = สัมประสิทธิ์การนำความร้อน (thermal conductivity) (W/mK) • dT/dx = ความชันของอุณหภูมิ (temperature gradient) (K/m) แทนค่าตัวเลขที่โจทย์ให้: • k = 0.2 W/mK dT/dx = 10 K/m คำนวณหา q: q=-0.2 W/mK * 10 K/m = -2 W/m²

กฎของฟูริเยร์: เป็นพื้นฐานในการศึกษาการถ่ายเทความ ร้อนโดยการนำความร้อนในวัสดุ สัมประสิทธิ์การนำความร้อน: เป็นสมบัติของวัสดุที่บ่งบอก ถึงความสามารถในการนำความร้อน • ความชันของอุณหภูมิ: แสดงถึงอัตราการเปลี่ยนแปลงของ อุณหภูมิต่อระยะทาง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


What is the significance of surface tension in the context of 3D food printing?

It governs the shape and appearance of the printed food surface.

การก่อรูปอาหาร: แรงตึงผิวจะดึงโมเลกุลของอาหารให้รวม ตัวกัน ทำให้เกิดรูปร่างที่เฉพาะเจาะจงและผิวหน้าที่เรียบ เนียนของอาหารที่พิมพ์ออกมา ความละเอียดของรายละเอียด: แรงตึงผิวสูงจะช่วยให้ สามารถพิมพ์รายละเอียดที่เล็กและซับซ้อนได้มากขึ้น • การคงรูป: หลังจากพิมพ์เสร็จ แรงตึงผิวจะช่วยรักษารูปร่าง ของอาหารให้อยู่คงรูป

ทฤษฎีแรงตึงผิว: อธิบายถึงแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของ ของเหลว วิศวกรรมอาหาร: ศึกษาการประยุกต์ใช้หลักการทาง วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมในการผลิตอาหาร การพิมพ์ 3 มิติ: ศึกษาเทคโนโลยีการสร้างวัตถุสามมิติจาก แบบจำลองดิจิทัล

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


What is the primary benefit of using electrostatic field-assisted freezing (EFAF) on gluten?

Improves functional properties of gluten

EFAF ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพของกลูเตน เช่น ความเหนียว ความยืดหยุ่น และความสามารถในการก่อตัว ของโครงสร้าง ทำให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากแป้งมีคุณภาพดี ขึ้น เช่น ขนมปังมีเนื้อสัมผัสที่ดีขึ้น หรือเส้นพาสต้ามีความ เหนียวหนีบมากขึ้น • กระบวนการ EFAF จะทำให้โมเลกุลของกลูเตนเรียงตัวกันใน ลักษณะที่เป็นระเบียบมากขึ้น ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่าง โมเลกุลที่แข็งแรงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อคุณสมบัติทางฟังก์ชันของก ลูเตนโดยรวม

หลักการของ EFAF: โดยทั่วไปแล้ว EFAF จะใช้สนามไฟฟ้า เพื่อจัดเรียงโมเลกุลของน้ำในอาหาร ทำให้น้ำแข็งที่เกิดขึ้นมี โครงสร้างผลึกที่ละเอียดและสม่ำเสมอ เมื่อนำไปใช้กับ ผลิตภัณฑ์ที่มีกลูเตน สนามไฟฟ้าจะส่งผลต่อการจัดเรียงตัว ของโมเลกุลของกลูเตนด้วย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างและคุณสมบัติของกลูเตนตามที่กล่าวมาข้างต้น • ผลกระทบต่อกลูเตน: การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกลูเต นที่เกิดจาก EFAF จะส่งผลต่อคุณสมบัติทางฟังก์ชันต่างๆ ขอ งกลูเตน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


Which functional property of gluten is NOT improved by EFAF according to the article?

Nutritional value

efaf คืออะไร: จากการค้นคว้าเบื้องต้น ไม่พบข้อมูลที่ระบุว่า "efaf" คือสารเคมี หรือกระบวนการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงคุณสมบัติของกลูเตนโดยตรง ดังนั้นจึงไม่สามารถระบุได้ว่า efaf มีผลต่อคุณสมบัติของกลูเตนอย่างไร

โครงสร้างและหน้าที่ของโปรตีน: การทำความเข้าใจโครงสร้างของโปรตีนกลูเตน และพันธะระหว่างโมเลกุลของโปรตีน จะช่วยให้เข้าใจกลไกการทำงานของสารเติมแต่งต่างๆ ที่ใช้ในการปรับปรุงคุณสมบัติของกลูเตน วิทยาศาสตร์อาหาร: การศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อาหาร จะช่วยให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบทางเคมีของอาหารกับคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของอาหาร รวมถึงกระบวนการแปรรูปอาหารต่างๆ ที่มีผลต่อคุณสมบัติของอาหาร

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


If the WHC (Water Holding Capacity) of gluten increased by 0.25% under 900 V electrostatic field compared to the control, what would be the new WHC if the original was 55%?

55.25%

การเพิ่มขึ้นของ WHC: โจทย์ระบุว่า WHC เพิ่มขึ้น 0.25% เมื่อเทียบกับค่าเดิม นั่นหมายความว่า ค่าใหม่จะมากกว่าค่า เดิมอยู่ 0.25% การคำนวณ: ค่าที่เพิ่มขึ้น = 55% x 0.25% = 0.1375% • WHC ใหม่ = 55% + 0.1375% ≈ 55.25%

Water Holding Capacity (WHC): คือความสามารถ ของวัสดุในการดูดซับและกักเก็บน้ำ ซึ่งในกรณีนี้คือกลูเตน สนามไฟฟ้า: สนามไฟฟ้าสามารถมีผลต่อการจัดเรียงตัวของ โมเลกุล ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างโมเลกุลของน้ำกับ โมเลกุลของกลูเตนมากขึ้น ส่งผลให้ WHC เพิ่มขึ้น

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


If a sample of gluten (50 mg) is added to 4 mL of water and centrifuged, resulting in a dry weight of 20 mg, what is the WHC?

0.6

น้ำหนักกลูเตนเริ่มต้น = 50 mg ปริมาตรน้ำ = 4 mL • น้ำหนักกลูเตนหลังปั่นเหวี่ยง = 20 mg หาปริมาณน้ำที่กลูเตนดูดซับ: • น้ำหนักน้ำที่กลูเตนดูดซับ = น้ำหนักกลูเตนเริ่มต้น - น้ำหนัก กลูเตนหลังปั่นเหวี่ยง • น้ำหนักน้ำที่กลูเตนดูดซับ น้ำที่กลูเตนดูดซับ = 50 mg - 20 mg = 30 mg คำนวณหา WHC: • WHC = (น้ำหนักน้ำที่กลูเตนดูดซับ / น้ำหนักกลูเตนเริ่มต้น) x 100% • WHC = (30 mg / 50 mg) x 100% = 60% ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ 0.6

โครงสร้างของโปรตีน: โปรตีนในกลูเตนมีโครงสร้างที่ซับ ซ้อน ทำให้เกิดช่องว่างที่สามารถจับกับโมเลกุลของน้ำได้ พันธะไฮโดรเจน: โปรตีนในกลูเตนสามารถสร้างพันธะ ไฮโดรเจนกับโมเลกุลของน้ำ ทำให้เกิดแรงดึงดูดระหว่างกัน หลักการของการปั่นเหวี่ยง: การปั่นเหวี่ยงจะทำให้สารที่มี ความหนาแน่นต่างกันแยกชั้น โดยสารที่มีความหนาแน่น น้อยกว่าจะลอยตัวอยู่ด้านบน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


How does EFAF affect the α-helix content of gluten proteins?

Decreases α-helix content

EFAF หรือ Enzyme-Fungal a-amylase เป็นเอนไซม์ที่ ย่อยสลายแป้ง โดยเฉพาะ a-1,4 glycosidic bonds ซึ่งเป็น พันธะที่สำคัญในการสร้างโครงสร้าง a-helix ในโปรตีน เมื่อ EFAF ทำงานย่อยสลายแป้ง โครงสร้างของโปรตีนกลู เตนจะเปลี่ยนแปลงไป ทำให้พันธะไฮโดรเจนที่ยึดเหนี่ยว โครงสร้าง a-helix อ่อนลง และโครงสร้าง a-helix จึงลดลง ทฤษฎีและแนวคิดที่ใช้ในการอ้างอิง: รอ้างอิง โครงสร้างโปรตีน: โปรตีนมีโครงสร้างหลายระดับ โดย โครงสร้างหลัก (primary structure) จะเป็นลำดับของกรด อะมิโน โครงสร้างรอง (secondary structure) จะเป็นการ จัดเรียงตัวของสาย polypeptide เป็นโครงสร้างที่เป็น ระเบียบ เช่น a-helix และ B-sheet ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้เกิด จากพันธะไฮโดรเจนระหว่างหมู่ functional groups ของก รดอะมิโน ผลของเอนไซม์ต่อโครงสร้างโปรตีน: เอนไซม์สามารถ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโปรตีนได้ โดยการย่อยสลาย พันธะเปปไทด์ หรือทำปฏิกิริยากับหมู่ functional groups ของกรดอะมิโน ทำให้โครงสร้างของโปรตีนเปลี่ยนแปลงไป และส่งผลต่อสมบัติของโปรตีน

โครงสร้างโปรตีน: โปรตีนมีโครงสร้างหลายระดับ โดย โครงสร้างหลัก (primary structure) จะเป็นลำดับของกรด อะมิโน โครงสร้างรอง (secondary structure) จะเป็นการ จัดเรียงตัวของสาย polypeptide เป็นโครงสร้างที่เป็น ระเบียบ เช่น a-helix และ B-sheet ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้เกิด จากพันธะไฮโดรเจนระหว่างหมู่ functional groups ของก รดอะมิโน ผลของเอนไซม์ต่อโครงสร้างโปรตีน: เอนไซม์สามารถ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโปรตีนได้ โดยการย่อยสลาย พันธะเปปไทด์ หรือทำปฏิกิริยากับหมู่ functional groups ของกรดอะมิโน ทำให้โครงสร้างของโปรตีนเปลี่ยนแปลงไป และส่งผลต่อสมบัติของโปรตีน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


What is the effect of EFAF on the depolymerization degree of gluten macromolecules at 600 V?

Remains unchanged

ข้อมูลไม่เพียงพอ: ข้อความเดิมระบุว่าข้อมูลที่ให้มานั้นไม่เพียงพอที่จะระบุผลกระทบของ EFAF ต่อระดับการแตกตัวของเม็ดโปรตีนกลูเตนที่ 600 V ได้อย่างถูกต้อง ปัจจัยที่มีผลกระทบ: มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อระดับการแตกตัวของเม็ดโปรตีนกลูเตน เช่น ความเข้มข้นของ EFAF, เงื่อนไขสนามไฟฟ้า, pH, อุณหภูมิ, แหล่งที่มาของกลูเตน และขั้นตอนการผลิตอื่นๆ ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้: โดยไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมดคือการเพิ่มขึ้น, ลดลง หรือไม่เปลี่ยนแปลง

สมดุลระหว่างปฏิกิริยา: EFAF อาจส่งเสริมและยับยั้งปฏิกิริยาแตกตัวพร้อมกัน: EFAF อาจทำหน้าที่เป็นทั้งตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้โมเลกุลกลูเตนแตกตัว และในขณะเดียวกันก็อาจทำหน้าที่เป็นตัวเสริมสร้างพันธะระหว่างโมเลกุล ทำให้เกิดการรวมตัวใหม่ได้ สนามไฟฟ้า 600 V อาจมีผลกระทบต่อโครงสร้างของโมเลกุลกลูเตนในลักษณะที่ตรงกันข้ามกับผลกระทบของ EFAF: สนามไฟฟ้าอาจทำให้โมเลกุลกลูเตนขยายตัวและแตกตัว แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้โมเลกุลจัดเรียงตัวใหม่ในลักษณะที่เสถียรมากขึ้น ผลของทั้งสองปัจจัยอาจหักล้างกัน: ผลกระทบของ EFAF และสนามไฟฟ้าอาจมีขนาดและทิศทางที่เท่ากันแต่ตรงกันข้าม ทำให้ระดับการแตกตัวของโมเลกุลกลูเตนยังคงที่

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


Assuming the electrostatic field changes the orientation of water molecules, what physical property does this directly influence during freezing?

Free energy

การจัดเรียงตัวของโมเลกุลน้ำ: สนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงจะ ส่งผลต่อการจัดเรียงตัวของขั้วบวกและขั้วลบในโมเลกุลน้ำ ทำให้เกิดการจัดเรียงตัวใหม่ที่แตกต่างจากปกติ พลังงานอิสระ (Free Energy): การเปลี่ยนแปลงในการจัด เรียงตัวของโมเลกุลนี้จะส่งผลโดยตรงต่อพลังงานอิสระของ ระบบ พลังงานอิสระเป็นปริมาณที่บ่งบอกถึงความสามารถ ในการทำงานของระบบ และมีความเกี่ยวข้องกับความเสถียร ของระบบ กระบวนการแข็งตัว: กระบวนการแข็งตัวเป็นกระบวนการที่ โมเลกุลของน้ำจัดเรียงตัวเป็นโครงสร้างผลึกที่เป็นระเบียบ การเปลี่ยนแปลงพลังงานอิสระจะส่งผลต่อความง่ายหรือ ความยากในการเกิดโครงสร้างผลึกนี้ และส่งผลต่ออุณหภูมิ ในการแข็งตัว

พันธะไฮโดรเจน: โมเลกุลน้ำเชื่อมโยงกันด้วยพันธะ ไฮโดรเจน ซึ่งเป็นพันธะที่ค่อนข้างอ่อน แต่มีผลต่อสมบัติทาง กายภาพของน้ำอย่างมาก สนามไฟฟ้าจะส่งผลต่อพันธะ ไฮโดรเจนเหล่านี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้าง ของน้ำ เทอร์โมไดนามิกส์: กระบวนการแข็งตัวเป็นกระบวนการทาง เทอร์โมไดนามิกส์ พลังงานอิสระเป็นปริมาณที่สำคัญในการ อธิบายกระบวนการทางเทอร์โมไดนามิกส์ต่างๆ การ กี่ยวข้อง เปลี่ยนแปลงของพลังงานอิสระจะเกี่ยวข้องกับเอนโทรปี (Entropy) และเอนทาลปี (Enthalpy) ของระบบ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


Given that the electrostatic field is applied at 900 V and improves the water holding capacity by 0.25%, calculate the increase if the original water holding capacity was 2.5 g/g.

0.00625 g/g

ความจุน้ำเดิม 2.5 g/g สนามไฟฟ้าสถิตทำให้ความสามารถในการกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น 0.25% - คำนวณความสามารถในการกักเก็บน้ำที่เพิ่มขึ้น สารละลาย: เราต้องการจะหาความสามารถในการกักเก็บน้ำที่เพิ่มขึ้น เพื่อคำนวณ 0.25% ของมูลค่าเดิม การคำนวณ เพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำ 0.25% ของ 2.5 a/ เพิ่มขึ้น= (0.25/100) *2.5 ก./ก เพิ่มขึ้น = 0.00625 ก./ก

ในกรณีนี้ ดูเหมือนว่าสนามไฟฟ้าสถิตจะส่งผล ต่อความสามารถของวัสดุในการกักเก็บน้ำ อาจ เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น: โพลาไรเซชันของโมเลกุลน้ำ: สนามไฟฟ้า อาจกระตุ้นให้เกิดโมเมนต์ไดโพลใน โมเลกุลของน้ำ ทำให้แรงดึงดูดต่อวัสดุเพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างวัสดุ: สนามไฟฟ้า อาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของวัสดุ ทำให้เกิดพื้น ที่ใหม่เพื่อให้โมเลกุลของน้ำเกาะกัน อย่างไรก็ตาม. หากไม่มีข้อมูลเฉพาะเจาะจงเพิ่มเติม เกี่ยวกับวัสดุและการตั้งค่าการทดลอง การให้ คำอธิบายที่แน่ชัดเกี่ยวกับความสามารถในการกักเก็บน้ำ ที่เพิ่มขึ้นก็เป็นเรื่องยาก

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


If the emulsification stability of gluten increased by 10% under EFAF and the original stability index was 50, what would be the new stability index?

55

เพิ่มขึ้น 10%: ถ้าความคงตัวเดิมคือ 50 การเพิ่มขึ้น 10% หมายถึงการเพิ่มขึ้นอีก 5 (10% ของ 50 = 5). • ค่าใหม่: ดังนั้น ค่าความคงตัวใหม่คือ 50 + 5 = 55

ดัชนีความคงตัว: เป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงความสามารถใน การคงสภาพของสารละลายที่มีส่วนประกอบหลายชนิดไม่ให้ แยกชั้นออกจากกัน • การเพิ่มขึ้นของดัชนี: หมายถึงความสามารถในการคงตัวดี ขึ้น สารละลายนั้นจะคงสภาพอยู่ได้นานขึ้น

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


What is the significance of the g-g-g configuration of disulfide bonds in gluten proteins under EFAF?

Indicates increased gluten elasticity

การจัดเรียงพันธะไดซัลไฟด์แบบ g-g-g ในโปรตีนกลู เตน ส่งผลให้เกิดโครงสร้างเครือข่ายที่แข็งแรงและยืดหยุ่น มากขึ้น เนื่องจากพันธะไดซัลไฟด์เหล่านี้เชื่อมโยงโซ่พอลิเปป ไทด์เข้าด้วยกันอย่างแน่นหนา ทำให้โปรตีนกลูเตนมีความ ยืดหยุ่นและสามารถยืดออกได้มากขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ สำคัญในการสร้างโครงสร้างของแป้ง ขยายความ: • โครงสร้าง g-g-g: หมายถึงการที่พันธะไดซัลไฟด์ในโปรตี นกลูเตนจัดเรียงตัวในรูปแบบที่กลุ่มซัลฟิวริล (sulfhydryl group) หันเข้าหากัน ทำให้เกิดพันธะไดซัลไฟด์ที่แข็งแรง และเสถียร • ผลกระทบต่อความยืดหยุ่น: โครงสร้างเครือข่ายที่แข็งแรง และยืดหยุ่นของโปรตีนกลูเตนที่มีพันธะไดซัลไฟด์แบบ g-g- g จะช่วยให้แป้งมีความยืดหยุ่นในการขึ้นรูป และทำให้ ผลิตภัณฑ์จากแป้งมีเนื้อสัมผัสที่ดีขึ้น

ทฤษฎีเกี่ยวกับโครงสร้างของโปรตีน: การจัดเรียงของพันธะ ไดซัลไฟด์มีผลต่อโครงสร้างสามมิติของโปรตีน ซึ่งส่งผลต่อ สมบัติทางกายภาพและเคมีของโปรตีน ทฤษฎีเกี่ยวกับคุณสมบัติของแป้ง: โครงสร้าง โครงสร้างของโปรตีนกลู เตนมีผลต่อคุณสมบัติของแป้ง เช่น ความยืดหยุ่น ความ เหนียว และความสามารถในการกักเก็บน้ำ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 86 เต็ม 140

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา