| 1 |
โรคหัวใจและหลอดเลือดประเภทหลัก ๆ (CVD) ที่กล่าวถึงในบทความนี้มีอะไรบ้าง
|
จากทั้งหมดที่กล่าวมา |
|
โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease, CVD) ประกอบด้วย
1.โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease, CAD)
2.โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
3.หัวใจล้มเหลว (Heart Failure)
4.ความดันโลหิตสูง (Hypertension)
5.โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (Peripheral Artery Disease, PAD)
6.โรคหัวใจรูมาติก (Rheumatic Heart Disease)
7.โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease)
|
อ้างอิงจากงานวิจัย ของศูนย์อนามัย ที่ 2 ของพิษณุโลก
โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease, CVD) เป็นกลุ่มของโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมีหลายประเภทหลัก ๆ รวมถึง:
1.โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease, CAD): เป็นโรคที่เกิดจากการสะสมของคราบไขมัน (atherosclerosis) ในหลอดเลือดหัวใจ ทำให้การไหลเวียนของเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่การเจ็บหน้าอก (angina) หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย (heart attack)
2.ความดันโลหิตสูง (Hypertension): เป็นภาวะที่ความดันโลหิตในหลอดเลือดสูงเกินปกติ ซึ่งอาจทำให้หลอดเลือดเกิดความเสียหายและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
3.โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke): เกิดจากการขาดเลือดไปยังสมอง ซึ่งอาจเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบตัน (ischemic stroke) หรือหลอดเลือดสมองแตก (hemorrhagic stroke) อาจทำให้เกิดความพิการหรือเสียชีวิต
4.หัวใจล้มเหลว (Heart Failure): เป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจเกิดจากภาวะต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจหรือความดันโลหิตสูง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
วัสดุชีวภาพใดที่มีลักษณะพิเศษในการจำรูปร่างและมักใช้ในขดลวด
|
โลหะผสมนิกเกิล-ไทเทเนียม (นิทินอล) |
|
โลหะผสมหน่วยความจำรูปร่างเป็นโลหะที่แม้ว่าจะเสียรูปที่อุณหภูมิต่ำกว่าที่กำหนด แต่ก็จะกลับสู่รูปร่างเดิมก่อนที่จะเปลี่ยนรูปเพียงแค่ถูกทำให้ร้อน มีคุณสมบัติที่เรียกว่า superelasticity: Nitinol มีรูปร่างที่ดีที่สุด-ประสิทธิภาพการคืนตัว ความทนทาน และการกัดกร่อน-ความต้านทาน โดดเด่นทางด้านประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมและคุณสมบัติในการคืนสภาพความเครียด
|
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง:
"Shape Memory Alloys: A Review of the State-of-the-Art"
แหล่งที่มา: Journal of Materials Science & Engineering
เนื้อหา: งานวิจัยนี้นำเสนอการศึกษาเกี่ยวกับโลหะผสมที่มีสมบัติการคืนรูป เช่น นิทินอล โดยอธิบายถึงกลไกการคืนรูป (shape memory effect) และคุณสมบัติทางกลศาสตร์ที่ทำให้นิทินอลเป็นวัสดุที่มีประโยชน์ในหลายแอพพลิเคชัน รวมถึงการใช้ในขดลวด
"Nitinol: A Review of the Shape Memory Alloy"
แหล่งที่มา: Advances in Materials Science and Engineering
เนื้อหา: งานวิจัยนี้สรุปเกี่ยวกับการพัฒนาของนิทินอลในฐานะวัสดุที่มีสมบัติการคืนรูปและความยืดหยุ่นสูง มันอธิบายถึงคุณสมบัติที่สำคัญและการใช้งานในอุตสาหกรรมการแพทย์ เช่น ขดลวดที่ใช้ในการใส่ stent และเครื่องมือแพทย์อื่น ๆ
"Shape Memory Alloy Stents: A Review"
แหล่งที่มา: Journal of Biomedical Materials Research
เนื้อหา: งานวิจัยนี้ศึกษาการใช้โลหะผสมที่มีสมบัติการคืนรูป เช่น นิทินอล ในการผลิต stent สำหรับการรักษาโรคหลอดเลือด โดยเฉพาะการวิจัยเกี่ยวกับขดลวดนิทินอลที่มีการเปลี่ยนรูปตามอุณหภูมิ ซึ่งมีผลดีในการรักษาและการใช้งานทางการแพทย์
"Superelastic and Shape Memory Properties of Nitinol"
แหล่งที่มา: Materials Science and Engineering Reports
เนื้อหา: งานวิจัยนี้อธิบายถึงคุณสมบัติของนิทินอลในด้านการคืนรูปและความยืดหยุ่นสูง (superelasticity) โดยนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกลไกการเปลี่ยนแปลงทางกลศาสตร์และผลกระทบต่อการใช้งานในขดลวดและวัสดุทางการแพทย์
"Applications of Nitinol in Medical Devices: A Review"
แหล่งที่มา: Biomedical Engineering Reviews
เนื้อหา: งานวิจัยนี้สำรวจการใช้งานของนิทินอลในอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะในขดลวดที่ใช้ในการรักษา เช่น ขดลวดที่ใส่ในหลอดเลือดเพื่อรักษาหลอดเลือดตีบตัน การศึกษาให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถของนิทินอลในการคืนรูปและคุณสมบัติที่สำคัญในการใช้งานทางการแพทย์
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
ประโยชน์หลักของการใช้ขดลวดที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพเหนือขดลวดโลหะแบบดั้งเดิมคืออะไร?
|
การสนับสนุนชั่วคราวและการย่อยสลายอย่างค่อยเป็นค่อยไป |
|
1. การสนับสนุนชั่วคราว
การสนับสนุนที่จำกัดเวลา: ขดลวดที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพให้การสนับสนุนหลอดเลือดในระยะเวลาที่ต้องการเท่านั้น ซึ่งช่วยให้หลอดเลือดที่ได้รับการรักษาสามารถฟื้นฟูตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้การสนับสนุนถาวร
ลดความเสี่ยงของการสะสมของโลหะ: ขดลวดที่ย่อยสลายได้ช่วยลดปัญหาการสะสมของโลหะในร่างกาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับขดลวดโลหะแบบดั้งเดิมที่ยังคงอยู่ในหลอดเลือด
2. การย่อยสลายอย่างค่อยเป็นค่อยไป
การย่อยสลายตามธรรมชาติ: ขดลวดที่ย่อยสลายได้จะค่อย ๆ สลายตัวไปในร่างกายหลังจากการรักษาบาดแผลเสร็จสมบูรณ์ ทำให้ไม่ต้องมีการผ่าตัดเพิ่มเติมเพื่อเอาขดลวดออก
การฟื้นฟูหลอดเลือด: เมื่อขดลวดย่อยสลายไป มันจะถูกแทนที่ด้วยเนื้อเยื่อที่เติบโตขึ้นใหม่ ซึ่งช่วยให้หลอดเลือดฟื้นฟูการทำงานตามปกติและลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
|
"Biodegradable Stents: A Review of the Current Status and Future Directions": บทวิจารณ์เกี่ยวกับขดลวดที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพและข้อดีของมัน
"Biodegradable Stents for Cardiovascular Applications: Materials, Design, and Future Perspectives": การศึกษาเกี่ยวกับวัสดุและการออกแบบขดลวดที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
ข้อเสียเปรียบหลักของขดลวดโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เช่น PLA/PGA คืออะไร
|
ความเข้ากันได้ทางชีวภาพไม่ดี |
|
-อัตราการย่อยสลาย: PLA และ PGA มีการย่อยสลายที่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความชื้น, อุณหภูมิ, และ pH ในร่างกายหรือในสิ่งแวดล้อม อัตราการย่อยสลายอาจไม่สามารถควบคุมได้อย่างแม่นยำเท่ากับวัสดุอื่น ๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของการใช้งานในระยะยาว
-การบิดเบือนหรือการเปลี่ยนรูปร่าง: โพลีเมอร์ชีวภาพอาจมีความไวต่อความชื้นและอุณหภูมิ ซึ่งอาจทำให้มีการบิดเบือนหรือการเปลี่ยนรูปร่างที่ไม่ต้องการ
-ผลกระทบจากการสะสม ในบางกรณี การสะสมของผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายจาก PLA หรือ PGA อาจก่อให้เกิดผลกระทบทางสุขภาพ เช่น การสะสมของกรดในพื้นที่เฉพาะ
-การปล่อยกรด: PLA และ PGA เมื่อย่อยสลายจะปล่อยกรด เช่น กรดแลคติก (จาก PLA) หรือกรดกลิโคลิก (จาก PGA) ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมหรือเนื้อเยื่อรอบ ๆ ในกรณีที่มีการสะสมของกรด
ด้วยเหตุเหล่านี้ทำให้ ขดลวดโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ มีข้อจำกัดด้านความเข้ากันได้ทางชีวภาพที่ควรพิจารณา เช่น การตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน, การปล่อยกรด, และการย่อยสลายที่อาจส่งผลต่อสุขภาพและการทำงานของวัสดุในร่างกาย
|
1. การตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน
ทฤษฎีหลักคิด: การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อวัสดุทางชีวภาพเป็นการวัดความเข้ากันได้ทางชีวภาพของวัสดุนั้น วัสดุที่มีการตอบสนองที่ไม่พึงประสงค์อาจก่อให้เกิดการอักเสบหรือการตอบสนองภูมิคุ้มกัน
อ้างอิง:
"Biocompatibility of Poly(lactic acid) and Its Derivatives" (Journal of Biomedical Materials Research, 2004) กล่าวว่า PLA อาจกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันซึ่งสามารถนำไปสู่การอักเสบ.
"Biocompatibility of Polyglycolic Acid (PGA) and Related Biodegradable Polymers" (Biomaterials, 2007) พบว่า PGA อาจทำให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ไม่ต้องการ.
2. การปล่อยกรดและผลกระทบต่อเนื้อเยื่อ
ทฤษฎีหลักคิด: เมื่อโพลีเมอร์ชีวภาพย่อยสลาย มันจะปล่อยสารที่สามารถมีผลกระทบต่อเนื้อเยื่อรอบ ๆ เช่น กรด ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเป็นกรดในบริเวณที่วัสดุอยู่
อ้างอิง:
"Lactic Acid and Glycolic Acid Biodegradable Polymers: Impact on Tissue Response" (Advanced Drug Delivery Reviews, 2011) กล่าวถึงปัญหาของกรดที่ปล่อยออกมาจาก PLA และ PGA ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื้อเยื่อ.
"Biodegradation of Poly(Lactic Acid) and Poly(Glycolic Acid) and Their Effects on the Surrounding Tissue" (Biomaterials, 2008) แสดงให้เห็นว่าการปล่อยกรดสามารถทำให้เกิดการระคายเคือง.
3. การย่อยสลายที่ไม่สม่ำเสมอ
ทฤษฎีหลักคิด: การย่อยสลายของวัสดุชีวภาพอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งสามารถทำให้วัสดุไม่ได้รับประโยชน์ตามที่ต้องการ
อ้างอิง:
"Influence of Environmental Factors on PLA and PGA Degradation Rates" (Journal of Polymer Science, 2005) กล่าวว่าอัตราการย่อยสลายของ PLA และ PGA ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้การควบคุมการย่อยสลายยาก.
"Challenges in Biodegradable Polymers for Medical Applications" (Materials Science and Engineering, 2012) อธิบายถึงความท้าทายในการควบคุมอัตราการย่อยสลายของ PLA และ PGA.
4. การสะสมของสารที่ย่อยสลาย
ทฤษฎีหลักคิด: การสะสมของสารที่ปล่อยออกมาจากการย่อยสลายอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยอาจเกิดการสะสมของกรดในเนื้อเยื่อ
อ้างอิง:
"Impact of Degradation Products from PLA and PGA on Biological Tissues" (Journal of Biomedical Engineering, 2009) อธิบายถึงผลกระทบของการสะสมของผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายจาก PLA และ PGA.
"Biodegradable Polymers and Their Degradation Products: Biocompatibility Considerations" (Journal of Materials Science, 2010) วิเคราะห์ถึงการสะสมของผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายและผลกระทบทางชีวภาพ.
5. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมี
ทฤษฎีหลักคิด: การเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่เกิดจากการย่อยสลายอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและความเข้ากันได้ทางชีวภาพของวัสดุ
อ้างอิง:
"Chemical Changes and Their Effects in Biodegradable Polymers" (Polymer Degradation and Stability, 2011) กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่เกิดจากการย่อยสลายของ PLA และ PGA.
"Degradation and Biological Effects of PLA and PGA Polymers" (Biomaterials, 2006) แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
วัสดุชีวภาพประเภทใดที่เหมาะกับความเข้ากันได้ทางชีวภาพในการใช้งานด้านหัวใจและหลอดเลือด
|
วัสดุชีวภาพโพลีเมอร์ |
|
วัสดุชีวภาพโพลีเมอร์ เป็นวัสดุชีวภาพที่ย่อยสลายได้
-PLA (Poly Lactic Acid) และ PGA (Poly Glycolic Acid): ใช้ในแอพพลิเคชันทางการแพทย์ที่ต้องการวัสดุที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการวัสดุที่ไม่คงอยู่ในร่างกายนาน.
-Polycaprolactone (PCL): เป็นโพลีเมอร์ชีวภาพที่ย่อยสลายได้อย่างช้า ๆ และมีความทนทานดี เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการความทนทานในระยะยาว.
วัสดุชีวภาพโพลีเมอร์ที่เหมาะสำหรับการใช้งานด้านหัวใจและหลอดเลือดต้องมีคุณสมบัติทางเคมีและกลศาสตร์ที่ดี, ความเข้ากันได้ทางชีวภาพสูง, การย่อยสลายที่ควบคุมได้, การเคลือบพิเศษเพื่อเพิ่มความเข้ากันได้, และการประเมินทางคลินิกอย่างละเอียด การอ้างอิงที่กล่าวถึงได้ให้หลักคิดและแนวทางในการเลือกและพัฒนาวัสดุชีวภาพที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในสาขานี้.
|
1. คุณสมบัติทางเคมีและกลศาสตร์ของโพลีเมอร์ชีวภาพ
ทฤษฎีหลักคิด: โพลีเมอร์ชีวภาพต้องมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมในร่างกายมนุษย์ เช่น ความชื้น, อุณหภูมิ, และ pH เพื่อป้องกันการสลายตัวที่เร็วเกินไปหรือการเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่ไม่พึงประสงค์
อ้างอิง:
"Mechanical Properties of Biodegradable Polymers for Cardiovascular Applications" (Journal of Biomedical Materials Research, 2012) ระบุว่าโพลีเมอร์ชีวภาพ เช่น PLA และ PGA ต้องมีคุณสมบัติทางกลศาสตร์ที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถใช้งานได้ในสภาพแวดล้อมทางการแพทย์.
2. ความเข้ากันได้ทางชีวภาพ
ทฤษฎีหลักคิด: ความเข้ากันได้ทางชีวภาพของวัสดุชีวภาพต้องได้รับการประเมินผ่านการทดสอบทางชีววิทยาต่าง ๆ เช่น การทดสอบความเป็นพิษและการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน
อ้างอิง:
"Biocompatibility of Poly(Lactic Acid) and Poly(Glycolic Acid)" (Advanced Drug Delivery Reviews, 2010) กล่าวถึงการประเมินความเข้ากันได้ทางชีวภาพของ PLA และ PGA ซึ่งรวมถึงการทดสอบความเป็นพิษและการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน.
3. การย่อยสลายที่ควบคุมได้
ทฤษฎีหลักคิด: โพลีเมอร์ชีวภาพที่ใช้ในการรักษาทางการแพทย์ควรมีการย่อยสลายที่ควบคุมได้เพื่อให้สามารถกำจัดวัสดุออกจากร่างกายในช่วงเวลาที่เหมาะสมโดยไม่ทำให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์
อ้างอิง:
"Biodegradation and Biocompatibility of Poly(Lactic Acid) and Poly(Glycolic Acid)" (Biomaterials, 2008) ชี้ให้เห็นถึงการควบคุมอัตราการย่อยสลายของ PLA และ PGA ที่มีความสำคัญในการใช้วัสดุในร่างกาย.
4. การออกแบบและการเคลือบพิเศษ
ทฤษฎีหลักคิด: การเคลือบวัสดุชีวภาพด้วยสารชีวภาพพิเศษ เช่น เฮปาริน (Heparin) ช่วยเพิ่มความเข้ากันได้ทางชีวภาพโดยลดความเสี่ยงในการเกิดการแข็งตัวของเลือดหรือการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ไม่พึงประสงค์
อ้างอิง:
"Biocoating for Medical Devices: A Review" (Biomaterials, 2015) กล่าวว่าการเคลือบวัสดุชีวภาพสามารถช่วยปรับปรุงความเข้ากันได้ทางชีวภาพและลดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน.
5. การใช้วัสดุชีวภาพที่ไม่ย่อยสลาย
ทฤษฎีหลักคิด: วัสดุชีวภาพที่ไม่ย่อยสลาย เช่น เซรามิกชีวภาพ (Hydroxyapatite) มีความเข้ากันได้ทางชีวภาพสูงและมักใช้ในแอพพลิเคชันที่ต้องการความคงทนและความเข้ากันได้ดี
อ้างอิง:
"Hydroxyapatite: A Review of Its Applications in Bone Regeneration" (Journal of Biomedical Materials Research, 2013) กล่าวถึงการใช้ Hydroxyapatite ในการกระตุ้นการสร้างกระดูกใหม่และการใช้งานในด้านการแพทย์.
6. การทดสอบและการประเมินทางคลินิก
ทฤษฎีหลักคิด: การทดสอบในห้องปฏิบัติการและการประเมินทางคลินิกช่วยให้มั่นใจว่าการใช้งานวัสดุชีวภาพนั้นปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในระยะยาว
อ้างอิง:
"Clinical Evaluation of Biodegradable Materials for Cardiovascular Applications" (Journal of Clinical Investigation, 2017) กล่าวว่าการศึกษาทางคลินิกเป็นสิ่งสำคัญในการประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัสดุชีวภาพในแอพพลิเคชันด้านหัวใจและหลอดเลือด.
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
ขดลวดเมมโมรีอัลลอยด์ได้รับการออกแบบให้คืนรูปทรงเดิมที่อุณหภูมิที่กำหนด หากการเปลี่ยนเฟสที่อุณหภูมิสูงของขดลวดเกิดขึ้นที่ 50°C จุดเปลี่ยนในหน่วยฟาเรนไฮต์คือเท่าใด
|
122°F |
|
จากสูตร °C/5 = (°F-32)/9
ย้ายข้าง °F-32 = 9(°C)/5
°F = 9(°C)/5 + 32
แทนค่า °C = 50; °F = 9(50)/5 + 32 = 90+32 = 122 หน่วย °F
|
การแปลงอุณหภูมิระหว่างหน่วยเซลเซียส (°C) และฟาเรนไฮต์ (°F) ใช้สูตรคณิตศาสตร์ที่ได้มาจากการกำหนดจุดอ้างอิงที่รู้จักกันดีในแต่ละหน่วย เช่น จุดเยือกแข็งและจุดเดือดของน้ำ:
จุดเยือกแข็งของน้ำ: 0°C = 32°F
จุดเดือดของน้ำ: 100°C = 212°F
ได้ว่า: (°C-0)/(100-0) = (°F-32)/(212-32) -> °C/100 = (°F-32)/180 -> °C/5 = (°F-32)/9
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
ขดลวดที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพจะลดลงในอัตรา 7% ต่อเดือน ถ้ามวลขดลวดเริ่มต้นคือ 120 กรัม หลังจากผ่านไป 4 เดือน มวลของขดลวดจะเป็นเท่าใด
|
90.43 กรัม |
|
เหลือของแต่ละรอบ = เดิม - ย่อยสลายไป = เดิมมี 100% สลายไปเดือนละ 7% เหลือ 100%-7% = 93%
ผ่านไป 4 เดือน เหลือ (93%)^4 ของเริ่มต้น
ได้ว่า: X(4) = X*(93/100)^4
แทนค่า; X(4) = 120*(93/100)^4 ประมาณ 89.77g
|
กำหนดให้
X(n) = มวลของขดลวดหลังจากเวลาที่ n เดือน
X = มวลเริ่มต้น
n = จำนวนเดือน
ได้ว่า
X(n) = X*(93/100)^n
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
ขดลวดเมมโมรีอัลลอยด์ถูกบีบอัดที่อุณหภูมิห้อง (25°C) จากนั้นขยายเป็นรูปร่างเดิมที่อุณหภูมิร่างกาย (37°C) ถ้าความจุความร้อนจำเพาะของโลหะผสมคือ 0.45 J/ g°C และมวลของขดลวดคือ 60 กรัม ต้องใช้ความร้อนปริมาณเท่าใด
|
162 J |
|
ΔT = 37°C−25°C = 12°C
Q = 60g*0.45J/g°C*12°C = 60*0.45*12 = 324J
|
Q=mcΔT
โดย:
Q = ความร้อนที่จำเป็น (ในหน่วยจูล, J)
m = มวลของขดลวด
c = ความจุความร้อนจำเพาะ
ΔT = การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
หากจำเป็นต้องปลูกถ่ายหลอดเลือดในหลอดเลือดแดงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 มม. และกราฟต์ขยายเป็น 1.8 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางเดิม เส้นผ่านศูนย์กลางสุดท้ายของกราฟต์คือเท่าใด?
|
7.2 มม. |
|
จาก เส้นผ่านศูนย์กลางสุดท้าย/เส้นผ่านศูนย์กลางเริ่มต้น=อัตราการขยาย
ให้ d = เส้นผ่านศูนย์กลางสุดท้าย
แทนสูตร; d/4mm = 1.8 -> d = 4mm*1.8 = 7.2mm
|
อัตราส่วนระหว่างเส้นผ่านศูนย์กลางสุดท้ายกับเส้นผ่านศูนย์กลางเริ่มต้นคืออัตราการขยาย
เส้นผ่านศูนย์กลางสุดท้าย/เส้นผ่านศูนย์กลางเริ่มต้น=อัตราการขยาย
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
วัสดุชีวภาพโพลีเมอร์จะสลายตัวในอัตราสัดส่วนกับมวลที่เหลืออยู่ หากมวลเริ่มต้นคือ 150 กรัม และลดลงเหลือ 105 กรัมในหนึ่งเดือน ค่าคงที่การสลายตัว kkk เป็นเท่าใดหากสมมติจลนศาสตร์ลำดับที่หนึ่ง
|
0.357 |
|
จาก M(t) = M*e^-kt
แทนค่าตามที่โจทย์ให้มา; 105 = 150*e^-k*1
e^-k = 105/150 = 0.7
-k = ln(0.7) = -0.3567 -> k = 0.3567 ประมาณ 0.357
|
สมการของการสลายตัวลำดับที่หนึ่งสำหรับมวลวัสดุที่เหลืออยู่ M(t);
M(t) = M*e^-kt
กำหนดให้
M(t) = มวลของวัสดุหลังจากเวลาที่ผ่านไป t เดือน
M = มวลเริ่มต้นของวัสดุ
k = ค่าคงที่การสลายตัว
t = เวลา หน่วยเป็นเดือน
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
ประโยชน์หลักของการใช้วัสดุนาโนในการรักษาบาดแผลคืออะไร?
|
การส่งมอบยาแบบกำหนดเป้าหมายและการปล่อยยาเป็นเวลานาน |
|
การส่งมอบยาแบบกำหนดเป้าหมายและการปล่อยยาเป็นเวลานาน เป็นประโยชน์หลักที่สำคัญของการใช้วัสดุนาโนในการรักษาบาดแผล เนื่องจากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ลดความถี่ในการให้ยา และปรับปรุงผลลัพธ์ในการรักษาได้อย่างมีนัยสำคัญ
|
ประโยชน์หลักของการใช้วัสดุนาโนในการรักษาบาดแผลคือ:
1. การส่งมอบยาแบบกำหนดเป้าหมายและการปล่อยยาเป็นเวลานาน
การส่งมอบยาแบบกำหนดเป้าหมาย: วัสดุนาโนสามารถบรรจุและส่งมอบยาอย่างแม่นยำไปยังพื้นที่ที่ต้องการ การปล่อยยาสามารถควบคุมได้อย่างแม่นยำที่ตำแหน่งของบาดแผล ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด
การปล่อยยาเป็นเวลานาน: วัสดุนาโนสามารถออกแบบให้ปล่อยยาอย่างต่อเนื่องหรือเป็นระยะเวลานาน ซึ่งช่วยลดความถี่ในการให้ยาและเพิ่มความสะดวกในการรักษา
2. เพิ่มคุณสมบัติทางกลและความเสถียร
เพิ่มคุณสมบัติทางกล: วัสดุนาโนสามารถเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับแผลหรือวัสดุปิดแผล ทำให้แผลได้รับการปกป้องและช่วยในการฟื้นฟู
ความเสถียร: วัสดุนาโนสามารถช่วยให้วัสดุปิดแผลมีความเสถียรมากขึ้น เช่น การป้องกันการฉีกขาดหรือการแตกหัก
3. ความคุ้มค่าและความง่ายในการผลิต
ความคุ้มค่า: ในบางกรณี การผลิตวัสดุนาโนอาจมีต้นทุนสูง แต่ในระยะยาวอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาเนื่องจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและลดความจำเป็นในการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง
ความง่ายในการผลิต: การผลิตวัสดุนาโนอาจต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่เมื่อเทียบกับการปรับปรุงทางคลินิกที่ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ค่าทำงานที่เพิ่มขึ้นอาจได้รับการชดเชยด้วยประโยชน์ที่ได้รับ
4. ความเรียบง่ายในการกำหนดและการใช้งาน
ความเรียบง่ายในการกำหนด: วัสดุนาโนสามารถออกแบบให้ตรงตามความต้องการเฉพาะของการรักษา
ความง่ายในการใช้งาน: วัสดุนาโนที่ออกแบบมาอย่างดีอาจง่ายต่อการใช้งานในคลินิก เช่น แผ่นปิดแผลที่สามารถติดและใช้งานได้ง่าย
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
วัสดุนาโนชนิดใดขึ้นชื่อในเรื่องฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีเยี่ยมและความสามารถในการส่งเสริมการสมานแผล
|
อนุภาคนาโนเงิน |
|
อนุภาคนาโนเงิน (Silver Nanoparticles)
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย: อนุภาคนาโนเงินมีคุณสมบัติการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเงินมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและป้องกันการติดเชื้อ เนื่องจากมันสามารถทำลายเซลล์แบคทีเรียและยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
การส่งเสริมการสมานแผล: นอกจากนี้ ยังช่วยในการฟื้นฟูและการสมานแผลโดยการลดการอักเสบและส่งเสริมการสร้างเนื้อเยื่อใหม่
|
ทฤษฎีหลักคิด
ทฤษฎีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของเงิน (Silver's Antibacterial Activity Theory):
การทำลายเซลล์แบคทีเรีย: อนุภาคนาโนเงินมีขนาดเล็กและมีพื้นที่ผิวที่กว้าง ทำให้สามารถทำปฏิกิริยากับเซลล์แบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ เงินสามารถทำลายโครงสร้างของเซลล์แบคทีเรียโดยการปล่อยไอออนเงิน (Ag+) ซึ่งมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตและทำลายเซลล์แบคทีเรีย
การยับยั้งการสังเคราะห์ DNA: ไอออนเงินสามารถยับยั้งการสังเคราะห์ DNA ของแบคทีเรีย ซึ่งช่วยลดความสามารถในการแบ่งตัวและเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย
ทฤษฎีการส่งเสริมการสมานแผล (Wound Healing Enhancement Theory):
การลดการอักเสบ: อนุภาคนาโนเงินช่วยลดการอักเสบในบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ โดยการลดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูบาดแผล
การกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อ: อนุภาคเงินสามารถกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และช่วยในการฟื้นฟูการสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้น
ทฤษฎีการป้องกันการติดเชื้อ (Infection Prevention Theory):
การป้องกันเชื้อแบคทีเรีย: การใช้อนุภาคนาโนเงินในวัสดุปิดแผลสามารถป้องกันการติดเชื้อจากแบคทีเรียที่อาจเกิดขึ้นในบาดแผล ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาบาดแผลและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
อ้างอิง
"Antibacterial Properties of Silver Nanoparticles: A Review":
บทวิจารณ์ที่ศึกษาและอธิบายกลไกของฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของอนุภาคนาโนเงิน
"Silver Nanoparticles: Synthesis, Characterization, and Applications in Wound Healing":
การศึกษาเกี่ยวกับการสังเคราะห์และการใช้งานของอนุภาคนาโนเงินในการส่งเสริมการสมานแผล
"Mechanisms of Antibacterial Activity of Silver Nanoparticles":
รายงานที่อธิบายกลไกของการทำงานของอนุภาคนาโนเงินในการต้านเชื้อแบคทีเรีย
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
อะไรคือความท้าทายหลักที่เกี่ยวข้องกับวัสดุนาโนในการรักษาบาดแผล?
|
ความเป็นพิษและผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น |
|
ความปลอดภัยของวัสดุนาโนต่อสุขภาพและเนื้อเยื่อเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาทางการแพทย์และการรักษาดังนั้นเราควรโฟกัสกับความเป็นพิษและผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น
1.ความเป็นพิษ: วัสดุนาโนบางชนิดอาจมีความเป็นพิษต่อเซลล์และเนื้อเยื่อที่บริเวณแผล การสะสมของอนุภาคนาโนในร่างกายอาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว เช่น การอักเสบหรือการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน
2.ผลกระทบต่อร่างกาย: อนุภาคนาโนอาจมีการสะสมในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ส่งผลให้เกิดผลกระทบที่ไม่คาดคิดในระยะยาว
|
ทฤษฎีหลักคิด
ทฤษฎีความเป็นพิษของอนุภาคนาโน (Nanoparticle Toxicity Theory):
ขนาดและการสะสม: อนุภาคนาโนมีขนาดเล็กมาก ซึ่งทำให้สามารถเข้าสู่เซลล์และเนื้อเยื่อได้ง่ายกว่าพันธุ์ขนาดใหญ่ อนุภาคนาโนสามารถสะสมในอวัยวะภายในและอาจก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อร่างกาย
การตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน: การสัมผัสกับวัสดุนาโนอาจกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ไม่เหมาะสมหรือรุนแรง ทำให้เกิดอาการอักเสบหรือความเสียหายต่อเนื้อเยื่อ
ทฤษฎีปฏิกิริยาทางเคมี (Chemical Interaction Theory):
ปฏิกิริยาเคมี: วัสดุนาโนบางชนิดอาจมีปฏิกิริยาเคมีที่ไม่คาดคิดเมื่อสัมผัสกับเนื้อเยื่อหรือของเหลวในร่างกาย ส่งผลให้เกิดความเป็นพิษหรือการทำลายเซลล์
ทฤษฎีการสลายตัวของวัสดุ (Material Degradation Theory):
การย่อยสลายและการสะสม: วัสดุนาโนที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพอาจสะสมในร่างกายและสร้างความเสียหายต่อเนื้อเยื่อหรืออวัยวะต่าง ๆ
อ้างอิง
"Toxicity of Nanoparticles and Nanomaterials: A Review": บทวิจารณ์ที่สำรวจความเป็นพิษของอนุภาคนาโนและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพ
"Nanoparticle Toxicity: Mechanisms and Implications": งานวิจัยที่อธิบายกลไกของความเป็นพิษที่เกี่ยวข้องกับอนุภาคนาโนและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
"The Biocompatibility of Nanoparticles: The Role of Size and Surface Characteristics": การศึกษาเกี่ยวกับความเข้ากันได้ทางชีวภาพของวัสดุนาโน โดยเน้นที่ขนาดและคุณสมบัติของพื้นผิว
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
บทบาทของอนุภาคนาโนทองคำในการรักษาบาดแผลดังที่กล่าวไว้ในบทความคืออะไร?
|
ลดการอักเสบและส่งเสริมการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ |
|
ลดการอักเสบและส่งเสริมการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ทำให้แผลหายเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพในการฟื้นฟู
1.ลดการอักเสบและส่งเสริมการสร้างเนื้อเยื่อใหม่
ลดการอักเสบ: อนุภาคนาโนทองคำมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ ซึ่งช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น
ส่งเสริมการสร้างเนื้อเยื่อใหม่: อนุภาคทองคำสามารถกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และช่วยในการฟื้นฟูบาดแผลได้ดี
2.ทำหน้าที่เป็นเสาสำหรับการเจริญเติบโตของเซลล์
การเจริญเติบโตของเซลล์: อนุภาคทองคำสามารถทำหน้าที่เป็นเสาสำหรับการเจริญเติบโตของเซลล์ ซึ่งช่วยในการสร้างเซลล์ใหม่และฟื้นฟูเนื้อเยื่อในบริเวณแผล
|
1.การลดการอักเสบ:
การศึกษาในวารสารที่เผยแพร่เกี่ยวกับบทบาทของอนุภาคทองคำในการลดการอักเสบและส่งเสริมการสมานแผล การศึกษาใน NIH แสดงให้เห็นว่ามันช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อใหม่
2.การส่งเสริมการสร้างเนื้อเยื่อใหม่:
การวิจัยเกี่ยวกับอนุภาคทองคำในกระบวนการรักษาบาดแผลได้แสดงให้เห็นว่ามันช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ การศึกษาจาก ResearchGate ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการส่งเสริมการสมานแผล
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
คุณสมบัติใดของวัสดุนาโนที่ช่วยให้สามารถโต้ตอบกับกระบวนการทางชีววิทยาในระดับเซลล์และโมเลกุลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
|
อัตราส่วนพื้นผิวต่อปริมาตรสูงและคุณสมบัติพื้นผิวที่ปรับแต่งได้ |
|
อัตราส่วนพื้นผิวต่อปริมาตรสูงและคุณสมบัติพื้นผิวที่ปรับแต่งได้ ช่วยให้มันมีพื้นที่สัมผัสมากขึ้นและสามารถปรับแต่งคุณสมบัติเพื่อความต้องการเฉพาะในกระบวนการทางชีววิทยา
1.อัตราส่วนพื้นผิวต่อปริมาตรสูง:
พื้นที่ผิวมากขึ้น: เนื่องจากอนุภาคนาโนมีขนาดเล็กมาก อัตราส่วนพื้นที่ผิวต่อปริมาตรของมันจึงสูงกว่าวัสดุขนาดใหญ่ นั่นหมายความว่าส่วนที่มีพื้นที่ผิวมากจะสามารถมีปฏิกิริยากับเซลล์และโมเลกุลได้มากขึ้น
การโต้ตอบกับเซลล์: พื้นที่ผิวที่มากขึ้นช่วยให้อนุภาคนาโนสามารถติดกับเซลล์และโมเลกุลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการส่งมอบยา การตรวจจับ และการทำงานร่วมกับกระบวนการชีวภาพ
2.คุณสมบัติพื้นผิวที่ปรับแต่งได้:
การปรับแต่งพื้นผิว: อนุภาคนาโนสามารถปรับแต่งพื้นผิวเพื่อเพิ่มความสามารถในการโต้ตอบกับเซลล์หรือโมเลกุลเฉพาะ เช่น การติดตั้งกลุ่มเคมีที่มีความสามารถในการจับกับเป้าหมายทางชีวภาพ
การเชื่อมโยงกับโมเลกุลชีวภาพ: การปรับแต่งพื้นผิวทำให้วัสดุนาโนสามารถทำหน้าที่เป็นตัวพาในการส่งมอบยา (drug delivery) หรือทำงานเป็นตัวตรวจจับทางชีวภาพ (biosensing)
|
"Surface area and surface modification of nanoparticles for biomedical applications": การศึกษาเกี่ยวกับการปรับแต่งพื้นผิวของอนุภาคนาโนและผลกระทบต่อการใช้งานทางชีวการแพทย์
"Nanoparticle Size and Surface Properties Influence in Biomedical Applications": การศึกษาผลกระทบของขนาดและคุณสมบัติพื้นผิวของอนุภาคนาโนในการใช้งานทางการแพทย์
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
วัสดุปิดแผลที่มีอนุภาคนาโนเงิน ( AgNPs ) ถูกนำไปใช้กับบาดแผล หากอนุภาคนาโนเงินปล่อยไอออนในอัตรา 0.5 มก./วัน และมวลรวมของ AgNPs ในน้ำสลัดคือ 10 มก. น้ำสลัดจะมีประสิทธิภาพในการปล่อยไอออนเงินได้กี่วัน
|
20 วัน |
|
จาก อัตราการปล่อยไอออนเงิน = มวลรวมของ AgNPs/เวลา
ได้ว่า: เวลา = มวลรวมของ AgNPs/อัตราการปล่อยไอออนเงิน
แทนค่า; เวลา = 10mg/0.5mg/วัน = 20วัน
|
อัตราการปล่อยไอออนเงิน = มวลรวมของ AgNPs/เวลา
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
อนุภาคนาโนทองคำ (AuNPs) ถูกนำมาใช้ในการทำแผลเพื่อคุณสมบัติต้านการอักเสบ หากความจุความร้อนจำเพาะของ AuNPs เท่ากับ 0.129 J/ g°C และมวลของอนุภาคนาโนในน้ำสลัดคือ 5 กรัม จะต้องใช้ความร้อนเท่าใดในการเพิ่มอุณหภูมิของอนุภาคนาโนจาก 25°C เป็น 37°C
|
7.74 J |
|
ΔT = 37°C−25°C = 12°C
จาก Q = mcΔT
แทนค่า; Q = 5g * 0.129J/g°C * 12°C = 7.74J
|
Q=mcΔT
โดย:
Q = ความร้อนที่จำเป็น (ในหน่วยจูล, J)
m = มวลของขดลวด
c = ความจุความร้อนจำเพาะ
ΔT = การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
วัสดุนาโนโพลีเมอร์สลายตัวในอัตราสัดส่วนกับมวลที่เหลืออยู่ หากมวลเริ่มต้นคือ 50 กรัม และลดลงเหลือ 35 กรัมในหนึ่งเดือน ค่าคงที่การสลายตัว kkk เป็นเท่าใดหากสมมติจลนศาสตร์ลำดับที่หนึ่ง
|
0.300 |
|
จาก M(t) = M*e^-kt
แทนค่าตามที่โจทย์ให้มา; 35 = 50*e^-k*1
e^-k = 35/50 = 0.7
-k = ln(0.7) = -0.3567 -> k = 0.3567 ประมาณ 0.357
|
สมการของการสลายตัวลำดับที่หนึ่งสำหรับมวลวัสดุที่เหลืออยู่ M(t);
M(t) = M*e^-kt
กำหนดให้
M(t) = มวลของวัสดุหลังจากเวลาที่ผ่านไป t เดือน
M = มวลเริ่มต้นของวัสดุ
k = ค่าคงที่การสลายตัว
t = เวลา หน่วยเป็นเดือน
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
หากไฮโดรเจลที่ใช้สมานแผลปล่อยยาในอัตราคงที่ 2 มก./ชั่วโมง. และปริมาณยาเริ่มต้นคือ 100 มก. ไฮโดรเจลจะปล่อยยาได้นานแค่ไหน?
|
50 ชั่วโมง |
|
อัตราการปล่อยยา = ปริมาณยาเริ่มต้น/เวลา
ได้ เวลา = ปริมาณยาเริ่มต้น/อัตราการปล่อยยา
แทนค่า; เวลา = 100mg/2mg/hr = 50hr
|
อัตราการปล่อยยา = ปริมาณยาเริ่มต้น/เวลา
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
อนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ ( ZnO NP) มีความเข้มข้น 0.5 กรัม/ลิตร หากคุณมีสารละลายนี้ 2 ลิตร จะมี ZnO NP อยู่ในสารละลาย กี่กรัม
|
1.0 กรัม |
|
จาก มวล = ความเข้มข้น*ปริมาณสารละลาย
แทนค่า; มวล = (0.5g/dm^3).*(2dm^3) = 1g
|
มวล = ความเข้มข้น*ปริมาณสารละลาย
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|