ตรวจข้อสอบ > นันทพงษ์ ศรีหัตถผดุงกิจ > การแข่งขันความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (High School Engineering Aptitude Competition) > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 12 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


โรคหัวใจและหลอดเลือดประเภทหลัก ๆ (CVD) ที่กล่าวถึงในบทความนี้มีอะไรบ้าง

จากทั้งหมดที่กล่าวมา

CVD เป็นกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคที่ทำให้เกิดปัญหากับการไหลเวียนของเลือด ซึ่งโรคหลอดเลือดหัวใจ, ความดันโลหิตสูง, จังหวะ และหัวใจล้มเหลว ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนี้ เนื่องจากเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและหลอดเลือดโดยตรง

การจัดประเภทของโรค CVD อ้างอิงจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) และแหล่งข้อมูลทางการแพทย์อื่น ๆ ที่มักจัดประเภทโรคหลอดเลือดหัวใจ, ความดันโลหิตสูง, จังหวะ, และหัวใจล้มเหลว เป็นโรคหลักในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


วัสดุชีวภาพใดที่มีลักษณะพิเศษในการจำรูปร่างและมักใช้ในขดลวด

โลหะผสมนิกเกิล-ไทเทเนียม (นิทินอล)

โลหะผสมนิกเกิล-ไทเทเนียม มีคุณสมบัติพิเศษในการจำรูปร่าง และมีความยืดหยุ่นสูง คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้มันสามารถคืนรูปร่างเดิมได้หลังจากที่ถูกบิดงอหรือเปลี่ยนรูปไป

ทฤษฎีหลักคิดที่รองรับคุณสมบัติการจำรูปร่างของนิทินอลคือความสามารถในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผลึกภายใน (phase transformation) ระหว่างเฟสมาร์เทนไซท์ (martensite) และออสเทนไนท์ (austenite) การเปลี่ยนเฟสนี้เกิดขึ้นเมื่อวัสดุถูกให้ความร้อนหรือความเย็น และสามารถควบคุมการเปลี่ยนเฟสเพื่อให้วัสดุกลับสู่รูปร่างเดิมได้

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


ประโยชน์หลักของการใช้ขดลวดที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพเหนือขดลวดโลหะแบบดั้งเดิมคืออะไร?

การสนับสนุนชั่วคราวและการย่อยสลายอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ขดลวดที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพมีข้อดีตรงที่ให้การสนับสนุนชั่วคราวในช่วงที่หลอดเลือดกำลังฟื้นฟูตัวเอง เมื่อหลอดเลือดได้รับการซ่อมแซมและแข็งแรงขึ้น ขดลวดจะย่อยสลายไปโดยไม่ทิ้งวัสดุแปลกปลอมในร่างกาย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เช่น การอักเสบหรือลิ่มเลือดอุดตัน

ทฤษฎีหลักคิดที่รองรับประโยชน์นี้มาจากแนวคิดการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ (tissue regeneration) และการรักษาอย่างน้อยที่สุด (minimally invasive therapy) ขดลวดชีวภาพช่วยลดความจำเป็นในการผ่าตัดซ้ำหรือการใช้ยาละลายลิ่มเลือดในระยะยาว นอกจากนี้ ขดลวดที่ย่อยสลายได้ยังช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากวัสดุถาวรที่อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางชีวภาพที่ไม่พึงประสงค์ในร่างกาย

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


ข้อเสียเปรียบหลักของขดลวดโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เช่น PLA/PGA คืออะไร

ความแข็งแรงทางกลมีจำกัด

ขดลวดโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เช่น PLA (polylactic acid) และ PGA (polyglycolic acid) มีความแข็งแรงทางกลน้อยกว่าเมื่อเทียบกับขดลวดโลหะแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจทำให้ขดลวดไม่สามารถคงรูปและรองรับการใช้งานได้เต็มที่ในบางกรณี นอกจากนี้ โพลีเมอร์ยังมีแนวโน้มที่จะเสื่อมสภาพได้เร็วกว่าและอาจไม่สามารถให้การสนับสนุนที่เพียงพอตลอดระยะเวลาที่ต้องการ

ทฤษฎีหลักคิดที่รองรับข้อเสียเปรียบนี้มาจากคุณสมบัติวัสดุศาสตร์ (material science) ที่ระบุว่า PLA และ PGA มีความแข็งแรงและความทนทานน้อยกว่าโลหะ เนื่องจากโครงสร้างโมเลกุลและการย่อยสลายของโพลีเมอร์ในร่างกาย นอกจากนี้ การทดสอบทางกลของวัสดุเหล่านี้มักแสดงให้เห็นถึงความต้านทานต่อแรงดึงและแรงบิดที่ต่ำกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกใช้วัสดุสำหรับขดลวดในทางการแพทย์

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


วัสดุชีวภาพประเภทใดที่เหมาะกับความเข้ากันได้ทางชีวภาพในการใช้งานด้านหัวใจและหลอดเลือด

วัสดุชีวภาพไฮบริด

วัสดุชีวภาพไฮบริดผสมผสานข้อดีของวัสดุหลายประเภท เช่น โลหะและโพลีเมอร์ เพื่อให้ได้สมบัติทางกลและทางชีวภาพที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในระบบหัวใจและหลอดเลือด วัสดุไฮบริดสามารถให้ความแข็งแรงทางกลที่เพียงพอสำหรับการสนับสนุนหลอดเลือด และมีความเข้ากันได้ทางชีวภาพสูง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่พึงประสงค์จากร่างกาย

ทฤษฎีหลักคิดที่รองรับการใช้วัสดุชีวภาพไฮบริดมาจากการพัฒนาวัสดุศาสตร์และชีววิทยาการแพทย์ ที่พยายามรวมข้อดีของวัสดุหลายประเภทเพื่อสร้างวัสดุที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับการใช้งานทางการแพทย์ การผสมผสานวัสดุโลหะที่มีความแข็งแรงสูงเข้ากับโพลีเมอร์ที่มีความยืดหยุ่นและความเข้ากันได้ทางชีวภาพดี ช่วยให้วัสดุไฮบริดสามารถใช้ในกระบวนการทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


ขดลวดเมมโมรีอัลลอยด์ได้รับการออกแบบให้คืนรูปทรงเดิมที่อุณหภูมิที่กำหนด หากการเปลี่ยนเฟสที่อุณหภูมิสูงของขดลวดเกิดขึ้นที่ 50°C จุดเปลี่ยนในหน่วยฟาเรนไฮต์คือเท่าใด

122°F

การคำนวณใช้สูตรมาตรฐานในการแปลงอุณหภูมิจากเซลเซียสเป็นฟาเรนไฮต์ F = (C*9/5)+32

ทฤษฎีหลักคิดที่รองรับการคำนวณนี้คือการใช้สูตรการแปลงอุณหภูมิ ซึ่งเป็นพื้นฐานในวิชาเคมีและฟิสิกส์ การเปลี่ยนเฟสของวัสดุเมมโมรีอัลลอยด์ (memory alloy) เช่น นิตินอล (Nitinol) เกิดขึ้นที่อุณหภูมิที่กำหนด ซึ่งต้องแปลงให้เป็นหน่วยที่ต้องการเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


ขดลวดที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพจะลดลงในอัตรา 7% ต่อเดือน ถ้ามวลขดลวดเริ่มต้นคือ 120 กรัม หลังจากผ่านไป 4 เดือน มวลของขดลวดจะเป็นเท่าใด

90.43 กรัม

คำตอบได้จากการใช้สูตรการลดลงของมวลในรูปแบบอัตราร้อยละต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการคำนวณการลดลงของมวลในแต่ละเดือนและการสะสมการลดลงนี้ในระยะเวลา 4 เดือน ในการหามวลของขดลวดหลังจากผ่านไป 4 เดือน เมื่อมวลลดลงในอัตรา 7% ต่อเดือน สามารถใช้สูตรการลดลงแบบอัตราร้อยละต่อเนื่องได้ดังนี้: M = M_0 \times (1 - r)^t โดยที่: • M คือ มวลสุดท้ายที่ต้องการหา • M_0 คือ มวลเริ่มต้น (120 กรัม) • r คือ อัตราการลดลงต่อเดือน (7% หรือ 0.07) • t คือ ระยะเวลา (4 เดือน) แทนค่าลงในสูตร: M = 120 \times (1 - 0.07)^4 M = 120 \times (0.93)^4 M = 120 \times 0.751447 M = 90.1736

หลักการนี้อ้างอิงจากทฤษฎีการลดลงแบบดอกเบี้ยทบต้นในทางเศรษฐศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งใช้ในการคำนวณการเปลี่ยนแปลงของค่าที่มีการลดลงหรือเพิ่มขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาต่อเนื่อง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


ขดลวดเมมโมรีอัลลอยด์ถูกบีบอัดที่อุณหภูมิห้อง (25°C) จากนั้นขยายเป็นรูปร่างเดิมที่อุณหภูมิร่างกาย (37°C) ถ้าความจุความร้อนจำเพาะของโลหะผสมคือ 0.45 J/ g°C และมวลของขดลวดคือ 60 กรัม ต้องใช้ความร้อนปริมาณเท่าใด

225 J

ในการคำนวณปริมาณความร้อนที่จำเป็นในการเปลี่ยนอุณหภูมิของขดลวดเมมโมรีอัลลอยด์จาก 25°C เป็น 37°C สามารถใช้สูตรของปริมาณความร้อน ( Q ) ได้ดังนี้: Q = m * c * T โดยที่: • Q คือ ปริมาณความร้อนที่ต้องการ (หน่วยเป็นจูล) • m คือ มวลของขดลวด (60 กรัม) • c คือ ความจุความร้อนจำเพาะของโลหะผสม (0.45 J/g°C) • T คือ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ (37°C - 25°C = 12°C) แทนค่าลงในสูตร: Q = 60 * 0.45 * 12 Q = 60 * 5.4 Q = 324 ดูเหมือนจะเกิดความผิดพลาดในตัวเลือกที่กำหนด เนื่องจากตามการคำนวณแล้ว ปริมาณความร้อนที่ต้องการควรจะเป็น 324 J ซึ่งไม่มีในตัวเลือกที่ให้มา จึงตอบค่าใกล้เคียงที่สุด

Q = mcT ทฤษฎีนี้อ้างอิงจากหลักการของความร้อนและอุณหพลศาสตร์ ซึ่งใช้ในการคำนวณการเปลี่ยนแปลงของความร้อนที่จำเป็นในการเปลี่ยนอุณหภูมิของวัตถุ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


หากจำเป็นต้องปลูกถ่ายหลอดเลือดในหลอดเลือดแดงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 มม. และกราฟต์ขยายเป็น 1.8 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางเดิม เส้นผ่านศูนย์กลางสุดท้ายของกราฟต์คือเท่าใด?

7.2 มม.

คำตอบได้จากการคูณเส้นผ่านศูนย์กลางเริ่มต้นด้วยปัจจัยการขยายตัว ซึ่งเป็นวิธีการที่ตรงไปตรงมาในการหาขนาดสุดท้ายเมื่อมีการขยายตัว ในการคำนวณเส้นผ่านศูนย์กลางสุดท้ายของกราฟต์ที่ขยายตัวได้ เราสามารถใช้สูตรการคูณกับปัจจัยการขยายตัว ดังนี้: D_final = D_initial * expansion factor โดยที่: • D_final คือ เส้นผ่านศูนย์กลางสุดท้ายของกราฟต์ • D_initial คือ เส้นผ่านศูนย์กลางเริ่มต้นของหลอดเลือด (4 มม.) • expansion factor คือ อัตราการขยายตัว (1.8) แทนค่าลงในสมการ: D_final = 4 * 1.8 D_final = 7.2 มม. ดังนั้น เส้นผ่านศูนย์กลางสุดท้ายของกราฟต์คือ 7.2 มม.

หลักการนี้อ้างอิงจากการคำนวณทางเรขาคณิตและการขยายตัวของวัตถุ ซึ่งใช้ในบริบทของการขยายขนาดวัตถุในทางการแพทย์หรือวิศวกรรม แต่หากมีการพิจารณาตัวเลือกที่ใกล้เคียงที่สุด การคำนวณนี้ยังคงแสดงค่าที่ถูกต้องตามสูตรและการวิเคราะห์ทางทฤษฎี

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


วัสดุชีวภาพโพลีเมอร์จะสลายตัวในอัตราสัดส่วนกับมวลที่เหลืออยู่ หากมวลเริ่มต้นคือ 150 กรัม และลดลงเหลือ 105 กรัมในหนึ่งเดือน ค่าคงที่การสลายตัว kkk เป็นเท่าใดหากสมมติจลนศาสตร์ลำดับที่หนึ่ง

0.357

คำตอบได้จากการใช้สมการของการสลายตัวแบบเอกซ์โพเนนเชียลในจลนศาสตร์ลำดับที่หนึ่ง ซึ่งแสดงถึงการลดลงของมวลวัสดุชีวภาพตามเวลาในรูปแบบของการสลายตัวตามธรรมชาติ สำหรับการสลายตัวที่เป็นไปตามจลนศาสตร์ลำดับที่หนึ่ง (first-order kinetics) ปริมาณมวลที่เหลือจะลดลงตามกฎของการสลายตัวแบบเอกซ์โพเนนเชียล ซึ่งสามารถแสดงด้วยสมการ: M_t = M_0 * e^-kt โดยที่: - M_t คือ มวลที่เหลืออยู่หลังจากเวลา -M_0 คือ มวลเริ่มต้น - k คือ ค่าคงที่การสลายตัว - t คือ เวลา - e คือ ฐานของลอการิทึมธรรมชาติ (ประมาณ 2.71828) ในกรณีนี้: - M_0 = 150กรัม - M_t = 105 กรัม - t = 1 เดือน จากสมการการสลายตัว: 105 = 150 * e^{-k \times 1} สามารถแปลงสมการเป็น: e^{-k} = 105/150 e^{-k} = 0.7 ใช้ลอการิทึมธรรมชาติเพื่อหาค่า k: -k = ln(0.7) k = -ln(0.7) คำนวณค่า k: k = -(-0.3567) k = 0.3567 ดังนั้น ค่าคงที่การสลายตัว k คือประมาณ 0.357

ทฤษฎีนี้อ้างอิงจากหลักการของจลนศาสตร์เคมี ซึ่งในกรณีนี้คือจลนศาสตร์ลำดับที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการสลายตัวของสารตามเวลาในอัตราสัดส่วนที่สัมพันธ์กับปริมาณสารที่เหลืออยู่

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


ประโยชน์หลักของการใช้วัสดุนาโนในการรักษาบาดแผลคืออะไร?

การส่งมอบยาแบบกำหนดเป้าหมายและการปล่อยยาเป็นเวลานาน

การใช้วัสดุนาโนในการรักษาบาดแผลมีข้อดีหลายประการที่ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น: 1. การส่งมอบยาแบบกำหนดเป้าหมาย: วัสดุนาโนสามารถนำพายาไปยังตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ ซึ่งช่วยลดผลข้างเคียงและเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา 2. การปล่อยยาเป็นเวลานาน: วัสดุนาโนสามารถออกแบบให้ปล่อยยาอย่างช้า ๆ และสม่ำเสมอเป็นระยะเวลานาน ทำให้บาดแผลได้รับการรักษาต่อเนื่องโดยไม่ต้องเปลี่ยนยาบ่อยครั้ง แม้ว่าวัสดุนาโนจะสามารถเพิ่มคุณสมบัติทางกลและความเสถียร รวมถึงมีความเรียบง่ายในการกำหนดและใช้งานในบางกรณี แต่ความสามารถในการส่งมอบยาแบบกำหนดเป้าหมายและการปล่อยยาเป็นเวลานานเป็นจุดเด่นที่สำคัญที่สุดในการรักษาบาดแผล

1. การส่งมอบยาแบบกำหนดเป้าหมาย: วัสดุนาโนสามารถทำหน้าที่เป็นระบบขนส่งยา โดยสามารถควบคุมทิศทางและเวลาในการปล่อยยา ทำให้เกิดการรักษาที่มีประสิทธิภาพและลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการกระจายตัวยาในระบบร่างกายอย่างไม่จำเพาะเจาะจง 2. การปล่อยยาเป็นเวลานาน: ความสามารถของวัสดุนาโนในการควบคุมการปลดปล่อยยาอย่างต่อเนื่องช่วยให้สามารถรักษาบาดแผลอย่างยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาในปริมาณมาก หรือใช้ซ้ำบ่อยครั้ง หลักการเหล่านี้มาจากงานวิจัยและการพัฒนาในด้านนาโนเทคโนโลยีที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการใช้วัสดุนาโนในทางการแพทย์และการบำบัดต่าง ๆ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


วัสดุนาโนชนิดใดขึ้นชื่อในเรื่องฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีเยี่ยมและความสามารถในการส่งเสริมการสมานแผล

อนุภาคนาโนเงิน

1. ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย: อนุภาคนาโนเงินมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากอนุภาคเงินสามารถแทรกแซงกระบวนการชีวภาพของแบคทีเรีย ทำให้ไม่สามารถเจริญเติบโตหรือแพร่กระจายได้ 2. ส่งเสริมการสมานแผล: นอกจากการต้านเชื้อแบคทีเรียแล้ว อนุภาคนาโนเงินยังมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และการลดการอักเสบ ซึ่งส่งเสริมการสมานแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

• กลไกการต้านเชื้อแบคทีเรีย: อนุภาคนาโนเงินสามารถปลดปล่อยไอออนเงิน (Ag⁺) ซึ่งสามารถจับกับโปรตีนและดีเอ็นเอของแบคทีเรีย ทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์แบคทีเรียและยับยั้งการเจริญเติบโต • การส่งเสริมการสมานแผล: อนุภาคนาโนเงินสามารถกระตุ้นการหลั่งสารเคมีที่ช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อและลดการอักเสบ เช่น การเพิ่มการหลั่งของปัจจัยการเจริญเติบโต (Growth Factors) ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ อนุภาคนาโนเงินได้รับการศึกษาและยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการแพทย์และวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีในการรักษาบาดแผลและการป้องกันการติดเชื้อ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


อะไรคือความท้าทายหลักที่เกี่ยวข้องกับวัสดุนาโนในการรักษาบาดแผล?

ความเป็นพิษและผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น

1. ความเป็นพิษ: อนุภาคนาโนบางชนิด เช่น อนุภาคนาโนเงิน อาจมีความเป็นพิษต่อเซลล์มนุษย์หากใช้ในปริมาณที่สูงหรือหากอนุภาคเหล่านั้นสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ 2. ผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น: วัสดุนาโนบางชนิดอาจกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ไม่พึงประสงค์ หรือก่อให้เกิดการอักเสบและการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อที่บอบบาง

• ผลกระทบทางชีวภาพ: วัสดุนาโนสามารถแทรกซึมเข้าสู่เซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ได้เนื่องจากขนาดเล็ก ซึ่งอาจนำไปสู่การสะสมและความเป็นพิษต่อเซลล์ • การวิจัยด้านความปลอดภัย: ยังมีความจำเป็นในการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยและผลกระทบระยะยาวของวัสดุนาโนต่อร่างกายมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากยังขาดข้อมูลที่ครอบคลุมเพียงพอ การนำวัสดุนาโนมาใช้ในทางการแพทย์นั้นมีศักยภาพสูง แต่การทำความเข้าใจและจัดการกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


บทบาทของอนุภาคนาโนทองคำในการรักษาบาดแผลดังที่กล่าวไว้ในบทความคืออะไร?

ลดการอักเสบและส่งเสริมการสร้างเนื้อเยื่อใหม่

1. ลดการอักเสบ: อนุภาคนาโนทองคำมีคุณสมบัติในการลดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป ซึ่งช่วยลดการอักเสบในบริเวณบาดแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้น 2. ส่งเสริมการสร้างเนื้อเยื่อใหม่: อนุภาคนาโนทองคำสามารถกระตุ้นกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อใหม่โดยการกระตุ้นเซลล์ให้เพิ่มจำนวนและสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของผิวหนัง

• การกระตุ้นเซลล์: อนุภาคนาโนทองคำมีความสามารถในการกระตุ้นการแบ่งตัวและการทำงานของเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ เช่น เซลล์ไฟโบรบลาสต์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อใหม่ • คุณสมบัติทางชีวภาพ: อนุภาคนาโนทองคำมีคุณสมบัติที่เข้ากันได้ดีกับชีวภาพ ทำให้สามารถนำไปใช้ในบริเวณที่บอบบางอย่างผิวหนังโดยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ การใช้อนุภาคนาโนทองคำในทางการแพทย์กำลังได้รับความสนใจเนื่องจากความสามารถในการปรับปรุงกระบวนการรักษาและการฟื้นฟูเนื้อเยื่ออย่างมีประสิทธิภาพ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


คุณสมบัติใดของวัสดุนาโนที่ช่วยให้สามารถโต้ตอบกับกระบวนการทางชีววิทยาในระดับเซลล์และโมเลกุลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อัตราส่วนพื้นผิวต่อปริมาตรสูงและคุณสมบัติพื้นผิวที่ปรับแต่งได้

1. อัตราส่วนพื้นผิวต่อปริมาตรสูง: วัสดุนาโนมีขนาดเล็กมาก ทำให้อัตราส่วนระหว่างพื้นที่ผิวและปริมาตรสูง ซึ่งหมายความว่ามีพื้นที่ผิวที่มากเพียงพอสำหรับการเกิดปฏิสัมพันธ์กับเซลล์และโมเลกุลชีวภาพในระดับสูง 2. คุณสมบัติพื้นผิวที่ปรับแต่งได้: สามารถปรับแต่งพื้นผิวของวัสดุนาโนให้เหมาะสมกับการจับยึดหรือทำปฏิกิริยากับโมเลกุลชีวภาพเฉพาะเจาะจง เช่น การเคลือบสารเคมีหรือโปรตีนเพื่อเพิ่มความสามารถในการจับกับเป้าหมายเฉพาะ

• การเพิ่มพื้นที่ผิว: พื้นที่ผิวที่เพิ่มขึ้นช่วยให้วัสดุนาโนสามารถโต้ตอบกับเซลล์และโมเลกุลได้มากขึ้น ทำให้มีความสามารถในการส่งมอบยาและการตรวจวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น • การปรับแต่งคุณสมบัติพื้นผิว: การปรับแต่งพื้นผิวให้มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ความชอบน้ำ (hydrophilicity) หรือความเกลียดน้ำ (hydrophobicity) สามารถช่วยให้วัสดุนาโนมีความเข้ากันได้ดีกับสภาพแวดล้อมทางชีวภาพเฉพาะ คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้วัสดุนาโนมีความหลากหลายในการใช้งานด้านการแพทย์และเทคโนโลยีชีวภาพ เนื่องจากสามารถปรับให้เหมาะสมกับการใช้งานเฉพาะทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


วัสดุปิดแผลที่มีอนุภาคนาโนเงิน ( AgNPs ) ถูกนำไปใช้กับบาดแผล หากอนุภาคนาโนเงินปล่อยไอออนในอัตรา 0.5 มก./วัน และมวลรวมของ AgNPs ในน้ำสลัดคือ 10 มก. น้ำสลัดจะมีประสิทธิภาพในการปล่อยไอออนเงินได้กี่วัน

20 วัน

คำตอบนี้ได้จากการคำนวณระยะเวลาที่อนุภาคนาโนเงินในน้ำสลัดจะปล่อยไอออนเงินอย่างต่อเนื่องในอัตราที่กำหนด ซึ่งสามารถคำนวณได้จากการหารมวลรวมของอนุภาคนาโนเงินด้วยอัตราการปล่อยไอออนต่อวัน ในการคำนวณระยะเวลาที่วัสดุปิดแผลซึ่งมีอนุภาคนาโนเงิน (AgNPs) จะมีประสิทธิภาพในการปล่อยไอออนเงินได้ เราสามารถใช้สูตรง่าย ๆ ดังนี้: จำนวนวัน = มวลรวมของ AgNPs/อัตราการปล่อยไอออนต่อวัน โดยที่: • มวลรวมของ AgNPs = 10 มก. • อัตราการปล่อยไอออน = 0.5 มก./วัน แทนค่าลงในสูตร: จำนวนวัน = 10/0.5 จำนวนวัน = 20 ดังนั้น น้ำสลัดจะมีประสิทธิภาพในการปล่อยไอออนเงินได้ 20 วัน

• อัตราการปล่อยสาร: การคำนวณระยะเวลาที่สารจะถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องสามารถคำนวณได้จากการหารปริมาณรวมด้วยอัตราการปล่อยสารต่อหน่วยเวลา • การใช้งานอนุภาคนาโนเงิน: อนุภาคนาโนเงินเป็นที่รู้จักในด้านคุณสมบัติการต้านเชื้อแบคทีเรียและมีการปล่อยไอออนเงินอย่างต่อเนื่องเพื่อประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อในกระบวนการรักษาบาดแผล

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


อนุภาคนาโนทองคำ (AuNPs) ถูกนำมาใช้ในการทำแผลเพื่อคุณสมบัติต้านการอักเสบ หากความจุความร้อนจำเพาะของ AuNPs เท่ากับ 0.129 J/ g°C และมวลของอนุภาคนาโนในน้ำสลัดคือ 5 กรัม จะต้องใช้ความร้อนเท่าใดในการเพิ่มอุณหภูมิของอนุภาคนาโนจาก 25°C เป็น 37°C

7.74 J

การคำนวณใช้สูตรมาตรฐานในการคำนวณปริมาณความร้อนที่ต้องใช้ในการเปลี่ยนอุณหภูมิของวัสดุ ซึ่งขึ้นอยู่กับมวลของวัสดุ ความจุความร้อนจำเพาะ และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ในการคำนวณปริมาณความร้อนที่จำเป็นในการเพิ่มอุณหภูมิของอนุภาคนาโนทองคำ (AuNPs) จาก 25°C เป็น 37°C สามารถใช้สูตรการเปลี่ยนแปลงความร้อนดังนี้: Q = m * c * T โดยที่: - Q คือ ปริมาณความร้อนที่ต้องใช้ (J) - m คือ มวลของอนุภาคนาโน (5 กรัม) - c คือ ความจุความร้อนจำเพาะของ AuNPs (0.129 J/g°C) - T คือ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ (37°C - 25°C = 12°C) แทนค่าลงในสมการ: Q = 5 * 0.129 * 12 Q = 7.74 J ดังนั้น จะต้องใช้ความร้อน 7.74 J ในการเพิ่มอุณหภูมิของอนุภาคนาโนทองคำจาก 25°C เป็น 37°C

- สมการความร้อน (Q = mcΔT): สูตรนี้ใช้ในการคำนวณปริมาณความร้อนที่จำเป็นในการเปลี่ยนอุณหภูมิของสาร และเป็นสูตรพื้นฐานในวิชาอุณหพลศาสตร์ - คุณสมบัติของวัสดุนาโน: ความจุความร้อนจำเพาะและมวลของวัสดุมีบทบาทสำคัญในการกำหนดปริมาณความร้อนที่ต้องใช้ในการเปลี่ยนอุณหภูมิ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


วัสดุนาโนโพลีเมอร์สลายตัวในอัตราสัดส่วนกับมวลที่เหลืออยู่ หากมวลเริ่มต้นคือ 50 กรัม และลดลงเหลือ 35 กรัมในหนึ่งเดือน ค่าคงที่การสลายตัว kkk เป็นเท่าใดหากสมมติจลนศาสตร์ลำดับที่หนึ่ง

0.300

การคำนวณนี้ใช้หลักการของจลนศาสตร์เคมีลำดับที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการสลายตัวแบบเอกซ์โพเนนเชียล ซึ่งเป็นวิธีการทั่วไปในการวิเคราะห์กระบวนการที่ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนของปริมาณที่เหลืออยู่ ในการคำนวณค่าคงที่การสลายตัว k ของวัสดุนาโนโพลีเมอร์ที่สลายตัวตามจลนศาสตร์ลำดับที่หนึ่ง (first-order kinetics) เราสามารถใช้สมการการสลายตัวแบบเอกซ์โพเนนเชียลดังนี้: M_t = M_0 \times e^{-kt} โดยที่: - M_t คือ มวลที่เหลืออยู่หลังจากเวลา \( t \) (35 กรัม) - M_0 คือ มวลเริ่มต้น (50 กรัม) - k คือ ค่าคงที่การสลายตัว - t คือ เวลา (1 เดือน) - e คือ ฐานของลอการิทึมธรรมชาติ (ประมาณ 2.71828) ขั้นตอนในการหาค่า k มีดังนี้: 1. ใช้สมการการสลายตัว: 35 = 50 * e^(-k*1) 2. แปลงสมการเป็น: e^(-k) = 35/50 3. คำนวณค่าคงที่การสลายตัว k : e^(-k) = 0.7 -k = ln(0.7) k = -ln(0.7) k = 0.3567 จากการคำนวณจะพบว่าค่าที่ใกล้เคียงที่สุดกับตัวเลือกที่มีให้คือ 0.3567 ซึ่งไม่ตรงกับตัวเลือกที่ให้มา แต่ถ้าพิจารณาจากการปัดเศษให้ได้ค่าที่มีในตัวเลือก, ค่าที่ใกล้เคียงที่สุดควรจะเป็น 0.300 (แต่ไม่มีค่าที่ถูกต้องตามการคำนวณ)

- จลนศาสตร์ลำดับที่หนึ่ง: เป็นทฤษฎีที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงของปริมาณสารในระบบที่การเปลี่ยนแปลงนี้มีอัตราส่วนตรงกับปริมาณสารที่ยังคงเหลือ - สมการการสลายตัวแบบเอกซ์โพเนนเชียล: ใช้ในการคำนวณการเปลี่ยนแปลงของมวลหรือสารตามเวลาที่สลายตัวแบบเอกซ์โพเนนเชียล

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


หากไฮโดรเจลที่ใช้สมานแผลปล่อยยาในอัตราคงที่ 2 มก./ชั่วโมง. และปริมาณยาเริ่มต้นคือ 100 มก. ไฮโดรเจลจะปล่อยยาได้นานแค่ไหน?

50 ชั่วโมง

คำตอบนี้ได้จากการคำนวณเวลาในการปล่อยยาทั้งหมดโดยหารปริมาณยาที่มีอยู่เริ่มต้นด้วยอัตราการปล่อยยา ซึ่งเป็นวิธีการที่ตรงไปตรงมาในการหาช่วงเวลาที่วัสดุจะสามารถปล่อยสารออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ในการคำนวณระยะเวลาที่ไฮโดรเจลจะปล่อยยาได้ เราสามารถใช้สูตรง่าย ๆ ดังนี้: ระยะเวลา = \ปริมาณยาเริ่มต้น/อัตราการปล่อยยา โดยที่: - ปริมาณยาเริ่มต้น = 100 มก. - อัตราการปล่อยยา = 2 มก./ชั่วโมง แทนค่าลงในสูตร: ระยะเวลา = 100/2 ระยะเวลา = 50 ชั่วโมง ดังนั้น ไฮโดรเจลจะปล่อยยาได้นาน 50 ชั่วโมง

- การปล่อยสารอย่างต่อเนื่อง: การคำนวณระยะเวลาในการปล่อยสารอย่างต่อเนื่องอาศัยการรู้ถึงปริมาณสารเริ่มต้นและอัตราการปล่อยสารในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานในการออกแบบระบบการปลดปล่อยยาในทางการแพทย์และวิศวกรรมชีวภาพ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


อนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ ( ZnO NP) มีความเข้มข้น 0.5 กรัม/ลิตร หากคุณมีสารละลายนี้ 2 ลิตร จะมี ZnO NP อยู่ในสารละลาย กี่กรัม

1.0 กรัม

คำตอบได้จากการคำนวณหามวลของสารที่ละลายในสารละลายโดยใช้ความเข้มข้นและปริมาตรของสารละลาย ซึ่งเป็นวิธีพื้นฐานในการคำนวณความเข้มข้นและปริมาณของสารในสารละลาย ในการหามวลของอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ (ZnONP) ในสารละลาย เราสามารถใช้สูตรการคำนวณความเข้มข้นดังนี้: มวลของ ZnONP = ความเข้มข้น * ปริมาตรของสารละลาย โดยที่: - ความเข้มข้น = 0.5 กรัม/ลิตร - ปริมาตรของสารละลาย = 2 ลิตร แทนค่าลงในสูตร: มวลของ ZnONP= 0.5 * 2 ดังนั้น จะมีอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ (ZnO NP) อยู่ในสารละลาย 1.0 กรัม

- ความเข้มข้นของสารละลาย: ความเข้มข้นบ่งบอกถึงปริมาณของสารที่ละลายอยู่ในหน่วยปริมาตรของสารละลาย การคูณความเข้มข้นกับปริมาตรจะให้ค่ามวลของสารที่ละลายอยู่

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 106.25 เต็ม 140

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา