ตรวจข้อสอบ > ชลากร พรจริยะวัชร์ > เคมีเชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์ | Chemistry > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 48 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


2. Warfarin

จากบทความการใช้ยา Warfarin กล่าวไว้ถึงการใช้ยานี้ผู้ป่วยโรคหัวใจ โดยยา Warfarin มีคุณสมบัติในการต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งในยาตัวนี้จะมี Vitamin K โดย Vitamin K นั้นจะถูกส่งผ่านไปทางระบบน้ำเหลืองในรูปไคโลไมครอน ซึ่งไม่มีผลกับปัสสาวะใด ๆ เลย

1.https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/warfarin การใช้ยาวาฟารินโดยมีวิตามินเค เกี่ยวข้องเป็นส่วนสำคัญซึ่งไม่มีผลต่อปัสสาวะ 2.จาก National Drug Information การใช้ยาเซฟาเลกซิน มีคุณสมบัติเพื่อการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียซึ่งสามารถรักษาโรคแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะได้ ( https://ndi.fda.moph.go.th/uploads/drug_doc/78fea6d295a80dc3bb400cab34b03149.pdf ) 3.จากบทความโดยเภสัชกร อภัย ราษฎรวิจิตร เกี่ยวกับยาเบนซ์ไทอะไซด์ ได้กล่าวไว้ว่าเป็นยาขับปัสสาวะโดยการยับยั้งการดูดกลับของโซเดียมและคลอไรด์ https://haamor.com/เบนซ์ไทอะไซด์ 4.จากบทความโดยเภสัชกร อภัย ราษฎรวิจิตร เกี่ยวกับยานีโอสติกมีน ได้กล่าวไว้ว่าเป็นยาบำบัดกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอมจี โดยมีการใช้ยาตัวนี้ในการบำบัดอาการปัสสาวะติดขัด

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


2. Warfarin

Warfarin มีลักษณะโมเลกุลที่เหมือนกับโครงสร้างโมเลกุลตัวอื่น โดยตัว Warfarin จะมีโครงสร้างเป็นตัวต้นแบบให้กับยาชนิดอื่น ๆ ที่คุณสมบัติในการยับยั้งการแข็งตัวของเลือดเช่นกัน

สังเกตจากลักษณะโครงสร้างของโมเลกุลที่คาดว่าคล้ายคลึงกัน โดยทำการอ่านชื่อ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


3. Neostigmine

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


2. มีประสิทธิภาพ

วงเบนซีนมีผลต่อโลหิตโดยทำลายไขกระดูก เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก จำนวนเม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดต่ำ ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง ดังนั้นถ้าใช้โครงสร้าง II แล้วจะมีประสิทธิภาพที่ต่างกับตัวแรกอย่างสิ้นเชิง

อ้างอิงจากคุณสมบัติพิษเรื้อรังของวงเบนซีน https://marumothai.com/article/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%99-%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/ อีกทั้งยังส่งผลเสียต่อร่างกายอีกหลายอย่าง เช่น โรคหอบหืด เรื้อรัง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


จาก Engineered brain-targeted drug delivery systems ที่ใช้คืออะไร

2. DEX in liposomes

จากบทความงานวิจัย Metal-Organic Frameworks-based nanomaterial for biomedical application โดย Asst. Prof.Dr.Weenawan Somphon กล่าวถึงระบบ drug delivery systems โดยเทคโนโลยีที่ใช้คือ DEX in Liposomes ซึ่งทางผู้วิจัยได้พัฒนาอนุภาคนาโนและระบบนำส่งของยา

บทความงานวิจัย Metal-Organic Frameworks-based nanomaterial for biomedical application โดย Asst. Prof.Dr.Weenawan Somphon Liposomes นั้นเป็นอนุภาคที่เล็กระดับไมครอน และมีคุณสมบัติที่เป็น hydrophilic และ hydrophobic การ DEX in Liposomes จึงถูกนำมาพัฒนาในแบบ nanomaterials

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


ข้อใดเกี่ยวข้องกับ Environmental toxicology

5. ถูกมากกว่า 1 ข้อ

DDT เป็นยาฆ่าแมลง มีผลในการฆ่าพืชผักและเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม Industrial Chemicals อุตสาหกรรมเคมี มีผลเสียเกี่ยวข้องต่อ Environmental toxicology ซึ่งมีหลากหลายอุตสาหกรรมที่ปล่อยสารพิษลงสู่ธรรมชาติโดยไม่แยกทิ้งสารให้ถูก ยกตัวอย่างเช่นการทำแล็บในห้องเรียน บางสถานที่ยังไม่มี waste และสนับสนุนให้นักเรียนทิ้งสารในอ่างล้างอุปกรณ์ PFAS สารเคมีที่มีความเสถียรสูงและคงอยู่ในสภาพแวดล้อมนาน สารเคมีเหล่านี้ใช้อย่างแพร่หลายในเชิงพานิชย์และอุตสาหกรรม เช่นผ้ากำจัดคราบน้ำมัน โดยมักจะปนเปื้อนในน้ำประปา

หลักการในหาคำตอบคือการรีเสิร์ชสารเคมี และจากประสบการณ์การเข้าชม industrial chemicals, สารเคมีในชีวิตประจำวันและการทำแล็บในหลากหลายโรงเรียนที่จะพบได้อย่างมากว่าทิ้งไม่ถูกที่ทำให้ทุกอย่างเหล่านี้เกี่ยวข้องกับ Environmental toxicology

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


ข้อใดไม่ได้อธิบายสมมติฐาน Life on the Edge ที่เกี่ยวข้องกับโรคอะไมลอยด์

4. วิวัฒนาการ

Life on the Edge ไม่ได้อธิบายทุกการวิวิฒนาการ โดยหลักการวิวิฒนาการจาก Laws of use and disuse และ Laws of the interitance of acquired characteristics ได้ดีกว่าหลักการทั้งสองนี้จะเป็นการพัฒนาตามสิ่งแวดล้อมโดยโครงสร้างจะถูกถ่ายทอดต่อไปได้ ไม่เกี่ยวกับ Life on the Edge

ไม่เกี่ยวข้องกับ Life on the Edge เพราะมีทฤษฎีที่มีหลักการกับการวิวัฒนาการ

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับการขาดกลูโคส -6- ฟอสเฟต G6PD?

4. ความเครียด

G6PD เป็นโรคแพ้ถั่วปากอ้าจึงไม่เกี่ยวข้องกับความเครียด

ในทางเภสัช ความสามารถในการรักษาโรค ภาวะพร่องกลูโคสฟอสเฟต

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


ข้อใดไม่ใช่กลไกการออกฤทธิ์ของ Gleevac

1. ยับยั้งโปรตีนฟิวชัน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


เป็นเรื่องปกติที่จะให้ยา Warfarin ในขนาดเริ่มต้นที่แตกต่างกันกับผู้คนตามเชื้อชาติของพวกเขา หากให้น้อยเกินไปจะเกิดอะไรขึ้น

1. ทำให้เลือดแข็งตัวน้อยเกินไปได้

ยา Warfarin มีคุณสมบัติในการทำให้เลือดไม่แข็งตัว หากให้ในปริมาณที่น้อยเกินไป จะทำให้เกิดภาวะเลือดอุดตัน ภาวะหลอดเลือดสมองตีบและขาดเลือด

จากคุณสมบัติที่ทำให้เลือดแข็งตัว คิดว่ายาWarfarin จะต้องใช้ในปริมาณที่ถูกควบคุมและห้ามมากเกินไปหรือน้อยเกินไป เพราะมีผลข้างเคียงที่ส่งผลเสียต่อชีวิต ทั้งนี้การให้ในปริมาณที่พอดี ซึ่งจากบทความจาก Drug Information Center จากมหิดลก็กล่าวถึงการควบคุมไว้ https://pharmacy.mahidol.ac.th/dic/qa_full.php?id=7410#:~:text=%E0%B8%A2%E0%B8%B2%20warfarin%20%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99,%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%20%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


การกลายพันธุ์ของยีนใดที่อาจส่งผลต่อระดับ Warfarin

2. CYP2C6 gene.

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


Drug Concentrations Exponential functions can be used to model the concentration of a drug in a patient’s body. Suppose the concentration of Drug X in a patient’s bloodstream is modeled by, C (t) = Co e^(-rt), จงหาสมการที่เป็นไปได้ หากยา x, มี r =0. 09 แล้วมีความเข้มข้นลดลง 80% จาก the model, C(t) = Co e^(-rt)

2. In 0.8 = -0.009t

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


Drug Concentrations Exponential functions can be used to model the concentration of a drug in a patient’s body. Suppose the concentration of Drug X in a patient’s bloodstream is modeled by, C (t) = C0 e^(-rt), จงหาค่า r ถ้า Initial concentration = 10 mg/L 3 mg/L is shown after 9 hours.

2. 0.18

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


Drug Concentrations Exponential functions can be used to model the concentration of a drug in a patient’s body. Suppose the concentration of Drug X in a patient’s bloodstream is modeled by, C (t) = C0 e^(-rt), ถ้า r = 0.041 /hr Co = 9 mg/L t = 7 จากสมการจงหาความเข้มข้นของยา ณ เวลาที่ฉีด

3. 0.99 mg/L

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


ข้อใดมีผลต่อ Aβ-dependent tau phosphorylation

3. การเปลี่ยนองค์ประกอบ N ที่แตกต่างกัน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


ความเข้มข้นของยาในกระแสเลือดของผู้ป่วยหลังจาก t ชั่วโมง จำลองตามสูตร C (t) = 5(0.5)^t โดยที่ C วัดเป็นมิลลิกรัมต่อลิตร ต้องใช้เวลานานเท่าใดที่ความเข้มข้นจะลดลงถึง 70% ของระดับเริ่มต้น

5. 2.8 hr.

จาก ตามสูตร C (t) = 5(0.5)^t จะได้ว่ากราฟ exponential นี้เป็นกราฟที่ดิ่งลงเฉียงขวาโดยเมื่อเวลามากขึ้น ความเข้มข้นยาจะมากขึ้น ในที่นี้จะหา C ตอนเริ่มต้นก่อนโดยให้ t=0 จะได้ C ตอนเริ่มต้นเป็น 5 mg/L ดังนั้น 0.7(5 mg/L)=5(0.5)^t จะได้ t เป็น 2.8 ชั่วโมงเมื่อความเข้มข้นลดระดับถึง 70%

คิดค่า C ของตอนเริ่มต้นมาก่อนเพราะเราจำเป็นที่จะต้องรู้ความเข้มข้นของยาในกระแสเลือด แล้วแทนสูตรความเข้มข้นตามสมการเพื่อหาเวลาออกมา

5

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


ข้อความใดต่อไปนี้ถูกต้องเกี่ยวกับอันตรกิริยาการจับที่เป็นไปได้ของเอไมด์ทุติยภูมิ

3. สามารถมีส่วนร่วมในพันธะไฮโดรเจนได้ทั้งในฐานะผู้ให้พันธะไฮโดรเจนและตัวรับพันธะไฮโดรเจน

จาก journal ChemSusChem 2020, 13, 6318-6322 ได้ศึกษาเกี่ยวกับอันตรกิริยาการจับของเอไมด์ทุติยภูมิและตติยภูมิ จากงานวิจัย ผู้วิจัยได้ศึกษาการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์โดยที่เอมีนจะเป็นตัวให้พันธะไฮโดรเจนเพื่อไปจับกับคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวผมเองจึงได้เริ่มศึกษาในโปรแกรม gaussian16 และ gaussview ในช่วง Transition State ถึงการที่เอมีนจะเกิดอันตรกิริยายังไงบ้าง ซึ่งจากการทดลองของผมนั้นก็ได้พบว่าในช่วง Transition State ที่เอมีนจะให้พันธะไฮโดรเจนนั้น มีโอกาสที่จะกลับมารับพันธะไฮโดรเจนได้เหมือนเคย หรืออาจจะหลุดไปจับกับตัวที่เราสนใจ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเอมีนและองค์ประกอบรอบ ๆ เอมีนนั้น

จากงานวิจัยที่ผมกำลังศึกษาอยู่โดยเป็น Chemistry Simulation ด้วยโปรแกรม gaussian16 และ guassview โดยการตรวจสอบการเคลื่อนที่ในช่วง Transition State วิธีที่ถูกต้องที่จะทำให้ได้ผลที่ดีที่สุดคือการที่เอไมด์ทุติยภูมินั้นเป็นตัวให้พันธะไฮโดรเจนออกไปจับกับตัวอื่น แต่ว่าด้วยองค์ประกอบเรื่องตำแหน่งของเอไมด์ มันก็มีโอกาสที่พันธะไฮโดรเจนนั้นจะกลับไปจับกับเอไมด์อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นความเป็นไปได้ของเอไมด์ทุติยภูมิกับพันธะไฮโดรเจนนั้น มีโอกาสที่จะเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับได้เช่นกัน สามารถอ้างอิงได้จากบทความงานวิจัย Physical Chemistry J. Phys. Chem. B2013, 117, 6801−6813 ซึ่งได้ศึกษาอันตรกิริยาของเอไมด์กับยา

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


ข้อใดเกี่ยวข้องกับ Plasma measures of GFAP

2. CSF levels

GFAP เป็นโปรตีนที่พบในพวกโรคที่เกี่ยวกับการเสื่อมสลายของระบบประสาท (amyloid,Tau) และCSF Levels เป็นการตรวจน้ำไขสันหลังซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบประสาท

เริ่มจากการทราบก่อนว่า GFAP คือค่าที่บ่งบอกถึงอะไรซึ่งก็คือโปรตีนเสื่อมสลายระบบประสาท ดังนั้นจึงต้องมีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทต่อมาคือการตรวจน้ำไขสันหลัง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


ความเข้มข้นของยาในกระแสเลือดของผู้ป่วยหลังจาก t ชั่วโมง จำลองตามสูตร C (t) = 5(8)^t โดยที่ C วัดเป็นมิลลิกรัมต่อลิตร ความเข้มข้นของยาจะเป็น 80 มิลลิกรัมต่อลิตร ที่กี่ชั่วโมง

1. 1.33

จากสมการหาความเข้มข้นของยาในกระแสเลือดของผู้ป่วยหลังจาก t ชั่วโมง โดยได้สมการเป็น C(t) = 5(8)^t จะได้ว่า 80 mg/L = 5(8)^t และจะได้ว่า t=1.33 ชั่วโมง

จากสมการ C(t) = 5(8)^t เราจะได้ว่าสมการนี้เป็นสมการ exponential ดังนั้นแปลว่าการให้ยานี้มีผลคงที่ตามกราฟและค่ายกกำลังต่อชั่วโมง เมื่อคำนวณค่า t ออกมาแล้วจึงได้ว่า t ที่ความเข้มข้นของยาเป็น 80 mg/L อยู่ที่ 1.33 ชั่วโมง

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


การจับยากับตำแหน่งจับของโปรตีน Disulfide bond ไม่เกี่ยวข้องกับโรคใด

3. Stoke

คิดว่าเกี่ยวกับ Stoke เพราะ 1. Cancer (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3038743/) การจับของโปรตีน disulfide bond นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้ใน Cancer โดยเรียกว่า mutation ได้ 2. Heart Disease (https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/may-2022/cardiac-amyloidosis) จากบทความโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่กล่าวถึงโรค อะไมลอยด์โดสิสหัวใจ โดยจะเกิดจากการที่ร่างกายสร้างโปรตีนอะไมลอยด์ที่มีโครงสร้างผิดปกติซึ่งโปรตีนตัวนี้จะไม่ละลายน้ำ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะให้ยาเพื่อที่จะไปจับกับโปรตีน 3.​ Kidney Disease (Association between High Triglyceride-to-HDL Cholesterol Ratio and Nephrotic Proteinuria in CKD Patients) จากบทความงานวิจัยจะพบว่าเป็นการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการที่โปรตันรั่วในปัสสาวะแบบเนโฟรติกด้วย จึงเป็นไปได้อีกเช่นกันที่จะมีการจับโปรตีนจากยาที่ใช้ 4. Stoke หรือหลอดเลือดในสมองแตก คาดว่าเกิดได้จาก 2 อาการนั่นก็คือหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน และหลอดเลือดสมองแตก ซึ่งทั้ง 2 สาเหตุนี้ก็เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือด โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับโปรตีนจึงคิดว่าเป็น Stoke ที่ไม่เกี่ยวข้องกับใช้ยาจับตำแหน่งโปรตีน

งานวิจัย Association between High Triglyceride-to-HDL Cholesterol Ratio and Nephrotic Proteinuria in CKD Patients จากศรีนครินทร์เวชสารที่กล่าวถึงโปรตีนที่รั่วของไต บทความจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่กล่าวถึงสาเหตุของ Heart Disease และ Kidney Disease โดยเป็นความผิดปกติของโปรตีน ซึ่งตัวผู้สอบเองจึงคิดว่ามีโปรตีนมาเกี่ยวข้องด้วยและมีโอกาสที่จะจับกับโปรตีน และบทความจาก National Library of Medicine PMCID: PMC3038743PMID: 21248225 ถึงเรื่อง Mutant proteins as cancer-specific biomarkers โดยมีโปรตีนมาเกี่ยวข้องด้วย และใน stoke นั้นคาดว่าไม่มีโปรตีนมาเกี่ยวข้องจึงไม่มีโอกาสที่จะมียาจับกับโปรตีน

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 14.3 เต็ม 138

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา