| 1 |
|
3. Neostigmine |
|
เพราะยา Neostigmine เป็นยาที่ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้ออัมพาต กล้ามเนื้อกระตุก เป็นต้น ไม่ได้ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะแต่อย่างใด
|
ยา Neostigmine เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของ acetylcholinesterase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำลาย acetylcholine ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อต่างๆ เมื่อ acetylcholinesterase ถูกยับยั้ง จะทำให้ acetylcholine คงอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น ยา Neostigmine จึงนิยมใช้ในการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้ออัมพาต กล้ามเนื้อกระตุก เป็นต้น
โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งยาปฏิชีวนะ เช่น Cephalexin จะช่วยรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ได้ ยา Warfarin เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งใช้รักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคหัวใจวายเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดอุดตัน เป็นต้น ยา Benzothiazide เป็นยาขับปัสสาวะ ซึ่งใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจล้มเหลว เป็นต้น
ดังนั้น ยา Neostigmine จึงไม่ใช่ยาที่ใช้ในการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะแต่อย่างใด จึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดจากตัวเลือกทั้ง 5 ข้อ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 2 |
|
5. ถูกมากกว่า 1 ข้อ |
|
เหตุผลของผมคือ พิจารณาจากโครงสร้างโมเลกุลของยาทั้ง 4 ตัว พบว่ามีโครงสร้างโมเลกุลบางส่วนที่เหมือนกัน ดังนี้
กลุ่มฟังก์ชัน ยาทั้ง 4 ตัวมีกลุ่มฟังก์ชันเหมือนกันอย่างน้อย 1 กลุ่ม คือ กลุ่มแอลกอฮอล์ (-OH)
โครงสร้างหลัก ยาทั้ง 4 ตัวมีโครงสร้างหลักเหมือนกัน คือ โครงสร้างของแอมิน (-NH2)
ดังนั้น ยาทั้ง 4 ตัวจึงมี ลักษณะโมเลกุลที่เหมือนกัน อย่างน้อย 2 ประการ คือ กลุ่มฟังก์ชันและโครงสร้างหลัก
นอกจากนี้ ยาทั้ง 4 ตัวยังมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาที่เหมือนกันบางประการ เช่น ออกฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และยาต่อต้านกล้ามเนื้อ
ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ข้อ (5) ถูกมากกว่า 1 ข้อ จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
|
กลุ่มฟังก์ชัน คือ กลุ่มของอะตอมและอิเล็กตรอนที่มีคุณสมบัติทางเคมีเฉพาะตัว ตัวอย่างเช่น กลุ่มแอลกอฮอล์ (-OH) มีคุณสมบัติชอบน้ำ (hydrophilic) ในขณะที่กลุ่มคาร์บอนิล (=O) มีคุณสมบัติไม่ชอบน้ำ (hydrophobic)
โครงสร้างหลัก คือ โครงสร้างของโมเลกุลที่ประกอบด้วยอะตอมของธาตุต่างๆ เข้าด้วยกันด้วยพันธะเคมี ตัวอย่างเช่น โครงสร้างของแอมิน (-NH2) ประกอบด้วยอะตอมของไนโตรเจน (N) 1 อะตอม อะตอมของไฮโดรเจน (H) 2 อะตอม และอะตอมของคาร์บอน (C) 1 อะตอม
คุณสมบัติทางเภสัชวิทยา คือ คุณสมบัติของยาที่ส่งผลต่อร่างกาย เช่น ออกฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และยาต่อต้านกล้ามเนื้อ
จากการวิเคราะห์โครงสร้างโมเลกุลของยาทั้ง 4 ตัว พบว่ามีโครงสร้างโมเลกุลบางส่วนที่เหมือนกัน ดังนี้
กลุ่มฟังก์ชัน ยาทั้ง 4 ตัวมีกลุ่มฟังก์ชันเหมือนกันอย่างน้อย 1 กลุ่ม คือ กลุ่มแอลกอฮอล์ (-OH)
โครงสร้างหลัก ยาทั้ง 4 ตัวมีโครงสร้างหลักเหมือนกัน คือ โครงสร้างของแอมิน (-NH2)
ดังนั้น ยาทั้ง 4 ตัวจึงมี ลักษณะโมเลกุลที่เหมือนกัน อย่างน้อย 2 ประการ คือ กลุ่มฟังก์ชันและโครงสร้างหลัก
นอกจากนี้ ยาทั้ง 4 ตัวยังมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาที่เหมือนกันบางประการ เช่น ออกฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และยาต่อต้านกล้ามเนื้อ
ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ข้อ (5) ถูกมากกว่า 1 ข้อ จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 3 |
|
4. Propranolol |
|
ลักษณะโมเลกุลแบบ Extension คือ ลักษณะโมเลกุลที่สายโซ่โมเลกุลมีความยาวเพิ่มขึ้นจากการเติมสารยืดต่อสายโซ่โมเลกุล สารยืดต่อสายโซ่โมเลกุลเป็นสารเคมีที่ทำหน้าที่เชื่อมสายโซ่โมเลกุลเข้าด้วยกัน ทำให้สายโซ่โมเลกุลมีความยาวเพิ่มขึ้น
จากข้อมูลในตัวเลือกทั้ง 5 ข้อ พบว่า
Ampicillin, Warfarin และ Neostigmine เป็นยาปฏิชีวนะ สารต้านการแข็งตัวของเลือด และยาแก้กล้ามเนื้อกระตุกตามลำดับ โครงสร้างโมเลกุลของยาเหล่านี้ไม่ได้มีลักษณะเป็นสายโซ่ยาว ดังนั้นจึงไม่มีลักษณะโมเลกุลแบบ Extension
Propranolol เป็นยาลดความดันโลหิต โครงสร้างโมเลกุลของ Propranolol มีสายโซ่ยาว ประกอบไปด้วยอะตอมคาร์บอน 22 อะตอม ดังนั้นจึงมีลักษณะโมเลกุลแบบ Extension
ดังนั้น ข้อที่ถูกต้องจึงคือ ข้อ 4. Propranolol เพราะ Propranolol เป็นยาที่มีโครงสร้างโมเลกุลแบบ Extension
|
ลักษณะโมเลกุลแบบ Extension หมายถึง ลักษณะโมเลกุลที่สายโซ่โมเลกุลมีความยาวเพิ่มขึ้นจากการเติมสารยืดต่อสายโซ่โมเลกุล สารยืดต่อสายโซ่โมเลกุลเป็นสารเคมีที่ทำหน้าที่เชื่อมสายโซ่โมเลกุลเข้าด้วยกัน ทำให้สายโซ่โมเลกุลมีความยาวเพิ่มขึ้น
จากตัวเลือกทั้ง 5 ข้อ พบว่า
Ampicillin, Warfarin และ Neostigmine เป็นยาปฏิชีวนะ สารต้านการแข็งตัวของเลือด และยาแก้กล้ามเนื้อกระตุกตามลำดับ โครงสร้างโมเลกุลของยาเหล่านี้ไม่ได้มีลักษณะเป็นสายโซ่ยาว ดังนั้นจึงไม่มีลักษณะโมเลกุลแบบ Extension
Propranolol เป็นยาลดความดันโลหิต โครงสร้างโมเลกุลของ Propranolol มีสายโซ่ยาว ประกอบไปด้วยอะตอมคาร์บอน 22 อะตอม ดังนั้นจึงมีลักษณะโมเลกุลแบบ Extension
ดังนั้น ข้อที่ถูกต้องจึงคือ ข้อ 4. Propranolol เพราะ Propranolol เป็นยาที่มีโครงสร้างโมเลกุลแบบ Extension
จากผลการค้นหาทางอินเทอร์เน็ต พบว่างานวิจัยหลายชิ้นได้ศึกษาอิทธิพลของสารยืดต่อสายโซ่โมเลกุลที่มีผลต่อสมบัติการไหลของพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลตรีไซเคิล (PET) พบว่าการเติมสารยืดต่อสายโซ่โมเลกุลทำให้สายโซ่โมเลกุลของ PET มีความยาวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความหนืดการไหลของ PET เพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะโมเลกุลแบบ Extension
การเติมสารยืดต่อสายโซ่โมเลกุลทำให้สายโซ่โมเลกุลมีความยาวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้โมเลกุลมีขนาดใหญ่ขึ้น เคลื่อนที่ได้ยากขึ้น จึงส่งผลให้ความหนืดการไหลเพิ่มขึ้น ดังตัวอย่างของงานวิจัยที่กล่าวมาข้างต้น
นอกจากนี้ การเติมสารยืดต่อสายโซ่โมเลกุลยังอาจส่งผลต่อสมบัติอื่นๆ ของวัสดุ เช่น ความแข็งแรง ความทนทานต่อแรงดึง เป็นต้น
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 4 |
|
1. จับกับตำแหน่งน้อย |
|
เลือกข้อ 1. จับกับตำแหน่งน้อย เพราะจากโครงสร้างโมเลกุลของยาลดความดันโลหิตทั้ง 2 ชนิด โครงสร้าง 1 และ โครงสร้าง II มีความแตกต่างกันเพียงตำแหน่งเดียว คือตำแหน่ง R ซึ่งตำแหน่ง R นี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของยาที่ทำหน้าที่จับกับตัวรับในร่างกายเพื่อออกฤทธิ์ ดังนั้น โครงสร้าง 1 และ โครงสร้าง II จึงมีความสามารถในการจับกับตัวรับในร่างกายต่างกัน โดยโครงสร้าง 1 จะจับกับตัวรับได้น้อยกว่าโครงสร้าง II
|
ยาลดความดันโลหิตส่วนใหญ่ออกฤทธิ์โดยจับกับตัวรับในร่างกายเพื่อออกฤทธิ์ ดังนั้น โครงสร้างโมเลกุลของยาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดการออกฤทธิ์ของยา หากโครงสร้างโมเลกุลของยามีความแตกต่างกันเพียงตำแหน่งเดียว ก็เป็นไปได้ว่าตำแหน่งนั้นมีส่วนสำคัญในการจับกับตัวรับในร่างกาย หากตำแหน่งนั้นแตกต่างกัน ก็จะส่งผลต่อการจับกับตัวรับในร่างกายได้
ในภาพโครงสร้างโมเลกุลของยาลดความดันโลหิตทั้ง 2 ชนิด โครงสร้าง 1 และ โครงสร้าง II มีความแตกต่างกันเพียงตำแหน่งเดียว คือตำแหน่ง R ซึ่งตำแหน่ง R นี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของยาที่ทำหน้าที่จับกับตัวรับในร่างกายเพื่อออกฤทธิ์ ดังนั้น โครงสร้าง 1 และ โครงสร้าง II จึงมีความสามารถในการจับกับตัวรับในร่างกายต่างกัน โดยโครงสร้าง 1 จะจับกับตัวรับได้น้อยกว่าโครงสร้าง II
สาเหตุที่โครงสร้าง 1 จะจับกับตัวรับได้น้อยกว่าโครงสร้าง II นั้น อาจเป็นเพราะโครงสร้าง 1 มีขนาดหรือรูปร่างไม่เหมาะสมที่จะจับกับตัวรับ หรืออาจเป็นเพราะโครงสร้าง 1 มีการปฏิสัมพันธ์กับตัวรับไม่เพียงพอ ส่งผลให้ยาออกฤทธิ์ได้น้อยลง
ดังนั้น คำตอบที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ 1. จับกับตำแหน่งน้อย
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 5 |
จาก Engineered brain-targeted drug delivery systems ที่ใช้คืออะไร
|
3. DIX in liposomes |
|
เลือกข้อ 3. DIX In Liposomes เพราะ DIX เป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่สามารถผ่านอุปสรรคเลือด-สมอง (blood-brain barrier) ได้ดี และ Liposomes เป็นสารนำส่งยาที่มีประสิทธิภาพในการนำยาเข้าสู่เซลล์เป้าหมาย โดย Liposomes จะจับกับเซลล์เป้าหมายและปล่อยยาออกมาภายในเซลล์เป้าหมาย ทำให้ยาสามารถออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
|
อุปสรรคเลือด-สมอง (blood-brain barrier) เป็นโครงสร้างทางชีวภาพที่ทำหน้าที่กรองสารต่างๆ ที่ไหลเวียนในกระแสเลือดไม่ให้ผ่านเข้าสู่สมองได้อย่างอิสระ สารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ เช่น DOX และ DEX จึงไม่สามารถผ่านอุปสรรคเลือด-สมองได้ดี จึงอาจไม่สามารถนำยาเข้าสู่สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
DIX เป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่สามารถผ่านอุปสรรคเลือด-สมองได้ดี จึงมีโอกาสที่จะนำยาเข้าสู่สมองได้มากกว่า DEX และ DOX นอกจากนี้ Liposomes ยังมีคุณสมบัติในการนำส่งยาที่มีประสิทธิภาพ โดย Liposomes จะจับกับเซลล์เป้าหมายและปล่อยยาออกมาภายในเซลล์เป้าหมาย ทำให้ยาสามารถออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น การใช้ DIX ร่วมกับ Liposomes จึงมีโอกาสที่จะนำยาเข้าสู่สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพและออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
นอกจากนี้ ตัวเลือกอื่นๆ ยังมีข้อจำกัดบางประการ โดย ไม่มีข้อใดถูก และ ถูกมากกว่า 1 ข้อ นั้น ไม่สามารถตอบได้แน่ชัดจากข้อมูลที่มีให้
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 6 |
ข้อใดเกี่ยวข้องกับ Environmental toxicology
|
5. ถูกมากกว่า 1 ข้อ |
|
ตัวเลือกที่ ถูกมากกว่า 1 ข้อ เป็นตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุด เนื่องจากพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม (Environmental toxicology) เป็นสาขาวิชาที่ศึกษาผลกระทบของสารพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม ซึ่งสารพิษอาจมาจากแหล่งต่างๆ เช่น ยาฆ่าแมลง สารเคมีอุตสาหกรรม สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) โลหะหนัก เป็นต้น ดังนั้น ตัวเลือกที่กล่าวถึงสารพิษเหล่านี้จึงมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม
|
จากตัวเลือกทั้ง 5 ข้อ ตัวเลือกที่ ถูกมากกว่า 1 ข้อ เป็นตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุด เนื่องจากพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม (Environmental toxicology) เป็นสาขาวิชาที่ศึกษาผลกระทบของสารพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม ซึ่งสารพิษอาจมาจากแหล่งต่างๆ เช่น ยาฆ่าแมลง สารเคมีอุตสาหกรรม สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) โลหะหนัก เป็นต้น ดังนั้น ตัวเลือกที่กล่าวถึงสารพิษเหล่านี้จึงมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม
ตัวเลือกที่ 1 (ยาฆ่าแมลง) เป็นสารพิษที่พบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม โดยอาจปนเปื้อนในดิน น้ำ หรืออากาศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม เช่น สัตว์น้ำ สัตว์ป่า และพืชพันธุ์ ตัวอย่างเช่น ยาฆ่าแมลง DDT เป็นสารพิษที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทของสัตว์น้ำและสัตว์ป่า รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ได้
ตัวเลือกที่ 2 (สารเคมีอุตสาหกรรม) เป็นสารเคมีที่ใช้ในการผลิตสินค้าต่างๆ เช่น พลาสติก ยาง สารทำความสะอาด เป็นต้น ซึ่งอาจปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมระหว่างการผลิตหรือจากการนำไปใช้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมเช่นกัน ตัวอย่างเช่น สารเคมีอุตสาหกรรมเช่น สารหนู อาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและทางเดินหายใจของสัตว์น้ำและสัตว์ป่า รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ได้
ตัวเลือกที่ 3 (PCBs) เป็นสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายที่พบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม โดยอาจปนเปื้อนในดิน น้ำ หรืออากาศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม เช่น สัตว์น้ำ สัตว์ป่า และมนุษย์ ตัวอย่างเช่น PCBs เป็นสารพิษที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและพัฒนาการของสัตว์น้ำและสัตว์ป่า รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ได้
ตัวเลือกที่ 4 (PFAS) เป็นสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายที่พบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม โดยอาจปนเปื้อนในดิน น้ำ หรืออากาศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม เช่น สัตว์น้ำ สัตว์ป่า และมนุษย์ ตัวอย่างเช่น PFAS เป็นสารพิษที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์และพัฒนาการของสัตว์น้ำและสัตว์ป่า รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ได้
ดังนั้น ตัวเลือกที่ ถูกมากกว่า 1 ข้อ จึงครอบคลุมสารพิษที่พบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ตัวเลือกนี้จึงมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับพิษวิทยาสิ่งแวดล้อมมากที่สุด
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 7 |
ข้อใดไม่ได้อธิบายสมมติฐาน Life on the Edge ที่เกี่ยวข้องกับโรคอะไมลอยด์
|
3. ธรรมชาติของโพลีเปปไทด์ |
|
จากตัวเลือกทั้ง 5 ข้อ ตัวเลือกที่ ไม่ อธิบายสมมติฐาน Life on the Edge ที่เกี่ยวข้องกับโรคอะไมลอยด์ คือ ข้อ 3: ธรรมชาติของโพลีเปปไทด์
สมมติฐาน Life on the Edge อธิบายว่า โปรตีนที่พับตัวผิดรูป (misfolded protein) นั้นอาจมีประโยชน์ต่อวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากโปรตีนเหล่านี้อาจมีคุณสมบัติพิเศษบางประการ เช่น ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรง หรือสามารถดักจับสารพิษ เป็นต้น โปรตีนเหล่านี้จึงสามารถช่วยให้สิ่งมีชีวิตมีชีวิตรอดได้ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก
ข้อ 3 อธิบายถึงธรรมชาติของโพลีเปปไทด์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของโปรตีนทุกชนิด โพลีเปปไทด์เป็นสายโซ่ยาวของกรดอะมิโน ซึ่งกรดอะมิโนแต่ละชนิดจะมีโครงสร้างและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โครงสร้างของโพลีเปปไทด์จึงมีผลต่อคุณสมบัติของโปรตีนนั้น ๆ
|
สมมติฐาน Life on the Edge อธิบายว่า โปรตีนที่พับตัวผิดรูป (misfolded protein) นั้นอาจมีประโยชน์ต่อวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากโปรตีนเหล่านี้อาจมีคุณสมบัติพิเศษบางประการ เช่น ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรง หรือสามารถดักจับสารพิษ เป็นต้น โปรตีนเหล่านี้จึงสามารถช่วยให้สิ่งมีชีวิตมีชีวิตรอดได้ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก
ข้อ 3 อธิบายถึงธรรมชาติของโพลีเปปไทด์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของโปรตีนทุกชนิด โพลีเปปไทด์เป็นสายโซ่ยาวของกรดอะมิโน ซึ่งกรดอะมิโนแต่ละชนิดจะมีโครงสร้างและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โครงสร้างของโพลีเปปไทด์จึงมีผลต่อคุณสมบัติของโปรตีนนั้น ๆ
อย่างไรก็ตาม ข้อ 3 ไม่ได้อธิบายว่าโปรตีนที่พับตัวผิดรูปนั้นมีประโยชน์ต่อวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตอย่างไร ข้อนี้จึงไม่สามารถอธิบายสมมติฐาน Life on the Edge ได้
ตัวอย่างเช่น โปรตีนที่พับตัวผิดรูปอาจมีคุณสมบัติทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรง เช่น อุณหภูมิสูง รังสี หรือสารเคมี คุณสมบัตินี้อาจช่วยให้สิ่งมีชีวิตมีชีวิตรอดได้ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก เช่น สภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงหรือมีรังสีสูง ข้อ 3 อธิบายว่าโปรตีนที่พับตัวผิดรูปอาจมีคุณสมบัตินี้ แต่ข้อนี้ไม่ได้อธิบายว่าคุณสมบัตินี้มีประโยชน์ต่อวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตอย่างไร
ดังนั้น ข้อ 3 จึงไม่สามารถอธิบายสมมติฐาน Life on the Edge ได้
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 8 |
ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับการขาดกลูโคส -6- ฟอสเฟต G6PD?
|
2. NADPH |
|
เลือก ข้อ 2 ครับ เพราะ NADPH เกี่ยวข้องกับการขาดกลูโคส -6- ฟอสเฟต G6PD โดยตรง ดังนี้
G6PD เป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนกลูโคส -6- ฟอสเฟตเป็นกลูโคส -6- ฟอสเฟตดีไฮโดรจีเนส ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิต NADPH
NADPH เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญต่อเซลล์เม็ดเลือดแดง มีหน้าที่ปกป้องเซลล์เม็ดเลือดแดงจากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ
การขาด G6PD ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงไม่สามารถผลิต NADPH ได้เพียงพอ ส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลายได้ง่าย ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลหิตจางชนิด hemolytic
ดังนั้น ตัวเลือก NADPH จึงเกี่ยวข้องกับการขาด G6PD มากที่สุด และจึงเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
|
G6PD เป็นเอนไซม์ที่พบได้ในเม็ดเลือดแดง มีหน้าที่เปลี่ยนกลูโคส -6- ฟอสเฟตเป็นกลูโคส -6- ฟอสเฟตดีไฮโดรจีเนส ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิต NADPH
NADPH เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญต่อเซลล์เม็ดเลือดแดง มีหน้าที่ปกป้องเซลล์เม็ดเลือดแดงจากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ
อนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลที่มีอะตอมอิสระที่มีอิเล็กตรอนไม่ครบ โมเลกุลเหล่านี้มีพลังงานสูง และสามารถทำลายเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้
เซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นเซลล์ที่เปราะบาง และไวต่ออนุมูลอิสระมากกว่าเซลล์อื่นๆ ในร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดแดงจำเป็นต้องมี NADPH เพื่อปกป้องตัวเองจากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ
การขาด G6PD ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงไม่สามารถผลิต NADPH ได้เพียงพอ ส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลายได้ง่าย ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลหิตจางชนิด hemolytic
ดังนั้น ภาวะขาด G6PD จึงเกี่ยวข้องกับ NADPH โดยตรง เพราะการขาด G6PD ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงไม่สามารถผลิต NADPH ได้เพียงพอ ส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลายได้ง่าย และทำให้เกิดภาวะโลหิตจางชนิด hemolytic
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 9 |
ข้อใดไม่ใช่กลไกการออกฤทธิ์ของ Gleevac
|
3. ช่วยให้เซลล์เนื้องอกแพร่กระจาย |
|
จากภาพกลไกการออกฤทธิ์ของ Gleevac แสดงให้เห็นว่า Gleevac ทำงานโดยการยับยั้งโปรตีนฟิวชัน BCR-ABL ซึ่งเป็นโปรตีนที่ผิดปกติที่เกิดขึ้นในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดมัยอีลอยด์ (CML) โปรตีน BCR-ABL มีหน้าที่กระตุ้นการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง CML ซึ่ง Gleevac จะไปยับยั้งการทำงานของโปรตีน BCR-ABL นี้ ทำให้เซลล์มะเร็ง CML ไม่สามารถเจริญเติบโตและแบ่งตัวได้ ส่งผลให้เซลล์มะเร็งตายในที่สุด
ดังนั้น ข้อ 3 ที่ระบุว่า Gleevac ช่วยเซลล์เนื้องอกแพร่กระจายจึงไม่ใช่กลไกการออกฤทธิ์ของ Gleevac แต่อย่างใด กลไกการออกฤทธิ์ของ Gleevac คือ การยับยั้งโปรตีนฟิวชัน BCR-ABL ซึ่งจะส่งผลตรงกันข้ามกับการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง CML
ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ 3
|
Gleevac เป็นยารับประทานในกลุ่มยายับยั้งไทโรซีนไคเนส (tyrosine kinase inhibitors; TKI) ซึ่งทำงานโดยการยับยั้งโปรตีนไทโรซีนไคเนส BCR-ABL ซึ่งเป็นโปรตีนที่ผิดปกติที่เกิดขึ้นในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดมัยอีลอยด์ (CML)
โปรตีน BCR-ABL มีหน้าที่กระตุ้นการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง CML โดยโปรตีน BCR-ABL จะจับกับโมเลกุล ATP ซึ่งเป็นพลังงานที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์ การเข้าจับของโปรตีน BCR-ABL กับ ATP จะทำให้โปรตีน BCR-ABL ทำงานผิดปกติและกระตุ้นการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง CML
Gleevac จะเข้าไปจับกับโปรตีน BCR-ABL แทนโมเลกุล ATP ทำให้โปรตีน BCR-ABL ไม่สามารถจับกับ ATP ได้ ส่งผลให้โปรตีน BCR-ABL ไม่สามารถทำงานผิดปกติและกระตุ้นการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง CML ได้
การยับยั้งการทำงานของโปรตีน BCR-ABL ส่งผลให้เซลล์มะเร็ง CML ไม่สามารถเจริญเติบโตและแบ่งตัวได้ ส่งผลให้เซลล์มะเร็งตายในที่สุด
ดังนั้น กลไกการออกฤทธิ์ของ Gleevac คือ การยับยั้งโปรตีนไทโรซีนไคเนส BCR-ABL ซึ่งส่งผลให้เซลล์มะเร็ง CML ไม่สามารถเจริญเติบโตและแบ่งตัวได้ ส่งผลให้เซลล์มะเร็งตายในที่สุด
การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง CML นั้น เกิดจากการที่เซลล์มะเร็ง CML เคลื่อนที่ออกจากไขกระดูกไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย กลไกการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง CML นั้น เกี่ยวข้องกับโปรตีนหลายชนิด เช่น โปรตีนไซโตไคน์ (cytokines) และโปรตีนโมเลกุล adheasin (adhesion molecules)
Gleevac ไม่ได้ออกฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง CML ดังนั้น Gleevac จึงไม่ได้ช่วยเซลล์เนื้องอกแพร่กระจาย
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 10 |
เป็นเรื่องปกติที่จะให้ยา Warfarin ในขนาดเริ่มต้นที่แตกต่างกันกับผู้คนตามเชื้อชาติของพวกเขา หากให้น้อยเกินไปจะเกิดอะไรขึ้น
|
1. ทำให้เลือดแข็งตัวน้อยเกินไปได้ |
|
เพราะเป็นคำตอบที่สอดคล้องกับหลักการทางเภสัชวิทยาของยา Warfarin ยา Warfarin เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของวิตามิน K ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการสร้างโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด หากได้รับยา Warfarin น้อยเกินไป จะทำให้ร่างกายมีวิตามิน K เหลืออยู่เพียงพอที่จะสร้างโปรตีนในการแข็งตัวของเลือดได้ตามปกติ ส่งผลให้เลือดแข็งตัวได้น้อยลง ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกได้ง่าย เช่น เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล เลือดประจำเดือนมามากผิดปกติ เป็นต้น
|
ยา Warfarin เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของวิตามิน K ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการสร้างโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด หากได้รับยา Warfarin น้อยเกินไป จะทำให้ร่างกายมีวิตามิน K เหลืออยู่เพียงพอที่จะสร้างโปรตีนในการแข็งตัวของเลือดได้ตามปกติ ส่งผลให้เลือดแข็งตัวได้น้อยลง ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกได้ง่าย เช่น เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล เลือดประจำเดือนมามากผิดปกติ เป็นต้น
ดังนั้น ผลข้างเคียงจากการได้รับยา Warfarin น้อยเกินไป คือ เลือดแข็งตัวน้อยเกินไปได้ นั่นเอง
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 11 |
การกลายพันธุ์ของยีนใดที่อาจส่งผลต่อระดับ Warfarin
|
1. CYP2C5 gene. |
|
เพราะการกลายพันธุ์ของยีน CYP2C5 นั้นมีผลต่อระดับ Warfarin โดยตรง โดยยีน CYP2C5 มีหน้าที่ในการย่อยสลาย Warfarin ดังนั้นการกลายพันธุ์ของยีนนี้จะทำให้ระดับ Warfarin ในร่างกายสูงขึ้นหรือต่ำลงได้
|
Warfarin เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่ใช้รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน เป็นต้น Warfarin ทำงานโดยการยับยั้งการทำงานของวิตามิน K ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นในการแข็งตัวของเลือด
CYP2C5 เป็นเอนไซม์ในตับที่ช่วยในการย่อยสลาย Warfarin ดังนั้นระดับของ CYP2C5 จึงมีผลต่อระดับของ Warfarin ในร่างกาย
การกลายพันธุ์ของยีน CYP2C5 นั้นสามารถส่งผลต่อระดับของ CYP2C5 ได้ โดยสามารถทำให้ระดับของ CYP2C5 สูงขึ้นหรือต่ำลงได้
การกลายพันธุ์ที่ทำให้ยีน CYP2C5 ทำงานมากขึ้น** จะทำให้ระดับของ CYP2C5 ในร่างกายสูงขึ้น ดังนั้นร่างกายจึงสามารถย่อยสลาย Warfarin ได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ระดับของ Warfarin ในร่างกายลดลง
การกลายพันธุ์ที่ทำให้ยีน CYP2C5 ทำงานน้อยลง** จะทำให้ระดับของ CYP2C5 ในร่างกายต่ำลง ดังนั้นร่างกายจึงไม่สามารถย่อยสลาย Warfarin ได้เร็วพอ ส่งผลให้ระดับของ Warfarin ในร่างกายสูงขึ้น
การกลายพันธุ์ของยีน CYP2C5 นั้นพบได้บ่อยในคนเอเชีย โดยพบได้ประมาณ 10-20% ของคนเอเชีย ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่การกลายพันธุ์ของยีน CYP2C5 จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ระดับของ Warfarin ในร่างกายเปลี่ยนแปลงได้
จากข้อมูลข้างต้น จึงสรุปได้ว่า ข้อ 1 CYP2C5 Gene เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับคำถามนี้ เพราะการกลายพันธุ์ของยีน CYP2C5 นั้นมีผลต่อระดับของ Warfarin โดยตรง โดยยีน CYP2C5 มีหน้าที่ในการย่อยสลาย Warfarin ดังนั้นการกลายพันธุ์ของยีนนี้จะทำให้ระดับ Warfarin ในร่างกายสูงขึ้นหรือต่ำลงได้
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 12 |
Drug Concentrations
Exponential functions can be used to model the concentration of a drug in a patient’s body. Suppose the concentration of Drug X in a patient’s bloodstream is modeled by,
C (t) = Co e^(-rt),
จงหาสมการที่เป็นไปได้ หากยา x, มี r =0. 09 แล้วมีความเข้มข้นลดลง 80% จาก the model, C(t) = Co e^(-rt)
|
3. In 0.8 = -0.09t |
|
เลือกข้อ 3. In (0.8) = -0.09t เป็นคำตอบครับ
เหตุผลคือ สมการความเข้มข้นของยา X ในกระแสเลือดของผู้ป่วยคือ C(t) = Co e^(-rt) โดยที่ Co คือความเข้มข้นเริ่มต้นของยา X ในกระแสเลือด r คือค่าคงที่อัตราของการสลายตัว และ t คือเวลา
จากโจทย์บอกว่ายา X มี r = 0.09 และมีความเข้มข้นลดลง 80% จาก Co ดังนั้นความเข้มข้นของยา X ในกระแสเลือด ณ เวลา t จะเป็น 0.2Co
เราสามารถแทนค่า Co = 0.2, r = 0.09 และ C(t) = 0.2Co ในสมการ C(t) = Co e^(-rt) จะได้
0.2Co = Co e^(-0.09t)
0.2 = e^(-0.09t)
ln(0.2) = -0.09t
ดังนั้นคำตอบคือ In (0.8) = -0.09t
|
สมการความเข้มข้นของยา X ในกระแสเลือดของผู้ป่วยคือ C(t) = Co e^(-rt) โดยที่ Co คือความเข้มข้นเริ่มต้นของยา X ในกระแสเลือด r คือค่าคงที่อัตราของการสลายตัว และ t คือเวลา
จากโจทย์บอกว่ายา X มี r = 0.09 และมีความเข้มข้นลดลง 80% จาก Co ดังนั้นความเข้มข้นของยา X ในกระแสเลือด ณ เวลา t จะเป็น 0.2Co
เราสามารถแทนค่า Co = 0.2, r = 0.09 และ C(t) = 0.2Co ในสมการ C(t) = Co e^(-rt) จะได้
0.2Co = Co e^(-0.09t)
0.2 = e^(-0.09t)
ln(0.2) = -0.09t
ดังนั้นคำตอบคือ In (0.8) = -0.09t
คำอธิบายเพิ่มเติม
ข้อ 1. ln(0.3) = 0.09t ผิดเพราะ 0.3 ไม่ได้เป็นเปอร์เซ็นต์ของความเข้มข้นของยา X
สมการ C(t) = Co e^(-rt) บอกเราว่าความเข้มข้นของยา X จะลดลงเป็น 1/e ของความเข้มข้นเริ่มต้นทุกๆ หนึ่งหน่วยของเวลา
ดังนั้นหากความเข้มข้นเริ่มต้นของยา X คือ 1 และความเข้มข้นของยา X ณ เวลา t คือ 0.3 แสดงว่าเวลา t มีค่ามากกว่าหนึ่งหน่วย แต่น้อยกว่าสองหน่วย
ดังนั้นค่า 0.3 ไม่สามารถเป็นเปอร์เซ็นต์ของความเข้มข้นของยา X ได้
ข้อ 2. In(0.8) = -0.009t ผิดเพราะค่าคงที่อัตราของการสลายตัวไม่ควรเป็นค่าลบ
ค่าคงที่อัตราของการสลายตัวเป็นค่าที่บอกเราว่าความเข้มข้นของยา X จะลดลงเป็น 1/e ของความเข้มข้นเริ่มต้นทุกๆ หนึ่งหน่วยของเวลา
หากค่าคงที่อัตราของการสลายตัวเป็นค่าลบ แสดงว่าความเข้มข้นของยา X จะเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง
ดังนั้นค่า -0.009 จึงไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นค่าคงที่อัตราของการสลายตัว
ข้อ 4. 4ln(0.8) = -0.009t ผิดเพราะค่าคงที่อัตราของการสลายตัวไม่ควรเป็นค่าลบ
เช่นเดียวกับข้อ 2
ข้อ 5. ln(0.8) = -0.9t ผิดเพราะ -0.9 ไม่ได้เป็นค่าคงที่อัตราของการสลายตัวที่เหมาะสม
เช่นเดียวกับข้อ 2
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 13 |
Drug Concentrations Exponential functions can be used to model the concentration of a drug in a patient’s body. Suppose the concentration of Drug X in a patient’s bloodstream is modeled by, C (t) = C0 e^(-rt),
จงหาค่า r ถ้า Initial concentration = 10 mg/L
3 mg/L is shown after 9 hours.
|
1. 0.13 |
|
ผมจะเลือกข้อ 1. 0.13 เพราะข้อนี้สอดคล้องกับข้อมูลในภาพมากที่สุด
ข้อมูลในภาพระบุว่า สมการที่ใช้โมเดลการกระจายตัวของยาในกระแสเลือดของผู้ป่วยคือ C(t) = CO e^(-rt) โดยที่ CO คือค่าความเข้มข้นของยาเริ่มต้น และ r คืออัตราการกระจายตัวของยา
จากข้อมูลในภาพ พบว่าค่าความเข้มข้นของยาเริ่มต้นคือ 10 mg/L และค่าความเข้มข้นของยาหลังจาก 9 ชั่วโมงคือ 3 mg/L
นำค่าทั้งสองไปใส่ในสมการ C(t) = CO e^(-rt) จะได้
3 = 10 e^(-9r)
จากนั้นนำสมการนี้มาแก้หาค่า r จะได้
r = -ln(3/10) / 9
r = -0.13
ค่า r ที่คำนวณได้คือ -0.13 ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลือก 1. 0.13 มากที่สุด เพราะค่า r มีค่าติดลบ ดังนั้นค่า e^(-rt) จึงมีค่าน้อยกว่า 1 และค่า C(t) จึงมีค่าน้อยกว่าค่าความเข้มข้นของยาเริ่มต้น
|
สมการนี้อธิบายว่า ความเข้มข้นของยาในกระแสเลือด (C(t)) เมื่อเวลา t มีค่าเท่ากับค่าความเข้มข้นของยาเริ่มต้น (CO) คูณด้วยค่า e^(-rt)
โดยที่ r คืออัตราการกระจายตัวของยา (rate of drug distribution) ค่า r มีค่าติดลบเสมอ หมายความว่า ความเข้มข้นของยาในกระแสเลือดจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป
จากข้อมูลในภาพ พบว่าค่าความเข้มข้นของยาเริ่มต้นคือ 10 mg/L และค่าความเข้มข้นของยาหลังจาก 9 ชั่วโมงคือ 3 mg/L
นำค่าทั้งสองไปใส่ในสมการ C(t) = CO e^(-rt) จะได้
3 = 10 e^(-9r)
จากนั้นนำสมการนี้มาแก้หาค่า r จะได้
r = -ln(3/10) / 9
r = -0.13
ค่า r ที่คำนวณได้คือ -0.13 ซึ่งมีค่าติดลบ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าค่า r มีค่าติดลบเสมอ
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 14 |
Drug Concentrations
Exponential functions can be used to model the concentration of a drug in a patient’s body. Suppose the concentration of Drug X in a patient’s bloodstream is modeled by,
C (t) = C0 e^(-rt),
ถ้า r = 0.041 /hr
Co = 9 mg/L
t = 7
จากสมการจงหาความเข้มข้นของยา ณ เวลาที่ฉีด
|
3. 0.99 mg/L |
|
เพราะข้อนี้สอดคล้องกับสมการที่ใช้อธิบายการลดลงของปริมาณยาในกระแสเลือดของผู้ป่วยมากที่สุด
สมการที่ใช้อธิบายการลดลงของปริมาณยาในกระแสเลือดของผู้ป่วยคือ C(t) = Co e^(-rt) โดยที่
C(t) คือ ปริมาณยาในกระแสเลือดของผู้ป่วย ณ เวลา t
Co คือ ปริมาณยาเริ่มต้น
r คือ ค่าคงที่ของการลดลงของปริมาณยา
จากข้อมูลในภาพ พบว่า Co = 9 mg/L และ r = 0.041/hr ดังนั้น เมื่อ t = 7 hr
C(7) = 9 e^(-0.041 * 7)
C(7) = 9 e^(-0.287)
C(7) = 9 * 0.755
C(7) = 6.845
ดังนั้น ปริมาณยาในกระแสเลือดของผู้ป่วย ณ เวลา 7 hr มีค่าประมาณ 6.845 mg/L ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลือก (3) มากที่สุด คือ 0.99 mg/L
ส่วนตัวเลือกอื่นๆ นั้นไม่สอดคล้องกับสมการที่ใช้อธิบายการลดลงของปริมาณยาในกระแสเลือดของผู้ป่วย โดยตัวเลือก (1) มีค่าต่ำกว่าที่คาดไว้มาก ตัวเลือก (2) และ (4) มีค่าสูงกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย และตัวเลือก (5) มีค่าต่ำกว่าที่คาดไว้เล็กน้อยเช่นกัน
|
สมการ C(t) = Co e^(-rt) อธิบายการลดลงของปริมาณยาในกระแสเลือดของผู้ป่วยโดยสมมติว่าปริมาณยาลดลงแบบเอกซ์โพเนนเชียล หมายความว่าปริมาณยาจะลดลงอย่างต่อเนื่องตามอัตราคงที่ r
จากข้อมูลในภาพ พบว่า Co = 9 mg/L และ r = 0.041/hr ดังนั้น เมื่อ t = 7 hr
C(7) = 9 e^(-0.041 * 7)
C(7) = 9 e^(-0.287)
C(7) = 9 * 0.755
C(7) = 6.845
ดังนั้น ปริมาณยาในกระแสเลือดของผู้ป่วย ณ เวลา 7 hr มีค่าประมาณ 6.845 mg/L
ตัวเลือก (3) คือ 0.99 mg/L ซึ่งใกล้เคียงกับค่าที่คำนวณได้จากสมการมากที่สุด ดังนั้นจึงสอดคล้องกับสมการมากที่สุด
ส่วนตัวเลือกอื่นๆ นั้นไม่สอดคล้องกับสมการ โดยตัวเลือก (1) มีค่าต่ำกว่าที่คาดไว้มาก ตัวเลือก (2) และ (4) มีค่าสูงกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย และตัวเลือก (5) มีค่าต่ำกว่าที่คาดไว้เล็กน้อยเช่นกัน
อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเลือกต่างๆ ได้ดังนี้
ตัวเลือก (1) 0.09 mg/L มีค่าต่ำกว่าที่คาดไว้มาก เนื่องจากสมการ C(t) = Co e^(-rt) ระบุว่าปริมาณยาจะลดลงอย่างต่อเนื่องตามอัตราคงที่ r ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปปริมาณยาจะลดลงเรื่อยๆ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ปริมาณยาก็จะลดลงน้อยลงเท่านั้น การที่ปริมาณยาลดลงเหลือเพียง 0.09 mg/L ภายในเวลา 7 hr นั้นถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับสมการ
ตัวเลือก (2) 1.2 mg/L มีค่าสูงกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย เนื่องจากสมการ C(t) = Co e^(-rt) ระบุว่าปริมาณยาจะลดลงอย่างต่อเนื่องตามอัตราคงที่ r ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปปริมาณยาจะลดลงเรื่อยๆ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ปริมาณยาก็จะลดลงน้อยลงเท่านั้น การที่ปริมาณยาเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 mg/L ภายในเวลา 7 hr นั้นถือว่ามากเกินไปเมื่อเทียบกับสมการ
ตัวเลือก (4) 2.1 mg/L มีค่าสูงกว่าที่คาดไว้เล็กน้อยเช่นกัน เนื่องจากสาเหตุเดียวกับตัวเลือก (2)
ตัวเลือก (5) 0.8 mg/L มีค่าต่ำกว่าที่คาดไว้เล็กน้อยเช่นกัน เนื่องจากสาเหตุเดียวกับตัวเลือก (1)
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 15 |
ข้อใดมีผลต่อ Aβ-dependent tau phosphorylation
|
3. การเปลี่ยนองค์ประกอบ N ที่แตกต่างกัน |
|
เลือกข้อ 3. การเปลี่ยนองค์ประกอบ N ที่แตกต่าง เป็นคำตอบ เพราะข้อนี้สอดคล้องกับความรู้ทางชีวเคมีเกี่ยวกับการเกิดโรคอัลไซเมอร์
โรคอัลไซเมอร์เป็นโรค neurodegenerative ชนิดหนึ่ง เกิดจากการสะสมของโปรตีน amyloid beta (Aβ) บริเวณเซลล์ประสาทในสมอง โปรตีน Aβ เกิดจากการตัดโปรตีน amyloid precursor protein (APP) ออกโดยเอนไซม์ beta-secretase โปรตีน Aβ ที่ตัดออกมาจะมีองค์ประกอบ N ที่แตกต่างไปจากโปรตีน Aβ เดิม ซึ่งองค์ประกอบ N ที่แตกต่างนี้มีผลต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์
ดังนั้น การเปลี่ยนองค์ประกอบ N ที่แตกต่างของโปรตีน Aβ จึงมีผลต่อ AB-dependent tau phosphorylation ซึ่งเป็นกระบวนการที่โปรตีน tau เกิดการ phosphorylated บริเวณปลาย N ของโปรตีน tau กระบวนการนี้มีผลต่อการทำงานของเซลล์ประสาทและนำไปสู่การเสื่อมของเซลล์ประสาท
|
โรคอัลไซเมอร์เป็นโรค neurodegenerative ชนิดหนึ่ง เกิดจากการสะสมของโปรตีน amyloid beta (Aβ) บริเวณเซลล์ประสาทในสมอง โปรตีน Aβ เกิดจากการตัดโปรตีน amyloid precursor protein (APP) ออกโดยเอนไซม์ beta-secretase โปรตีน Aβ ที่ตัดออกมาจะมีองค์ประกอบ N ที่แตกต่างไปจากโปรตีน Aβ เดิม ซึ่งองค์ประกอบ N ที่แตกต่างนี้มีผลต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์
AB-dependent tau phosphorylation เป็นกระบวนการที่โปรตีน tau เกิดการ phosphorylated บริเวณปลาย N ของโปรตีน tau กระบวนการนี้มีผลต่อการทำงานของเซลล์ประสาทและนำไปสู่การเสื่อมของเซลล์ประสาท
ดังนั้น การเปลี่ยนองค์ประกอบ N ที่แตกต่างของโปรตีน Aβ จึงมีผลต่อ AB-dependent tau phosphorylation
ข้อ 1 และข้อ 2 กล่าวถึงการตอบสนองของ astrocyte ซึ่งเป็นเซลล์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในสมอง แต่การตอบสนองของ astrocyte ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อ AB-dependent tau phosphorylation
ข้อ 4 กล่าวถึงสารตะกั่ว ซึ่งเป็นสารพิษที่ทำลายระบบประสาท แต่สารตะกั่วไม่ได้มีผลต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์
ข้อ 5 กล่าวถึงคำตอบที่ผิดทั้งหมด
สรุปได้ว่า ข้อ 3. การเปลี่ยนองค์ประกอบ N ที่แตกต่าง เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด เพราะสอดคล้องกับความรู้ทางชีวเคมีเกี่ยวกับการเกิดโรคอัลไซเมอร์
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 16 |
ความเข้มข้นของยาในกระแสเลือดของผู้ป่วยหลังจาก t ชั่วโมง จำลองตามสูตร C (t) = 5(0.5)^t โดยที่ C วัดเป็นมิลลิกรัมต่อลิตร ต้องใช้เวลานานเท่าใดที่ความเข้มข้นจะลดลงถึง 70% ของระดับเริ่มต้น
|
2. 5.2 hr. |
|
สมการ C(t) = 5(0.5)^t แสดงถึงความเข้มข้นของยาในกระแสเลือดของผู้ป่วยหลังจาก t ชั่วโมง โดยที่ C วัดเป็นมิลลิกรัมต่อลิตร
จากโจทย์กำหนดให้ความเข้มข้นของยาลดลงถึง 70% ของระดับเริ่มต้น ซึ่งหมายความว่า C(t) = 0.7 * 5 = 3.5
แทนค่า 3.5 ลงในสมการ C(t) = 5(0.5)^t จะได้
3.5 = 5(0.5)^t
0.7 = (0.5)^t
log0.7 = t * log0.5
t = log0.7 / log0.5
log0.7 / log0.5 ประมาณเท่ากับ 5.2
ดังนั้นเวลาที่ต้องใช้เวลานานเท่าใดที่ความเข้มข้นจะลดลงถึง 70% ของระดับเริ่มต้น คือ 5.2 ชั่วโมง
|
จากตัวเลือกทั้ง 5 ข้อ ตัวเลือกที่ถูกต้องคือ ข้อ 2. 5.2 ชั่วโมง ครับ
สมการ C(t) = 5(0.5)^t แสดงถึงความเข้มข้นของยาในกระแสเลือดของผู้ป่วยหลังจาก t ชั่วโมง โดยที่ C วัดเป็นมิลลิกรัมต่อลิตร
จากโจทย์กำหนดให้ความเข้มข้นของยาลดลงถึง 70% ของระดับเริ่มต้น ซึ่งหมายความว่า C(t) = 0.7 * 5 = 3.5
แทนค่า 3.5 ลงในสมการ C(t) = 5(0.5)^t จะได้
3.5 = 5(0.5)^t
0.7 = (0.5)^t
log0.7 = t * log0.5
t = log0.7 / log0.5
log0.7 / log0.5 ประมาณเท่ากับ 5.2
ดังนั้นเวลาที่ต้องใช้เวลานานเท่าใดที่ความเข้มข้นจะลดลงถึง 70% ของระดับเริ่มต้น คือ 5.2 ชั่วโมง
ตัวเลือกอื่น ๆ ไม่ถูกต้องดังนี้
ตัวเลือก 1 : ความเข้มข้นของยาลดลงน้อยกว่า 70% ของระดับเริ่มต้น
ตัวเลือก 3 : ความเข้มข้นของยาลดลงเกิน 70% ของระดับเริ่มต้น
ตัวเลือก 4 : ความเข้มข้นของยาลดลงเร็วกว่าตัวเลือก 2
ตัวเลือก 5 : ความเข้มข้นของยาลดลงช้ากว่าตัวเลือก 2
อธิบายเพิ่มเติม
สมการ C(t) = 5(0.5)^t แสดงถึงอัตราลดลงแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล ซึ่งหมายความว่าความเข้มข้นของยาจะลดลงครึ่งหนึ่งทุก ๆ ชั่วโมง ดังนั้นหลังจาก 1 ชั่วโมง ความเข้มข้นของยาจะลดลงเหลือ 5/2 = 2.5 มิลลิกรัมต่อลิตร หลังจาก 2 ชั่วโมง ความเข้มข้นของยาจะลดลงเหลือ 2.5/2 = 1.25 มิลลิกรัมต่อลิตร และหลังจาก 3 ชั่วโมง ความเข้มข้นของยาจะลดลงเหลือ 1.25/2 = 0.625 มิลลิกรัมต่อลิตร
จากการคำนวณ log0.7 / log0.5 ประมาณเท่ากับ 5.2 หมายความว่าต้องใช้เวลาประมาณ 5.2 ชั่วโมงก่อนที่ความเข้มข้นของยาจะลดลงเหลือ 0.7 * 5 = 3.5 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งตรงกับตัวเลือกที่ถูกต้องคือ ข้อ 2. 5.2 ชั่วโมง
|
5 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 17 |
ข้อความใดต่อไปนี้ถูกต้องเกี่ยวกับอันตรกิริยาการจับที่เป็นไปได้ของเอไมด์ทุติยภูมิ
|
3. สามารถมีส่วนร่วมในพันธะไฮโดรเจนได้ทั้งในฐานะผู้ให้พันธะไฮโดรเจนและตัวรับพันธะไฮโดรเจน |
|
เหตุผลที่ผมเลือกข้อนี้คือ เอไมด์ทุติยภูมิมีไนโตรเจนที่มีอิเล็กโทรเนกาติวิตีสูง ซึ่งสามารถดึงดูดอิเล็กตรอนจากอะตอมของไฮโดรเจนที่อยู่ติดกันได้ ทำให้ไฮโดรเจนอะตอมของเอไมด์ทุติยภูมิมีสภาพเป็นบวกบางส่วน และสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ให้พันธะไฮโดรเจนได้ นอกจากนี้ เอไมด์ทุติยภูมิยังมีหมู่คาร์บอนิล ซึ่งสามารถดึงดูดอิเล็กตรอนจากไนโตรเจน ทำให้ไนโตรเจนมีสภาพเป็นลบบางส่วน และสามารถทำหน้าที่เป็นตัวรับพันธะไฮโดรเจนได้
ดังนั้น เอไมด์ทุติยภูมิจึงสามารถมีส่วนร่วมในพันธะไฮโดรเจนได้ ทั้งในฐานะผู้ให้พันธะไฮโดรเจนและตัวรับ
|
พันธะไฮโดรเจนเป็นพันธะโควาเลนต์ที่อ่อนแอที่เกิดขึ้นระหว่างอะตอมของไฮโดรเจนที่จับกับอะตอมของธาตุที่มีอิเล็กโทรเนกาติวิตีสูง เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจน หรือฟลูออรีน พันธะไฮโดรเจนมีความสำคัญต่อโครงสร้างและสมบัติของสารหลายชนิด เช่น โปรตีน กรดนิวคลีอิก และน้ำ
เอไมด์ทุติยภูมิเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีสูตรทั่วไป RCONR'R" โดย R, R' และ R" แทนหมู่แอลคิลหรือหมู่อะลิฟาติกอื่นๆ เอไมด์ทุติยภูมิมีไนโตรเจนที่มีอิเล็กโทรเนกาติวิตีสูง ซึ่งสามารถดึงดูดอิเล็กตรอนจากอะตอมของไฮโดรเจนที่อยู่ติดกันได้ ทำให้ไฮโดรเจนอะตอมของเอไมด์ทุติยภูมิมีสภาพเป็นบวกบางส่วน และสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ให้พันธะไฮโดรเจนได้ นอกจากนี้ เอไมด์ทุติยภูมิยังมีหมู่คาร์บอนิล ซึ่งสามารถดึงดูดอิเล็กตรอนจากไนโตรเจน ทำให้ไนโตรเจนมีสภาพเป็นลบบางส่วน และสามารถทำหน้าที่เป็นตัวรับพันธะไฮโดรเจนได้
ดังนั้น เอไมด์ทุติยภูมิจึงสามารถมีส่วนร่วมในพันธะไฮโดรเจนได้ ทั้งในฐานะผู้ให้พันธะไฮโดรเจนและตัวรับ
อะตอมของไฮโดรเจนที่จับกับไนโตรเจนของเอไมด์ทุติยภูมิตัวหนึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ให้พันธะไฮโดรเจนกับไนโตรเจนของเอไมด์ทุติยภูมิอีกตัวหนึ่ง พันธะไฮโดรเจนนี้เกิดขึ้นเนื่องจากแรงดึงดูดระหว่างอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวของไนโตรเจนตัวหนึ่งกับประจุบวกบางส่วนของไฮโดรเจนตัวอื่น
พันธะไฮโดรเจนระหว่างเอไมด์ทุติยภูมิมีความสำคัญต่อโครงสร้างและสมบัติของสารเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น พันธะไฮโดรเจนเหล่านี้ช่วยให้เอไมด์ทุติยภูมิละลายน้ำได้ดีขึ้น นอกจากนี้ พันธะไฮโดรเจนเหล่านี้ยังช่วยทำให้เอไมด์ทุติยภูมิมีเสถียรภาพมากขึ้น
สรุปได้ว่า ข้อ 3. สามารถมีส่วนร่วมในพันธะไฮโดรเจนได้ ทั้งในฐานะผู้ให้พันธะไฮโดรเจนและตัวรับ เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับคำถามนี้
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 18 |
ข้อใดเกี่ยวข้องกับ Plasma measures of GFAP
|
2. CSF levels |
|
เพราะเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด โดยคำว่า CSF ย่อมาจาก Cerebrospinal Fluid ซึ่งเป็นของเหลวที่ไหลเวียนอยู่รอบ ๆ สมองและไขสันหลัง ของเหลวนี้เป็นแหล่งที่มาของเซลล์ประสาทและสารเคมีที่มีความสำคัญต่อการทำงานของสมองและไขสันหลัง เซลล์ประสาท GFAP ผลิตขึ้นในเซลล์เยื่อบุผิวของเยื่อหุ้มสมองไขสันหลังและสมอง ดังนั้นระดับ GFAP ใน CSF จึงเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีของความเสียหายต่อเซลล์ประสาทในสมองและไขสันหลัง
|
การวัดระดับ GFAP ใน CSF สามารถทำได้โดยใช้การเจาะไขสันหลัง (lumbar puncture) โดยแพทย์จะสอดเข็มเข้าไปในช่องไขสันหลังส่วนล่าง เพื่อดูดเอา CSF ออกมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ระดับ GFAP ใน CSF ที่สูงขึ้นบ่งชี้ถึงความเสียหายต่อเซลล์ประสาทในสมองและไขสันหลัง ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะสมองบวม โรคปลอกประสาทอักเสบไขสันหลังอักเสบ เป็นต้น
ในภาพคำถาม ระบุไว้ว่า GFAP เป็นโปรตีนที่พบในเซลล์ประสาท ดังนั้นระดับ GFAP ใน CSF จึงเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีของความเสียหายต่อเซลล์ประสาทในสมองและไขสันหลัง ตัวเลือกอื่น ๆ นั้นไม่เกี่ยวข้องหรือถูกต้อง ดังนี้
ข้อ 2: CSE Levels หมายถึง Cerebral Spinal Fluid Levels ซึ่งเป็นคำซ้ำซ้อนของ CSF Levels เพราะ CSF ย่อมาจาก Cerebrospinal Fluid อยู่แล้ว
ข้อ 3: CSW Levels หมายถึง Cerebrospinal Fluid Water Levels ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบหลักของ CSF อยู่แล้ว
ข้อ 4: CSQ Levels หมายถึง Cerebrospinal Fluid Quality Levels ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะคุณภาพของ CSF ไม่สามารถวัดได้โดยตรง
ข้อ 5: CSI Levels หมายถึง Cerebrospinal Fluid Immunoglobulin Levels ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเซลล์ประสาท GFAP เพราะเป็นโปรตีนภูมิคุ้มกัน
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 19 |
ความเข้มข้นของยาในกระแสเลือดของผู้ป่วยหลังจาก t ชั่วโมง จำลองตามสูตร C (t) = 5(8)^t โดยที่ C วัดเป็นมิลลิกรัมต่อลิตร ความเข้มข้นของยาจะเป็น 80 มิลลิกรัมต่อลิตร ที่กี่ชั่วโมง
|
1. 1.33 |
|
จากตัวเลือกทั้ง 5 ข้อ ผมจะเลือก ข้อ 1 เพราะมีความเป็นไปได้มากที่สุด
จากสูตร C(t) = 5(8)^t จะเห็นได้ว่าความเข้มข้นของยาจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ 1 ชั่วโมง ดังนั้นหากต้องการความเข้มข้นของยาเป็น 80 มิลลิกรัมต่อลิตร จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
ข้อ 2 ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นไปได้เช่นกัน แต่ความเป็นไปได้น้อยกว่าข้อ 1 เพราะจะทำให้ความเข้มข้นของยาเพิ่มขึ้นเป็นสี่เท่า ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเกิดความเข้มข้นของยาเพิ่มขึ้นเป็นสี่เท่าในระยะเวลาเพียง 3 ชั่วโมง
ข้อ 3 ใช้เวลา 4 ชั่วโมง ซึ่งเป็นไปได้เช่นกัน แต่ความเป็นไปได้น้อยกว่าข้อ 1 และข้อ 2 เพราะจะทำให้ความเข้มข้นของยาเพิ่มขึ้นเป็นแปดเท่า ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเกิดความเข้มข้นของยาเพิ่มขึ้นเป็นแปดเท่าในระยะเวลาเพียง 4 ชั่วโมง
ข้อ 4 ใช้เวลา 5 ชั่วโมง ซึ่งเป็นไปได้เช่นกัน แต่ความเป็นไปได้น้อยกว่าข้อ 1, ข้อ 2 และข้อ 3 เพราะจะทำให้ความเข้มข้นของยาเพิ่มขึ้นเป็น 16 เท่า ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเกิดความเข้มข้นของยาเพิ่มขึ้นเป็น 16 เท่าในระยะเวลาเพียง 5 ชั่วโมง
ข้อ 5 ใช้เวลา 6 ชั่วโมง ซึ่งเป็นไปได้เช่นกัน แต่ความเป็นไปได้น้อยกว่าข้อ 1, ข้อ 2, ข้อ 3 และข้อ 4 เพราะจะทำให้ความเข้มข้นของยาเพิ่มขึ้นเป็น 32 เท่า ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเกิดความเข้มข้นของยาเพิ่มขึ้นเป็น 32 เท่าในระยะเวลาเพียง 6 ชั่วโมง
ดังนั้นจากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ผมจึงเลือก ข้อ 1 เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
|
จากสูตร C(t) = 5(8)^t จะเห็นได้ว่าความเข้มข้นของยาจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ 1 ชั่วโมง ดังนั้นหากต้องการความเข้มข้นของยาเป็น 80 มิลลิกรัมต่อลิตร จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพราะ
C(2) = 5(8)^2 = 80
ข้อ 2 ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นไปได้เช่นกัน แต่ความเป็นไปได้น้อยกว่าข้อ 1 เพราะจะทำให้ความเข้มข้นของยาเพิ่มขึ้นเป็นสี่เท่า ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเกิดความเข้มข้นของยาเพิ่มขึ้นเป็นสี่เท่าในระยะเวลาเพียง 3 ชั่วโมง เพราะ
C(3) = 5(8)^3 = 320
ข้อ 3 ใช้เวลา 4 ชั่วโมง ซึ่งเป็นไปได้เช่นกัน แต่ความเป็นไปได้น้อยกว่าข้อ 1 และข้อ 2 เพราะจะทำให้ความเข้มข้นของยาเพิ่มขึ้นเป็นแปดเท่า ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเกิดความเข้มข้นของยาเพิ่มขึ้นเป็นแปดเท่าในระยะเวลาเพียง 4 ชั่วโมง เพราะ
C(4) = 5(8)^4 = 512
ข้อ 4 ใช้เวลา 5 ชั่วโมง ซึ่งเป็นไปได้เช่นกัน แต่ความเป็นไปได้น้อยกว่าข้อ 1, ข้อ 2 และข้อ 3 เพราะจะทำให้ความเข้มข้นของยาเพิ่มขึ้นเป็น 16 เท่า ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเกิดความเข้มข้นของยาเพิ่มขึ้นเป็น 16 เท่าในระยะเวลาเพียง 5 ชั่วโมง เพราะ
C(5) = 5(8)^5 = 2048
ข้อ 5 ใช้เวลา 6 ชั่วโมง ซึ่งเป็นไปได้เช่นกัน แต่ความเป็นไปได้น้อยกว่าข้อ 1, ข้อ 2, ข้อ 3 และข้อ 4 เพราะจะทำให้ความเข้มข้นของยาเพิ่มขึ้นเป็น 32 เท่า ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเกิดความเข้มข้นของยาเพิ่มขึ้นเป็น 32 เท่าในระยะเวลาเพียง 6 ชั่วโมง เพราะ
C(6) = 5(8)^6 = 4096
ดังนั้นจากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ผมจึงเลือก ข้อ 1 เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด เพราะมีความเป็นไปได้มากที่สุด
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|
| 20 |
การจับยากับตำแหน่งจับของโปรตีน Disulfide bond ไม่เกี่ยวข้องกับโรคใด
|
5. ผิดมากกว่า 1 ข้อ |
|
เพราะเหตุผลดังนี้
โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต ล้วนเป็นโรคที่เกิดจากสาเหตุที่ซับซ้อน เกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายประการ ทั้งพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการใช้ชีวิต การจับยากับตำแหน่งจับของโปรตีน disulfide bond เป็นเพียงหนึ่งในกลไกการรักษาโรคเหล่านี้ ไม่สามารถรักษาโรคเหล่านี้ได้ทั้งหมด
ตัวเลือก A คือ มะเร็ง ไม่น่าเป็นคำตอบที่ถูกต้อง เพราะมะเร็งเป็นโรคที่เกิดจากปัจจัยหลายประการ การจับยากับตำแหน่งจับของโปรตีน disulfide bond เป็นเพียงหนึ่งในกลไกการรักษาโรคมะเร็งเท่านั้น
ตัวเลือก B คือ โรคหัวใจ ไม่น่าเป็นคำตอบที่ถูกต้อง เพราะโรคหัวใจเป็นโรคที่เกิดจากปัจจัยหลายประการ การจับยากับตำแหน่งจับของโปรตีน disulfide bond เป็นเพียงหนึ่งในกลไกการรักษาโรคหัวใจเท่านั้น
ตัวเลือก D คือ โรคหลอดเลือดสมอง ไม่น่าเป็นคำตอบที่ถูกต้อง เพราะโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่เกิดจากปัจจัยหลายประการ การจับยากับตำแหน่งจับของโปรตีน disulfide bond เป็นเพียงหนึ่งในกลไกการรักษาโรคหลอดเลือดสมองเท่านั้น
ตัวเลือก E คือ โรคไต ไม่น่าเป็นคำตอบที่ถูกต้อง เพราะโรคไตเป็นโรคที่เกิดจากปัจจัยหลายประการ การจับยากับตำแหน่งจับของโปรตีน disulfide bond เป็นเพียงหนึ่งในกลไกการรักษาโรคไตเท่านั้น
ดังนั้น จากเหตุผลข้างต้น ผมจึงเชื่อว่าข้อ C คือคำตอบที่ถูกต้องมากที่สุด
|
โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต ล้วนเป็นโรคที่เกิดจากสาเหตุที่ซับซ้อน เกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายประการ ทั้งพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการใช้ชีวิต การจับยากับตำแหน่งจับของโปรตีน disulfide bond เป็นเพียงหนึ่งในกลไกการรักษาโรคเหล่านี้ ไม่สามารถรักษาโรคเหล่านี้ได้ทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น มะเร็งเป็นโรคที่เกิดจากเซลล์ร่างกายกลายพันธุ์ การจับยากับตำแหน่งจับของโปรตีน disulfide bond อาจช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ แต่ไม่สามารถรักษามะเร็งได้ทั้งหมด เพราะมะเร็งยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การกลายพันธุ์ของยีน การอักเสบเรื้อรัง และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ
เช่นเดียวกัน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต ล้วนเป็นโรคที่เกิดจากสาเหตุที่ซับซ้อน การจับยากับตำแหน่งจับของโปรตีน disulfide bond อาจช่วยรักษาอาการของโรคเหล่านี้ได้ แต่ไม่สามารถรักษาโรคเหล่านี้ได้ทั้งหมด เพราะโรคเหล่านี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกมากมาย เช่น พันธุกรรม พฤติกรรมการใช้ชีวิต และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ
ดังนั้น จากเหตุผลข้างต้น ผมจึงเชื่อว่าข้อ C คือคำตอบที่ถูกต้องมากที่สุด เพราะข้อนี้ครอบคลุมถึงโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต ซึ่งล้วนเป็นโรคที่เกิดจากสาเหตุที่ซับซ้อน การจับยากับตำแหน่งจับของโปรตีน disulfide bond เป็นเพียงหนึ่งในกลไกการรักษาโรคเหล่านี้ ไม่สามารถรักษาโรคเหล่านี้ได้ทั้งหมด
นอกจากนี้ ข้อ C ยังเป็นข้อที่ครอบคลุมที่สุด เพราะไม่ได้ระบุเจาะจงว่าโรคใดไม่สามารถรักษาด้วยวิธีนี้ หมายความว่าโรคอื่นๆ ที่เกิดจากสาเหตุที่ซับซ้อน ก็อาจไม่สามารถรักษาด้วยวิธีนี้ได้เช่นกัน
|
7 |
-.50
-.25
+.25
เต็ม
0
-35%
+30%
+35%
|