ตรวจข้อสอบ > อนันสิทธิ์ เตชะโกศล > เคมีเชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์ | Chemistry > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 28 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


จงระบุชนิดของ bonding ที่โดยทั่วไปเกี่ยวข้องกับการจับยากับตำแหน่งจับของโปรตีน

3. hydrogen bonds

เพราะในโปรตีนมีหมู่ฟังก์ชั่นของ Amide โดยจะอยู่ในส่วนปลายของโมเลกุลนั้นๆ ดังนั้นพันธะที่เกิดระหว่าง H กับ N คือ Hydrogen Bonds

จากหลักการ Drug Distributation จะทำให้ทราบว่าโมเลกุลของยาจะมีอยู่สองลักษณะคืออยู่ในรูป Free form และ Bound form ซึ่งเฉพาะ Free form เท่านั้นที่สามารถกระจายไปยังส่วนต่างๆได้ ยาที่อยู่ใน systemic circulation หากมี protein binding สูง ก็จะส่งผลต่อการเเเพร่ ดังนั้นหากหลักการกระจายตัวของยาเกี่ยวกับโปรตีนจึงควรตอบ Hydrogen bond เพราะเป็นพันธะที่มีอยู่ในโปรตีน

5

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


ความเข้มข้นของยาในกระแสเลือดของผู้ป่วยหลังจาก t ชั่วโมง จำลองตามสูตร C (t) = 11(0.72)^t โดยที่ C วัดเป็นมิลลิกรัมต่อลิตร ความเข้มข้นเริ่มต้นของยาคือเท่าไหร่

2. 11

หากพิจารณาโดยไม่ต้องสนใจวิธีการในการให้ยา (วิธีการให้ยาที่แตกต่างกันก็สามารถทำให้ความเข้มข้นของยาในเส้นเลือดต่างกันได้เมื่อเทียบต่อเวลาเดียวกันนับตั้งแต่ให้ยา) ก็จะสามารถคิดมาจากสูตรที่โจทย์ให้มาก็จะสามารถหาคำตอบได้

จากสูตรจะได้ว่า ความเข้มข้มข้นของยาเท่ากับ 11คูณ(0.72ยกกำลังด้วยเวลา) หากพิจารณาเวลาเริ่มต้นโดยเวลานั้นยังไม่ถึงชั่วโมงก็จะสามารถประมาณความเข้มข้นได้เป็น 11 มิลลิกรัมต่อลิตร

5

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


ไกลโคเจนเป็นพอลิเมอร์สายโซ่กิ่งของหน่วย α-D-กลูโคส ซึ่งสายโซ่เกิดจากการเชื่อมโยงไกลโคซิติก C1-C4 ในขณะที่การแตกกิ่งเกิดจากการก่อตัวของการเชื่อมโยงไกลโคซิติก C1-C6 โครงสร้างของไกลโคเจนคล้ายกับ________________

2. Amylopection

จุดที่เกิดจากการแตกกิ่งออกจาโซ่หลักของกลูโคสมีลักษณะคล้ายกับอะไมโลเพคติน แต่แค่ของไกลโคเจนค่อนข้างที่จะถี่กว่า

โมเลกุลของไกลโคเจนประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคสชนิดเดียวเช่นกัน โครงสร้างของไกลโคเจนมีลักษณะคล้ายกับอะไมโลเพกตินคือมีจุดที่แตกแขนงเป็นกิ่งก้านสาขา แต่จุดแตกแขนงของไกลโคเจนคอนช้างที่จะถี่กว่าคือพบส่วนมาก 8 ถึง 14 หน่วยของกลูโคส

5

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


ข้อความใดต่อไปนี้เป็นจริงเกี่ยวกับอันตรกิริยาการจับที่เป็นไปได้ของเอไมด์ทุติยภูมิ

3. สามารถมีส่วนร่วมในพันธะไฮโดรเจนได้ทั้งในฐานะผู้ให้พันธะไฮโดรเจนและตัวรับพันธะไฮโดรเจน

เอไมด์ทุติยภูมิเป็นเอไมด์อยู่ระหว่างเอไมด์ปฐมภูมิและตติยภูมิจึงมีโอการทั้งให้และรับ H ตรง N ในหมู่ฟังก์ชัน

เอไมด์ทุติยภูมิหากเกิดการรับ H ก็มีโอกาสเกิดเป็นเอไมด์ปฐมภูมิหรือหากมีการจ่าย H ก็มีโอกาสเกิดเป็นเอไมด์ตติยภูมิ

5

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


ความเข้มข้นของยาในกระแสเลือดของผู้ป่วยหลังจาก t ชั่วโมง จำลองตามสูตร C (t) = 11(0.72)^t โดยที่ C วัดเป็นมิลลิกรัมต่อลิตร ต้องใช้เวลานานเท่าใดที่ความเข้มข้นจะลดลงถึง 50% ของระดับเริ่มต้น

5. 2.1 hr

จากสูตรที่โจทย์ให้มาตั้งสมการเเละแก้หาตัวแปร

จากสูตร C (t) = 11(0.72)^t โดยกำหนดตัวแปรตามที่โจทย์ให้มาจะได้ว่า ตอนเเรก(เวลา) 0 ชั่วโมงจะมีความเข้มข้นของยาในกระเเสเลือดเป็น 11 mg/L ถ้าหากต้องการหาเวลาที่จะทำให้ความเข้มข้นลดลงครึ่งหนึ่งซึ่งก็คือ 5.5 mg/L ก็นำไปเเทนในสูตร ได้เป็น 5.5= 11(0.72)^t เเก้สมการหา t จะได้ค่าประมาณ 2.1 ชั่วโมง

5

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


สารอะนาล็อกของสารประกอบตะกั่วมักจะเตรียมได้โดยทำการอัลคิเลตหมู่เอมีน ถ้ามีอยู่ ข้อความใดต่อไปนี้เป็นเท็จ

1. หมู่เอมีนไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับการมีอันตรกิริยาที่มีผลผูกพันกับตำแหน่งที่มีผลผูกพัน และดังนั้นการเพิ่มองค์ประกอบแทนที่ไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อผลผูกพัน

หมู่เอมีนค่อนข้างเกี่ยวข้องกับกิริยาที่มีผลผูกพันกับตำแหน่งที่มีผลผูกพัน

การเปลี่ยนองค์ประกอบของหมู่ฟังก์ชันส่งผลต่อคุณสมบัติ อาจเป็นอันตรายต่อผลผูกพันธ์

5

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


โครงสร้าง I เป็นสารลดความดันโลหิตซึ่งออกฤทธิ์ โดยการยับยั้งเอนไซม์แองจิโอเทนซินคอนเวอร์ติงเอ็นไซม์ (ACE) โครงสร้าง II ได้รับการออกแบบให้จับกับตำแหน่งที่ยึดแน่นมากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น กลยุทธ์ใดต่อไปนี้ใช้ในการออกแบบโครงสร้าง II

2. Rigidi fication

จากรากศัพท์ของคำว่า Rigidi Fication จะสามารถแปลคร่าวๆได้ว่าการทำให้เเข็งขึ้น

หลักการคล้ายๆกับการทำประป๋องน้ำอัดลมโดยมีหลักการคือหยดไนโตรเจนเหลวเข้าไปในตัวกระป๋องแล้วปิดฝาทันที ซึ่งไนโตรเจนเหลวนั้นจะเกิดการขยายตัวและกลายสภาพเป็นก๊าซไนโตรเจนที่คอยดันตัวกระป๋องให้คงรูป ทำให้กระป๋องเกิดการแข็งตัวเรียกว่า Rigidi Fication

5

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


ใช้รูปนี้ตอบคำถาม 8-10 Drug Concentrations Exponential functions can be used to model the concentration of a drug in a patient’s body. Suppose the concentration of Drug X in a patient’s bloodstream is modeled by, C (t) = C0 e-rt, Where C (t) represents the concentration at time t (inhours), C0 is the concentration of the drug in the blood immediately after injection, and r>0 is a constant indicating the removal of the drug by the Body through metabolism and/or excretion. The rate constant r has units of 1/time (1/hr). It is important to note that this model assumes that the blood concentration of the drug (C0) peaks immediately when the drug is injected. ข้อ 8 ถ้า r = 0.081 /hr C0 = 5 mg/L t =4 จากรูปจงหาความเข้มข้นของยา ณ เวลาที่ฉีด

4. 4.5 mg/L

เเก้สมการจากสูตรที่โจทย์ให้มา

เเก้สมการจากสูตรที่โจทย์ให้มา เพราะโจทย์บอกว่า It is important to note that this model assumes that the blood concentration of the drug (C0) peaks immediately when the drug is injected. เเสดงว่าฉีดเเล้วความเข้มข้นเปลี่ยนเเปลงทันทีสามารถนำเลขมาคำนวณได้เลย

5

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


ใช้รูปนี้ตอบคำถาม 8-10 Drug Concentrations Exponential functions can be used to model the concentration of a drug in a patient’s body. Suppose the concentration of Drug X in a patient’s bloodstream is modeled by, C (t) = C0 e-rt, Where C (t) represents the concentration at time t (inhours), C0 is the concentration of the drug in the blood immediately after injection, and r>0 is a constant indicating the removal of the drug by the Body through metabolism and/or excretion. The rate constant r has units of 1/time (1/hr). It is important to note that this model assumes that the blood concentration of the drug (C0) peaks immediately when the drug is injected. ข้อ 9. จงหาค่า r ถ้า Initial concentration = 10 mg/L t=2 8.5 mg/L is shown after 2 hours.

5. 0.08

เเก้สมการจากสูตรที่โจทย์ให้มา

เเก้สมการจากสูตรที่โจทย์ให้มา

5

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


ใช้รูปนี้ตอบคำถาม 8-10 Drug Concentrations Exponential functions can be used to model the concentration of a drug in a patient’s body. Suppose the concentration of Drug X in a patient’s bloodstream is modeled by, C (t) = C0 e-rt, Where C (t) represents the concentration at time t (inhours), C0 is the concentration of the drug in the blood immediately after injection, and r>0 is a constant indicating the removal of the drug by the Body through metabolism and/or excretion. The rate constant r has units of 1/time (1/hr). It is important to note that this model assumes that the blood concentration of the drug (C0) peaks immediately when the drug is injected. ข้อ 10 จงหาค่า t หากยา x, มี r =0.21 แล้วมีความเข้มข้นลดลง 35%

4. 4.8 hr

เเก้สมการจากสูตรที่โจทย์ให้มา

เเก้สมการจากสูตรที่โจทย์ให้มา

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


อธิบายการกลายพันธุ์ 2 แบบ ที่อาจส่งผลต่อระดับ Warfarin และผลกระทบที่เกิดขึ้น

การกลายพันธุ์ตัวเดียว (Single Nucleotide Polymorphism: SNP) SNP คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนเพียงหนึ่งตัวอักษรในสายไหม่ของ DNA การกลายพันธุ์ของตำแหน่งเบส (Base Position Mutation) การกลายพันธุ์ของตำแหน่งเบสเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนเบสเดียวกันในลำดับ DNA โดยมักเกิดขึ้นบนส่วนของโคโดนที่ไม่เปลี่ยนแปลงได้ (intron) และไม่ส่งผลต่อการทำงานของโปรตีน

ส่งผลกระทบคือการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นบนสายไหม่ของ DNA สามารถส่งผลต่อการติดตั้งของยา Warfarin และทำให้มีผลกระทบต่อผู้ที่ใช้ยา Warfarin โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการควบคุมระดับยาในเลือด (anticoagulation) โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจเป็นดังนี้

การสังเกตเห็นผลข้างเคียงที่มากขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากการใช้ยา Warfarin ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


เหตุใดจึงเป็นเรื่องปกติที่จะให้ยา Warfarin ในขนาดเริ่มต้นที่แตกต่างกันกับผู้คนตามเชื้อชาติของพวกเขา? ความเกี่ยวข้องของปัญหานี้กับการทดลองทางคลินิกยาคืออะไร

ยา Warfarin เป็นยาระดับสูงที่มีผลต่อระบบการแข็งตัวของเลือด โดยการปรับค่า INR (International Normalized Ratio) ซึ่งเป็นตัววัดระดับการแข็งตัวของเลือด ซึ่งเเต่ละคนก็มีลักษณะที่เเตกต่างกันจากปัจจัยต่างๆ เช่น สภาพเเวดล้อม

การทดลองทางคลินิกยาจึงมีความสำคัญในการให้ยา Warfarin ในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับผู้รับประทาน โดยการทดลองทางคลินิกยาสามารถใช้ข้อมูลประวัติการรับประทานยาของผู้รับประทาน การวัดค่าอินรัมและอินรัมที่ตอบสนองกับยา Warfarin รวมถึงการสังเกตอาการของผู้รับประทานเพื่อปรับปริมาณยาให้เหมาะสม

การทดลองทางคลินิกยาช่วยให้สามารถปรับปริมาณยา Warfarin ให้เหมาะสมกับผู้รับประทานได้ ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออก หรือภาวะเลือดจาง ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อให้ยา Warfarin ในปริมาณที่ไม่เหมาะสมกับผู้รับประทาน ดังนั้นการทดลองทางคลินิกยาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการปรับปริมาณยาให

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


อธิบายกลไกการออกฤทธิ์ของ Gleevac

ทำงานโดยการยับยั้งเอนไซม์ตัวหนึ่งที่เรียกว่า tyrosine kinase enzyme ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งสัญญาณเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ของเนื้องอก

Gleevec เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคเนื้องอกเม็ดไซต์ดีพีหรือ Chronic Myeloid Leukemia (CML) และแผลเนื้องอกเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะหรือ Gastrointestinal Stromal Tumors (GIST)

Gleevec จะเป็นตัวยับยั้ง enzyme tyrosine kinase ที่อยู่ในเซลล์มะเร็ง โดยเอาไว้กำจัดเซลล์มะเร็ง โดยส่งผลให้มีการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในร่างกาย ซึ่ง enzyme tyrosine kinaseเทียบเท่ากับช่องรับสัญญาณจากภายนอกในเซลล์ ซึ่งช่องรับสัญญาณนี้จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณสำคัญเข้าสู่เซลล์เพื่อช่วยให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ต่อไป

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


อธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับอาการของการขาดกลูโคส -6- ฟอสเฟตและสาเหตุของอาการเหล่านี้ ตัวกระตุ้นทั่วไปสำหรับ G6PD มีอะไรบ้าง?

อาการภาวะเม็ดเลือดแดงแตกตัว เช่น มีอาการปวดท้อง เหลืองตา ถ่ายปัสสาวะสีเขียวเข้ม สำหรับตัวกระตุ้นทั่วไปสำหรับ G6PD ได้แก่ การติดเชื้อ เช่น มาลาเรีย, ไข้เลือดออก, ฯลฯ หรือยาแอสไพริน

การขาดกลูโคส-6-ฟอสเฟต (glucose-6-phosphate dehydrogenase deficiency: G6PD deficiency) เป็นโรคพันธุกรรมที่สามารถทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกตัว (hemolytic anemia)

G6PD คือ การที่เซลล์เม็ดเลือดแดงไม่สามารถสร้างพลังงานที่จำเป็นได้เมื่อขาดกลูโคส-6-ฟอสเฟต ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เมื่อมีสารเคมีหรือยาบ certain drugs, infections, อาหารหรือเครื่องดื่มที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) หรือสารต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


อธิบายสมมติฐาน Life on the Edge และเหตุใดจึงเกี่ยวข้องกับโรคอะไมลอยด์

สมมติฐาน Life on the Edge คือสมมติฐานที่อธิบายว่าชีวิตบนโลกนี้มีการใช้พลังงานจากแสงแดดในรูปแบบของ quantum coherence หรือสถานะการเป็นคลื่นของแสง ซึ่งจะช่วยให้สารต่างๆในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สมมติฐาน Life on the Edge กล่าวไว้ว่าอาจเป็นสิ่งที่ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมการใช้พลังงานในระบบชีวิตจึงมีความซับซ้อนและประสิทธิภาพอย่างมาก

การเชื่อมโยงกับโรคอะไมลอยด์ มีทฤษฎีที่ว่า การเสื่อมสภาพของเซลล์ประสาทในผู้ป่วยอะไมลอยด์อาจมีสัมพันธ์กับความสามารถในการใช้ quantum coherence ในการเปลี่ยนแปลงพลังงานของเซลล์ซึ่งอาจส่งผลต่อการส่งสัญญาณของระบบประสาทและการทำงานของเซลล์ประสาท ทำให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น อ่อนเพลีย อ่อนแรง หรือภาวะสมองเสื่อมได้

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


จากบทความที่ไปเรื่อง Environmental toxicology จงสรุป table 1

ก๊าซพิษและสารเคมีที่ระเหยออกมาจากยานพาหนะและอุตสาหกรรม มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แนะนำให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองอากาศบริสุทธิ์ และใช้วิธีการลดการใช้งานรถยนต์ส่วนตัวและการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้รถไฟและการเดินทางโดยใช้รถจักรยาน

สารเคมีที่ใช้ในการผลิตเทคโนโลยีชิ้นส่วนต่างๆ เช่น แผ่นวงจร มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แนะนำให้เลือกใช้เทคโนโลยีที่มีการใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้เทคโนโลยีการตรวจวัดความเป็นพิษก่อนนำมาใช้

vironmental toxicology เป็นตารางที่แสดงอันตรายของสารพิษต่างๆต่อสิ่งมีชีวิต โดยจัดเรียงตามกลุ่มสารพิษและปริมาณการใช้งานที่แนะนำ

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


จงเลือกยามา 1 ชนิดแล้วอธิบายลักษณะโมเลกุลโดยละเอียด

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


จงอธิบายว่ายาที่เลือกนั้นทำงาน mechanism อะไรในร่างกาย

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


จงหา molecule ยาที่มาแทนยาชนิดนี้ หากยานั้นขาดแคลนหรือดื้อยา โดยอธิบายทำไมยาใหม่ถึงมาแทนได้

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


จากบทความที่ไปเรื่อง Environmental toxicology จงอธิบาย Research method และวิจารณ์ข้อดีข้อเสียโดยละเอียด

ข้อดีของวิธีการวิจัยแบบสำรวจคือ สามารถเก็บข้อมูลจากกลุ่มประชาชนได้จากการสัมภาษณ์หรือการสำรวจ ข้อเสียคือเสี่ยงต่อการสัมผัสสารพิษ

วิธีการวิจัยแบบสำรวจ ได้แก่การเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์หรือการทำแบบสำรวจจากกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษ และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สารพิษกับผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม

ในบทความเรื่อง Environmental toxicology ได้ใช้วิธีการวิจัยแบบสำรวจและวิจัยพิจารณาตามวิธีต่างๆ เพื่อทดสอบสมมติฐานว่าสารพิษต่างๆ มีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างไร

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 73.5 เต็ม 155

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา