ตรวจข้อสอบ > นฤเบศ โมนะ > ชีวเคมีเชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์ | Biochemistry > Part 1 > ตรวจ

ใช้เวลาสอบ 195 นาที

Back

# คำถาม คำตอบ ถูก / ผิด สาเหตุ/ขยายความ ทฤษฎีหลักคิด/อ้างอิงในการตอบ คะแนนเต็ม ให้คะแนน
1


จ. คาร์โบไฮเดรต

จากรูปอินนูลินเป็นโพลิเมอร์ที่ประกอบด้วยหน่วยย่อยที่เป็นน้ำตาล ซึ่งเป็นสารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต

สารอินนูลินประกอบด้วยธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน ที่ส่วนประกอบหลักของน้ำตาล เมื่อพิจารณาสูตรโมเลกุลพบว่ามีหน่วยย่อยที่เป็นวงและมีหมู่ hydroxyl จำนวนมากซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของน้ำตาล ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรต

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

2


ง. 2 และ 3

ข้อ2ถูกเพราะว่า อินซูลินมีหน้าที่ในการนำกลูโคสมาสร้างเป็นไดลโคเจนที่ตับเเละกล้ามเนื้อลาย ข้อ3ถูกเพราะว่าคนที่เป็นเบาหวานมีเเนวโน้มที่จะมีนำตาลในเลือดค่อนข้างสูงทำให้ควรที่จะบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลลดลง

คนที่เป็นโรคเบาหวานมักมีน้ำตาลในเลือดค่อนข้างที่จะสูงซึ่งอินซูลินมีหน้าที่ปรับน้ำตาลในเลือดโดยจะเปลี่ยนน้ำตาลให้อยู่ในรูปของไกลโคเจนที่ตับเเละกล้ามเนื้อลายเพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

3


ค. เอนไซม์ทํางานได้ภายในช่วง pH ที่จํากัด

หากดูการทดลองที่2เปรียบเทียบกับชุดควบคุมจะเห็นได้ว่าเมื่อเติมเอนไซม์ที่ค่าpH5 จะใช้เวลาเเข็งตัวนานขึ้นมา2นาทีเเต่เมื่อเติมเอนไซม์ไปที่ค่าpH7จะเห็นได้ว่าใช้เวลานานมาก เเต่ เมื่อเติมเอมไซม์ไปที่ค่าpH10 ซึ่งใช้เวลาเท่ากับตัวควบคุมจะเห็นได้ว่าเอมไซม์ไม่มีผลแสดงให้เห็นว่าเอนไซม์สามารถทำงานได้ในช่วง pH ที่จำกัด หรือในช่วง pH ที่เหมาะสมจึงส่งผลต่อการแข็งตัวของเจลาติน

เอนไซม์เป็นที่เร่งการเกิดปฏิกิริยาเคมี ซึ่งในการทดลองเป็นการเปลี่ยนค่า pH จับเวลาการแข็งตัวของเจลาติน แสดงให้เห็นว่าเมื่อเอนไซม์ทำงานได้ดีจะใช้เวลาในการแข็งตัวนานขึ้น (pH=7) และช่วง pH อื่นๆจะมีประสิทธิภาพการทำงานลดลงเป็นผลจากลักษณะโครงสร้างของเอนไซม์ที่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างได้ตามค่า pH ทำให้เอนไซม์สามารถทำงานได้ดีในช่วง pH ที่เหมาะสมซึ่งอาจเกิดจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่เอื้ออำนวยต้อการเร่งปฏิกิริยาเคมีจึงทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเอนไซม์ดีที่สุด

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

4


ก. เพปไทด์ที่เกิดจากกรดXและกรดYทําปฏิกิริยากับCuSO4ในสภาวะเบสให้สารสีม่วง

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

5


ก. กรดอะมิโนที่จับกันด้วยพันธะเพปไทด์ 3 พันธะแสดงว่ามีกรดอะมิโน4 หน่วย จะเรียกว่าเตตระเพปไทด์ ข. ลักษณะดังที่โจทย์ให้มาเป็นลักษณะของ beta sheet ง. ลักษณะของโปรตีนที่เสริมแรงมักจะเป็นโปรตีนเส้นใย เช่น คอลลาเจน จ. โปรตีนกล้อนกลมและโปรตีนเส้นใยมักจะเป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างแบบจตุรภูมิ

การเกิดการสร้างพันธะเพปไทด์เกิดจากการเชื่อมต่อกันของกรดอะมิโนซึ่งจะเรียกชื่อเพปไทด์นั้นตามจำนวนกรดอะมิโนที่ต่อกัน และมีจำนวนพันธะเพปไทด์ = จำนวนหน่วยกรดอะมิโน -1 (ซึ่งจะเท่ากับจำนวนโมเลกุลของน้ำที่ปล่อยออกมาจากการสร้างพันธะเพปไทด์) โดยจะขดตัวเป็นโครงสร้างในระดับทุติยภูมิได้แก่ เกลี่ยวแอลฟาที่เกิดจากการสร้างพันธะไฮโดรเจนภายในสายเพปไทด์เดียวกันในพันธะเพปไทดในตำแหน่งใกล้ๆกัน (4 หน่วยกรดอะมิโน) และแผ่นจีบเบต้า ที่เกิดจากการสร้างพันธะไฮโดรเจนระหว่างสายเพปไทด์ที่อยู่คู่กัน ซึ่งทั้งสองดป็นโครงสร้างพื้นฐานในการรวมตัวเป็นโครงสร้างแบบตติยภูมิ(tertiary structure) และเป็นโปรตีนในระดับจตุรภูมิที่มีลักษณะเป็นโปรตีนก้อนกลม(globular protein) ซึ่งละลายน้ำได้ดี และโปรตีนเส้นใย (fibrous protein) ที่ละลายน้ำได้น้อยและเป็นสารช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเนื้อเยื่อ

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

6


A=กลีเซอรอล (glycerol) B=กรดไขมัน (free fatty acid) C=ไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride)

การเกิดกรดไขมัน/น้ำมันเป็นการเกิดปฏิกิริยาระหว่างกลีเซอรอลและกรดไขมันจะได้ไตรกลีเซอไรด์ (ไขมัน/น้ำมัน) โดยใช้กรดไขมันเป็น 3 เท่าของกลีเซอรอลดังสมการจะเห็นเลข 3อยู่หน้าสาร B ดังนั้นสารB จึงเป็นกรดไขมัน และสาร A จึงเป็นกลีเซอรอล

การเกิดไขมัน/น้ำมันเป็นการเกิดปฏิกิริยาระหว่างกลีเซอรอลที่มีหมู่ไฮดรอกซิล (-OH) 3 หมู่ กับกรดไขมันที่มีหมู่คารืบอกซิล (-COOH) เพียงหมู่เดียวจึงใช้กรดไขมัน 3 หน่วยในการเกิดปฏิกิริยาฏิกิริยากับกลีเซอรอล ซึ่งเป็นการสร้างพันธะเอสเทอร์ ซึ่งมี3 ตำแหน่งจึงเรียงไขมันหรือน้ำมันว่าไตรกลีเซอไรด์

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

7


จำนวนหยดไอโอดีนมากแสดงถึงความไม่อิ่มตัวของไขมันมากซึ่งเกิดปฏิกิริยาได้ง่ายเมื่อมีความร้อนจึงไม่เหมาะสำหรับนำไปใช้ทอดหรือประกอบอาหารด้วยความร้อนเป็นเวลานานจึงตอบไขมัน W X จึงเหมาะสมมากกว่าในการใช้ความร้อนในการประกอบอาหาร และเนื่องจากมีความอิ่มตัวมากจึงเกิดภาวะไขมันอุดตันได้ง่าย

การหยดไอโอดีนเป็นการทดสอบความไม่อิ่มตัวของไขมันหรือน้ำมัน ซึ่งไขมันไม่อิ่มตัวมากจะใช้ไอโอดีนจำนวนมาก และความไม่อิ่มตัวมากจะเกิดปฏิกิริยาได้ง่ายจึงไม่เหมาะสำหรับการให้ความร้อน และไขมันอิ่มตัวสูงจะเกิดการสะสมในหลอดเลือดทำให้เส้นเลือดตีบได้ง่าย

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

8


นำ้มันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากจะมีจุดหลอมเหลวต้ำและเกิดการเหม็นหืนได้ง่าย

กรดไขมันไม่อิ่มตัวเนื่องจากมีพันธะคู่ระหว่างคาร์บอนกับคาร์บอนมากส่งผลให้เกิดปฏิกิรยากับออกซิเจนได้ง่ายจึงเกิดการเหม็นหืนง่าย และพันธะคุ่ในกรดไขมันส่งผลให้เกิดความเกะกะจึงลดความแข็งแรงของแรงยึดเหนี่ยว ทำให้จุดเดือดจุดหลอมเหลวต่ำลง จึงกลายดป็นไขได้ยากกว่าน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

9


ข. น้ำมันมะกอกเท่านั้นที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว จึงทำปฏิกิริยาฟอกจางสีโบรมีนได้

น้ำมันทุกชนิดที่โจทย์กำหนดให้ประกอบด้วยส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัว จึงเกิดปฏิกิริยาฟอกจางสีโบรมีนได้

กรดไขมัน โอเคออกและไลโนเลอิกเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว จึงเกิดปฏิกิริยากับโบรมีนได้ ซึ่งเป็นส่วนประกอบในไขมันหรือน้ำมันที่โจทย์กำหนดให้ทุกชนิด

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

10


ก. ไข่ขาว , น้ำตาลทราย , เอทิลแอซิเตต

สารx เป็นโปรตีนเนื่องจ่กเกิดปฏิกิริยากับไบยูเรต สาร Y เป็นคารโบไฮเดรตที่ย่อยด้วยกรดได้จึงเกิดปฏิกิริยากับเบเนดิกตา

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

11


ข. ข้อ 1 และ ข้อ 2 ถูก

ข้อ 3 ผิดเพราะเซลลูโลสเกิดจากการเชื่อมต่อกันของกลูโคสด้วยพันธะเบตา1,4ไกลโคซิดิกลิงเกจ

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

12


ค. มีข้อถูก 3 ข้อ

สารที่เป็นภูมิคุ้มกันคือ อิมมูโนโกลบูลิน ไม่ใช่ ฮิมมูโนโกลบูลิน

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

13


X ปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส Y ปฏิกิริยาดีไฮเดรชันหรือปฏิกิรยาควบแน่น Z ปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส

ปฏิกิริยา Xเป็นการย่อยโปรตีน Y เป็นการเกิดน้ำตาลโมเลกุลคู่ Z เป็นการย่อยไขมัน

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

14


6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

15


ก. มีข้อถูกเพียง 1 ข้อ

พันธะเอสเทอร์พบในไขมันหรือน้ำมันเกิดจากกรดไขมันที่มีหมู่คาร์บอกซิล และกลีเซอรอลที่มีหมู่ไฮดรอกซิล

พันธะไดซัลไฟด์เกิดจากซัฟ์ไฮดริล 2 หมู่ พันธะฟอสโฟไดเอสเทอร์เกิดจากฟอสเฟตและไฮดรอกซิล ไกลโคซิดิกเกิดจากไฮดรอกซิล2 หมู่ของน้ำตาล 2 โมเลกุล

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

16


ง. นมถั่วเหลือง กลูโคส น้ำตาลทราย

สาร X เป็นโปรตีน สาร Y เป็นน้ำตาลรีดิวซ์ สาร Z ไม่ใช่แป้งและไขมันไม่อิ่มตัว

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

17


ง. ไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว แอลกอฮอล์ กรดไขมันไม่อิ่มตัว กลูโคส

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

18


ก. W, X และ Y

Z คือแอซิโตน ซึ่งไม่เกิดปฏิกิรยากับเบเนดิกต์

สารที่เกิดปฏิกิริยากับเบเนดิกต์แล้วเกิดตะกอนสีแดงอิฐจะเป็สารที่มีโครงสร้างของ alpha hydroxy ketone และ เป็นแอลดีไฮด์ W X Y เป็นแอลดีไฮด์ จึงเกิดตะกอนแดงอิฐ

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

19


จ. กรดอะมิโน

กรดอะมิโนเป็นได้ทั้งกรดและเบสซึ่งมีส่วนช่วยในการอควบคุม pH จึงเป็นบัฟเฟอร์

กรดอะมิโนมีหมู่คารืบอกซิลิกที่เกิดปฏิกิริยากับเบสได้ และมีหมู่อะมิโนท๊่เกิดปฏิกิริยากับกรดได้ในกรณีที่ระบบมีค่ากรด -เบสเปลี่ยนแปลง จึงควบคุม pH ได้

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

20


3. พืชไม่สามารถเกิดปฏิกิริยา photolysis จึงทำให้ไม่เกิด O2 ขึ้น

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

21


2. สามารถพบลักษณะของ cell membrane แบบ phospholipid bilayer ได้

10

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

22


ข้อใด ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับอะไมโลสและอะไมเลส

ง. อะไมเลส เปลี่ยนสีสารละลายคอปเปอร์ซัลเฟตเป็นสีม่วงในสภาวะที่เป็นเบส

6

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

23


2. Lac operon เกี่ยวข้องกับกระบวนการ breakdown ของ lactose

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

24


3. DNA polymerase

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

25


4. Repressor

7

-.50 -.25 +.25 เต็ม 0 -35% +30% +35%

ผลคะแนน 84.2 เต็ม 161

แท๊ก หลักคิด
แท๊ก อธิบาย
แท๊ก ภาษา